บทที่ 25 การเดิมพันของเยี่ยเฟิง ยอดอัจฉริยะเ้าของรากิญญาราชัน
เมื่อเดินเข้าสู่หอตำราอันเงียบสงบ ภายในใจของหลี่กวนฉีกลับเต็มไปด้วยความฉงน
เหตุใดผู้มีวรยุทธ์สูงส่งที่ควรหลบซ่อนตนจากยุทธภพ กลับมานั่งอยู่เบื้องหน้าหอตำราอย่างเปิดเผยเช่นนี้
ในขณะที่คนกวาดพื้นผู้ซึ่งหลี่กวนฉีคาดการณ์ว่าเป็ยอดฝีมือ กลับกลายเป็เพียงบุรุษธรรมดาไร้ซึ่งวรยุทธ์อันใด
ภายในหอตำรานั้นกว้างใหญ่โอฬาร อากาศเย็นเยียบและแห้งผาก บ่งบอกถึงการใช้วิธีการอันแยบยลเพื่อรักษาตำราล้ำค่าเหล่านี้มิให้ถูกความชื้นกัดกร่อน
บริเวณชั้นหนึ่งของหอตำราเวิ้งว้างไร้ผู้คน มีเพียงชั้นหนังสือที่ตั้งตระหง่านเรียงรายจนสุดสายตา บนชั้นหนังสือแต่ละชั้น ล้วนมีป้ายจารึกบอกเล่าถึงวิชายุทธ์อันหลากหลาย
บัดนี้บนชั้นหนึ่ง กลับมีเพียงศิษย์ในสำนักเพียงสิบกว่าคนที่ยืนเลือกสรรตำราอยู่ประปราย
ครั้นเมื่อหลี่กวนฉีก้าวขึ้นสู่ชั้นสองก็ััได้ถึงความเงียบสงัด จำนวนชั้นหนังสือลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เหลือเพียงไม่กี่ชั้นที่ตั้งอยู่ห่าง ๆ กัน และมีผู้คนยืนเลือกตำราอยู่เพียงสองสามคนเท่านั้น โดยหนึ่งในนั้นบังเอิญเป็ศิษย์พี่ที่เคยทักทายกันก่อนหน้า
ชายหนุ่มผู้นั้น เมื่อเห็นหลี่กวนฉีก็เผยรอยยิ้มสดใส โบกมือเรียกพลางเอ่ยว่า “ศิษย์น้อง ตำราวิชาอัสนีอยู่ทางนี้ มีหลายเล่มที่ดีเลย”
“ล้วนเป็วิชายุทธ์ชั้นยอด เหมาะกับเ้าเป็อย่างยิ่ง”
หลี่กวนฉีรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย ชี้มือขึ้นไปยังชั้นบนแล้วเอ่ยอย่างสุภาพ “ขอบคุณศิษย์พี่มากขอรับ แต่ข้าจำต้องขึ้นไปเลือกดูที่ชั้นสามก่อน”
ทันใดนั้นมือของศิษย์พี่ผู้นั้นก็ชะงักแข็งค้างอยู่กลางอากาศ ั์ตาฉายแววฉงน กว่าที่เขาจะรวบรวมแต้มของสำนักครบหนึ่งพันห้าร้อย แต้มเพื่อขึ้นมายังชั้นสองแห่งนี้ได้ก็ต้องใช้เวลาสะสมร่วมปีกว่า
ส่วนชั้นสามนั้นเล่า อย่างน้อยต้องใช้แต้มถึงสามพัน!
หลี่กวนฉีเห็นสีหน้าของศิษย์พี่ก็พอจะเดาความคิดออก จึงรีบกล่าวแก้เก้อ “ศิษย์พี่เข้าใจผิดแล้วขอรับ ข้ามิได้มีแต้มมากมายปานนั้น”
เมื่อได้ยินดังนั้น ศิษย์พี่จึงคลายความสงสัยลง แล้วพยักหน้าเล็กน้อย “เช่นนั้นเอง ข้าก็นึกอยู่…”
“ศิษย์น้องเพิ่งจะเข้าสำนักได้ไม่นาน จะมีแต้มมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร”
“ตำราชั้นดีที่ชั้นหนึ่งราคาเพียงสามถึงห้าร้อยแต้มก็ถือว่าไม่เลวเช่นกัน ส่วนชั้นสองนั้นอย่างต่ำต้องใช้หนึ่งพันแต้ม เ้าลองไปเลือกดูที่มุมตะวันออกเฉียงใต้ของชั้นหนึ่งดูก่อนเถิด”
หลี่กวนฉีได้ฟังก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ไม่อยากทำลายความหวังดีของศิษย์พี่ผู้นี้แต่จะให้โกหกต่อไปก็กระไรอยู่
สุดท้าย เขาจึงได้ต้องเอ่ยอย่างจนใจว่า “เ้าสำนักได้อนุญาตเป็กรณีพิเศษให้ข้าขึ้นไปเลือกตำราวิชาที่ชั้นสามได้ขอรับ”
เนื่องจากบทสนทนาของทั้งสองดังพอที่ทำให้ศิษย์คนอื่น ๆ บนชั้นสองได้ยิน…
ทุกสายตาต่างจับจ้องมายังหลี่กวนฉีด้วยความตื่นตะลึง
ศิษย์พี่ร่างใหญ่ที่เอ่ยชวนหลี่กวนฉีคุยก่อนหน้า ได้แต่เบิกตากว้างจนตาแทบถลน เขากัดริมฝีปากแน่นมองตามร่างของหลี่กวนฉีที่เดินจากไปด้วยแววตาอิจฉา
ทันทีที่เท้าของหลี่กวนฉีก้าวขึ้นสู่บันไดขั้นสุดท้ายของชั้นสาม ม่านแสงสีขาวก็ปรากฏขึ้น กั้นขวางเส้นทางเอาไว้
เหนือขึ้นไป หินเรืองแสงเปล่งประกายนวลผ่อง ส่องลงมายังแผ่นหยกที่เอวของหลี่กวนฉี
ครั้นเมื่อแผ่นหยกผ่านการตรวจสอบ ม่านแสงก็พลันสลายหายไป ราวกับมิเคยปรากฏขึ้น หลี่กวนฉีก้าวเท้าเข้าสู่ชั้นสามของหอตำราอย่างสง่าผ่าเผย
ทว่าเบื้องหน้ากลับทำให้เขาต้องตกตะลึงจนแทบลืมหายใจ
ภายในโถงชั้นสามแห่งนี้ ปราศจากชั้นหนังสือโดยสิ้นเชิง มีเพียงแสงแห่งจิติญญานับร้อยพันที่เปล่งประกายเจิดจ้าดุจดวงดาว ล่องลอยอยู่อากาศกระจายอยู่ทั่วทิศ
ยิ่งไปกว่านั้นเบื้องหน้าของเขายังมีบุรุษหนุ่มรูปงามยืนอยู่ก่อนแล้ว
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อคมคายราวกับเทพจุติ เส้นผมสีทองอร่ามสะท้อนแสงดุจทองคำบริสุทธิ์ ขับเน้นให้เขาดูโดดเด่นอย่างยิ่ง
และบุรุษผู้นี้ก็คือศิษย์ใหม่ที่เข้าสำนักพร้อมกันกับเขา!
ใบหน้าของเขาดูอ่อนเยาว์แต่กลับแฝงไว้ด้วยความมั่นใจ คิ้วคมกริบดุจคมดาบ ั์ตาเป็ประกายเฉียบแหลมยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าดูโดดเด่น บนสันจมูกมีไฝเม็ดเล็กยิ่งเสริมบุคลิกให้ดูลึกลับน่าค้นหา
ทว่าแววตาของบุรุษผู้นั้นก็ฉายแววประหลาดใจ ชัดเจนว่าเขาเองก็มิได้คาดคิดว่าจะมีผู้ใดมาถึงยังสถานที่แห่งนี้ได้เช่นกัน
ชายหนุ่มเดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้า เอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม “สวัสดี ข้าคือเยี่ยเฟิงแห่งยอดเขาเทียนจิน”
ข้ามองดูชายหนุ่มรูปงามผู้นั้น อดลูบจมูกตัวเองไม่ได้ ในใจคิด
หลี่กวนฉีมองบุรุษรูปงามตรงหน้า อดลูบจมูกตัวเองไม่ได้ ในใจแอบคิด ‘รูปงามปานเทพบุตรเช่นนี้ มิแปลกใจเลยที่ต้องเป็ที่หมายปองของสาวงามทั่วทั้งยอดเขาเทียนสุ่ย’
แม้ในใจจะคิดเช่นนั้นแต่บนใบหน้าเขายังคงแย้มยิ้ม “ข้าหลี่กวนฉีแห่งยอดเขาเทียนเหลย”
“ข้าได้ยินชื่อเสียงของเ้ามามาก รากิญญาศักดิ์สิทธิ์ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก” เยี่ยเฟิงเอ่ยแววตาฉายประกายท้าทาย
“ข้าตื่นขึ้นพร้อมกับรากิญญาราชัน กลับมิอาจเทียบกับเ้าได้เลย”
หลี่กวนฉีพยักหน้ารับคำอย่างสุภาพ แต่ในใจกลับนึกขบขัน ‘ดูท่าทาง คนผู้นี้คงเป็พวกชอบโอ้อวด กระหายใคร่ดีเสียจริง ยามทดสอบรากิญญาเพื่อเข้าสำนัก แม้จะอยู่ต่อจากข้า แต่ผู้ใดเล่าจะจดจำเขาได้’
จากนั้นเยี่ยเฟิงก็ตวัดปลายนิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้ายังจุดที่แสงแห่งจิติญญานับร้อยพันกำลังร่ายรำอยู่ ก่อนจะเอ่ยท้าทายด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “เช่นนั้น เรามาเดิมพันกันสักหน่อยเป็ไร ว่าผู้ใดจะได้รับตำราขั้นสูงไป!”
แม้หลี่กวนฉีจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดเยี่ยเฟิงจึงชื่นชอบการประลองแข่งขันถึงเพียงนี้ แต่เขาก็ไม่ได้ขัด
“ฮ่าฮ่า ในเมื่อเ้าอยากประลอง ข้าก็ย่อมไม่ขัด”
เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของเยี่ยเฟิงก็เป็ประกายตวัดมือเรียกหินิญญาระดับล่างออกมาจากถุงสัมภาระ กองสูงราวหนึ่งร้อยก้อน
“พร์ของข้านั้น เทียบกับเ้าไม่ได้แม้เพียงน้อย บัดนี้ข้าเพิ่งจะััถึงกระแสปราณได้ คาดว่าค่ำคืนนี้คงเริ่มฝึกฝนดูดซับปราณฟ้าดินได้” เยี่ยเฟิงเอ่ยแววตาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
หลี่กวนฉีแอบหรี่ตามอง พลางคิดในใจว่า ‘เหตุใดคนผู้นี้จึงทำราวกับ้าเอาชนะข้าไปเสียทุกเื่… อีกอย่าง เขาไม่รู้หรือว่าวันนั้นที่ยอดเขาเทียนสุ่ย ข้าได้บรรลุขอบเขตก่อปราณขั้นหนึ่งแล้ว’
หลี่กวนฉีแสร้งทำทีเป็ลังเล หยิบหินิญญาระดับล่างราวร้อยกว่าก้อนออกมาจากถุงสัมภาระแล้ววางลงบนพื้น
ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าเสียดายว่า “เฮ้อ ข้านี่ช่างไร้ความสามารถ จนบัดนี้ยังมิอาจััถึงกระแสปราณได้เลย”
“เช่นนั้น เราเดิมพันกันด้วยหินิญญาร้อยก้อนนี้เป็อย่างไรเล่า”
เยี่ยเฟิงดวงตาวาววับด้วยความเ้าเล่ห์ แสร้งทำเสียงใพูดว่า “โอ้!เช่นนั้นมิเท่ากับว่า ข้าเอาเปรียบเ้าหรือ?!”
“เอาอย่างนี้ดีกว่า หากข้าชนะ ข้าขอรับหินิญญาเพียงครึ่งหนึ่งก็พอ”
“แต่หากข้าแพ้ หินิญญาร้อยก้อนนี้จะเป็ของเ้าทั้งหมด!”
หลี่กวนฉีได้ฟังก็แสร้งทำทีเป็ปฏิเสธ “มิได้ ๆ เช่นนั้นก็ไม่ถูกต้อง พวกเราตกลงกันแล้วว่า…”
“พอเถิด! ทำตามที่ข้าบอก!” เยี่ยเฟิงโบกมือปฏิเสธ แล้วกล่าวอย่างเด็ดขาดราวกับกลัวว่าหลี่กวนฉีจะเปลี่ยนใจไม่ประลองกับเขา
โดยหารู้ไม่ว่า การกระทำครั้งนี้ของเขาในสายตาของหลี่กวนฉีนั้น กลายเป็ภาพลักษณ์ของคนโง่เขลาไปเสียแล้ว
ส่วนแสงแห่งจิติญญาบนท้องฟ้านั้น วิธีการได้มานั้นแสนง่ายดาย
เมื่อคนใดคนหนึ่งก้าวเพียงแค่ก้าวเท้าเข้าไปในเขตแดนของแท่นพิธีก็จะมีเวลาหนึ่งก้านธูปในการรวบรวมแสงแห่งจิติญญาเ่าั้
ระดับของตำราภายในแสงแห่งจิติญญา มีั้แ่ระดับเซียนขั้นต้น ไปจนถึงระดับเซียนขั้นสูงสุด
หากมิใช่ได้รับโอกาสพิเศษเช่นนี้ กว่าจะสะสมแต้มจนมาถึงที่นี่ได้ คงต้องใช้เวลานานนับปี
“เชิญเ้าก่อนเลย” เยี่ยเฟิงเอ่ยอย่างสุภาพทำท่าทางเชื้อเชิญราวกับเป็สุภาพบุรุษผู้สูงศักดิ์
หลี่กวนฉีทำท่าทางลังเล เอ่ยอย่างหวั่นใจ “รบกวนเ้าเฟิงก่อนเถิด ข้าเกรงว่าจะคว้าแสงแห่งจิติญญามิได้แม้เพียงดวงเดียว”
ท่าทางเสแสร้งเช่นนั้น ยิ่งทำให้เยี่ยเฟิงมั่นใจว่าอีกฝ่ายกำลังหวั่นเกรงในพลังของตน
“เอาล่ะ เช่นนั้นข้าขอเริ่มก่อนก็แล้วกัน” เยี่ยเฟิงเอ่ยรับคำราวกับนึกสงสาร “แท้จริงแล้ว การรวบรวมแสงแห่งจิติญญามิใช่เื่ยาก เพียงแต่ต้องอาศัยความรวดเร็วเท่านั้น”
กล่าวจบ เยี่ยเฟิงก็ะโลงจากแท่นพิธีอย่างคล่องแคล่ว ยืนหยัดอย่างมั่นคงราวกับัเหินเวหา
หลี่กวนฉีมองตามแอบยิ้มด้วยความขบขัน พื้นฐานวิชาตัวเบาของเยี่ยเฟิงนับว่ามิเลวเลยทีเดียว
ไม่แปลกใจเลยที่อีกฝ่ายจะมั่นใจในตัวเองถึงเพียงนี้ เพราะเื้ั ความโอหังย่อมต้องมีดีอยู่ในตัวอย่างแน่นอน!
ทว่าหลี่กวนฉีกลับนึกสงสัย เยี่ยเฟิงผู้นี้มิได้ล่วงรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนยอดเขาเทียนสุ่ยในวันนั้นหรือ?
เป็ไปมิได้... ยามนั้นศิษย์ใหม่ทุกคนล้วนอยู่ในโถง
ยกเว้นเพียงผู้ที่มาสาย…
หรือว่า... เยี่ยเฟิงผู้นี้มาสาย และพลาด่เวลาสำคัญในวันนั้นไป!
ภายในโถงกว้าง แสงแห่งจิติญญานับสิบสายเปล่งประกายหลากสีสัน พุ่งพล่านไปมาดุจสายฟ้า
เยี่ยเฟิงเ้าของเรือนผมสีทองอร่ามอาศัยฝีเท้าอันว่องไวผนวกกับวิชาตัวเบาชั้นยอดพุ่งตัวไปมา หมายคว้าแสงแห่งจิติญญาเ่าั้มาให้จงได้
ทว่าแสงแห่งจิติญญาเ่าั้กลับคล้ายมีชีวิต เคลื่อนไหวหลบหลีกอย่างรวดเร็ว ไม่ยอมให้เยี่ยเฟิงแตะต้องได้โดยง่าย
สาเหตุที่เยี่ยเฟิงไม่ทราบเื่ราวอันใดก็เป็ดั่งที่หลี่กวนฉีคาดเดาไว้ไม่มีผิด
แท้จริงแล้ว ในวันนั้นเยี่ยเฟิงไม่ได้มาสาย หากแต่... เขานอนหลับเป็ตายอยู่ในที่พำนักต่างหาก!
แม้กระทั่งตำราฝึกลมปราณขั้นพื้นฐานก็ยังต้องให้ศิษย์ร่วมสำนักนำมาให้ถึงที่…