ตำราวิเศษบอกข้าเถิด ทางกลับบ้านข้าอยู่หนใด

    บทที่ 6 ท่านแม่กล่าวว่ามันคือตำราธรรมดา


     กู้อวิ้นเหมยกำลังนั่งปักผ้าลายนกยวนยางคู่หนึ่ง ริมฝีปากสีชาดคลี่ยิ้มบางๆยามปักผ้าลงไป ผ้าเช็ดหน้าที่นางกำลังนั่งปักอยู่นี้แน่นอนว่าจะต้องมอบให้อ๋องสี่ผู้เป็นที่รักของนาง ถึงแม้ว่านางจะขัดข้องใจที่ตนได้กลายมาเป็นอนุ แต่ความรักที่นางมีให้เขาก็หาได้แปรเปลี่ยนไม่ "คุณหนูเจ้าคะ วันนี้อ๋องสี่ก็เสด็จไปจวนสกุลเซี่ยอีกแล้วเจ้าค่ะ" สาวใช้คนสนิทเดินเข้ามารายงานให้นางได้รับรู้ ทันทีที่อวิ้นเหมยได้ยินว่าท่านอ๋องเสด็จไปหาเซี่ยซูอวิ๋นผู้นั้น โทสะมากมายก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว "นางตัวประหลาดผู้นั้นมีสิ่งใดดีกว่าข้า? ความงามของนางเทียบเคียงข้าได้ด้วยหรือ?" พูดไปมือขาวหยกของนางก็ขว้างปาสิ่งของไปด้วย ตั้งแต่ที่เซี่ยซูอวิ๋นฟื้นขึ้นมา อ๋องสี่ของนางก็เปลี่ยนไป เขาเมินเฉยและเย็นชาต่อนางมากขึ้น อีกทั้งยังใช้คำพูดที่ทำให้รู้สึกห่างเหินกันอีกด้วย ความริษยาภายในใจนับวันยิ่งมีมาก ฐานะของนางสามารถที่จะเป็นพระชายาได้สบายๆ แต่ทว่าบุรุษอันเป็นที่รักกลับมอบตำแหน่งนี้ให้กับลูกสาวของขุนนางยศต้อยต่ำ แน่นอนว่านางย่อมต้องขายหน้า แต่ตำแหน่งพระชายาที่ถูกแย่งไป อย่างไรเสียสักวันมันก็ต้องกลับคืนสู่ผู้ที่เหมาะสมอยู่ดี เมื่อคิดได้ดังนั้น ใบหน้าที่บึ้งตึงก็กลับมายิ้มแย้มดังเดิม "ช่างเถิด อย่างไรเสียข้าก็ต้องทำให้ท่านอ๋องได้รับรู้ความจริงว่าผู้ใดกันแน่ที่เหมาะจะเป็นพระชายา" สาวใช้คนสนิทก็มิวายเอ่ยคำเยินยอให้กับผู้เป็นนายของตนก่อนจะบีบนวดเนื้อตัวให้อย่างระมัดระวัง  เด็กสาวรวบผมสีดอกท้อของตนขึ้นอย่างเรียบง่าย อีกทั้งยังแต่งกายสบายๆอีกด้วย วันนี้อ๋องสี่ไม่เสด็จมาที่จวนแล้วเป็นแน่แท้ เพราะเขาถูกฮ่องเต้เรียกเข้าวังกะทันหัน ทำให้ฉันไม่ต้องพบเจอเขาอีกสักระยะหนึ่ง ขาเรียวเดินสำรวจทั่วทั้งเรือนของตนก็เริ่มที่จะเบื่อหน่ายขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ทันใดนั้นเงาร่างของคนผู้หนึ่งก็ปรากฏอยู่ที่หางตาของฉัน "รู้สึกเบื่ออย่างนั้นหรืออวิ๋นเอ๋อร์" ร่างของสตรีวัยกลางคนแย้มยิ้มให้ฉันน้อยๆก่อนจะค่อยๆเดินเข้ามาใกล้ "ใช่แล้วเจ้าค่ะ ลูกรู้สึกเบื่อนิดหน่อยที่ไม่มีสิ่งใดให้ทำ" "เจ้าชอบอ่านตำราหรือไม่?" เมื่อได้ยินคำว่าตำรา ใบหูของฉันก็ผึ่งขึ้นมาในบัดดล "ตำราอันใดหรือเจ้าคะ?" ฉันถามออกไปเพื่อเป็นการหยั่งเชิงนางเล็กน้อย  สตรีวัยกลางคนกำลังทำท่าทางขบคิดบางสิ่งก่อนจะเอ่ยตอบออกมา "เป็นตำราลับประจำตระกูล" นางตอบพลางยิ้มกว้างออกมา ดวงตามรกตส่องประกายวับวาวออกมาอย่างสนอกสนใจ เมื่อเห็นการตอบสนองของเด็กน้อยตรงหน้า สตรีวัยกลางคนก็หัวเราะออกมาอย่างอ่อนโยน "แต่ว่าตำราเล่มนี้เป็นเพียงตำราที่บันทึกนวนิยายเท่านั้น หาได้มีสิ่งใดที่วิเศษไม่ แม่เพียงแค่หวังว่ามันจะทำให้เจ้าคลายความเบื่อหน่ายได้บ้าง" ช่างเถิด ลองอ่านดูหน่อยก็ไม่เสียหาย  ทั้งสองร่างเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง เส้นทางที่เดินไปช่างซับซ้อนและลึกลับผิดกับขนาดของจวนที่ไม่ได้ใหญ่อะไรมากมายแต่กลับซุกซ่อนเส้นทางปริศนาที่คดเคี้ยวเช่นนี้ได้ นับถือ นับถือ "ถึงแล้ว" เสียงของมารดาปลุกให้ฉันหลุดออกจากภวังค์แห่งความคิด เบื้องหน้าปรากฏเป็นต้นสนพันปี ต้นสนต้นนี้ได้ข้ามผ่านกาลเวลามายาวนาน ทำให้ลัษณะของมันมีขนาดใหญ่กว่าต้นสนต้นอื่นๆ ทิวทัศน์ของที่นี่ราวกับว่าหลุดเข้ามายังอีกโลกหนึ่ง โลกที่เงียบสงบและตัดขาดจากผู้คน "ที่จวนของเรามีที่แบบนี้ด้วยหรือเจ้าคะ?" มองอย่างไรก็ไม่เหมือนกับว่าเป็นสวนพฤกษาของจวนเลยสักนิด สถานที่แห่งนี้มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะเป็นสวนพฤกษาของจวนเสียด้วยซ้ำ ท่านแม่ยิ้มบางเบาแต่ก็มิได้ตอบคำถามออกมา นางเพียงแต่เดินนำหน้าพาฉันไปยังที่แห่งหนึ่ง  ใต้ต้นสนมีกล่องหินหยกสีขาวอยู่กล่องหนึ่ง กล่องหยกขาวกล่องนี้ถูกรากบางส่วนของต้นสนประคับประคองเอาไว้ มองดูแล้วทั้งแปลกตาและน่าอัศจรรย์ใจ "จับแขนข้าไว้ให้แน่นๆ" ฉันไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านแม่บอก แต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี มือของนางเอื้อมหยิบเอาปิ่นบนเรือนผมออกมา นางใช้ปลายปิ่นที่มีความแหลมคมจิ้วเข้าไปที่นิ้วชี้ข้างซ้าย เมื่อโลหิตไหลรินและตกลงสู่กล่องหินหยกขาว ทันใดนั้นลมพายุที่รุนแรงก็ปรากฏขึ้นมา กล่องหยกขาวดูดซับโลหิตของท่านแม่เข้าไปแล้ว เมื่อลมพายุสงบลงฝากล่องหยกขาวก็เลื่อนเปิดออกมา ภายในนั้นมีตำราเล่มหนึ่งอยู่จริงๆ สีของปกเป็นสีทับทิม อีกทั้งยังมีลวดลายของวิหคเพลิงปรากฏขึ้นบนปกอีกด้วย เพียงชั่วครู่ฉันกลับรู้สึกว่ามีบางสิ่งกำลังร้องเรียกหาฉันอยู่ แต่มองซ้ายมองขวาก็ไม่มีผู้ใดอีกนอกจากฉันและท่านแม่   ตำราเล่มนั้นเปล่งแสงออกมาบางเบาก่อนจะหายไป "ไม่ต้องตกใจไป มันเป็นเพียงตำราประจำตระกูลธรรมดาเล่มหนึ่งเท่านั้น" นางส่งมอบตำราวิหคเพลิงมาให้ก่อนจะกล่าวและส่งยิ้มหวานให้ฉัน ท่านแน่ใจจริงๆหรือว่ามันคือตำราธรรมดา?