ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่31 เงาปริศนาเเห่งหอโอสถ

    ภายหลังเหตุการณ์อันปั่นป่วนในลานประลองสงบลง เวลาค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไปดังเงาราตรีที่เลื้อยคลานอย่างเชื่องช้า จวบจนธูปบนแท่นทองคำมอดไหม้ลงไปหนึ่งก้าน เสียงระฆังทิพย์จากยอดตำหนักดังก้องขึ้นสามครั้ง ประกาศถึงการสิ้นสุดของการทดสอบเข้าสู่ตำหนักมังกรเมฆาในปีนี้


    ท่ามกลางความเงียบสงบที่ปกคลุมลานประลอง สายตานับพันยังจับจ้องไปยังเวทีด้วยจิตใจลุ่มลึก เฝ้ารอผลแห่งการทดสอบที่จะชี้ชะตาผู้เยาว์อัจฉริยะทั้งหลาย


    พลันนั้น เสียงอันหนักแน่นแต่เปี่ยมด้วยอำนาจ ก็พลันดังก้องกังวานออกมาจากเกี้ยวทิพย์บนยอดแท่นบรรพชน ม่านพลังเรืองรองเบิกออก เผยให้เห็นแสงสีทองอบอุ่นที่แผ่ไพศาล


     “ผลการทดสอบศิษย์ใหม่ในปีนี้ ได้รับการตัดสินโดยผู้อาวุโสแห่งตำหนักมังกรเมฆาทั้งหกและผู้อาวุโสเจ็ดอย่างรอบคอบ ผลลัพธ์เป็นดังนี้”



    เสียงนั้นหยุดไปเพียงชั่วลมหายใจ ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ


    “ผู้ผ่านการคัดเลือก เข้าสู่รอบศิษย์ใหม่แห่งตำหนักมังกรเมฆา มีจำนวนทั้งสิ้นสิบเจ็ดคน”


    ผู้คนทั่วทั้งลานเงียบสงบลงแทบจะในพริบตา ทุกสายตาจับจ้องไปยังเวทีกลางอย่างพร้อมเพรียง ดวงใจของเหล่าผู้ชมที่ยังคงเต้นแรงจากการประลองก่อนหน้า บัดนี้กลับระทึกด้วยความคาดหวังอย่างยิ่ง


    “อันดับที่หนึ่ง อวี้เหวิน ผู้บ่มเพาะอิสระ”


    เสียงประกาศคล้ายระเบิดลงกลางลานประลองอีกครา บางคนถึงกับลุกขึ้นยืนอย่างลืมตัว เสียงซุบซิบเริ่มก่อตัวขึ้น


    “เขา... เขามิใช่คนสังกัดสำนักใด?”


    “เช่นนั้นยังสามารถเอาชนะหลี่หมิงแห่งบูรพาวายุได้? สวรรค์ยังต้องตะลึง!”


    อวี้เหวินยืนนิ่งราวภูผา มุมปากปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ แต่ในแววตายังสงบนิ่งเยือกเย็นดั่งทะเลสาบยามราตรี


    “อันดับที่สอง เซี่ยชิงหลัว แห่งสำนักอิสระ ‘หิมะนิรันดร์’”


    สายตานับพันคู่หันไปยังสตรีในชุดขาวบางเบาราวม่านหมอกที่ยืนอยู่ใต้ต้นเหมยแดง ผิวพรรณของนางขาวราวหิมะแรกของปี ดวงหน้าอ่อนช้อยงดงามปานภาพวาดโบราณ แววตาของนางสงบเยือกเย็น ทว่าเมื่อสบตากับอวี้เหวินกลับแฝงไว้ด้วยความสนใจบางเบา


    “อันดับที่สาม หลัวเทียนอี้ แห่งสำนักพันดาราไร้รูป”


    ชายหนุ่มในชุดดำเรียบ ไม่มีลวดลายใด ใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี เพียงยืนอยู่เฉย ๆ ก็ให้ความรู้สึกราวกับโลกทั้งใบถูกกลืนเข้าสู่ความว่างเปล่า


    “อันดับที่สี่ ไป๋หยุนเซิง แห่งสำนักดาราม่วงส่องฟ้า”


    ชุดม่วงเข้มของเขาโดดเด่นในฝูงชน ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวถลาลม ฝ่ามือขวาสวมถุงมือคริสตัลซึ่งดูไม่เข้ากับร่างกายอันบึกบึนของเขา แต่กลับส่งแรงกดดันประหลาดออกมาทุกครั้งที่เขาขยับนิ้ว


    “อันดับที่ห้า จูซงเทียน แห่งสำนักหมื่นวิญญาณ”


    ผิวพรรณซีดเซียวราวผู้ฝึกวิชามืด เสื้อคลุมสีม่วงดำทิ้งตัวพลิ้วไหว มีลูกปัดกระดูกแขวนอยู่ที่เอว ส่งเสียงกระทบกันเบา ๆ ทุกย่างก้าว กลิ่นอายวิญญาณล่องลอยจาง ๆ จนบางคนในฝูงชนรู้สึกขนลุกวาบโดยไม่รู้ตัว


    เสียงประกาศเรียงลำดับต่อไปอย่างมั่นคงจนถึงอันดับที่สิบเจ็ด ครบถ้วนทุกผู้ผ่านการคัดเลือก


    เสียงเงียบไปชั่วครู่ ก่อนประกาศต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นดังสายน้ำหลั่งไหลจากหน้าผาสูง


    “ทั้งสิบเจ็ดคนนี้ ให้มารายงานตัวและลงทะเบียนเข้าสู่ตำหนักมังกรเมฆา ณ วิหารมังกรฟ้าในวันพรุ่งนี้ยามเฉิน หากมีสัมภาระหรือธุระใด จงสะสางให้เรียบร้อยในวันนี้ จากพรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าคือศิษย์ของตำหนักมังกรเมฆาอย่างเป็นทางการ”


    ขณะผู้คนกำลังซึมซับคำประกาศนั้น ผู้อาวุโสเจ็ด “เหอจิ้งหลาน” ก็ก้าวขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงัด สายตาของเขากวาดมองผู้เข้าสอบทั้งหลาย ก่อนเอ่ยด้วยสุ้มเสียงทรงพลัง แม้นมิได้ดังกึกก้อง แต่ทุกคำที่เปล่งกลับกระทบหัวใจประหนึ่งเสียงฟ้าลั่นกลางฤดูแล้ง


    “วันนี้  มิใช่เพียงจุดสิ้นสุดของการทดสอบ หากคือจุดเริ่มต้นแห่งเส้นทางที่ยาวไกล”




    เขาหยุดชั่วครู่ ลมหายใจเงียบงัน


    “ตำหนักมังกรเมฆา ไม่ต้องการผู้ที่แค่แข็งแกร่ง หากต้องการผู้ที่มีคุณธรรม ความแน่วแน่ และหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ต่อชะตา ไม่ยอมแพ้ต่อความอ่อนแอของตนเอง”




    เสียงของเขาเงียบลงเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ


     “ในที่แห่งนี้  เจ้าจะได้เรียนรู้การต่อสู้มิใช่เพียงกับศัตรู หากแต่กับตนเอง กับอดีตของเจ้า กับความโง่เขลาที่สิงสถิตอยู่ในใจ เจ้าอาจล้ม เจ้าอาจเจ็บ... แต่หากเจ้าลุกขึ้นได้ทุกครั้ง เจ้าก็คือผู้ชนะอย่างแท้จริง”




    คำพูดของเหอจิ้งหลานเปี่ยมด้วยน้ำหนักและความหมาย ลึกซึ้งดั่งบทกวีโบราณที่ถูกจารึกลงบนศิลาแห่งยุคสมัย


     “ข้าขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ผ่านการคัดเลือก และขอให้ทุกคน จงรักษาเปลวไฟในใจไว้ อย่าให้ลมแห่งโลกภายนอกดับมันลง”




    ทันทีที่กล่าวจบ เหอจิ้งหลานโบกแขนเสื้ออย่างแผ่วเบา ม่านพลังจากเวทียอดสำนักก็ค่อย ๆ ปิดตัวลงอย่างเงียบงัน ขับเน้นความสงบแห่งอำนาจ


    เสียงระฆังดังก้องขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เป็นสัญญาณประกาศสิ้นสุดการทดสอบอย่างเป็นทางการ


    บรรยากาศที่เคยตึงเครียดกลับเริ่มผ่อนคลายลง ผู้คนต่างทยอยลุกจากอัฒจันทร์ สนทนาแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่ได้พบเห็น


     “อวี้เหวินผู้นั้น...เจ้าว่าจริงหรือไม่ที่เขามิได้สังกัดสำนักใดเลย?”


    “ข้าชอบเซี่ยชิงหลัวมาก นางประดุจบุปผาหิมะในฤดูหนาวจริง ๆ...”


    “หลี่หมิงรนหาที่เองเถอะ เห็นชัด ๆ ว่าคิดเล่นตุกติก”


    เสียงซุบซิบดังเซ็งเเซ่ ขณะที่ผู้เข้าทดสอบเริ่มแยกย้ายกลับสู่ที่พัก แต่สายตาจำนวนไม่น้อยยังไม่คลาดไปจากร่างของอวี้เหวิน เด็กหนุ่มผู้ไร้สำนักแต่ฝ่าฟันมาจนยืนบนจุดสูงสุดในวันนี้...


    และในยามฟ้าสางของวันรุ่งขึ้น เขาและอีกสิบหกชีวิต...จะเริ่มต้นเรื่องราวบทใหม่ ภายในสถานที่ซึ่งไม่มีคำว่า “ปราณี” ให้แก่ผู้ที่อ่อนแอ


    เมื่อการประกาศผลจบลง บรรยากาศโดยรอบลานประลองก็ค่อย ๆ คลายความตึงเครียดลง เหล่าศิษย์ผู้เข้าร่วมทั้งหลายต่างทยอยแยกย้าย บ้างจับกลุ่มวิจารณ์ บ้างเดินทางกลับอย่างเงียบงัน


    ในยามสายลมอ่อนพัดผ่านผืนฟ้าครามเบื้องบน 


    อวี้เหวินยืนนิ่งท่ามกลางแสงแดดที่ทอดตัวอย่างอบอุ่น ใบหน้าของเขาสงบเย็น แฝงรอยยิ้มบางที่ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นเพียงความพึงพอใจธรรมดา หรือคือความสุขลึกซึ้งจากชัยชนะอันงดงาม


    แววตาคมเข้มทอดมองสนามประลองเบื้องหน้า ก่อนจะหลุบต่ำลงเล็กน้อย สายตาพลางทอดไปยังเงาสะท้อนของตนในกระบี่ข้างเอว เงานั้นเผยให้เห็นบุรุษหนุ่มผู้กล้าแกร่ง ยืนหยัดอยู่กลางลมแดดดั่งภูผาไม่หวั่นไหว


    “หากท่านพ่อได้รับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้...ท่านคงยิ้มออกด้วยความภาคภูมิใจกระมัง” เขาครุ่นคิดอย่างเงียบงัน


    นับแต่มารดาถูกจังตัวไป เขาเฝ้าฝึกฝนไม่เว้นแม้ยามค่ำคืน ล้มแล้วลุก ซัดหมัดจนโลหิตไหลเพื่อสร้างกายให้แข็งดั่งเหล็กกล้า หากบิดาเพียงได้เห็นเขาในวันนี้ ยืนตระหง่านเหนือยอดอัจฉริยะทั่วเมืองซูไห่ ก็เพียงพอจะทำให้บิดามีความสุขขึ้นได้บ้างกระมัง


    ทว่าในขณะที่เขากำลังตกอยู่ในภวังค์ของความคิด เสียงเรียกใสดังขึ้นจากด้านข้าง


    “พี่ใหญ่! ทางนี้!”


    เสียงสดใสราวระฆังเงินทำลายความเงียบ อวี้เหวินเหลียวมองตามเสียง ก็เห็นร่างเด็กหนุ่มผู้หนึ่งโบกมือเรียกอย่างตื่นเต้น ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ดวงตาดำวาวฉายแววศรัทธาไม่เสื่อมคลาย


    เป็นอู๋ซวน สหายใหม่ผู้จริงใจ


    อวี้เหวินยิ้มเล็กน้อย ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวในการประลองคล้ายอ่อนโยนลงเล็กน้อย พลางยกมือโบกตอบ ก่อนจะเริ่มก้าวเดินช้า ๆ ไปทางอู๋ซวน


    ทว่าก่อนที่เขาจะเดินถึงเป้าหมาย ร่างหนึ่งในชุดขาวบางเบาดุจม่านหมอก ก็ปรากฏตรงหน้าอย่างไร้สุ้มเสียง เซี่ยชิงหลัว หนึ่งในห้าอัจฉริยะผู้งามเลิศแห่งสำนักอิสระหิมะนิรันดร์ ปรากฏตัวท่ามกลางกลิ่นหอมเย็นประหลาดบางอย่างที่ลอยเอื่อยในสายลม


    ดวงหน้างามปานภาพวาด ผิวพรรณขาวเนียนราวหิมะแรกของปี แววตาเรียบสงบ หากแฝงประกายที่ยากหยั่งถึง นางยื่นมือออกมาเงียบ ๆ ในฝ่ามือนั้นคือเม็ดยาสีฟ้าจาง ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว ส่งกลิ่นเย็นจาง ๆ


    "นี่...โอสถบำรุงชีพจรภายใน ช่วยประคองอาการบาดเจ็บภายในได้ดีนัก" เสียงนางนุ่มนวลอ่อนโยนแต่เย็นเยียบ ไม่ได้หวานละมุน แต่คล้ายหิมะที่โปรยปรายในราตรี  เย็นเยียบ หากงดงามเกินกล่าว


    อวี้เหวินยื่นมือไปรับ พลางเอ่ยเสียงเบา "ขอบคุณเจ้ามาก ข้าจะจดจำไว้"


    เซี่ยชิงหลัวพยักหน้าเล็กน้อย ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก นางหันหลังพลิกกายหมุนอย่างงดงาม ชุดขาวบางเบาราวม่านหมอกปลิวไหวตามแรงลม ก่อนร่างอรชรจะเดินจากไปทางผู้อาวุโสของสำนักหิมะนิรันดร์


    ผู้อาวุโสท่านนั้นเป็นหญิงชราในชุดขาวอมฟ้า ผมสีเงินรวบตึง เมื่อเซี่ยชิงหลัวมาถึง นางหันมาทางอวี้เหวินเพียงเล็กน้อย แล้วยิ้มบาง ๆ ด้วยแววตาลุ่มลึก ราวรู้มากกว่าที่ควรรู้ ก่อนจะหมุนกายเดินจากไปพร้อมเซี่ยชิงหลัว


    อวี้เหวินยืนอยู่เพียงลำพังครู่หนึ่ง ลมอ่อนหอบกลิ่นโอสถแตะจมูก


    แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหู...


    “โฮ่ ๆ ๆ เจ้าเด็กน้อย… ถึงกับมีหญิงงามมอบโอสถด้วยตนเองเชียวนะ” เสียงของซ่งเหยียนเฟยเอ่ยหยอกเย้าจากมิติภายในสร้อยคอ น้ำเสียงเต็มไปด้วยเลศนัย


    “เจ้าคิดจะสยบนางด้วยกำลังหรือด้วยหัวใจกันแน่?”


    อวี้เหวินหัวเราะเบา ๆ ส่ายหน้าอย่างจนใจ


    “ข้ายังไม่คิดถึงเรื่องพรรค์นั้น เจ้าอย่ามัวเพ้อฝันไปเองเถิด”


    “หืม? หรือว่าหัวใจเจ้าสั่นไหวแล้วจริง ๆ กันเล่า? ถึงกับยิ้มออกเช่นนั้น ข้าว่ายามนางหมุนกายนั่น...เจ้ายืนมองจนนิ่งเป็นรูปปั้นไปเลยล่ะสิ!”


    “ถ้าเจ้ายังพูดมาก ข้าจะโยนสร้อยเจ้านี่ลงบ่อน้ำท้ายตำหนักเสียเดี๋ยวนี้!”


    เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังในหู ราวมิตรที่คุ้นเคยหยอกล้อกัน


    บรรยากาศรอบตัวกลับคืนเป็นความอบอุ่น สงบเย็น หัวใจของอวี้เหวินที่ผ่านการต่อสู้อันดุเดือด ในยามนี้กลับรู้สึกโล่งสบายอย่างหาที่เปรียบมิได้


    อวี้เหวินส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนจะก้าวเดินต่อ จนกระทั่งไปถึงตัวอู๋ซวน


    “พี่ใหญ่! ท่านเก่งยิ่งนัก! ข้าล่ะสะใจแทนนัก พวกอัจฉริยะนั่นตอนแรกทำท่าฮึกเหิมนัก พอเจอพี่เข้าไปกลับหน้าซีดเป็นไก่ต้มหมด!” อู๋ซวนหัวเราะร่าพลางชกเบา ๆ ที่ต้นแขนอวี้เหวิน ดวงตาเปล่งประกาย


    “ข้าเพียงทำในสิ่งที่ต้องทำ” อวี้เหวินกล่าวเรียบ ๆ แต่ในแววตากลับมีประกายอ่อนโยน เมื่อมองใบหน้าใสซื่อของเด็กหนุ่มตรงหน้า


    “ไปกันเถิด ข้ารู้สึกว่า...ถึงเวลาต้องกลับไปยังตรอกสือฉีแล้ว ท่านพ่อเเละเถ้าเเก่หลินคงรอพวกเราอยู่”


    แล้วทั้งสองก็เดินจากลานประลองภายใต้ท้องฟ้ายามเย็นที่เริ่มคลี่ม่านราตรีลงช้า ๆ เสียงผู้คนที่ยังคงพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการประลองยังคงดังกระซิบอยู่เบื้องหลัง หากทว่าสำหรับอวี้เหวิน ใจเขาเริ่มสงบเย็น ราวกับสายน้ำที่ไหลผ่านหุบเขา แม้สงบ...แต่ไม่มีวันหยุดนิ่ง


    แม้เบื้องหน้าคืออนาคตอันไม่แน่นอน...แต่ ณ ยามนี้ ทุกย่างก้าวกลับเต็มไปด้วยความหมาย


    เมื่อตะวันคล้อยต่ำใกล้จรดขอบฟ้า เมืองซูไห่ก็เริ่มย้อมไปด้วยแสงสีส้มอ่อนของยามพลบค่ำ ลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์แผ่ซ่านลอดผ่านปลายหลังคาเรือนโบราณ กระทบพื้นหินสีหม่นที่ถูกเหยียบย่ำมานับร้อยปี เกิดเป็นเงายาวทอดตัวดุจม่านแห่งอดีตกาล


    อวี้เหวินและอู๋ซวนเดินเคียงกันผ่านตรอกซอยที่คุ้นเคย ถนนสายหลักของเมืองในยามนี้แน่นขนัดไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศ ไม่เพียงแต่ชาวเมืองซูไห่ หากยังรวมถึงผู้ฝึกยุทธ์จากต่างถิ่น ผู้ฝึกตนจากแคว้นรอบข้าง แม้แต่ผู้บ่มเพาะจากแดนไกลก็มิอาจพลาดโอกาสมาชมมหกรรมครั้งยิ่งใหญ่นี้


    เพราะในวันนี้...เป็นวันที่ตำหนักมังกรเมฆาประกาศศิษย์ใหม่อย่างเป็นทางการ


    กลิ่นหอมจากอาหารยามเย็นลอยมาแต่ไกล เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้า ผสานกับเสียงหัวเราะ สนทนา ความวุ่นวายดูจะกลายเป็นภาพชีวิตที่งดงามเมื่อมีแสงอาทิตย์ยามสนธยาแต้มแต่งไว้


    และในความคึกคักเหล่านั้น

    เมื่อดวงตาหลายคู่จับต้องมายังร่างสูงสง่าของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ทุกสิ่งกลับคล้ายชะงักลงชั่วขณะ


    “นั่น…ใช่อวี้เหวินหรือไม่?”


    “ศิษย์ใหม่อันดับหนึ่งแห่งตำหนักมังกรเมฆา… ข้าเห็นกับตาว่าเขาสยบหลี่หมิงได้เพียงไม่กี่กระบวนท่า!”


    เสียงกระซิบสะท้อนจากกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์หนุ่มสาว บางคนเบิกตากว้างด้วยความชื่นชม บ้างยกมือคารวะจากระยะไกลอย่างนอบน้อม บ้างจ้องมองด้วยความริษยาแฝงชื่นชม


    แต่ที่สะดุดตาที่สุดคงไม่พ้นกลุ่มหญิงสาวจากสำนักต่าง ๆ ซึ่งพากันหยุดฝีเท้า ดวงตาสุกใสราวน้ำผึ้งในฤดูใบไม้ผลิจับจ้องมาที่เขา ใบหน้าแดงระเรื่อ ดุจกลีบเหมยแรกแย้มในหิมะ


    “เขาช่าง…หล่อเหลาและเปี่ยมพลังเสียจริง…”


    “ไม่คิดเลยว่า…อันดับหนึ่งปีนี้จะดูเย็นขรึมแต่เปี่ยมเสน่ห์เช่นนี้…”


    บางนางถึงกับเบี่ยงหน้าหนีอย่างเขินอาย เมื่อสายตาคมดั่งกระบี่ของอวี้เหวินแลผ่านมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ


    อู๋ซวนผู้เดินเคียงข้างอมยิ้มกว้าง เอ่ยเย้าเบา ๆ


    “พี่ใหญ่ หากข้าหน้าตาดีสักครึ่งของท่าน คงไม่ต้องลำบากเปิดร้านขายโอสถแล้วล่ะ!”


    อวี้เหวินหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำที่หาได้ยากยิ่งในความเงียบของเขา


    “เจ้าคิดว่าโอสถจะขายดีเพราะหน้าตาเจ้าหรือ?”


    “ฮ่า ๆ อย่างน้อยก็ทำให้สาว ๆ แวะเข้ามาบ้างก็ยังดี!”


    สนทนาของทั้งสองดำเนินไปด้วยบรรยากาศสบายใจ แม้เสียงรอบข้างจะวุ่นวาย แต่สำหรับอวี้เหวิน เวลานี้กลับสงบอย่างน่าประหลาด


    และไม่นานนัก…พวกเขาก็มาถึงตรอกสือฉี


    เป็นตรอกแคบสายหนึ่งทอดยาวจากทางหลัก มักไร้ผู้คนยามค่ำคืน ด้วยว่าเป็นแหล่งร้านโอสถ ร้านค้ายา และตำรับโบราณ จึงไม่มีสิ่งใดน่าสนใจสำหรับผู้บ่มเพาะมากนัก


    ทว่าในยามนี้

    เมื่อทั้งสองย่างเท้าเข้าสู่ตรอกสายเก่า ก็พลันต้องหยุดลง


    เบื้องหน้าคือ หอโอสถฟ่าน อาคารไม้สองชั้นขนาดย่อม แทรกตัวอยู่ในเงามืดของอาคารรอบข้างอย่างเงียบงัน ผืนป้ายผ้าสีซีดเขียนตัวอักษร “หอโอสถฟ่าน” แขวนอยู่ตรงหน้าร้าน แม้จะเก่าเก็บ ทว่ากลับสะอาดเรียบร้อย ดุจมือผู้ดูแลมิยอมปล่อยปละสิ่งใดแม้เพียงเศษผง


    แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสองต้องหยุดยืนมิใช่เพียงร้านอันคุ้นเคย…


    หากคือ รถม้าเรียบหรู คันหนึ่ง ที่จอดสงบอยู่หน้าร้าน!


    ตัวรถทำจากไม้หอมชั้นดี แกะสลักลวดลายเมฆรำไรสีเงินฝังตามขอบหน้าต่าง ล้อทั้งสี่เงางามจากการดูแลอย่างพิถีพิถัน ผ้าม่านภายในสีหม่นปักลายดอกบัวด้วยเส้นด้ายเงินแท้


    ชายชราผู้หนึ่งนั่งกุมบังเหียนอยู่ด้านหน้า ใบหน้าของเขานิ่งสงบ ทว่าแฝงด้วยพลังบางอย่างที่ยากหยั่งถึง ดวงตาของเขาฉายแววคมปลาบไม่แพ้ผู้ฝึกยุทธ์ชั้นสูงแม้แต่น้อย


    แสงจากโคมไฟหน้าร้านซึ่งถูกจุดขึ้นอย่างเรียบง่ายส่องแสงนวลไหว ย้อมให้บรรยากาศอบอุ่น…หากก็คล้ายจะซ่อนเร้นอะไรบางอย่างที่ยากหยั่งรู้


    อวี้เหวินมองรถม้าคันนั้นเนิ่นนาน ดวงตาสะท้อนเงาเปลวไฟพลิ้วไหว


    “มีแขกมาเยือนในยามนี้? หอโอสถฟ่านไม่ใช่ร้านที่ผู้คนพลุกพล่านนัก…” เขาพึมพำเบา ๆ สายตายังไม่ละจากรถม้า


    ทว่าในขณะนั้นเอง  อู๋ซวนที่เดินเคียงข้างพลันหยุดฝีเท้า ใบหน้าซึ่งโดยปกติเต็มไปด้วยรอยยิ้มกลับเคร่งขรึมลงเล็กน้อย ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้ กระซิบเสียงเบาราวลมกระซิบในยามค่ำ


    “พี่ใหญ่…คนผู้นั้นคือเจ้าของที่แท้จริงของหอโอสถฟ่าน”


    เสียงของเขานั้นราบเรียบ หากแฝงไว้ด้วยความเคารพอย่างลึกซึ้ง ดวงตายามมองรถม้าคันงามคู่นั้นคล้ายเปี่ยมด้วยบางสิ่งที่มิอาจบรรยาย


    “ข้าเคยพบท่านมาแล้วหลายคราในยามค่ำเช่นนี้…เพียงแต่มิอาจบอกท่านได้ว่าเป็นผู้ใด”


    อวี้เหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย แม้ไม่เอ่ยถามต่อ แต่ในใจกลับคล้ายมีม่านบางเบาปกคลุมความสงสัย


    อู๋ซวนยิ้มมุมปาก ดวงตาเปล่งแสงเจ้าเล่ห์เล็กน้อยตามวิสัยที่เป็นตัวเขา แล้วจึงกล่าวเรียบ ๆ ขึ้นอีกครั้ง


    “ดูท่า…วันนี้แขกผู้มีเกียรติจะมาหา”

    เขาหันไปยิ้มให้พี่ใหญ่ของตน แล้วเอ่ยเบา ๆ พร้อมดึงแขนอวี้เหวินอย่างไม่เร่งเร้า


    “เข้าไปกันเถอะพี่ใหญ่ไม่ควรให้คนผู้นั้นรออยู่นาน”


    สายลมเย็นพัดโชยผ่านตรอกสือฉี เงาร่างทั้งสองทอดยาวภายใต้แสงโคมไฟยามเย็น ขณะพวกเขาย่างเท้าขึ้นบันไดไม้หน้าร้านโอสถอันเงียบสงบ


    หากแม้เงียบสงบเพียงใด…คืนนี้ที่หอโอสถฟ่านกลับจะมิอาจสงบดังเช่นเคยอีกต่อไป




    *สปอยตอนหน้าอวี้เหวินได้เจอกับผู้เกี่ยวข้องกับปมหลักของเรื่องตอนนี้ ครั้งเเรก*

    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน