ตู้เซียวถอนหายใจยาวเหยียดและรู้สึกได้ว่าความเ็ปแผ่กระจายไปทั่วทั้งร่าง ทำให้เขาอดส่งเสียงโอดโอยออกมาไม่ได้
เขารู้สึกอ่อนเพลียและลืมตาไม่ขึ้น แต่กลับได้ยินเสียงเด็กน้อยร้องเรียกอยู่ข้างหู “ท่านพ่อ ท่านพ่อ”
ในอดีต เขาเคยปฏิบัติภารกิจมากมาย เคยเป็ทั้งลูก หลาน พ่อ และปู่ ในตอนนี้ เมื่อเข้าสู่มิติเวลาแห่งนี้จึงกลายเป็พ่อคนอย่างช่วยไม่ได้ และเขาก็ไม่ได้คิดมากอะไรอยู่แล้ว
เขาประเมินคร่าวๆ ว่าร่างของคนที่ตนอาศัยอยู่นั้นได้รับาเ็สาหัสและนอนหมดสติมาก่อนหน้านี้ ซึ่งปกติแล้ว เขาจะไม่สามารถลืมตาขึ้นมาในเวลานี้ได้ เขาจึงค้นหาความทรงจำของเ้าของร่างเดิมอย่างเงียบๆ
ความทรงจำของมนุษย์เกือบทั้งหมดอยู่ในเซรีบรัมส่วนกลาง วึ่งมีเพียงส่วนน้อยที่เป็ความทรงจำของสัญชาตญาณในร่างกาย ตราบใดที่เ้าของร่างไม่ได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองอย่างรุนแรงหรือเป็โรคอัลไซเมอร์ก็สามารถค้นหาความทรงจำได้
ตู้เซียวพยายามอดทนต่อความเ็ปเพื่อค้นหาความทรงจำในสมองอย่างยากลำบาก ในไม่ช้าภาพหน้าที่การงานที่แสนลำบาก ทุลักทุเล น่าหวาดเสียว การฝ่าฟันดงหนามผ่านคลื่นั์ที่ซัดสาดของเ้าของร่างเดิมก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นและเชื่อมโยงกัน ถักทอเป็เส้นใยของความทรงจำที่สมบูรณ์ ขณะที่เขากำลังร้อยเรียงความทรงจำเหล่านี้ก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ อันกั๋วกงซื่อจื่อ [1] ผู้องอาจห้าวหาญซึ่งมาจากแม่ทัพขั้นสามอวิ๋นฮุย เขาเป็คนใจกล้า
เขารับราชการเป็ขุนนางอยู่ทางตอนใต้มาสิบสี่ปี และตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาได้เดินทัพปราบปรามพวกโจรฏ สังหารโจรสลัด กำจัดโจรป่า และลงโทษพวกป่าเถื่อน ซึ่งเขาได้สร้างผลงานหลายต่อหลายครั้ง ในเวลานี้เขากำลังเดินทางกลับเมืองหลวงตามคำสั่ง และกำลังจะได้ควบคุมทัพใหญ่ซีซาน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็หัวใจสำคัญของฮ่องเต้ กลับกลายเป็ว่าระหว่างเดินทางกลับ คณะเดินทางของพวกเขาพบกับกลุ่มคนร้ายหรือพวกที่ดูแล้วเหมือนกลุ่มนักฆ่า พวกเขาถูกลอบโจมตี ซึ่งทหารองครักษ์ส่วนตัวและผู้ติดตามได้ต่อสู้กันอย่างหนักเพื่อสังหารศัตรูทั้งหมดที่บุกเข้ามา ทว่าในขณะที่หลายคนบุกเข้าไปโจมตีอย่างไม่คิดชีวิต เขากลับได้รับาเ็สาหัสและนอนไม่ได้สติมาตลอด กระทั่งตู้เซียวข้ามมิติมาสวมร่างนี้
เขาตั้งใจค้นหาอยู่ครู่ใหญ่ จนพบว่าิญญาของร่างเดิมได้จากไปแล้ว หากเขาไม่ได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้ เป็ไปได้มากว่าเ้าของร่างเดิมอาจจะตายด้วยอาการหมดสติขั้นรุนแรง
หากดวงิญญาของเ้าของร่างเดิมยังไม่ตาย ตามกฎระเบียบของหน่วยรบพิเศษ เขาไม่สามารถฆ่าหรือยึดครองได้ ซึ่งเขาทำได้เพียงผนึกิญญาดวงนี้ไว้ในมิติส่วนตัวอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ หล่อเลี้ยงิญญาให้เขาอยู่ในสภาวะจำศีลเท่านั้น หากหลังเสร็จสิ้นภารกิจเขายังไม่สิ้นอายุขัย ก็สามารถปลดปล่อยิญญาของเ้าของร่างเดิมได้ตามขั้นตอนมาตรฐาน เพื่อให้เขาดำเนินชีวิตในภายหลังต่อไป ซึ่งตอนนี้ิญญาเ้าของร่างเดิมตายไปแล้ว เขาจึงผ่อนคลายบ้างเล็กน้อย
หลังจากผสานความทรงจำกับเ้าของร่างเดิม ร่างกายกับิญญาเป็หนึ่งเดียวกัน อารมณ์ต่างๆ ได้ก่อเกิดขึ้นในใจ และเขาได้กลายเป็ซูตงเฉินแห่งราชวงศ์จิ้นเหนืออย่างเป็ทางการ
ทุกอย่างราบรื่นเป็ธรรมชาติ ซูตงเฉินจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็ได้ยินเสียงใครบางคนกำลังพูดอยู่ข้างหู
“นายน้อย ท่านแม่ทัพน่าจะยังไม่ได้สติ ท่านไปพักผ่อนก่อนเถิด” เสียงนั้นฟังดูสงบนิ่งและแฝงด้วยความเคารพ “ท่านอดหลับอดนอนมาสองวันสองคืนจนร่างกายจะทนไม่ไหวแล้ว บ่าวคอยเฝ้าอยู่ที่นี่ บ่าวจะดูแลท่านแม่ทัพเป็อย่างดีแน่นอน ท่านวางใจเถิด”
เสียงของเด็กชายคนนั้นแน่วแน่เป็อย่างมาก “ไม่ ท่านพ่อได้รับาเ็สาหัสเพราะปกป้องข้า ข้าจะเฝ้าอยู่ข้างกายท่านพ่อจนกว่าเขาจะฟื้นขึ้นมา”
จากนั้นก็มีเสียงอ่อนเยาว์บริสุทธิ์เอ่ยถามด้วยความเป็ห่วงว่า “พี่ใหญ่ อาการาเ็ของท่านพ่อเป็อย่างไรบ้าง? เขาจะฟื้นขึ้นมาเมื่อไร? ข้ากลัว… หากท่านพ่อเขา… ”
เด็กชายคนก่อนหน้าพูดขัด “ไม่ ท่านพ่อจะต้องฟื้น เขาแข็งแกร่ง มีความสามารถทุกอย่าง จะต้องไม่เป็อันใดแน่นอน” แม้น้ำเสียงของเขาจะหนักแน่น แต่กลับมีความสั่นเครือที่จับสังเกตได้ยาก และเห็นได้ชัดว่าเขาก็เป็กังวลอย่างมากเช่นกัน เพียงแต่ฝืนทนต่อหน้าผู้เป็น้องชายโดยไม่แสดงมันออกมา
ซูตงเฉินพยายามลืมตาขึ้นและพูดด้วยเสียงน้ำเสียงอ่อนแรงว่า “ิเอ๋อร์ จ้งเอ๋อร์… พ่อไม่เป็อันใด”
เด็กหนุ่มที่อยู่ปลายเตียงทั้งสองคนะโด้วยความดีใจและประหลาดใจพร้อมกัน “ท่านพ่อ ท่านฟื้นแล้ว”
เด็กชายทั้งสองอายุราวสิบปี เกิดมามีบุญญาธิการและถูกสภาพแวดล้อมกล่อมเกลาให้มีศักยภาพ เด็กคนหนึ่งสูงกว่าอีกคนครึ่งศีรษะ ดูแข็งแรงกว่า ส่วนเด็กอีกคนดูอ่อนเยาว์และผอมแห้งกว่าเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองซูบเซียวเพราะเป็ห่วงบิดาจนกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่สองวันสองคืน ทว่าผิวพรรณกลับกระจ่างใส ดวงตาแจ่มชัด สีหน้าและลักษณะท่าทางดีมาก สุขภาพแข็งแรงอย่างเห็นได้ชัด
ซูตงเฉินยกยิ้มพอใจ “เห็นพวกเ้าสบายดี พ่อก็วางใจ”
ขอบตาของเด็กทั้งสองพลันแดงก่ำ คนที่อายุน้อยกว่าหลั่งน้ำตาออกมาอย่างช่วยไม่ได้
ซูอวี้เมิ่งและซูอวี้จ้งเป็พี่น้องฝาแฝดกัน ขณะที่มารดาให้กำเนิด พวกเขาคลอดก่อนกำหนด ทั้งยังคลอดยาก นางจึงโชคไม่ดีและเสียชีวิตด้วยอาการตกเื นับแต่นั้นมาซูตงเฉินไม่เคยแต่งงานใหม่อีกเลย และไม่เคยรับอนุเข้าเรือน โดยที่ตนเองเป็ทั้งบิดาและมารดา ชุบเลี้ยงเด็กสองคนจนเติบใหญ่เพียงลำพัง
ซูอวี้จ้งนั้นอ่อนแอั้แ่เด็ก ป่วยบ่อยจนชนิดที่ว่าสามวันดีสี่วันไข้ ซึ่งซูตงเฉินมักจะอดหลับอดนอนดูแลเขาตลอดทั้งคืน ซูตงเฉินพยายามทุกวิถีทางในการรวบรวมวิธีรักษาแบบพื้นบ้านและหาสมุนไพรล้ำค่าต่างๆ มาบำรุงให้เขา หลังจากพยายามมาสิบปี เขาจึงเติบโตมาได้อย่างสมบูรณ์แข็งแรง เมื่อพวกเขาเข้าสู่วัยแห่งการเรียนรู้ ซูตงเฉินได้คัดเลือกอาจารย์สอนหนังสือและอาจารย์สอนวิชาการต่อสู้ให้พวกเขาอย่างระมัดระวัง ตราบใดที่ตนเองมีเวลาว่าง เขาก็จะสอนพวกเขาด้วยตนเองและคอยดูแลเอาใจใส่พวกเขาทั้งสองเป็อย่างดี
บุตรทั้งสองมีความรู้สึกเคารพเลื่อมใสและชื่นชมต่อบิดาอย่างสุดซึ้ง สามคนพ่อลูกพึ่งพากันเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน จึงมีความรู้สึกที่ลึกซึ้งต่อกันเป็อย่างมาก เมื่อถูกโจมตีระหว่างทางในครั้งนี้ ซูตงเฉินเฝ้าระมัดระวังเพื่อปกป้องพวกเขา หลังต่อสู้จนตนเองได้รับาเ็ เห็นพวกเขาไม่เป็อะไรร้ายแรง เขาก็รู้สึกวางใจที่เด็กทั้งสองไม่ได้รับาเ็แม้แต่ปลายเส้นผม
ใน่ท้ายของการต่อสู้อันดุเดือด ทันใดนั้นปลายธนูแหลมคมก็พุ่งทะลวงอากาศมา ซูตงเฉินกับซูอวี้เมิ่งหลบได้ทัน ทว่าการเคลื่อนไหวของซูอวี้จ้งกลับช้าไปครึ่งจังหวะ จึงหันเข้าหาลูกธนูโดยตรง ไม่มีทางหลบพ้น ซูตงเฉินตอบสนองอย่างรวดเร็วโดยการพุ่งเข้าไปผลักซูอวี้จ้งและถูกลูกศรปักทะลุอกขวา ปอดได้รับาเ็จนเกือบเสียชีวิต
สองวันมานี้ ซูอวี้จ้งทั้งโทษตนเอง ทั้งเ็ปใจ ทั้งเป็กังวลจนร้องไห้อยู่หลายหน ซูอวี้เมิ่งที่ต้องเฝ้าบิดาและปลอบน้องชายในเวลาเดียวกันนั้นเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด พอเวลานี้ได้เห็นบิดาฟื้นขึ้นมา เขาตื่นเต้นจบเกือบร้องไห้ออกมา
ซูตงเฉินอดกลั้นความเ็ปบริเวณหน้าอก เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นััเด็กทั้งสองและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “พ่อไม่เป็อันใดแล้ว พวกเ้ารีบไปกินข้าวเถิด จากนั้นก็พักผ่อน ช่วยตามลี่เฉวียนกับิฮั่นมาหาพ่อ พ่อมีธุระกับพวกเขา”
ซูอวี้เมิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “เช่นนั้น… ลูกไปหาลุงลี่เฉวียนกับลุงิฮั่น ส่วนน้องจะไปเอายามาให้ พวกลูกจะปรนนิบัติจนท่านพ่อดื่มยาเสร็จแล้วจึงจะไปกินข้าวขอรับ”
“ใช่ๆ ” ซูอวี้จ้งกลัวบิดาจะคัดค้านจึงลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไปด้านนอก “ข้าจะไปเอายามาให้ขอรับ”
การดื่มยาไม่จำเป็ต้องใช้ความพยายามอะไร ซูตงเฉินจึงไม่ปฏิเสธความกตัญญูของบุตรชาย เขาแย้มยิ้มตกลง “ได้ พวกเ้าไปเถิด”
เด็กชายทั้งสองยิ้มอย่างดีใจและวิ่งออกไปด้วยกัน
ซูตงเฉินหลับตา เขารู้สึกได้ว่าวิธีการที่ใช้รักษาเขาก่อนหน้านี้ชาญฉลาดมาก ซึ่งเป็ไปได้ว่าเป็การฝังเข็มห้ามเื และใช้ยาต้มเสริมพลังหยวนชี่เพื่อเร่งการฟื้นฟูอาการาเ็ ส่วนยาผงที่ใช้ทาแผลภายนอกก็นับว่าไม่เลว ทว่าในสมัยโบราณ ยาลดการอักเสบค่อนข้างขาดแคลน เขาจึงเตรียมพร้อมและกินยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบรุนแรงที่ตนเองพกติดตัวมาเผื่อไว้ด้วย
ห้องพักที่เขาอาศัยอยู่นั้นเรียบง่ายมาก เหมือนบ้านเรือนทั่วไป บนเตียงมีฟูกหลายชั้นวางทบกัน ให้ความรู้สึกค่อนข้างนุ่มสบายกว่าเตียงไม้แข็งๆ เขาค่อยๆ หันศีรษะมองรอบด้าน จากนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบ
ม่านประตูสีเขียวถูกเปิด ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาด้วยสีหน้าปีติยินดี
ผู้ที่เดินนำหน้าคือลี่เฉวียน ซึ่งเป็พี่เลี้ยงที่อยู่กับซูตงเฉินมาั้แ่ยังเล็ก คนผู้นี้คอยปกป้องเขาร่วมกับพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยง และยังเป็บ่าวรับใช้ของเขาในวัยเยาว์จนเขาเติบใหญ่ ขณะที่เขารับราชการ ลี่เฉวียนก็เป็พ่อบ้านด้วยจิตใจที่ซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อเขา ั้แ่เล็กจนโต ไม่รู้ว่าลี่เฉวียนได้รับความไม่เป็ธรรมมามากมายเพียงใด โดนเฆี่ยนตีมากี่ครั้ง ช่วยเขาเสี่ยงอันตรายไปกี่ครา ปกปิดเื่ต่างๆ มาแล้วไม่รู้กี่หน คนผู้นี้คือคนที่เขาไว้ใจมากที่สุด
ส่วนคนที่เดินตามมาด้านหลัง คือ ฟู่ิฮั่น ซึ่งเป็ที่ปรึกษาทางทหาร ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา คนผู้นี้ฉลาดหลักแหลม เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ซ้ำยังเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และโหราศาสตร์ ซึ่งเทียบได้กับจูกัดเหลียงขงเบ้งเลยทีเดียว เป็เวลากว่าสิบปีแล้วที่ฟู่ิฮั่นเป็ที่ปรึกษาด้านการทหารทางตอนใต้ คนผู้นี้ไม่เพียงเป็คนสนิทผู้เป็มันสมองของเขา ทว่ายังเป็สหายที่ดีที่สุดของเขาอีกด้วย
ฟู่ิฮั่นหล่อเหลาสง่างาม บุคลิกไม่ธรรมดา
เดิมทีฟู่ิฮั่นเป็หลานชายคนโตในภรรยาเอกของตระกูลฟู่แห่งสุนหลิ่ง ซึ่งเป็ตระกูลใหญ่ทางตะวันออกเฉียงใต้ บิดาของเขาเป็ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูล ทว่าภายหลังเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ และต่อมามารดาก็เสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บ จากนั้นลุงรองของเขาจึงกลายเป็ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูล ท่านลุงก็รู้สึกขัดหูขัดตาเมื่อเห็นเขา พยายามหาวิธีทำให้เขาตายด้วยอุบัติเหตุหรือป่วยตายอยู่หลายครั้ง
ตอนนั้นฟู่ิฮั่นอายุเพียงสิบขวบ ฉลาดหลักแหลม เมื่อรู้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลจึงแอบเอาทรัพย์สินส่วนตัวของบิดาและสินสอดของมารดาไปซ่อน หลังจากนั้นก็พาคนสนิทของบิดามารดาหนีออกจากตระกูลฟู่แห่งสุนหลิ่งไปที่เมืองหนานหยาง และกราบซือหม่าจางนักพรตผู้ยิ่งใหญ่เป็ศิษย์ หลังจากตรากตรำร่ำเรียนอยู่เป็เวลาสิบปี อาจารย์ก็มีคำสั่งให้ออกเดินทางท่องโลก
เมื่อเดินทางถึงตอนใต้ ระหว่างทางก็พบกับกลุ่มโจร ซูตงเฉินนำทัพไปปราบปรามพอดี เขาจึงร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่เพื่อกวาดล้างและทำลายแหล่งซ่องสุมของกลุ่มโจรให้สิ้นซาก
ทั้งสองต่างชื่นชมกันและกัน ถูกชะตาราวกับเป็เพื่อนเก่าั้แ่แรกเห็น ซูตงเฉินจึงเชื้อเชิญให้ฟู่ิฮั่นเป็ที่ปรึกษาทางการทหาร อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเขา ซึ่งฟู่ิฮั่นได้ตอบตกลงอย่างง่ายดาย
ครั้งนี้ซูตงเฉินได้รับคำสั่งให้กลับไปยังเมืองหลวง แน่นอนว่าฟู่ิฮั่นย่อมเดินทางไปพร้อมกัน ขณะที่ถูกนักฆ่านิรนามโจมตี เขาตอบโต้กลับเช่นเดียวกันจึงโดนฟันเข้าที่ไหล่ซ้าย ทว่าเอ็นกับกระดูกไม่ได้รับาเ็ ยังอยู่รอดปลอดภัยดี
เขาเดินไปข้างเตียงเพื่อดูอาการของซูตงเฉินใกล้ๆ อย่างละเอียด จากนั้นก็ตรวจชีพจร ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มผ่อนคลาย “ท่านแม่ทัพเป็คนดี์คุ้มครอง ดูแล้วอาการดีขึ้นมาก”
ลี่เฉวียนตื่นเต้นจนตัวสั่น เขาพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อย “ท่านแม่ทัพ ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว ในที่สุดก็ฟื้นแล้ว… ท่านแม่ทัพเพิ่งฟื้นหลังหมดสติสองวัน ท่านคงจะหิวกระมัง? ท่านอยากกินอะไรหรือไม่? ”
“เ้าไม่ต้องไปทำเื่หยุมหยิมพวกนั้น ปล่อยให้แม่นมเฉิงเป็คนจัดการ งานในส่วนนี้นางถนัดกว่าเ้ามากโข” ซูตงเฉินพูดติดตลกแล้วไอเบาๆ พลางเบนสายตามองไปที่ฟู่ิฮั่น ทันใดนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็จริงจังมากขึ้น “ิฮั่น พวกคนที่าเ็และล้มตายเป็อย่างไรบ้าง? แล้วพวกศัตรูเล่า? จับเป็ได้บ้างหรือไม่? ”
ฟู่ิฮั่นนั่งลงข้างกายเขาและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นักฆ่าพวกนี้แข็งแกร่งยิ่งนัก ทหารองครักษ์ของท่านถูกฆ่าตายสิบเจ็ดศพ สามสิบสี่คนาเ็สาหัส และาเ็เล็กน้อยอีกนับร้อย ส่วนองครักษ์ส่วนตัวของท่านได้รับาเ็เพียงเล็กน้อย ไม่ใช่เื่ใหญ่ นอกจากนี้ยังมีพวกบ่าวรับใช้บางส่วนที่วิ่งหนีกันอุตลุดท่ามกลางการต่อสู้และถูกลูกหลง ซึ่งทั้งหมดเป็บ่าวรับใช้ที่ต่ำกว่าขั้นสาม อายุยังน้อยและไม่รู้ความ ทว่าโชคดีที่ไม่ได้รับอันตรายถึงชีวิต ดูแลสักระยะคงฟื้นตัว นักฆ่าทั้งหมดรวมร้อยสามสิบสามคนไม่ถูกตัดศีรษะก็ถูกฆ่าตายด้วยยาพิษ จึงไม่เหลือรอดสักคน ข้าได้ตรวจสอบศพและสิ่งของที่พวกเขาพกติดตัวมาอย่างละเอียดแล้ว ตอนนี้ยังไม่พบเบาะแสใดๆ ”
“อืม” ซูตงเฉินขมวดคิ้ว “อยู่ที่นี่นานคงไม่เหมาะ พรุ่งนี้พวกเราออกเดินทางกลับเมืองหลวงให้เร็วที่สุด” กลับเมืองหลวงครั้งนี้ นอกจากบุตรชายสองคนที่พาไปด้วย ยังมีทรัพย์สินหลายสิบเกวียนที่เก็บหอมรอมริบมาตลอดสิบปี และเขาได้พาองครักษ์หลายพันคน ซึ่งมีกลุ่มทหารองครักษ์ แปดองครักษ์ และแปดองครักษ์เงา นอกเหนือจากนี้ยังมีผู้ติดตาม บ่าวรับใช้ชายหญิงวัยเยาว์ และบ่าวรับใช้มีอายุนับสิบคนตามไปรับใช้ ส่วนใหญ่พวกเขาเป็ทหารผ่านศึกพิการและเป็สมาชิกในครอบครัวซึ่งมีฝีมือไม่เลว ในตอนนั้นพวกเขาได้ปกป้องอยู่ข้างกายนายน้อยทั้งสอง และต่อสู้อย่างสุดความสามารถ ทว่ากองทัพที่ทรงพลังเช่นนี้กลับเกือบพ่ายแพ้อย่างราบคาบให้กับนักฆ่ากว่าสามร้อยคน แสดงให้เห็นถึงความร้ายกาจของศัตรู เขาจึงตัดสินใจรีบกลับไปที่เมืองหลวง เพราะไม่้าให้บุตรชายทั้งสองตกอยู่ในอันตราย
เมื่อได้ยินคำพูดของซูตงเฉิน ลี่เฉวียนก็เป็กังวลขึ้นมาทันที “ท่านแม่ทัพได้รับาเ็สาหัส ไม่ควรได้รับการกระทบกระเทือนอีก พักผ่อนอีกสองสามวันแล้วค่อยออกเดินทางเถิด”
ฟู่ิฮั่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางขมวดคิ้ว เขาตรวจชีพจรให้ซูตงเฉินและไตร่ตรองอย่างรอบคอบ จากนั้นก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ก็ได้ ที่นี่ไม่เหมาะจะอยู่นานจริงๆ พวกเราออกเดินทางวันพรุ่งนี้ สองสามวันแรกเดินทางช้าหน่อย ในรถม้าวางเบาะนุ่มๆ หนาๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา”
……
เชิงอรรถ
[1] ซื่อจื่อ เป็ตำแหน่งที่ใช้เรียกบุตรชายของท่านอ๋อง หรือท่านโหวที่เป็พระอนุชาของฮ่องเต้