ตอนที่ 9
ช่วยเหลือ เมืองจิ้งเตี้ย
“ตึง ตึง ตึง!”
เสียงกลองทุ้มสนั่น มีขบวนกองทหารประมาณห้าสิบนาย
เดินคุ้มครองการเสด็จของเ้าเมืองที่นั่งอยู่ภายในเกี้ยว
“นั่น! ท่านเ้าเมืองเดินทางมา เยี่ยมเยียนประชาชน”
เสียงพูดะโของชาวบ้านที่ขายของอยู่นอกโรงเตี๊ยม
เถ้าแก่และพวกของหลินหลินเดินมาสมทบ ดูขบวนเสด็จ
เห็นท่านเ้าเมืองเปิดม่านจากเกี้ยวโบกมือให้ชาวบ้าน
“ภายนอกท่านเ้าเมืองมีความสุขดี แท้จริงแล้วภายใน
เศร้าหมองนัก” เถ้าแก่เอ่ย
“ท่านรู้ได้อย่างไร”
หลินหลินถาม
เถ้าแก่ไม่ได้พูดอะไร แล้วรีบชวนลงไปต้อนรับท่านเ้าเมือง
ทหารอารักขาช่วยเปิดม่าน แบกคนในเกี้ยวออกมานั่งเก้าอี้ไม้ด้านนอก
ไม่น่าเชื่อว่า ท่านเ้าเมืองเป็คนพิการ ไม่มีขา
เขาพยายามโบกมือที่ไร้เรี่ยวแรง ทักทายชาวบ้าน แต่ดูสีหน้าไม่สู้ดีนัก
เกี้ยวพระชายาอีกคันตามมาด้วย เธอลงจากเกี้ยวมาพร้อมทหารองครักษ์ กางหนังสือแถลงการณ์ออก ป่าวประกาศให้ชาวบ้านรู้
“พี่น้องราษฎรแห่งเมืองจิ้งเตี้ยทั้งหลาย ที่พวกเ้าอยู่ดีมีสุขนี้ เพราะมีท่านเ้าเมือง ดูแลพวกเ้า”
“ต่อไปนี้ทางการจำเป็ต้องมีการบำรุงเมือง บูรณะซ่อมแซม
เป็การใหญ่ และเพื่อเป็การคุ้มครองราษฎรให้อยู่รอดปลอดภัย
ทางการจะเก็บค่าคุ้มครอง ทั้งพ่อค้า แม่ขาย”
“หา อะไรนะ ค่าคุ้มครองหรือเนี่ย”
“โห่ โห่.......”
ชาวบ้านที่ออกมาต้อนรับ เริ่มไม่พอใจ
“หุบปาก! ถ้าพวกเ้าไม่จ่าย ก็ไม่ต้องขายของ ระวังจะไม่มีใครคุ้มครองนะ”
พระชายาตวาดใส่
“ข้าไม่จ่ายหรอก ั้แ่ท่านเ้าเมืองได้เ้ามาเป็ชายา ข้าว่าเมืองนี้มันแย่ลงนะ”
ลุงฟู่ชาวบ้านเถียงใส่
“อะไรกัน นี่มันคำสั่งท่านเ้าเมืองนะ เ้าพวกปากดี คอยดูเถอะ”
พระชายาโมโหมาก สั่งทหารแบกเกี้ยวกลับ
พวกหลินหลินสงสัย ทำไมท่านเ้าเมืองถึงไม่พูดอะไรเลย
เถ้าแก่ที่ยืนข้างๆ เหมือนรู้ความนึกคิดของเธอ จึงเล่าเื่ราวให้ฟังว่า
เมื่อก่อนเมืองนี้เคยมีความสุขมาก ท่านเ้าเมืองเคยมีพระชายา นามว่าเหมยลี่ เป็สตรีที่งดงาม จิตใจดี และเป็ที่รักของชาวบ้าน
เขาหลงใหลเธอมาก แต่น่าเสียดายที่เธออายุขัยสั้นนัก
ต้องเสียชีวิตลงเป็เพราะอุบัติเหตุ
“อุบัติเหตุเหรอ!”
พวกของหลินหลินสงสัย
“ใช่แล้ว”
“มันทำให้ท่านเ้าเมืองต้องเสียใจ จนถึงทุกวันนี้”
“ท่านไม่พูดไม่จา หรือสมคบกับผู้ใด ความบั่นทอนทำลายจิตใจ เนิ่นนานเข้าจนท่านกลายเป็ใบ้”
“ท่านเคยคิดฆ่าตัวตาย ะโลงมาจากหุบเขาสูง ขาหัก
สองท่อน เดชะบุญที่ทหารลาดตระเวนเข้าไปพบ จึงช่วยเหลือไว้ได้ทันท่วงที เพื่อประคองชีวิตให้รอด หมอหลวงจึงต้องตัดขาทิ้งไป”
“มู๋เก้อ นางสนมคนสนิทของท่านได้โอกาส อาศัยตอนที่จิตใจ
ของท่านอ่อนแอ ล่อลวงให้ท่านแต่งตั้งให้เธอเป็พระชายา”
“จากนั้น ท่าน.......จึงถูกนางจูงจมูกเรื่อยมาจนถึงบัดนี้”
“ท่านรู้ได้อย่างไร”
เ้าอ้วนสงสัย
เถ้าแก่ไม่ตอบอีกตามเคย แล้วขอตัวเข้าไปในร้านดูแลลูกค้าต่อ
“ทำตัวน่าสงสัยอีกแล้วเถ้าแก่”
เ้าอ้วนหงุดหงิดกับอาการของเขา
“ข้าว่าเราเข้าไปเดินในเมืองกันเถอะ”
หลินหลินบอกเพื่อนๆ
กู่ไท่หยางพยักหน้าเห็นด้วย
บรรยากาศในเมืองดูแล้วยังคงค้าขายกันดี แต่ต้องแลกด้วยการเสียค่าคุ้มครองที่มากโข อีกทั้งการเรียกเก็บค่าคุ้มครอง
ยังไม่ผิดกฎหมาย จากกฎใหม่ตามคำสั่งของเ้าเมือง ที่น่าจะมีนางมู๋เก้ออยู่เื้ั
และพวกเขาก็ออกมาเจอกับเหตุการณ์หนึ่งพอดี
มีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนมุงอยู่ที่ร้านค้าตรงด้านหน้า
“จ่ายค่าคุ้มครองมาซะดีๆ ไม่งั้นก็เลิกขายไปซะ”
เสียงของพวกกลุ่มอันธพาลหลายคนที่รังแกชาวบ้าน
“นี่มันอะไรกัน ข้าอยู่เมืองนี้มาั้แ่เด็กๆ ไม่ต้องให้ใครมาคุ้มครอง พวกเ้าจะทำอะไร ข้าพร้อมสู้ตาย”
ที่เถียงอยู่กับกลุ่มอันธพาลนั้นคือ ลุงฟู่ ผู้เคยต่อกรกับพระชายา
มู๋เก้อเื่ค่าคุ้มครอง ตอนนี้เขาโดนกลุ่มชายฉกรรจ์ล้อมไว้เต็มร้าน
ลุงฟู่โวยวายใส่พวกนักเลง
“นี่มันรังแกกันชัดๆ”
“แล้วพวกทหารไปไหนหมด ไม่ได้มาดูแลคนที่นี่เลยหรือ”
“ข้ารู้นะ ว่าพวกนักเลงอย่างเ้า ร่วมมือกับพระชายา สั่งพวกทหารไม่ให้เข้ามายุ่ง เพื่อจะเรียกค่าคุ้มครองโหดๆ ใช่ไหม ไปตายเสียเถิด
ไอ้พวกบ้า” ลุงฟู่ถือไม้กวาดจะเข้าไปตี
แต่..................................
“สามหาว! ไอ้แก่!”
“ตุ้บ!”
ลุงฟู่โดนหมัดซัดเต็มปากจนหงายท้อง
พวกหลินหลินทั้งสามคนเข้าไปช่วยพยุงลุงขึ้นมา พร้อมปกป้อง
“หยุดนะ นี่มันอะไรกัน เ้าพวกอันธพาล”
เธอกร้าวใส่พวกนั้น
“แล้วพวกเ้าเป็ใคร”
“พวกเ้าไม่ใช่คนเมืองนี้นี่ มาแส่อะไรไม่เข้าเื่”
“อยากลองดีหรือไง”
นักเลงผู้หนึ่งกล่าว
เ้าอ้วนเริ่มหมั่นไส้ ถกแขนเสื้อพร้อมบู๊ หลินหลินจับมือเขาไว้ แล้วบอกว่า
“เอาแค่เบาะๆ ก็พอนะ อย่าใช้พลังเยอะเกินไป”
“บ่นอะไร”
นักเลงจอมหาเื่ วิ่งมาเสยหมัดเข้าใส่ก่อน
“ตูม!”
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต้องตะลึง ไม่คาดคิดว่าผู้ที่กระเด็น ล้มกอง
กับพื้น จะเป็นักเลงชายฉกรรจ์คนนั้น
เ้าอ้วนสาวหมัดใส่ได้หนักหน่วงและเร็วกว่า เป็เพราะฝึกวิชาจนแกร่งขึ้น ประกอบกับพวกเขาอยู่ใน่วัยหนุ่มสาว และได้เคล็ดลับ
การฝึกจากแม่ทัพจิวช่วยพัฒนาฝีมือและทักษะการต่อสู้ได้ดีมาก
พวกอันธพาลที่เหลือกลัวจัด วิ่งหางจุกตูด แม้มีกำลังคนเยอะ
แต่ขี้ขลาดสิ้นดี
สถานการณ์ปลอดภัยแล้ว จึงไปช่วยปฐมพยาบาลคุณลุงฟู่
โดยไม่ทันมองว่าบนต้นไม้ใหญ่ มีนักฆ่าเืเย็นสายลับองครักษ์
ของพระชายามู๋เก้อแอบดูอยู่ มันจึงรีบไปรายงานให้นางทราบ
คุณลุงฟู่เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงไปของเมืองนี้ นั่นเป็เพราะฝีมือของนางมู๋เก้อ สิ่งที่เขาพูดตรงกันกับเถ้าแก่โรงเตี๊ยม
แต่ประชากรเมืองนี้จะรับฟังคำสั่งของเ้าเมืองจิ้งเตี้ยเท่านั้นพวกชาวบ้านจะแข็งแกร่งขึ้นได้ เพราะนายของเขา ก็คือ
ท่านเ้าเมืองนามว่าหวูชี่ แห่งเมืองจิ้งเตี้ย
ลุงฟู่เชื่อว่าท่านโดนพิษกล่อมประสาทที่แม่นางมู๋เก้อเล่นไม่ซื่อ ฉะนั้นต้องปลุกท่านเ้าเมืองให้ตื่น ฟื้นคืนจากภวังค์ได้ ด้วยยาแก้พิษ
ส่วนตำรับยานั้น ก็คงอยู่ในวังเช่นกัน
“ถ้าอย่างนั้นให้เป็ธุระของพวกข้าเอง”
หลินหลินเอ่ย
ก่อนจากกัน คุณลุงฟู่ได้มอบปลอกแขนใส่ข้อมือให้เ้าอ้วน
แสดงความขอบคุณที่เข้ามาช่วยเหลือ
มันมีส่วนผสมของแร่เหล็กฉีชี่ ทำให้มีความเหนียวแน่น
น้ำหนักเบา และใช้ป้องกันอาวุธแหลมคมได้
จากนั้นทั้งสามคนจึงเดินทางไปที่พำนัก จวนของท่านเ้าเมืองเพื่อแจ้งให้ท่านทราบว่า มีอันธพาลมาก่อกวน รังแกประชาชน
ที่ด้านหน้าจวน มีทหารมากมาย เข้าเวรยืนคุมอยู่
“พวกเ้ามาทำอะไรที่นี่”
ทหารนายหนึ่งเอ่ยถาม
“พวกเรามาแจ้งให้เ้าเมืองทราบว่า มีพวกอันธพาลอยู่ในเมือง”
กู่ไท่หยางตอบ
“ที่นี่ไม่รับแจ้ง พวกเ้ากลับไปซะ”
พวกเขารู้อยู่แล้วว่าตอนนี้กองทหารถูกควบคุมโดยมู๋เก้อ และ
พวกอันธพาลก็เป็พวกเดียวกัน
“นี่ พวกท่านจะนิ่งดูดายไม่ช่วยเหลือชาวบ้านอย่างนั้นหรือ”
เ้าอ้วนทำดุ ตะคอกใส่
ทหารนายนั้นโมโหจึงชกเข้าให้
“หมับ”
เ้าอ้วนจับข้อมือเขาได้ บิดหักหงายข้อมือจนนายทหารคนนั้นต้องร้องขอชีวิต ทหารนายอื่นเห็นเหตุการณ์ ยังเก้ๆ กังๆ ที่จะเข้ามาช่วยเหลือ เพราะไม่กล้าหือกับเ้าอ้วน
“หยุดนะ! พวกเ้ามาทำอะไร”
พระชายามู๋เก้อะโเสียงดังออกมาจากด้านในจวน เดินมาพร้อมกับทหารสายลับที่ได้รายงานให้นางทราบแล้วว่าพวกหลินหลิน
เป็ผู้มีวิชายุทธแกร่งกล้า
ทหารสายลับเป็นักฆ่าที่หน้าตาอัปลักษณ์ เพราะรอยแผลเป็เต็มไปหมดจากการผ่านมาหลายสมรภูมิรบ มีหลังค่อมเพราะกระดูกผิดรูป และเล็บมือแหลมคมดังสัตว์ร้าย แม้กายเป็มนุษย์ แต่ไฉนเดินสี่เท้าดังเช่นสัตว์เดรัจฉานกันเล่า และฉายามันคือ
“ค่อมผี”
ว่ากันว่าเคยมีชาวบ้านขัดใจพระชายา พอถึงวันรุ่งขึ้น เขาคนนั้นกลายเป็ศพ ใบหน้าถูกข่วนเป็แผลเหวอะหวะ หน้าเละจนจำไม่ได้ ชาวบ้านต่างรู้กันดีว่าเป็ฝีมือของค่อมผี ตนนี้เอง
ทหารทั้งหมดคุกเข่า รีบรายงานว่าถูกพวกหลินหลินบุกรุกเข้ามา
สาวน้อยจึงแจ้งเหตุ บอกพระชายาว่า ในเมืองมีอันธพาลเข้ามา
ทำร้ายชาวบ้าน เหตุใดทหารจึงไม่ปกป้อง ขอให้พวกเธอได้พบกับ
ท่านเ้าเมืองด้วย
พระชายามู๋เก้อหัวแหลมเหลี่ยมจัด เห็นว่าพวกหลินหลินฝีมือดี จึงหวังจะเกลี้ยกล่อมให้มาเป็พรรคพวก ว่าแล้วจึงเชิญเข้านั่งรอ
ด้านในจวนรับรองก่อน
ข้างในมีพื้นที่กว้างขวางและมีสวนดอกไม้ หลินหลินและเพื่อนๆ แอบเห็นท่านเ้าเมืองหวูชี่นั่งนิ่ง ซึมกะทืออยู่ในสวน เหม่อลอยดั่ง
มนุษย์ผู้ไร้สิ้นซึ่งความหวัง
(ที่ด้านหลังจวนรับรอง)
นักเลงอันธพาลที่โดนพ่างไจ๋เล่นงานสะบักสะบอม แอบมารายงานให้พระชายาทราบ ว่าเ้าเด็กพวกนี้มันมีวิชาดีให้ระวัง
พระชายารู้แต่แรกแล้ว และเมื่อพวกลูกน้องอันธพาลของนางทำงานผิดพลาด เขาจึงต้องถูกลงโทษ
โดยการ...................................
แควก!
เสียงกรงเล็บปาดคอ จนร้องทุรนทุราย เืไหลหยดหมดตัว
ม้วยมรณาไปด้วยฝีมือของุ์นามว่า ค่อมผี ที่พระชายาเลี้ยงไว้นั่นเอง
จัดการลงโทษเสร็จแล้ว นางกลับมาคุยกับพวกหลินหลินต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และได้หว่านล้อมให้เข้ามาเป็พวกนาง
ด้วยข้อเสนออันหอมหวาน ไม่ว่าจะเป็เพชร พลอย แก้วแหวน เงินตรา ทองคำ และอาหารอีกมากมาย แต่พวกหลินหลินไม่เอาด้วย
ปัง!
เสียงตบโต๊ะดังสนั่น
“พวกเด็กน้อย ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม กล้าดียังไงมาต่อรองกับข้า ข้ารู้ว่าพวกเ้า้าพบท่านเ้าเมือง แต่เมินเสียเถอะ ตอนนี้เขาป่วยอยู่ ยังไงเสียพวกเ้าก็ไม่มีทางได้พบท่านหรอก หรือพวกเ้าจะกล้าหือกับกองทัพของข้า”
หลินหลินตอบกลับทันควัน
“พวกข้ามิบังอาจต่อกรกับกองทัพของท่านหรอก”
เธอรู้ว่าพระชายาไม่ให้พบเ้าเมืองแน่ๆ จึงใช้คารมเย้าแหย่
“แต่ข้าเคยได้ยินมาว่า ทหารแห่งเมืองจิ้งเตี้ยเป็ผู้มีฝีมือ
ข้าเองก็อยากประมือด้วย ครั้นจะสู้ทั้งกองทัพ เด็กน้อยอย่างข้าคงสู้ไม่ไหว”
“และเพื่อความยุติธรรม เรามาประลองยุทธกันไหม”
“พวกข้ามีแค่สาม ท่านเลือกทหารฝีมือดีมาอีกสาม”
“ผู้ชนะสองในสาม คือฝ่ายชนะ อีกฝ่ายต้องยอมถอย ผู้ชนะจะได้ในสิ่งที่้า และพวกข้า้าพบท่านเ้าเมืองหวูชี่”
หลินหลินแกล้งพูดเสียงดังให้ทหารคนอื่นได้ยิน
“หรือว่าท่านจะเอากองทัพทหารมารุมเด็กน้อยอย่างข้า”
คำพูดของหลินหลินกระตุกต่อมโมโหของนาง
“ชิ เ้าเด็กพวกนี้มันช่างโอ้อวดดีจริง”
แล้วก็ยอมตกลงด้วย
“ได้สิ ถ้าข้าชนะ ข้าขอชีวิตของพวกเ้าทั้งสามละกัน คอยดูนะ
ข้าจะเหยียบย่ำให้จมดินเสียเลย สามสิบหกชั่วยามหลังจากนี้ เมื่อฟ้าสาง ให้การประลองยุทธเริ่มขึ้น”
“ทหาร! จงป่าวประกาศให้ชาวบ้านรู้ว่าใครกล้าหือกับข้า ต้องเป็แบบนี้ และถ้าพวกเ้าแพ้ ข้าจะตัดคอเสียบประจาน”
นางชี้หน้าพวกหลินหลินด้วยความโมโห
~~~~~~~~ ที่โรงเตี๊ยม ~~~~~~~~
ข่าวประลองยุทธถูกประกาศแพร่สะพัด อีกแค่สามสิบหกชั่วยามจะได้ประลองยุทธแล้ว พวกเด็กๆ ชะล่าใจที่มีวิชาหมัดลมปราณัั
จึงไม่เกรงกลัวผู้ใด
“แต่เ้าแน่ใจหรือที่จะประลองยุทธกับทหารของนาง อย่าดูถูกพระชายานะ การเดิมพันช่างไม่สมดุลกันเสียเลย หากชนะก็แค่ได้พบ
เ้าเมือง แต่หากแพ้ถึงกับเสียชีวิต”
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมว่า
“ข้าว่า วิชาที่พวกเ้ามีแค่นั้น ไม่อาจชนะไอ้ค่อมผีได้หรอก
อีกทั้งเขายังมียอดฝีมือมากมาย พวกเ้าแพ้แน่ๆ”
คำพูดของเถ้าแก่บั่นทอนจิตใจยิ่งนัก ทำให้ความฮึกเหิม
กลับกลายเป็ความกังวลทันใด
“งั้นเราต้องรีบฝึกเพิ่ม เพื่อให้แข็งแกร่งขึ้น”
กู่ไท่หยางเสนอ เพราะเขารู้ตัวว่าอ่อนแอที่สุด
“การฝึกเพิ่มในเวลากระชั้นชิด คงได้อะไรไม่มากแน่ๆ”
“ข้าว่าพักผ่อนดีกว่ามั้ง”
เ้าอ้วนไม่เห็นด้วยกับเ้าบื้อ แถมยังหาอะไรกินใส่ปากไปเรื่อย
“เอานี่ไป”
จู่ๆ เถ้าแก่จึงยื่นสิ่งหนึ่งให้
มันคือกระบอกไม้ที่พันผนึกด้วยเส้นไหมโบราณ
“คัมภีร์ทวิั์เนตร!”
พวกเ้า้ามันสินะ
ไม่น่าเชื่อว่าจะได้มันมาอย่างง่ายดาย
ทำไมเถ้าแก่รู้อีกแล้วว่าพวกเธอตามหามัน หลินหลินสงสัย
“อ้าว นี่ คัมภีร์เล่มนี้ที่แม่ทัพจิว้าสินะ งั้นภารกิจก็สำเร็จ
ไปหนึ่งอย่าง ที่เหลือแค่หาตำรับยาแก้พิษ รีบไปส่งให้แม่ทัพจิวกันเถอะ
ไม่ต้องประลองอะไรแล้วทั้งนั้น” เ้าอ้วนบอก
“บางที ผู้สำเร็จคัมภีร์เล่มนี้ อาจใช้เป็วิชาถอนพิษได้นะ ก็เท่ากับว่าภารกิจพวกเ้าสำเร็จครบถ้วนแล้ว”
“ถ้าพวกเ้ารับคัมภีร์ไว้แล้ว ส่งไปที่เมืองฉางลั่ว แล้วรีบออกจากเมืองนี้ไป พวกเ้าก็จะปลอดภัย”
เถ้าแก่ให้คำแนะนำ
“ถ้าอย่างนั้น คนที่นี่ก็จะรับทุกข์กันต่อไป”
“แม้ไม่ใช่กงการอะไรของข้า แต่ข้าก็จะเข้าร่วมประลองครั้งนี้”
“ใครจะร่วมกับข้าบ้าง”
หลินหลินยืนกรานที่จะเข้าสู้ แต่เพื่อนๆ อีกสองคนยังนิ่งเฉย
เธอผิดหวังเล็กน้อยที่เพื่อนๆ ไม่เอาด้วย จึงหันไปคุยกับเถ้าแก่
“แล้วทำไมท่านถึงให้ข้า”
สาวน้อยถามเถ้าแก่
เถ้าแก่ไม่ตอบเช่นเคย แต่เพราะเธอเป็ลูกของหลินโจว คัมภีร์จึงควรกลับไปสู่เ้าของที่แท้จริง
(ค่ำคืนบนโต๊ะอาหารในโรงเตี๊ยม)
หลินหลินยังกังวลว่า เพื่อนๆ จะเห็นด้วยกับความคิดของเธอ
ที่ฝืนเข้าร่วมประลองยุทธหรือไม่ จึงกล่าวขึ้นว่า
“ท่านย่าเคยสอนข้าไว้ คนเราต้องทำดี มีความยุติธรรม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย”
เ้าอ้วนเองก็ฉุกคิดอยู่นาน ก่อนตกลงใจกล่าวว่า
“แม้ข้าจะเกเร กินจุไปบ้าง แต่ข้าก็ไม่ชอบให้ใครมาเอาเปรียบ ตอนนี้เราเป็ทหารองครักษ์แล้ว ต้องปกป้องประชาชน
แม้พวกเขาจะไม่ใช่คนที่เมืองของเราก็ตาม เพราะเขาเป็มนุษย์เหมือนเรา”
เ้าบื้อคนที่หลินหลินกังวลว่าจะไม่เอาด้วย ที่สุดก็เอ่ยขึ้น
“ข้าเกิดมามีชีวิตเดียวอยู่แล้ว มิเคยรักตัวกลัวตายหรอก
พวกเรามาช่วยคนที่เมืองนี้กันเถอะ”
พวกเขาทั้งสามตกลงเข้าร่วมประลองยุทธที่มีความตาย
เป็เดิมพัน ช่างเป็ภาระที่ยิ่งใหญ่ของเด็กน้อยเสียทีเดียว ต้องกู้เมือง
จากการปกครองอย่างไม่เป็ธรรมของพระชายา
แต่เมื่อมีคำเตือนจากเถ้าแก่ พวกเขาทั้งสามจึงครุ่นคิดอย่างหนัก ระดมสมองกันว่า จะเอาชนะการประลองอย่างไรดี แล้วกระบอกไม้ที่ได้มา ที่เธอตั้งไว้รอคัดส่งให้แม่ทัพจิว ก็โดนลมพัดกลิ้งมาในวงสำรับ
ทุกคนมองหน้า คิดเหมือนกันว่าอยากให้หลินหลินลองอ่านมัน
เธอจึงบรรจงม้วนเส้นไหม ถอดฝากระบอก ดึงม้วนคัมภีร์ออกมา อ่านได้ใจความว่า
“คัมภีร์ทวิั์เนตร”
“ร่ายลมปราณ เวียนวน
ผ่อนปรนลงพสุธา สู่ฟ้า
จิตมั่นคง ปลงชีวา
เปิดนภา เบิกเนตร”
แม้นเป็แก่นวิชาดูเหมือนเข้าใจง่าย แต่ทำให้ได้มันยากมากกว่า
พวกเขาตกลงกันว่าควรลองฝึกดูก่อน ซึ่งอาจจะเป็ทางเดียว
ที่จะช่วยให้ชนะการประลองได้
“คงต้องเริ่มจากวิชาลมปราณัั”
สาวน้อยว่า แล้วเริ่ม
ร่ายลมปราณ เวียนวน…..
“ฮึบ!”
“วูมมม!”
เธอเก่งขึ้นมาก เร่งลมปราณแสงสีฟ้าอันเร่าร้อนขึ้นมาได้
อย่างรวดเร็ว จากนั้นฝึกตามคัมภีร์ขั้นต่อไป
ผ่อนปรนลงพสุธา สู่ฟ้า
เธอกระทืบเท้า
“ย้าก!!!!
เปรี้ยง!!!!”
พื้นเป็หลุมขนาดใหญ่ แล้วปล่อยหมัดขึ้นฟ้าอีก
“ย้าก!!!!”
“เปรี้ยง!!!!”
พลังปราณแสงสีฟ้าพวยพุ่งขึ้นไป
จิตมั่นคง ปลงชีวา
เปิดนภา เบิกเนตร
ทำสมาธิให้มั่น.....................................
แล้วค่อยๆ ลืมตา..................................
“ไม่เห็นมีอะไรเกิดนี่ ผิดพลาดตรงไหน”
เธองง และยังคงฝึกไปหลายครั้งยังไม่ได้ผล จนเริ่มเพลียแล้ว
จึงทิ้งตัวนอนลง
เ้าอ้วนขอลองบ้าง
ผ่อนปรนลงพสุธาสู่ฟ้า
ข้าว่า่กระทืบเท้าผ่อนปรนก่อน ให้รวมพลังไว้
“เปรี๊ยะๆ!”
พลังขึ้นที่เท้า
แล้วปล่อยสู่ฟ้า
“ซูมมมมมมมมมมม!”
ตั้งสมาธิ............................เบิกเนตร
“อ้า.....................”
“เป็ไงบ้าง”
เพื่อนๆ ถามเ้าอ้วน
“ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย”
เขาตอบ
ฝึกแล้ว ฝึกอีก…………
เหนื่อยก็นอน…………..
ฝึกต่อ กินๆๆๆ………….
~~~~~~~~จนถึงวันประลองยุทธ~~~~~~~~
ชาวบ้านต่างเข้ามาชมกันมากมาย ด้วยความตั้งใจว่า อยากให้พวกเด็กๆ ชนะการประลอง แต่ความน่ากลัวพระชายาและค่อมผียังฝังใจพวกเขาจึงจะเข้าข้างเด็กน้อยจนออกหน้ามากไม่ได้ เพราะจะกลายเป็
ที่หมายหัว
กรรมการสนามป่าวประกาศกติกา
ประลองยุทธสามต่อสาม ชนะสองในสามเป็ฝ่ายชนะเลิศ
ให้ผู้เข้าประลองเริ่มจับลูกบอลที่มีเลขหนึ่งถึงสาม ถ้าได้เลขหนึ่งเหมือนกันคือคู่ที่หนึ่ง สอง สาม เรียงตามลำดับ
เ้าอ้วนประเดิมชัยได้หมายเลขหนึ่ง เจอกับฉางเก้อ แม่ทัพกองทหารผู้แข็งแกร่ง
เ้าบื้อได้หมายเลขสอง เจอกับต้วนต่าว ผู้เชี่ยวชาญอาวุธ
และหลินหลิน เจอกับเ้าค่อมผีจอมโหด
ทุกคนเป็ห่วงหลินหลินมาก เ้าอ้วนขอสลับกับเธอ แต่เธอปฏิเสธใหญ่ว่ากติกาต้องเป็กติกา
เมื่อรู้ว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว การประลองจึงเริ่มขึ้น
คู่ที่หนึ่ง พ่างไจ๋ vs ฉางเก้อ