“โธ่เอ๊ย!!...นึกว่ามีใครมาแอบซุ่มอยู่ที่แท้ก็แค่แมวดำตัวหนึ่ง” จรัสพูดออกมา เดิมเขาก็ระแวงอยู่แล้วพอได้ยินเสียงผิดปกติ
จึงต้องยิ่งระมัดระวังตัว
“หึ...แค่แมวดำตัวหนึ่งอย่างนั้นรึ...หึ..หึๆ” เสียงพูดลึกลับมาจากอีกทางที่มีต้นไม้ต้นหญ้าที่ยังรกอยู่พวกของจรัสต่างมองหน้ากัน
พยายามมองหาคนที่พูดและเตรียมอาวุธปืนในมือแต่ก็ไม่เห็นตัวคน
“อ๊ะ!!.....ใครว่ะ?”จรัสส่งเสียงดัง “ออกมา ไม่งั้นกูยิง”
“ข้าเอง” ทันใดนั้นมีชายชราผมขาวผิวเข้มมีหนวดเคราเล็กน้อย รูปร่างผอมสูงแต่ยังดูแข็งแรงมาก แต่งตัวเหมือนชาวสวนชาวไร่
เขาโผล่ออกมาจากต้นไม้หนึ่งตอนไหนไม่มีใครทันได้มองเห็น
“หึ.. รู้ตัวก็ดีจำไว้อย่าได้คิดบังอาจกับข้า” เฒ่าอาร์ลูกล่าวเสียงแข็งจ้องเขม็งที่จรัส ดูน่ากลัว น่าเกรงขามสำหรับผู้คนที่อยู่ตรงนั้น
“ครับ...”จรัสได้แต่รับคำอย่างเกรงกลัว ‘เคยได้ยินมาว่าตาเฒ่าคนนี้มีคาถาอาคมที่แก่กล้านี่คงจะเป็นจริง อยู่บริเวณนี้ตั้งแต่ตอนไหนกลับไม่มีใครรู้เลย’ “แม้แต่ตัวข้าอยู่ที่นี่ตั้งนานพวกเจ้ายังไม่รู้ตัว อย่าว่าแต่แมวดำตัวนั้นเลย” ผู้เฒ่าอาร์ลูในชุดชาวสวนกล่าว“แมวดำ!!..”หลายคนตกใจ
“มันไม่ใช่แมวดำธรรมดามันมีอำนาจบางอย่างในตัว เพียงแต่ว่าข้ายังไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่”อาร์ลูพูดพร้อมด้วยประกายตาคมกริบ
“มันไม่ใช่แมวธรรมดา?!” จรัสทั้งตกใจทั้งสงสัยและทั้งระแวงในเวลาเดียวกัน “หึๆพวกมันต้องมีของดีบางอย่างแน่นอน ไว้ข้าจะหาทางสืบดูให้แน่ชัด” “ตอนนี้พวกมันเริ่มรู้ตัวแล้วครับท่านอาร์ลู”จรัสพูดด้วยสีหน้าที่ดูวิตกกังวล “พวกเจ้าวางใจท่านมังค์จาให้คนมาสมทบเจ้าฟังให้ดี ต่อไปนี้ตัวข้าและก็คนของท่านมังค์จาจะเป็นคนสวนคนงานที่นี่นอกนั้นให้พวกเจ้า
เก็บกวาดสิ่งต่าง ๆ อย่าให้มีพิรุธ”เฒ่าอาร์ลูออกคำสั่งกับพวกจรัส
“ครับ ท่านอาร์ลู”จรัสรับ
“อีกอย่างช่วงนี้อย่าได้เคลื่อนไหวอะไรแค่สร้างที่นี่ให้แล้วเสร็จก็พอ หึ..หึ.. เจ้าจงใช้ประโยชน์จากคนบ้านแฟนของเจ้าดูพวกมันมีฐานะใช่ย่อยและยังเป็นพวกลูกหลานตาสินนั่นอีกนายท่านมังค์งิงมีความแค้นกับมัน แม้มันจะตกตายไปแล้ว
ลูกหลานมันก็จะไม่ละเว้น” “เข้าใจแล้วครับครับท่านอาร์ลูวางใจได้ ผมจะทำตามคำสั่งเป็นอย่างดี”
“เข้าใจก็ดีแล้วไปจัดการซะ” เฒ่าอาร์ลูออกคำสั่งก่อนเดินไปที่ต้นไม้หนึ่งและพึมพำๆ บางอย่างก่อนจะก็หายตัวกลืนไป
ต้นไม้ป่าเขาบริเวณนั้น
พวกจรัสที่กำลังผวาเหงื่อซึมตอนนี้กลับไม่เห็นเฒ่าอาร์ลูแม้แต่เงา
“นี่อะไรกันครับนาย”พวกของมันคนหนึ่งถามขึ้นหลังทุกคนเงียบสนิทไปช่วงหนึ่ง
“คาถาพรางตัว”จรัสพูดออกมาอย่างช้า ๆ ด้วยความกลัว
“คาถาพรางตัว!!..”ดูท่าหลายคนก็แปลกใจกับการใช้คาถาพรางตัวของเฒ่าอาร์ลู
“ใช่ๆเคยได้ยินมาว่าท่านอาร์ลู คนของท่านมังค์จา มีคาถาอาคมแก่กล้า หนึ่งในนั้นคือคาถาพรางตัว”จรัสที่กำลังกลัวได้บอกกับพวกลูกน้อง
“ว่าแต่ที่ท่านอาร์ลูบอกว่าแมวดำตัวนั้นไม่ใช่แมวธรรมดา มันคืออะไรกันแน่นะ”จรัสยังสงสัยเพราะตัวเองและพรรคพวกหลายคนก็ยังคงเห็นว่าเป็นแมวธรรมดามันอาจจะมาหากินแถวๆ นี้ แล้วก็ไปที่อื่นเท่านั้น
“ดูๆก็เป็นแมวธรรมดานะนาย”
“เจ้ากล้าไม่เชื่อท่านอาร์ลูรึ?”
“เอออ..เออถ้าอย่างนั้นท่านอาร์ลูต้องสืบได้แน่ว่ามันคืออะไร”
“เรื่องนั้นก็ช่างเถอะพวกเอ็งไปทำตามคำสั่งของท่านอาร์ลู แล้วก็ช่วงนี้อย่าได้เคลื่อนไหวโดยพลการ” จรัสกล่าวย้ำ
“ครับนาย”
.................
ตอนนี้เป็นช่วงที่เมืองมาศิตากลับมาสู่ความสงบสุขอีกครั้งเมื่อตำรวจเริ่มขยายผลกวาดล้างแก๊งโจรลักขโมยและฉกชิงวิ่งราวทรัพย์ได้หลายคน แต่โจรพวกนี้กลับไม่รู้ว่ามีการนำทรัพย์สินที่ขโมยได้ไปรวมที่ใด พวกที่คอยรวบรวมเหล่านั้นหลบหนีข้ามชายแดนไปแล้ว แม้จะมีเบาะแสบางอย่างและสงสัยว่ารีสอร์ทจรัสฤดีอาจมีส่วนเกี่ยวข้องแต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอต่อการเข้าดำเนินการเมืองมาศิตาแม้กลับมาสงบแต่เรื่องราวต่างๆ ยังไม่จบและยังจะต้องพยายามกันต่อไป เมื่อเหตุการณ์กลับมาสู่ความสงบสุขอีกครั้งประชาชนก็สบายใจมากขึ้นและเชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่สามารถเป็นที่พึ่งได้จึงได้ใช้ชีวิต
กันอย่างปกติทำให้กิจการร้านค้าดำเนินไปตามปกติ แต่ก็ยังต้องระมัดระวังตัวตามคำเตือนจากทางการ