เดินทางมากว่าหนึ่งเดือน ถึงได้เข้าเขตชายแดนทางตอนใต้ จากจุดนี้ต้องใช้เวลาอีกสิบกว่าวันถึงจะสู่เขตเมืองหลักชั้นใน แม้ว่าระหว่างทางจะพบเจออุปสรรค ทั้งโจรป่าและคนในขบวนบางคนเกิดล้มป่วย แต่ทุกอย่างก็ผ่านมาได้จากความช่วยเหลือระหว่างเพื่อนร่วมทางด้วยกัน หากเรื่องไหนเหลือบ่ากว่าแรง คนส่วนใหญ่จะไปขอความช่วยเหลือจาก “ นายท่าน “ ซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าและกองคาราวานที่มีจำนวนรถม้าและเกวียนมากที่สุดในขบวนรอบนี้ กลุ่มของเขาถือเป็นหัวขบวนหลักที่คอยออกคำสั่งและดูแลพ่อค้าและผู้อพยพอื่นๆให้อยู่ในระเบียบไม่แตกแถว ดูจากความช่ำชองในการแก้ปัญหาระหว่างเดินทางก็ต้องยอมรับว่าทุกเรื่องเมื่อผ่านมือคนกลุ่มนี้ กลับดูง่ายดายไปเสียแทบทั้งสิ้น กระทั่งเหตุปล้นชิงและลักขโมย ก็ยังสามารถตามจับคนร้ายได้ในเวลาไม่ทันข้ามวัน แต่ต่อให้ภายนอกจะมีเสียงอึกทึกครึกโครมขนาดไหนก็ตาม แต่โฉมหน้าของคนในรถม้าคันใหญ่โตหรูหราที่เดินย่ำอยู่ตรงกลางขบวนก็ไม่เคยปรากฏตัวมาให้คนอื่นๆได้เห็น นายท่านคนนั้นจะลงมาจากรถเมื่อมีการตั้งกระโจมขนาดใหญ่จนแล้วเสร็จเท่านั้น ระหว่างเดินทางจึงมีเพียงคนที่เหมือนเช่นพ่อบ้าน คอยรับคำสั่งวิ่งไปวิ่งมาสลับสั่งการเสมือนหนึ่งเป็นตัวแทนของเขา
สถานที่ทางตอนใต้ล้วนเป็นอย่างที่ท่านอาหญิงบอกแก่นางจริงๆ อากาศอบอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีกลิ่นคาวอ่อนๆของทะเลพัดโชยขึ้นมาในบางครั้ง ผู้คนมากหน้าหลายตาแบบที่ไม่เคยเห็นที่เมืองหลวง ต่างคนต่างใช้ชีวิตอยู่ปะปนกลมกลืนกัน สิ่งปลูกสร้างแปลกตาผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจงหยวนและคนต่างถิ่น บ้านเรือนตั้งอยู่อย่างกระจัดกระจายปลูกแยกเป็นหลังๆ แม้แต่ภาษาท้องถิ่นและภาษาของคนนอกด่านที่ใช้ในสื่อสารก็ยังไม่เหมือนกัน แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นอุปสรรคในการค้าขาย
ยิ่งขยับเข้าไกล้เขตเมืองหลักขบวนของพ่อค้าและคนเดินทางไปมาระหว่างทางก็ยิ่งมากขึ้น รถม้าและเกวียนบางส่วนที่ร่วมขบวนมาด้วยกัน หากถึงจุดหมายปลายทางแล้วก็แยกย้ายกันไปไม่น้อย คงเหลือเพียงคนร่วมทางกันมาแต่ต้นเพียงไม่กี่คัน ซึ่งส่วนใหญ่กลุ่มที่ยังติดตามขบวนใหญ่อยู่คือกลุ่มคนอพยพย้ายถิ่นเช่นพวกกู้เซียนเซียนแล้ว
ระหว่างแวะที่จุดพักม้าจุดสุดท้ายก่อนเข้าเขตประตูเมืองทางตอนใต้ตามคำบอกกล่าวของคนที่เคยเดินทางอยู่เป็นประจำ กระทั่งสถานที่ก่อนเข้าเมืองจุดนี้ก็ยังแออัดไปด้วยคนเดินทางทั้งขาเข้าและขาออก ที่พักเต็มแทบจะทุกแห่ง เพราะพื้นที่มีจำกัด คนที่ไม่สามารถจองห้องพักได้ ก็นอนบนรถม้าที่เดินทางมาโดยอาศัยแค่ทานอาหารและห้องน้ำจากจุดพักเปลี่ยนม้าแห่งนี้เท่านั้น เช่นเดียวกันกับกลุ่มของกู้เซียนเซียนในตอนนี้เช่นกัน ว่ากันว่าการจองที่พักกว่าร้อยลี้รอบบริเวณนี้จำเป็นต้องอาศัยการจองล่วงหน้านานกว่าหนึ่งเดือน ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะมีที่พักให้อย่างแน่นอน เพราะหากมีบุคคลสูงศักดิ์ที่บังเอิญผ่านมา ห้องพักที่จองไว้ก็อาจถูกยกเลิกในทันทีโดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า
เพราะเห็นความพลุกพล่านของผู้คนที่สัญจรอยู่รอบบริเวณ ไป๋เลี่ยงหลินเกรงว่าหากไม่ได้ร่ำลากับนายท่านขบวนหลักตรงนี้ก็เกรงว่าเมื่อเดินทางไปยังประตูเมืองแล้ว จะไม่ได้มีโอกาสได้บอกกล่าวกันอีก นางกับเฝิงหรานจึงเดินไปทางด้านหน้าห้องพักที่ใหญ่ที่สุดของโรงเตี้ยมบริเวณจุดพักม้าแห่งนี้เพื่อขอเข้าพบนายท่านผู้นั้น เพียงแต่ไม่นาน พ่อบ้านก็ออกมาพร้อมกับส่ายหน้าน้อยๆ เป็นอันรู้กันว่าพวกนางไม่ได้รับอนุญาติให้เข้าไปยังด้านใน
ไป๋เลี่ยงหลินจึงทำได้เพียงกล่าวอำลาจากบริเวณหน้าประตูห้อง แต่ก่อนจะผละเดินจากมา บ่าวหญิงที่อยู่ด้านในก็วิ่งออกมา สอบถามไป๋เลี่ยงหลินว่าจะไปพักอยู่ที่ใดในเมือง และต้องการให้พวกเขาส่งคนไปเป็นเพื่อนหรือไม่ ไป๋เลี่ยงหลินกับเฝิงหลานที่ดูจะไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์อยู่บ้างเพียงหันมามองสบตากัน ก่อนเอ่ยปฏิเสธกลับไปอย่างสุภาพ
ตอนที่บ่าวหญิงและพ่อบ้านเดินกลับเข้ามาเพื่อรายงานนายท่านที่นั่งอยู่ด้านใน เขาเพียงพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ แต่ก็สั่งให้คนฝีมือดีบางส่วน ลอบติดตามกลุ่มของพวกนางไปจนกว่าจะถึงที่พัก
เช้าวันถัดมา ขบวนรถม้าขนาดหลายสิบคันเคลื่อนตัวออกจากจุดพักม้าได้ไม่นาน ข้างทางก็ปรากฏรถม้าหรูหราขนาดใหญ่จอดนิ่งอยู่ ทันทีที่รถม้าของนายท่านที่อยู่ตรงกลางขบวนกำลังผ่านหน้าไป คนของรถม้าคันที่จอดอยู่ก็วิ่งออกมาสะกัดไว้ ทำให้ขบวนรถทั้งหมดพลันหยุดลงอย่างกระทันหัน ก่อนจะปรากฏเงาร่างของหญิงสาวกระโดดลงจากรถม้าที่จอดนิ่งอยู่วิ่งขึ้นไปบนรถม้าของพ่อค้าใหญ่อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นไม่นานขบวนรถทั้งหมดจึงเคลื่อนตัวออกเดินทางต่อไป
กว่ากลุ่มของพวกนางจะเข้าเมืองได้ต้องใช้เวลาต่อแถวนานกว่าครึ่งค่อนวันผิดกับรถม้าคันใหญ่นั่นที่แทบจะตรงผ่านเข้ากำแพงเมืองไปได้เลยในทันทีที่มาถึง กู้เซียนเซียนเห็นทหารบางส่วนวิ่งออกมาช่วยจูงม้าของรถคันใหญ่คันนั้นเสียด้วยซ้ำ ในขณะที่ฝั่งของนาง ท่านอาหญิงและเฝิงหลานต่างวิ่งทำเรื่องผ่านทางกันให้วุ่นวาย มีเพียงนางและคนขับรถม้าเท่านั้นที่นั่งชะเง้อมองอยู่ด้านข้างอย่างที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ กู้เซียนเซียนทำได้ดีที่สุดเพียงไม่สร้างปัญหาเพิ่มให้กับพวกนางเท่านั้น
หลังบ่ายคล้อยจึงได้รับเอกสารผ่านทาง รถม้าจึงค่อยๆวิ่งผ่านกำแพงเมืองเข้าไปภายในเขตเมืองหลักช้าๆ โดยมีกู้เซียนเซียนโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างด้านข้างอยู่เป็นระยะๆเพื่อดูความแปลกใหม่ของเมืองทางตอนใต้ที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน
หลังเดินทางมาได้อีกชั่วยาม โดยการไล่ถามทางไปทั่วของอาหญิงและเฝิงหลาน รถม้าก็มาหยุดลงที่หน้าบ้านหลังหนึ่งทางด้านทิศตะวันออกของเมือง บริเวณแถวนี้มีบ้านเรือนไม่หนาแน่นเหมือนจุดอื่นๆที่ผ่านมา แต่ก็ไม่นับว่าเปลี่ยว ทั้งไม่ได้แออัดเบียดเสียดอยู่ในซอยเหมือนเช่นที่เมืองหลวง แต่ละหลังมีพื้นที่ลดหลั่นกันไปตามฐานะ บ้างอยู่บนเนิน บ้างอยู่บนพื้นราบตามสภาพที่ดิน ล้อมบ้านด้วยรั้วอิฐเตี้ยๆ หรือบางหลังก็มีเพียงสัญลักษณ์บอกเขตเฉพาะด้านหน้าเท่านั้น เพราะพื้นแถบนี้มีอากาศที่อบอุ่นกว่าทางด้านเหนือ บ้านแต่ละหลังแม้จะก่อด้วยอิฐสีแดง แต่ก็ไม่ปิดทึบจนแลดูอึดอัด แบบบ้านแต่ละหลังก่อสร้างด้วยรูปทรงอิสระมากกว่า หันด้านตัวบ้านรับแสงแดด หน้าต่างมีหลายบานและส่วนใหญ่ก็เปิดโล่งเพื่อรับลมเย็นให้พัดผ่านตัวบ้านจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ประกอบกับพื้นที่รอบบ้านยังปลูกต้นไม้และพืชผักที่ให้ผลผลิตหลากหลาย แม้จะยังอยู่ในช่วงปลายฤดูหนาว แต่หญ้าบางส่วนยังคงมีสีเขียวให้เห็นประปรายกระจายเป็นหย่อมๆรอบตัวบ้าน แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ในแถบนี้ มิน่าเล่า ระหว่างที่รถม้าขับผ่านผู้คนละแวกนี้กลับรู้สึกได้ว่าหน้าตาผิวพรรณของคนที่นี่ดูอิ่มเอิบสดใส กระทั้งเด็กๆก็ดูอวบอ้วนจ้ำม้ำนัก กู้เซียนเซียนยกยิ้มอย่างอารมณ์ดี ในหัวพลันคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยระหว่างที่กระโดดลงจากรถม้าที่หน้าบ้านหลังหนี่ง
บ้านใหม่ของพวกนาง มีลักษณะไม่ต่างจากบ้านหลังอื่นๆในละแวกนี้ ที่ว่าไม่ต่างคือการออกแบบด้วยรูปทรงเหลี่ยมมุมแปลกตา ทุกด้านหันรับลมและแสงแดดอย่างเต็มที่ เพราะบ้านโอบล้อมเป็นหยักหักมุมตามห้องต่างๆ ทำให้บ่อน้ำที่ก่อสูงขึ้นด้วยอิฐมาแอบอยู่ตรงด้านในของพื้นที่ด้านหลังของบ้านดูแปลกตา โดยรอบบ้านยังคงปกคลุมไปด้วยต้นไม้ที่แม้บางต้นจะไม่มีใบเหลืออยู่แล้ว แต่ต้นมู่กง (木公 = ต้นสน) ที่ปลูกเรียงต่อกันเป็นแถวยาวหนาทึบบริเวณรั้วอิฐเตี้ยก็ยังคงให้สีเขียวชอุ่มดูสบายตา บนต้นยังมีลูกสนสีน้ำตาลทองแห้งค้างอยู่ตามกิ่งเป็นจำนวนมาก บางส่วนยังหล่นกระจายอยู่ที่พื้นตัดกับยอดหญ้าที่มีน้ำค้างแข็งอยู่ประปราย แสงแดดที่อยู่เฉียงไปด้านทิศตะวันตกทอดยาวแทรกตัวผ่านกิ่งก้านของต้นสนลงมาเป็นลำแสงสีขาวกระทบน้ำแข็งบนยอดหญ้าจนส่องประกายระยิบระยับ ลูกสนที่ร่วงหล่นอยู่ตามพื้นประหนึ่งดอกไม้ป่าประดับสวนแห่งนี้ไปในตัว
ตอนที่เฝิงหลานเห็นภาพบ้านที่ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านอย่างแท้จริงหลังนี้ นางพลันมีน้ำตาเอ่อคลอความรู้สึกอบอุ่มท่วมท้นอยู่ภายในใจ ยิ่งเห็นคุณหนูสี่เดินเข้าเดินออกเพื่อสำรวจบ้านหลังนี้อย่างมีความสุข นางยิ่งรู้สึกดีใจยิ่งกว่า ‘ จากนี้ไปคงไม่มีเรื่องร้ายๆอะไรมาทำให้คุณหนูต้องพบเจออีกแล้ว’ เฝิงหลานก้มหน้าไม่ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา ไป๋เลี่ยงหลินที่ยืนมองดูอยู่เดินมาตบเข้าที่ต้นแขนของนางเบาๆ ก่อนจะดึงนางให้เดินตามเข้าไปสำรวจภายในบ้านเช่นเดียวกัน
ที่ด้านในบ้านบางส่วนได้รับการทำความสะอาดไว้แล้ว แม้จะยังมีฝุ่นจับ หรือมีเศษใบไม้เล็กๆปลิวเข้ามา แต่การทำความสะอาดนั้นไม่ถือว่าลำบาก ตัวบ้านแม้มีขนาดห้องแต่ละห้องไม่ใหญ่โตเหมือนเช่นที่จวนเดิม แต่ก็เพียงพอสำหรับคนทุกคนที่จะอยู่อาศัยถาวรที่นี่ หลังจากไป๋เลี่ยงหลินเดินมาสำรวจก็ได้ยินเสียงกู้เซียนเซียนตะโกนออกมาจากห้องทางด้านหลัง
“ เฝิงหลานข้าจองห้องนี้..”.
ห้องนี้เป็นห้องขนาดใหญ่ห้องหนึ่งจริงๆ เพียงแต่ด้วยรูปทรงของบ้าน ทำให้ห้องอยู่เยื้องมาทางทิศหน้ารั้ว เฝิงหลานเองก็ไม่แน่ใจว่าเดิมห้องนี้เป็นห้องอะไร มันดูไม่ต่างจากห้องเก็บของสักเท่าไหร่ เพียงแต่มีหน้าต่างหลายบานกว่าเท่านั้น เพราะด้านข้างอีกสามด้านไม่ติดกับห้องไหนอีก หน้าต่างจึงมีอยู่โดยรอบ ไม่รวมประตูทางเข้าที่เปิดออกสู่ด้านหน้าบ้านอีกฝั่งหนึ่ง ห้องนี้ไม่ใช่ห้องที่อยู่ด้านในเรือนหลัก แม้แต่ประตูก็ไม่ได้เชื่อมถึงกัน ถึงจะมีขนาดใหญ่กว่าห้องนอนอื่นๆในเรือนก็ตามแต่เฝิงหลานยังรู้สึกไม่เห็นด้วยอยู่กลายๆ
“ คุณหนู ข้าว่าห้องนี้ ไม่ค่อยเหมาะกับท่าน ลองมาดูห้องด้านในจะดีกว่า ตอนกลางคืนท่านนอนคนเดียวข้าไม่วางใจ “ เฝิงหลานเอ่ยโน้มน้าวคุณหนูสี่ขึ้นมาหลังเห็นนางกำลังทำท่าจะเก็บกวาดห้องนี้
กู้เซียนเซียนเลิกคิ้วน้อยๆของนางขึ้น พลางชะโงกตัวออกไปที่หน้าต่างด้านหลังห้อง
“ เฝิงหลาน เจ้าดูนี่สิ ..” นางชี้ไปที่ทิวไผ่ลำต้นสีเหลืองทองที่ด้านหลังห้อง แล้วยังมีลำน้ำเล็กๆอีกสายตัดผ่านจากด้านข้างตัวบ้านด้านหนึ่งไปยังอีกฟากหนึ่งก่อนลอดผ่านสะพานข้ามเล็กๆออกไปสู่ภายนอก ใต้ต้นไผ่ยังมีเซียวเหม่านอนเกลือกกลิ้งไปมาส่งเสียงร้องเหมียวๆ ปากก็เล็มใบอ่อนของหญ้าไปด้วย
เมื่อมองจากมุมนี้ ที่ตรงนี้ช่างเหมือนกับทิวทัศน์ด้านนอกของห้องฮูหยินอยู่มากจริงๆ แม้ว่าจะมีขนาดเล็กกว่าก็ตาม หากกู้เซียนเซียนอยู่ที่ห้องนี้ นางจะไม่หวนนึกถึงเรื่องในอดีตหรือ เฝิงหลานจับจ้องไปที่ใบหน้าของกู้เซียนเซียนอย่างครุ่นคิด แต่กลับเห็นเพียงแววตาเจิดจ้าสดใส ไม่มีวี่แววของความเศร้าสลดอยู่ภายในดวงตากลมโตคู่นั้นเลย เฝิงหลานก้มศีรษะลงปกปิดสายตาวูบไหวและความกังวลบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในใจ ก่อนซักพักจะเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวตัวเล็กที่ยังคงยืนให้ลมพัดผ่านใบหน้าอยู่ริมหน้าต่าง “ หากคุณหนูประสงค์เช่นนั้น บ่าวก็ไม่ขัด อย่างไรบ่าวจะจัดห้องในเรือนไว้ด้วยอีกห้องสำหรับท่าน “
กู้เซียนเซียนเพียงหันมาพยักหน้ารับ ก่อนเหม่อมองออกไปตรงกอไผ่เหล่านั้นอีกครั้งด้วยแววตาที่ว่างเปล่า
คืนนั้นสตรีสามคนพากันปัดกวาดเช็ดถูในห้องนอนหลักของบ้านห้องหนึ่งเพื่ออาศัยนอนรวมกันชั่วคราว ส่วนคนขับรถม้าที่ยังไม่จากไป ก็อาศัยอยู่อีกห้องที่อยู่เยื้องๆกัน
ชายหนุ่มที่ตอนนี้ยังไม่นอน กำลังขีดๆเขียนๆกระดาษแผ่นเล็กๆแผ่นหนึ่งก่อนม้วนเป็นชิ้นเล็กๆ และปล่อยมันออกไปพร้อมกับพิราบสื่อสาร
สักพักเขาจึงกระโดดขึ้นไปบนหลังคาบ้าน ก่อนเอนตัวลงนอนโดยใช้สองมือหนุนศีรษะไว้ สายตาจับจ้องไปที่กลุ่มดวงดาวบนท้องฟ้า เขารู้จักดูลักษณะของดวงดาวอยู่บ้าง เพราะเป็นสิ่งที่องครักษ์ต้องเรียนรู้เพื่อพยากรณ์สภาพอากาศ ทิศทางและฤดูกาล เพียงแต่ในหัวกลับไม่ได้พินิจถึงสิ่งเหล่านั้นบนท้องฟ้าในยามนี้เลย กระทั่งไม่ได้ตระหนักถึงความสวยงามของภาพที่เห็นเบื้องหน้าแม้แต่น้อย
เหลือเวลาอีกไม่กี่วันเขาคงต้องไปจากที่นี่เสียที หน้าที่ของเขายังรอให้กลับไปสานต่อ ส่วนทางนี้ก็น่าจะไม่มีอะไรให้เป็นห่วงอีกหล ายครั้งเขาเห็นเงาร่างของคนกลุ่มหนึ่งคอยแอบช่วยเหลือสตรีสามนางนี้ระหว่างเดินทางลงใต้ แม้จะไม่มีเวลาไปสืบหาที่มาของกลุ่มคนเหล่านั้น แต่เขาก็มั่นใจว่าคนพวกนี้ย่อมต้องไม่คิดร้าย ตอนนี้เขาน่าจะจากไปได้อย่างไม่ต้องกังวลใจอีกแล้ว
ฉินหกค่อยๆหลับตาลง พยายามเฟ้นหาคำตอบถึงความรู้สึกเงียบเหงาโดดเดี่ยวที่วิ่งเข้ามาในจิตใจของเขาอย่างไม่มีสาเหตุและไม่รู้ว่าเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ความหดหู่ของการจากลานั้น ตลอดชีวิตของเขาไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คืนนั้นทั้งคืนเขาแทบไม่อาจข่มตาหลับลงได้เลย
เช้าวันนี้กู้เซียนเซียน อาหญิงและคนขับรถม้า พากันออกมาจับจ่ายซื้อข้าวของที่ตลาดในเมือง ความพลุกพล่านของผู้คนในตลาด ทำให้ตลาดดูมีชีวิตชีวา ทั้งเสียงตะโกนขายของ เสียงคนด่าทอ สิ่งของแปลกตามากมาย พวกนางใช้เวลาเลือกซื้อนู่นซื้อนี่กันอยู่เกือบค่อนวัน จึงค่อยๆพากันขนขึ้นรถม้าโดยอาศัยความช่วยเหลือจากบุรุษที่มีอยู่เพียงผู้เดียวในตอนนี้
ระหว่างที่พวกผู้หญิงพากันเดินซื้อของ คนขับรถม้าคนเดิมยังช่วยไปตามช่างไม้ละแวกนั้นแล้วหารือแบบที่จะตกแต่งซ่อมแซมบ้านเพิ่มเติมไปด้วย ทั้งการซ่อมแซมบ้าน การทำความสะอาดและตกแต่งเครื่องเรือน กว่าจะแล้วเสร็จก็ล่วงเข้าไปสิบกว่าวันแล้ว
ห้องนอนของกู้เซียนเซียนที่ปีกด้านหนึ่งของเรือนมีลักษณะการจัดวางเตียงคล้ายกับเรือนเดิมของนาง กระทั่งข้าวของเครื่องใช้จุกจิกก็ยังจัดวางในตำแหน่งเดิมเกือบทั้งหมด รวมถึงกล่องใบใหญ่สองใบที่วางเรียงคู่กันไว้ริมหน้าต่าง ทั้งมีไว้ใช้เพื่อเก็บของ และยังสามารถขึ้นไปนั่งแทนตั่งได้ด้วย ถึงแม้เฝิงหลานจะไม่ค่อยสบายใจนักที่เห็นการจัดเรือนของนางในทีแรก แต่หลังจากที่เห็นว่าเด็กสาวดูพึงพอใจเป็นอย่างมาก นางจึงยอมปล่อยเลยตามเลยไป
หลังทุกอย่างเริ่มเข้าที่ ในเช้ามืดวันหนี่ง คนขับรถม้าจึงได้ขอตัวจากไป เพียงแต่ก่อนเขาจะไป เขาได้ยื่นป้ายโลหะสีทองแดงแผ่นหนึ่งให้แก่ไป๋เลี่ยงหลินไว้ หากว่าวันใดพวกนางต้องการความช่วยเหลือให้นำป้ายโลหะนี้ไปหาสหายของเขาที่ศาลาว่าการของเมือง บางทีหากไม่ใช่เรื่องที่เหนือบ่ากว่าแรง สหายของเขาน่าจะช่วยบรรเทาเหตุให้แก่พวกนางได้ เพราะน้ำไกลย่อมไม่อาจดับไฟใกล้ จากนั้นค่อยให้สหายหาวิธีส่งข่าวแจ้งแก่เขาอีกที
ไป๋เลี่ยงหลินย่อมซาบซึ้งในความรอบคอบของบุรุษที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนผู้นี้ นางยอบตัวทำความเคารพแก่เขาอย่างจริงใจ ก่อนตามไปยืนส่งที่หน้ารั้วบ้านมองเขาขี่ม้าจากไปจนลับสายตาในตอนรุ่งสางของวันนั้น
กู้เซียนเซียนกับเฝิงหรานหลังตื่นขึ้นมาก็ไม่พบกับชายคนนั้นแล้ว
หลังอาหารเช้าง่ายๆ ของสตรีสามคน กู้เซียนเซียนได้เอ่ยปากถามเกี่ยวกับเงินที่คงเหลืออยู่ในบ้านตอนนี้ แม้เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ไป๋เลี่ยงหลินจำเป็นต้องเอ่ยปากบอกแก่นาง แต่ถึงอย่างไร นี่ก็เป็นเงินของมารดานางที่เก็บไว้ให้ แม้จะไม่มากจนสามารถใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยได้ แต่ก็มีเพียงพอจะใช้ประทังไปในระหว่างนี้ได้อย่างไม่ลำบาก ที่เหลือค่อยหาทางขยับขยายปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์
แม้จะเห็นอาหญิงเอ่ยถึงตัวเลขเงินคงเหลือในบ้านอย่างเรียบง่าย แต่กู้เซียนเซียนก็รู้ดีว่า สถานการของเงินแบบนี้พวกนางคงอยู่เฉยๆได้ไม่ถึงสองปี นางรีบวิ่งกลับไปที่ห้อง ก่อนเปิดกล่องสมบัติที่เริ่มมีของจุกจิกบรรจุลงไปบ้างแล้วขึ้นมา เพียงพริบตาก็วิ่งกลับมานั่งที่ห้องเดิม
นางใช้ลูกคิดดีดไปมาได้อย่างคล่องแคล่วคำนวนเงินที่จะใช้ในแต่ละวันอย่างรวดเร็ว จริงๆแล้วกู้เซียนเซียนคิดคำนวนในใจเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายไว้แล้ว เพียงแต่นางใช้ลูกคิดดีดซ้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่นางคิดจะไม่ผิดพลาด ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของอาหญิงและบ่าวคนสนิท แม้หลานสาวจะไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา แต่นิ้วมือเล็กเรียวนั่นก็ดีดลูกคิดได้อย่างแม่นยำไม่ผิดพลาด นี่เป็นสิ่งที่ไป๋เลี่ยงหลินรู้สึกผิดคาดอย่งมาก ท่าทางของหลานสาวที่กำลังคิดอะไรอยู่ในใจเงียบๆนั้น ปากก็บ่นขมุบขมิบไปด้วย มองไปแล้วเหมือนเช่นดังไป๋อวี้มารดาของนางอยู่หลายส่วน
‘ อืม ไม่ผิดจริงๆ ทั้งบ้านเหลือเงินใช้ไม่ถึงสองปี หากเป็นเช่นนี้ต่อไปโดยไม่ทำอะไร อาหญิงกับเฝิงหลานคงได้เดือดร้อนเพราะต้องมาดูแลนางแน่ๆ ‘ กู้เซียนเซียนคิดในใจ นางคิดว่าแผนการหาเงินของนางคงต้องเร่งเอาออกมาใช้เสียแล้ว
“ อาหญิง พรุ่งนี้ข้าอยากออกไปเดินเล่นที่หน้าด่าน ท่านไปเป็นเพื่อนข้าได้หรือไม่ “ กู้เซียนเซียนเอ่ยขึ้นกับไป๋เลี่ยงหลิน แต่นางก็ยังไม่ได้อธิบายถึงสิ่งที่ตั้งใจจะทำออกไป ตอนแรกไป๋เลี่ยงหลินคิดว่านางอยากไปดูของใช้ส่วนตัวของเด็กสาว หรือกระทั่งดูของจุกจิกไว้เพื่อขาย แต่หลานสาวกลับส่ายหัว
เพราะว่าสิ่งที่กู้เซียนเซียนจะไปดูคือ ปริมาณของคนที่ผ่านเข้าออกทางหน้าด่านต่างหากเล่า