ห้องหุบเหว
...แผ่นหลังผอมกะหร่องไต่ลงมาตามร่องอิฐกลางกำแพงที่เลื่อนปิดไม่สนิท เท้าถึงพื้นก็ตรงไปเก็บหินกายสิทธิ์ขึ้นมาเหน็บไว้ตรงชายพก ไม่ลืมก้มลงไปฉกดาบกึ่งกระบองอาวุธประจำตัว ซึ่งโยนลงมาหลังจากอสูรตัวสุดท้ายสลายไป ก่อนสาวเท้าจ้ำอ้าวสายตาจ้องเขม็งผ่านตัวลูกดิ่งมนุษย์ จุดหมายคือเส้นโลหะหนา หวังว่ามีสักข้อหนึ่งแตกหักจะได้ปลดห่วงนั้น เพื่อปล่อยให้เด็กน้อยเป็อิสระ
นับเป็ความโชคดี ที่ตัวเล็กยังไม่ถูกจับไป แสดงให้เห็นว่าในความเลวร้ายยังพอมีสิ่งดี ๆ อยู่บ้าง และในความโชคดีนั้นก็อาจเชื่อมต่อด้วยโชคร้ายให้ต้องเผชิญกันต่อไปอีก เฉกเช่นเดียวกับห่วงโซ่ที่ไม่มีรอยขาดแม้แต่ข้อเดียว
มันยังคงตึง และดึงรั้งร่างตัวเล็กให้ติดกับกางเขน ผูกพันธนาการจำกัดอิสรภาพ
“ฉันอยากให้เธอปีนขึ้นไปบนท่อนไม้นั้นก่อน” ชายหนุ่มแหงนหน้าพูด
“ทำไมเหรอ?” ตัวเล็กถาม
“โซ่มันยังไม่ขาด ฉันต้องหาวิธีตัด”
“แต่หนูไม่มีแรงปีนขึ้นไป” ตัวเล็กบอกชายหนุ่มอย่างนั้น ในสภาพน้ำตาเอ่อ
ชายหนุ่มตัดสินใจเดินเข้ามา ใช้อ้อมแขนโอบข้อเท้าของเธอยกขึ้น แล้วพูดว่า “เหยียบฉันขึ้นไป!”
ตัวเล็กใช้ร่างมนุษย์นั้นต่างพื้น ดันตัวของเธอขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงปีกกางเขน โซ่ถูกดึงจากหลังกำแพงหดก็เร่งเข้าเมื่อเริ่มหย่อนกระชากตรวนไปติดกับท่อนไม้ ดึงร่างเธอหน้าคะมำหล่นห้อยลงมาอีก จังหวะนั้น สัญชาตญาณสั่งเธอให้ดีดเท้าสุดแรงหาที่เหยียบ กระแทกหน้าชายหนุ่มเข้าเต็ม ๆ เธอไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ชายหนุ่มก็ไม่ได้ปริปาก ยังคงสละร่างเป็พื้นให้เธอเหยียบขึ้นไปต่อ
ตัวเล็กย่ำเท้าไต่เหยียบบ่าเหยียบหัว มือที่เป็อิสระอีกข้างก็เกาะท่อนไม้แนวขวางปีน ชายหนุ่มยังใช้มือช่วยดันเท้าจนสุดเหยียด ในที่สุดตัวเล็กก็ขึ้นไปถึงปีกกางเขนได้อย่างทุลักทุเล นอนคร่อมบนท่อนไม้ในท่าไม่สะดวกนัก ด้วยข้อมือยังถูกตรึงอยู่กับโซ่ตรวนทำให้แขนแทบบิด
คึหลื พยายามใช้ปลายตะขอแหลมของคมดาบ สอดเข้าไปในห่วงโซ่แล้วบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายต่อหลายครั้งมันหลุดออกมาเนื่องจากว่ามันไม่ได้มีไว้เพื่อถ่างโซ่ให้แตกหัก แต่เขาก็ยังคงทำอย่างนั้นโดยไม่ย่อท้อแม้เหงื่อจะไหลโทรม
จะด้วยโซ่นั้นแกร่งน้อยลงจากการระดมกำลังดึงของพวกอสูรก่อนหน้านี้ หรือเพราะความเพียรพยายามก็ตามแต่ ในที่สุดห่วงก็ถูกง้างออกจากกันได้สำเร็จ เสียงลั่น กรึง! ดังขึ้น โซ่ถูกดึงหายเข้าไปในกำแพง ส่วนที่เหลือห้อยระย้าลงกับพื้น
ตัวเล็กไต่เสากลางของกางเขนลงมาได้สำเร็จ จากการเหยียบบันไดมนุษย์ ลงถึงพื้นเธอถึงกับทรุด แทบลงไปกอบแผ่นดินขึ้นมากอดไว้ ถึงอย่างนั้นใช่ว่าเธอจะออกเดินต่อไปได้ทันที ตรวนที่รั้งข้อมือทั้งสองอยู่ ยังติดกับโซ่ที่เหลือยาวร่วมเมตร โซ่เหล็กหนาเกือบหนึ่งเิเไม่ใช่สิ่งที่จะตัดได้ง่าย ๆ
ชายหนุ่มพยายามช่วยแล้ว แต่ไม่สำเร็จ การตัดสายโซ่หย่อนยากยิ่งกว่าง้างตอนที่มันตึงหลายเท่านัก กระทั่งใจอ่อนหมดแรง หมดความคิดจะทำให้มันขาดได้ สองมนุษย์จึงแค่นั่งเป็เพื่อนกันอยู่ตรงนั้น...กระทั่ง
“หนูตัดสินใจแล้วพี่ เราไปกันทั้งอย่างนี้แหละ” ตัวเล็กหันมาบอก
คึหลื หยิบหินสีขาวออกมาคืนไปไว้ที่มือเธอ เขาหยิบโซ่ทั้งสองเส้นขึ้นคล้องบ่า หันหลังนำตัวเล็กตะกายไต่ผนัง ตัวเล็กใส่ก้อนหินเข้าไปในเสื้อ ขอดเป็ปม แล้วตามไปโดยไม่พูดอะไร
ชายหนุ่มแบกทั้งอาวุธ และสายโซ่ ไต่ข้ามระเบียงไปแล้ว ตัวเล็กยังไต่ถึงกึ่งกลางผนังด้วยความทุลักทุเล แต่ก็ด้วยแรงดึงจาก้าที่ชายผมยาวช่วย ทำให้เธอไต่พ้นกำแพงขึ้นไปได้เร็วขึ้น
เมื่อพ้นขอบระเบียงเธอสังเกตเห็นความเหนื่อยล้าของเขาอีกครั้ง เส้นโซ่ถูกผละทิ้ง ร่างเขาทรุดลงพื้นนอนแผ่หลา บนพรมแดงทำท่าจะหลับ พริบตาเท่านั้นใบหน้าเขากลับเหยเก แสดงความเ็ปอย่างสาหัสขึ้นมาทันที ร่างนั้นบิดเร่าราวกับอยู่ในกองเพลิง ครวญครางเหมือนสุนัขโดนน้ำร้อนลวก
ตัวเล็กเดินเข้าไปใกล้ ความรู้สึกในใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ มองไปที่หน้าอกของเขา คำสาปลุกลามเกือบเต็ม ปกปิดไม่มิดอีกต่อไป สภาพเนื้อหนังแห้งแข็งกระด้างนั้นใกล้บริเวณหัวใจเข้าไปทุกที เธอเอื้อมวางมือซ้ายลงบนหน้าอกของเขาเบา ๆ ความคิดและหัวใจว่างเปล่าเหมือนไม่เป็ตัวของตัวเอง หรืออาจเป็ตัวเธอแท้จริงก็เป็ได้
อาการของชายหนุ่มดูเย็นลงอย่างปาฏิหาริย์ ร่างดิ้นพล่านค่อย ๆ สงบ จนเหลือเพียงการกระเพื่อมของกะบังลม ยามเขาหายใจเฮือกใหญ่เหมือนกลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้หายใจอีกแล้ว เป็อย่างนั้นนานนับนาที
ชายผมยาวจึงเริ่มรู้สึกตัว หลังหายใจเข้าทางปากเฮือกสุดท้าย ลูกตาเบิกกว้าง ก็ตามมาด้วยอาการหอบแฮก
“นี่ฉันเป็อะไรไป!” คำแรกที่เขาอุทาน สายตาของเขายังคงเลิกลัก “ฉันนึกว่าฉันจะตายซะแล้ว”
“หนูก็คิดว่าพี่จะตายแล้วเหมือนกัน” ตัวเล็กบอก
“มันเกิดอะไรขึ้นกับฉันเหรอ?”
เมื่อชายหนุ่มถาม ตัวเล็กจึงเล่าเหตุการณ์ระทึกเมื่อสักครู่ให้ฟัง ทั้งคู่จึงสงสัยกันว่า เกลียวเชือกกับม้วนโลหะหลากชนิดนั้น น่าจะมีปาฏิหาริย์สามารถช่วยปกปักรักษาผู้และผู้ที่ััได้ ส่วนก้อนหิน คงมีไว้ทำลายเวทมนตร์ด้านมืด
“ขอบใจนะที่ช่วยฉัน”
“ไม่เป็ไรค่ะ เมื่อกี้พี่เกือบจะตายจริง ๆ นะ”
“ฉันก็ว่าอย่างนั้น”
“สรุปคือพี่ไม่ได้เป็คนพาหนู มาที่นี่จริง ๆ”
“ใช่ ตามนั้น”
“แล้วพี่ตามหนูมาได้ยังไง หนูเข้าใจว่ามันคงจะมืดแล้ว ตอนที่หนูเริ่มง่วง พี่มองเห็นในความมืดเหรอ?”
“เปล่าหรอก ฉันลุกมาจุดไฟ มองไปก็ไม่เห็นเธอ ฉันถือไฟได้ท่อนหนึ่งก็ออกตามหา ตอนแรกฉันหมดหวังแล้วเพราะไฟส่องทางมันริบหรี่ ฉันคอยเป่าถ่านปลายฟืนให้แดงเข้าไว้ ใช้คลำทางไปในความมืด แล้วฉันก็เห็นหลังของเธอ ฉันพยายามวิ่งตาม แต่วิ่งเท่าไหร่ก็ไม่ถึงตัวเธอสักที ร้องเรียกเธอก็ไม่หัน บางครั้งตัวเธอก็หายไปเฉย ๆ แล้วก็ปรากฏขึ้นอย่างกับผีหลอก ที่ตามได้เพราะเธอเดินตรงมาอย่างเดียว ไม่มีไฟส่องทางเธอก็เดินมาทั้งอย่างนั้น ไม่เว้นแม้โขดหิน ที่ฉันต้องปีนอย่างทุลักทุเล เธอกลับเดินข้ามไปได้สบายเหมือนถูกอุ้ม ฉันกำหนดทิศที่เธอเดินถึงได้ปลงใจว่า เธอจะต้องมาถึงที่นี่แน่ ๆ จะให้ฉันวิ่งตามความแปลกประหลาด ที่มาให้เห็น แล้วแวบหายไป ประเดี๋ยวก็โผล่เห็นหลังไวไว เหมือนิญญาหลอนในความฝัน ฉันว่าชาตินี้ฉันคงตามเธอไม่เจอแน่ ๆ ฉันเลยมุ่งมาที่นี่เลย พอมาถึงวิหาร ฉันเห็นคบไฟถูกจุดอยู่ก่อนแล้ว มันจะเป็อย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากมีคนอยู่ข้างใน ฉันลอบเข้ามาใจก็กลัวว่าจะถูกจับได้ แต่ไม่ ไม่มีวี่แว่วของคนอยู่เลย แล้วฉันเจอหลุม มีเถาวัลย์พาดเกี่ยวเลื้อยขึ้นมา ฉันมองลงไปก็เห็นเธอนอนอยู่ในนั้น...”
“แล้วพี่ก็ลงไปช่วยหนู แล้วพลาดตกลงไปอย่างงั้นใช่ไหมคะ? ” ตัวเล็กขนลุกซู่ ชิงถามเพราะความตื่นเต้น
“ตามนั้นแหละ”
ตัวเล็กนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงพร่ำจะลอยมา เบาดุจเสียงกระซิบ “ถ้าหากพี่ไม่ได้พาหนูมาจริง ๆ หนูก็เป็ตัวการทำให้พี่ต้องมาเจออะไรแบบนี้สินะคะ” เด็กน้อยพูด ส่งแววตาเศร้าก้มลงมองพื้นรู้สึกเหมือนตัวเองเป็คนผิด และสำนึกความผิดที่ตนก่อ
“ไม่เลย ยัยหนู ฉันไม่คิดอย่างนั้นเลย และเธอก็ไม่ควรคิดอย่างนั้นโดยที่ยังไม่ได้ไตร่ตรอง เธอหลงเดินออกมาเพราะโดนสะกดจิต ใครดูไม่ออกก็โง่เต็มที คนธรรมดาที่ไหนจะละเมอเดินข้ามโขดหินอย่างกับเป็พื้นราบ หลบต้นไม้ได้ทั้งที่เดินแข็งทื่ออย่างร่างไร้สติ อย่าโทษตัวเองหากเธอไม่ใช่คนผิดจริง ๆ และไม่ควรโทษคนอื่น หากเธอเป็คนทำให้เขาเสียใจ รู้ไหม”
“ค่ะ...ว่าแต่พี่ค่ะ ที่พี่ว่าพี่เห็นอะไรบางอย่าง ตอนสลบอยู่นั่นคืออะไร” ตัวเล็กยังคงทำหน้าเศร้า
“เธอไม่โกรธฉันแล้วสินะ ที่ฉันแกล้งหลับปล่อยเธอจัดการพวกอสูรคนเดียว” คึหลื อมยิ้มพูดด้วยความเข้าใจว่าเด็กยกโทษแล้ว ซึ่งเขาไม่น่าพูดออกมาเลย เพราะมันดันไปกระตุ้นต่อมโมโหของตัวเล็ก จากแววตาเศร้า กลายเป็ยักษิณีน้อยขบเขี้ยวเคี้ยวฟันส่งตาเขียวปัดมาให้ “พี่ไม่พูดซะยังจะดีกว่านะคะ พี่ตอบคำถามหนูมาก็พอ ว่าพี่เห็นอะไร”
ชายหนุ่มอ้ำอึ้งใ ไม่ได้เป็ไปอย่างที่คิด จึงลัดตัดเข้าเนื้อเหตุการณ์นั้นทันที “ตอนที่ฉันนอนอยู่นะ ฉันมองขึ้นไป ผีผ้าคลุมมันยิงสายฟ้าจากปืนบนกำแพง...”
“อันนั้นหนูรู้ พี่บอกหนู...แล้วไงต่อ”
“ฉันดูท่าทีของมันแล้ว มันใช้เวทมนตร์ ที่เป็ประตูสำหรับให้ปีศาจออกมา กับทางที่จะพาตัวเธอไปเป็คาถาคนละบทกัน”
“ค่ะ”
“มันไม่ใช้ เวทย์อะไรมากไปกว่านั้น ขนาดเธอโดดไปโจมตี มันก็ไม่ตอบโต้ ฉันคิดว่าตัวจริงของมันต้องอยู่ที่ไหนสักแห่ง ตัวปลอมมันโจมตีไม่ได้ เพราะมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นจริง ๆ”
“พี่จะบอกว่า มันส่งตัวปลอมมาขู่เรา ตัวปลอมมันโจมตีไม่ได้ เพราะว่าเวทมนตร์สำหรับโจมตี จะต้องโจมตีตรงหน้าใช่ไหมคะ”
“ใช่ ๆ อย่างนั้นแหละ...และถ้าเราหาห้องที่มันอยู่ได้ เราก็ใช้หินขาวจัดการมันได้”
“ข้อนี้หนูเข้าใจค่ะ...แล้ว...เราจะหาห้องที่ว่าเจอได้ยังไง หนูหมายถึงห้องที่ตัวจริงมันอยู่”
“ฉันจะไม่พาเธอเข้าห้องกับดักแน่นอน ฉันจะเข้าไปก่อน หากมีฉันจะลุยเอง ส่วนเธอ...แค่อย่าปิดประตูขังกันเหมือนที่แล้วมาก็พอนะ” ชายหนุ่มพูดด้วยรอยยิ้ม
ตัวเล็กนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอคงไม่อยากตามเขาไปเท่าใดนัก แต่เป็ทางเดียวที่เหลือให้ตัดสินใจ “ได้คะตกลงตามนี้ก็ได้ ถึงยังไงโซ่ที่ติดแขนหนูมันก็หนัก หนูไม่เสี่ยงเข้าห้องกับดักกับพี่แน่นอน”
“งั้นเราเริ่มที่ห้องตรงนั้นก่อน ตกลงไหม หรือฉันต้องถามจิตััของเธอก่อนเื่ประตู” คึหลืชี้มือตรงไปยังทวารไม้สุดทางเดินของระเบียง
“ก็ตามนั้นค่ะ หนูยังรู้สึกว่ามีอันตรายอยู่ในนั้น แต่ก็ไม่เป็ไร พี่เป็คนเข้าไปไม่ใช่หนู” ตัวเล็กพูดพลางแกะปมที่เสื้อ จะเอาก้อนหินขาวออกมาให้เพื่อนร่วมทาง
คึหลื ยกมือห้าม “ไม่เป็ไรเด็กน้อย เธอเก็บไว้จัดการกับพวกปีศาจเถอะ ของสองอย่างนี้สามารถดูแลเธอได้ดีกว่าฉัน”
“แต่ว่าพี่...”
“ฉันโดนคำสาป! หากฉันตาย หรือกลายร่างขึ้นมา หรืออะไรยังไงที่คาดการไม่ได้ เธอจะเอาที่ไหนป้องกันตัวเอง ฉันอยากให้เธอเก็บไว้”
ตัวเล็กลังเลเล็กน้อยที่ถูกปฏิเสธน้ำใจ แต่ชายหนุ่มผมยาวก็พูดมีเหตุผล เธอจึงตัดสินใจบอกไปว่า “งั้น พี่ดูข้างในห้องเฉย ๆ ถ้าไม่มีกับดัก พี่ก็ออกมารับหนูเข้าไปด้วยตกลงไหม”
“นี่เธออยากช่วยเหลือฉันเหรอเนี่ย” ชายหนุ่มหน้าบานปิดอาการไม่ถูก
ตัวเล็กตอกกลับน้ำเสียงเสียอารมณ์ “เก็บปากไว้กินข้าวเถอะพี่!”
คึหลืจึงต้องก้มหน้าหันหลังเดินลากห่วงสามดาบของเขาไป อารมณ์ประมาณว่าสำนึกผิด แต่ไม่รู้ว่าผิดที่ตรงไหน
ตัวเล็กก็เดินลากโซ่ตามไปด้วย มองดูบรรยากาศรอบ ๆ จากระเบียง ใบหน้าของเธอดูสดใสกว่าที่ผ่านมาบอกไม่ถูก
เดินตามกันไม่กี่ก้าว ก็ถึงหน้าประตูบานไม้เนื้อแกร่งประดุจหิน อายุนับพันปีได้หรืออาจมากกว่านั้น ถึงจะดูเก่าแต่ไม่มีรอยกัดแทะของปลวกเลย นับเป็เื่ชวนสงสัย บนนั้นมีหลุมวงกลมบุ๋มลึกเข้าไป อย่างเดียวกับห้องเก็บสมบัติ
“พี่...บนนั้นเป็ช่องที่ต้องใส่กุญแจ ใช่ไหม?”
“ใช่...ฉันก็ว่างั้น” พูดจบชายหนุ่มก็วางตราสัญลักษณ์วงกลมลงไป
“พี่! พี่เอามันมาั้แ่ตอนไหน” ตัวเล็กถาม จากที่ดูแล้วเขาใส่แค่ผ้าผืนเดียว ถึงจะดูเหมือนกางเกงมีผ้าคาดรอบเอวขาดวิ่น ก็ไม่เห็นมีสวนไหนที่เป็กระเป๋า หรือใช้เก็บของแบบนั้นได้
“ฉันแหนบไว้ที่เอว” ชายหนุ่มตอบ
“ที่เอวเนี่ยนะ พี่ไม่กลัวมันหล่นหายเหรอ...หนูเห็นนะ ก้อนหินที่พี่เก็บไว้ที่เอวมันร่วงตกลงมาตอนปีนกำแพง แล้วตรานี่ทำไมมันไม่หล่น”
“มันหล่นเหมือนกัน แต่หล่นลงข้างใน”
“ยังไงพี่...หล่นลงข้างใน มันก็หลุดออกทางขากางเกงสิอย่างงั้น”
“นี่ไม่ใช่กางเกง มันเป็ผ้าเตี่ยว ผ้าผืนเดียวเอามาพัน ๆ ไว้”
“แล้วยังไงทำไมมันไม่หล่นตก”
“คือ...คือว่า...เอ่อ...”
“มัวแต่อ้ำอึ้งอยู่นั่นแหละ ทำตัวน่าสงสัยอีกแล้วนะ” ตัวเล็กชักรำคาญ
“ฉันเก็บไว้ที่ร่องก้น พอใจไหม” ชายหนุ่มพูดเขินอาย
ลมถึงกับอัดจากปอดขึ้นมาจุเต็มแก้ม ตัวเล็กแทบสำลักเสียงหัวเราะ “จริงดิ ในร่องตูดเนี่ยนะ ยี๋ส์! ” เธอทำท่ารังเกียจใส่ตราสัญลักษณ์ในมือของชายหนุ่ม “อย่าเอามาฝากไว้ที่หนูนะบอกเลย”
“แหม๋...แหม! ทำมาเป็รังเกียจร่องก้นฉัน” ชายหนุ่มพูดแค่นั้น ก็บิดตราสัญลักษณ์
©Witchmedal