ตอนที่ 36: ดราม่าเคลียร์ใจกับชงโค
ยามโพล้เพล้ค่ำอัสดงทอดเงาแดงส้มปนม่วงคล้ำอันมืดมัวปกคลุมเหนือทิวเขาค่ายป่าไผ่ที่เปียกชื้นด้วยคราบน้ำฝนและสายหมอกที่แผ่คลุมล่องลอยตามหุบเขา สายลมหนาวพัดแรงหอบเอาละอองไอเย็นยะเยือกกรุ่นกลิ่นดินโคลนและกลิ่นป่าไผ่แล่นผ่านแนวหน้าผาชันที่สูงตระหง่าน ยอดต้นไม้และแนวป่าไผ่เบื้องล่างกวัดแกว่งลู่ลมส่งเสียงหวีดหวิวดุจเสียงคร่ำครวญกระซิบเงียบงันของผืนราตรีอันหดหู่ แสงสว่างสุริยาสุดท้ายของวันกำลังจะลับขอบฟ้าทอดตัวเข้าสู่ความมืดมิดและความหนาวเหน็บที่ทวีความเข้มข้นเจาะลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของผู้คนในค่ายป่าไผ่แห่งนี้ที่กำลังสับสนหวาดผวา
ตรงบริเวณโขดหินใหญ่ริมหน้าผารับลมอันโดดเดี่ยว ทอดตัวเงียบงันปะทะกระแสลมแรงจัด ร่างระหงของแม่หญิงชงโคนั่งคุดคู้กอดเข่าซบหน้าหวานลงกับหน้าขา ร่างกายอวบอัดงดงามของนางยามนี้สั่นเทาตามแรงสะอื้นไห้เงียบๆ หยาดน้ำตาอุ่นร้อนไหลรินนองอาบแก้มเนียนระเรื่อเปียกปอนหยดลงสู่ดินแดงเหนียวเปียกชุ่มระลอกแล้วระลอกเล่าโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลงได้เลยแม้แต่น้อย
ความรู้สึกผิดบาป บีบคั้นใจอย่างแสนสาหัส และความระทมจิตบีบรัดดั่งหนามเหล็กแหลมคมทิ่มแทงหัวใจของสตรีตัวน้อยอย่างรุนแรงเมื่อยามคิดถึงการที่นางต้องตัดสินใจประกาศกร้าวปลดบิดาบังเกิดเกล้าผู้ให้กำเนิดพ้นทุกตำแหน่งผู้นำ และจำต้องส่งตัวเขาเข้าคุกใต้ดินมืดมิดของค่ายเพื่อระงับความทรยศขายบ้านเกิดเมืองนอนแลกกับยศศักดิ์ขุนนางพยัคฆ์ทมิฬ
ในอดีตวัยเยาว์... ภาพความทรงจำอันแสนอบอุ่นและอ่อนโยนของบิดาผู้คอยจูงมือโอบอุ้มปกป้องนางยามวิ่งเล่นในดงป่าไผ่ยังคงแจ่มชัดติดตรึงใจ ทว่าอำนาจกิเลส ลาภยศ และยศศักดิ์ตำแหน่งขุนนางแคว้นข้าศึกกลับเป่าหูชักจูงให้บิดาแปรเปลี่ยนเป็นคนเหี้ยมเกรียม ไร้ยางอาย และทรยศขายจิตวิญญาณเพื่อความสุขส่วนตัวในบั้นปลายชีวิต ความเจ็บปวดร้าวลึกซึ้งจากการกระทำที่น่าอับอายเยี่ยงนี้ทำให้ชงโคแทบจะแหลกสลายหมดสิ้นศรัทธาในสายโลหิตตนเอง
*ตึก... ตึก... ตึก...*
เสียงก้าวเท้าหนามั่นคงก้าวเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบเชียบ เป้า ขุนศึกหนุ่มในชุดคลุมผ้าเนื้อหนาสะพายดาบข้าศึกที่แผ่นหลังขยับตัวทรุดกายนั่งลงเคียงข้างโขดหินใหญ่ริมหน้าผาอย่างแผ่วเบา รังสีอุ่นร้อนแผ่ซ่านจากร่างกายแกร่งกำยำของเขาช่วยขับไล่ความหนาวเย็นและสะท้านลึกรอบข้างทันควัน ชายหนุ่มโน้มลำแขนแกร่งโอบกอดรั้งเอาร่างอรชรสั่นเทาของชงโคเข้ามารวบแน่นแนบชิดกับอกอุ่นร้อนแข็งแกร่งประดุจกำแพงหินผา ดึงศีรษะกลมน่ารักให้ซบลงบนไหล่แกร่งของตนเองอย่างนุ่มนวลและถนอมรักสุดหัวใจเพื่อถ่ายทอดไออุ่นความเชื่อมั่น
ชงโคสะดุ้งตัวเบาๆ ก่อนจะโผเข้าหาเป้าแล้วร่ำไห้สะอื้นระบายความอัดอั้นสะเทือนใจออกมาซบลงบนลาดไหล่กว้างของชายหนุ่มคนรัก พลางเอ่ยพรั่งพรูน้ำเสียงสั่นพร่าเครือขาดห้วงดั่งชีวิตจะสูญสิ้นลงในยามนี้
"พี่เป้า... ข้าช่างเป็นลูกทรพีเนรคุณที่ต่ำช้าเลวทรามเหลือเกินเจ้าค่ะ... ข้าสั่งจับกุมขังบิดาผู้บังเกิดเกล้าของข้าเอง ส่งตัวเขาเข้าสู่ห้องคุกมืดมิดใต้ดินอันเหน็บหนาว... แต่... แต่หากข้าไม่ยอมตัดสินใจตัดสายสัมพันธ์ครอบครัวเช่นนี้ พี่น้องชาวบ้านค่ายป่าไผ่นับร้อยชีวิตก็ต้องตกเป็นเชลยทาสหรือถูกทหารหลวงข้าศึกพยัคฆ์ทมิฬฆ่าล้างบางอย่างพินาศย่อยยับ... ข้าเจ็บปวดร้าวราญหัวใจสับสนและไร้ทางออกเหลือเกินพี่เป้า ข้าชั่วช้ามากใช่ไหมเจ้าคะ..."
เป้าประคองโอบกอดรั้งร่างอวบอัดของเมียรักเข้าหาอกแน่นหนา สองมือนุ่มหยาบลูบไล้บีบไหล่มนและเส้นผมเปียกชื้นลมหนาวของนางเพื่อช่วยปลอบประโลม ชายหนุ่มใช้วิชาคาถาวาจาอ้อนหญิงขั้นนุ่มนวลสูงสุดพรมกระซิบประโลมใจข้างใบหูเนียนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอบอุ่นลึกซึ้งเป็นที่สุด
"ชงโคคนงามของพี่... อย่ากล่าวโทษด่าว่าตนเองเยี่ยงนั้นเลยหนาจ๊ะ เจ้าไม่ได้ชั่วช้าเนรคุณเลยแม้แต่น้อย แต่เจ้าคือวีรสตรีผู้เสียสละอันยิ่งใหญ่และเด็ดเดี่ยวเด็ดขาดที่สุดเพื่อปกป้องชีวิตบริสุทธิ์ของชาวค่ายป่าไผ่ต่างหากเล่า... ความเจ็บปวด บาปกรรม หรือคำครหาใดๆ ในการขังพ่อเจ้าครั้งนี้ พี่เป้าผู้นำคนใหม่ขอเป็นผู้แบกรับและสืบทอดโทษทัณฑ์เหล่านั้นไว้แทนเจ้าทั้งหมดเอง พี่จะอยู่เคียงข้างคอยกอดปกป้องเจ้าและทุกคน ไม่ยอมให้ใครต้องมาตายหรือทนทุกข์เพราะพวกพยัคฆ์ทมิฬแน่นอน เชื่อใจพี่เป้าของเจ้าหนาคนงามคนดี พี่จะดูแลเจ้าทุกลมหายใจเข้าออก"
คำพูดแสนอ่อนหวานและหนักแน่นจริงใจผสานอ้อมกอดอุ่นหนาแข็งแกร่งทำเอาชงโคผ่อนคลายลมหายใจลงช้าๆ นางซบหน้าเงียบฟังเสียงหัวใจของเป้าที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แผ่ขยายไออุ่นและพลังจิตใจชุบชีวิตหัวใจดรุณีสาวที่บอบช้ำให้ฟื้นคืนเรี่ยวแรงขึ้นมาอีกครั้งอย่างสมบูรณ์
ในขณะที่สองร่างกอดประคองกันอยู่ริมหน้าผานั้นเอง เสียงฝีเท้าเบาหวิวคู่ใหม่ดังแว่วมาจากแนวชายป่าด้านหลัง แม่หญิงมะลิและแม่หญิงกระดังงาก้าวเดินเข้ามาสมทบเงียบเชียบ กระดังงาประคองชามยาสมุนไพรดินเผาร้อนกรุ่นส่งไอหอมละมุนโชยเตะจมูกช่วยบำรุงหัวใจและลดพิษไข้หนาว ส่วนมะลินำผ้าห่มคลุมขนสัตว์ผืนหนาอุ่นเข้ามาสวมคลุมคลี่ทับตัวชงโคประคองหลบความหนาวเย็นของลมผา
มะลิขยับตัวนั่งลงข้างกายจับมือเรียวสั่นเทาของชงโคขึ้นมากุมประสานแผ่วเบา แววตาของอดีตสายลับหญิงบัดนี้ฉายชัดแต่ความจริงใจและห่วงใยในฐานะสหายร่วมชะตากรรมรักรบที่รักใคร่ปรองดองกันแล้ว
"แม่หญิงชงโค... ดื่มยาร้อนสมุนไพรบำรุงพลังของแม่หญิงกระดังงาเสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ข้าเข้าใจความเจ็บปวดของการทรยศและการกักขังคนในสายโลหิตดียิ่งกว่าใคร... จากนี้ไปพวกเราทั้งสามคนและพี่เป้าจะร่วมหัวจมท้ายประสานน้ำใจ กอบกู้ค่ายป่าไผ่แห่งนี้สู้ศึกหลวงใหญ่ด้วยกันหนาเจ้าคะ ยามนี้ชีวิตชาวบ้านนับร้อยอยู่ในกำมือพวกเราแล้วนะเจ้าคะ พวกเราคือครอบครัวเดียวกันแล้ว" มะลิเอ่ยปลอบประโลมน้ำเสียงเปี่ยมศรัทธาและกระชับสัมผัสกุมมือ
กระดังงายิ้มละมุน แววตาของนางที่มองเป้าเต็มไปด้วยความเลื่อมใสชื่นชมรักใคร่อย่างหวานซึ้ง ก่อนจะช่วยลูบไหล่ปลอบชงโค
ชงโคน้ำตาไหลซึมรอบแก้มเนียน ทว่าครานี้นางไม่ได้หึงหวงหรือชิงชังปั้นปึ่งปัดป้องอีกต่อไป แต่นางรู้สึกตื้นตันและซาบซึ้งใจในมิตรไมตรีอันเป็นปึกแผ่นของฮาเร็มที่เป้าพยายามประคับประคองมาตลอด ชงโควางความทิฐิลง ดึงมือกุมประสานของกระดังงาและมะลิเข้ามาร่วมกันอย่างสามัคคีรักใคร่กลมเกลียวสะท้อนหัวใจอันมั่นคงของทั้งสี่ชีวิต
ในห้วงอารมณ์อบอุ่นและสามัคคีประสานความสัมพันธ์นี้ หน้าต่างระบบโปร่งแสงสีทองแสนคุ้นเคยพลันเด้งผุดสว่างวาวขึ้นมาตรงหน้าเป้าทันที
*“ติ๊ง! ได้รับความเชื่อใจและประสานรอยร้าวใจเมียหลวงชงโคเรียบร้อยแล้วจ้า! สายใยรักสามัคคีฮาเร็มเหนียวแน่นหนึบปานกาวตราช้างป่า! ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับโบนัสพลังจิตวิญญาณแกร่งต้านทานชั่วคราว! สถานะปัจจุบันยังคงที่คงเส้นคงวา: วิชา กายาเหล็กทมิฬ (ระดับ 2) ขั้นที่ 8 (พละกำลัง: 11.0 ชั่ง) แต้มสะสมระบบโบราณ 2600 แต้ม! รักษากรรมสิทธิ์เจ้าสำนักแมงดาโบราณและเตรียมรับมือศึกหนักต่อไปเถิดจ้า!”*
เป้าลอบยิ้มขำปัดภาพทองเหลืองระบบให้หายไปอย่างนุ่มนวลไร้กังวล
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้ากระหืดกระหอบรีบร้อนอย่างตื่นตระหนกของทหารบ้านม้าเร็วคนหนึ่งก็ดังสะเทือนขุนเขา วิ่งพุ่งตรงดิ่งขึ้นมาหาเป้าที่หน้าผาอย่างรีบเร่ง แผดเสียงรายงานข่าวศึกด่วนด้วยความกระวนกระวายใจสู้กระแสลม
"พี่เป้าขอรับ! เกิดเรื่องด่วนทางทิศใต้แล้วขอรับ! สายตรวจป่าพบขบวนเกวียนทหารข้าศึกจำนวนห้าเกวียน กำลังเร่งขนย้ายหีบดินประสิว ปืนไฟโบราณ และกระสุนดินระเบิดจำนวนมาก เคลื่อนขบวนผ่านแนวหุบเขาตีนเขาลาดชันด้านล่าง คาดว่าเป็นคลังเครื่องมือและยุทโธปกรณ์ระดับสูงที่รองแม่ทัพอู๋กวนส่งมาเตรียมใช้ตั้งฐานทัพและป้อมปืนเพื่อเตรียมถล่มยับค่ายป่าไผ่ของพวกเราในศึกหลวงค่ำคืนนี้ขอรับ! พวกมันใช้เส้นทางนี้เพราะคิดว่าพวกเรายังไม่รู้ตัวและไม่กล้าตั้งรับขอรับ!"
เป้าได้ยินข่าวด่วน แววตากะล่อนออดอ้อนเมียรักพลันแปรเปลี่ยนเป็นเฉียบคมกริบและอำมหิตแววประกายหนาวเหน็บ ขุนศึกหนุ่มกระชับกำหมัดแกร่งสีทองแดงพละกำลังสิบเอ็ดชั่งจนขึ้นเส้นเอ็นปูดโปนขุมพลัง แผนการรบปะทะแทรกซึมและแผนตลบหลังศัตรูแล่นสว่างวาบเข้าสู่สมองของหัวหน้าค่ายคนใหม่ทันทีเพื่อรับศึกใหญ่
"หึๆ... ดินประสิวกับปืนไฟงั้นรึ? คิดจะเอามาถล่มบ้านข้า แต่ดันลากผ่านหน้าบ้านข้าในยามฝนเพิ่งสงบ... ช่างส่งมอบของขวัญชิ้นใหญ่มาให้ถึงที่จริงเชียว!" เป้าแสยะยิ้มกะล่อนร้ายกาจด้วยดวงตาปลาบปลาวและเด็ดเดี่ยว
ชงโค มะลิ และกระดังงายืนขึ้นประกบเป้า แววตาสามสาวฉายชัดแววมุ่งมั่นพร้อมสู้ศึกเคียงไหล่ร่วมชะตา
"พี่เป้าจะทำอย่างไรต่อไปขอรับ?" มะลิถามด้วยแววตาพร้อมลงมือจู่โจมสะสางปัญหาอย่างว่องไว
"สั่งการพี่น้องทหารบ้านฉกรรจ์ทุกคนเตรียมตัวอาวุธและชุดรบให้พร้อมสรรพ! พวกเราจะลอบลงไปซุ่มโจมตีดักปล้นเกวียนดินประสิวระเบิดเหล่านั้นมาตลบหลังทหารหลวงข้าศึก 500 นายในคืนนี้! ข้าจะใช้ปืนไฟกับดินระเบิดของพวกมันนี่แหละยิงกวาดล้างพวกมันให้ราบคาบ คืนนี้ข้าจะทำให้พวกมันรู้ซึ้งว่า... การคิดจะบดขยี้เป้าใหญ่ผู้นี้ มันต้องแลกมาด้วยชีวิตของพวกมันทั้งหมด!" ขุนศึกหนุ่มเป้าคำรามลั่นสู้ลมเขาอย่างฮึกเหิมเหี้ยมเกรียมพร้อมเปิดฉากปล้นสะบั้นกวาดล้างศัตรูเพื่อความอยู่รอดของค่ายป่าไผ่แห่งนี้!
---