ย้อนอดีตกลับมาเป็นคนรวย

    ตอนที่9 ขึ้นดอยอินทนนท์

    ดิวนั่งคุยกับอีฟและมอสสักพัก ก่อนจะกลับห้องอีฟยังให้ไลน์ของเต้ยด้วย เขากล่าวขอบคุณเล็กน้อยในความหวังดีของเธอ จากนั้นจึงขับรถมอเตอร์ไซค์ออกไปจากร้านบุษบา
    อากาศกลางคืนนี้เย็นหน่อยๆ ถ้าหากมีผู้หญิงเหนือมาซ้อนท้ายคงอุ่นไม่เบา แต่ดิวไม่อยากเสียเวลา มีเมียในตอนนี้ต้องไปนั่งเอาใจใส่ เอาอกเอาใจพวกเธอ พาไปซื้อของช็อปปิ้ง ไม่ได้ทำงานทำการกันพอดี
    เป้าหมายที่ดิววาดฝันไว้นั้นง่ายมาก ที่เป็นนักร้องกลางคืนในตอนนี้ก็เพราะต้องการเงินไปซื้อคู่มือเสริม เกี่ยวกับเทคโนโลยีสร้างบริษัท
    “ไหนดูซิ น่าจะเอ่อ...หมวดบทสินะ” เมื่อมาถึงห้องพักดิวไม่รอช้า รีบเปิดดูระบบคู่มือเสริมทันที
    ดิวมีท่าทางง่วงงัวนิดหน่อย เขาไม่ได้ดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่เหมือนสองพี่น้องนั่น สำหรับนักร้องแล้วกล่องเสียงคืนส่วนสำคัญ หากว่าดื่มเหล้าแล้วอาจจะไม่ได้เสียงอย่างที่เป็น
    ดิวอาจจะระแวงเกินไป จริงอย่างที่มอสบอกกินนิดหน่อยน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่หากว่ากินแล้วติดล่ะ นั่นน่ะเรื่องใหญ่เลยนา...
    มาดูระบบคู่มือเสริมกันดีกว่า ดิวเข้าไปในหมวดที่ชื่อว่า 'บท'
    ในบทที่ว่านี้ก็ตามชื่อเรียกของมันเลย มันมีหมวดยิบย่อยต่างๆ เช่น บทหนัง บทละคร บทซีรีย์เกาหลี บทสำหรับเกม บทนิยาย บทเพลง ฯลฯ
    และที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีหมวดยิบย่อยข้างในอีก ยกตัวอย่างนะ บทละคร จะแบ่งตามหมวดหมู่ยิบย่อย น้ำเน่า ละครรัก ดราม่า ไซไฟ สยองของ ฯลฯ
    ใช่ในหมวดหมู่ยิบย่อยมันจะเป็นแบบนี้ มันเจ๋งใช่มั้ย
    “เราสามารถเป็นได้ทุกอย่าง ที่ที่คนคนนึง นึกฝันอยากเป็น”
    คนเรามีความฝันหลายรูปแบบ ซึ่งความฝันที่ว่าจำเป็นต้องมีพรสวรรค์ สำหรับนักเขียนบทภาพยนต์ต่างๆ เขียนนิยาย หรืออะไรทำนองนี้ก็ตาม ต้องมีพรสวรรค์ถึงจะทำได้ ไม่ใช่ว่าเห็นว่ามันน่าสนุกแล้วอยากทำ แต่เอาเข้าจริงไปไม่รอด
    แต่อย่างใดก็ตามด้วยระบบคู่มือเสริม มันจะทำให้ความฝันที่ว่านี้สามารถซื้อได้ด้วยเงิน แต่อย่างใดก็ตามราคาของคู่มือเสริมเหล่านี้ไม่ถูกเลย
    “ซื้ออะไรดี...” ดิวเข้าไปในบทเพลง ไม่ใช่ว่าในนี้มีเพลงสำเร็จรูปให้เลือก แต่เป็นประเภทของเพลงมากกว่า
    ร็อคโคตรๆ ป็อบร็อค เคป็อบ อาร์แอนด์บี ฮิปฮอป ลูกทุ่ง หมอลำซิ่ง เสียงอีสาน ฯลฯ แต่นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมด เพราะในหมวดหมู่ย่อยยังมีเข้าไปอีก
    เพลงเศร้า อกหักอยากตาย เศร้าโคตรๆ ร้านเหล้าอารมณ์เหงา ร็อคแบบว๊ากๆ และยังมีอยู่ในหมวดที่อยู่ข้างในเพลงประเภทนั้นๆ อีก
    “อารมณ์ของเพลงจะต่างกัน ประมาณว่าหากเราซื้อเพลงร็อคเศร้าไป แต่ไม่สามารถเขียนเพลงเศร้าอาร์แอนด์บีได้...”
    ความเข้าใจของดิวนั้นถูกต้องแล้ว ถ้าหากซื้อทุกอย่างที่เดียวแล้วง่าย จะต้องใช้เงินกี่บาทกันล่ะ คงไม่เท่าไหร่หรอก แต่พอมีหมวดต่างๆ ที่แตกแขนงไปเยอะเเยะมากมาย การใช้เงินจึงมากขึ้น นั่นหมายความว่าหากดิวต้องการเป็นเทพที่รู้ทุกอย่าง เขาจะต้องสร้างบริษัทที่มีทรัพย์สินหลายหมื่นล้าน จึงจะสามารถซื้อคู่มือเสริมได้ทั้งหมด
    หากดูจากลักษณะนิสัยของดิว การเก็บเงินสร้างบริษัทแล้วซื้อคู่มือเสริมทุกอย่าง คงเป็นความฝันของเขาละมั้ง
    “จะซื้ออะไรดีเอ่ย...”
    ไม่ได้ถูกเหมือนกับคู่มือเสริมการร้องเพลง การแต่งเพลงมันต้องมีจิตวิญญาณ เข้าถึงอารมณ์ของผู้ฟังจะมาแต่งเล่นๆหัวๆ ไม่ได้ เพราะงั้นมันถึงได้แพงไง อย่างต่ำคู่มือเดียวก็มีราคาตั้งหนี่งแสนบาทแล้ว
    “เอาอันนี้แล้วกัน มันน่าจะเข้ากับตัวเราที่สุด...” นั่งตัดสินใจอยู่นานสองนาน ในที่สุดดิวก็ตัดสินได้
    (ป็อบร็อค บทเพลงร้านเหล้าอารมณ์เหงาระดับต่ำ ราคาหนึ่งแสนบาท) ถูกซื้อแล้ว
    ดิวคิดว่าการเปิดตัวเพลงแรกด้วยสิ่งที่มาจากตัวเรา เป็นอะไรที่ลงตัวแล้ว เขาเป็นนักร้องกลางคืน มีเงินเพราะที่นี่จึงอยากจะให้อารมณ์ของเพลงเหมือนกับร้านเหล้าในตอนแรกๆ
    นั่งชิลล์ ฟังเพลงพร้อมกับดื่มเหล้าย้อมใจ ไม่กระชากอารมณ์เกินไป ป็อบร็อคนี่แหละกำลังดี
    ไม่รอช้า ดิวสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะติดตั้งคู่มือเสริมในคืนนั้น อาการปวดหัวยังมีตกค้างหลังจากผ่านไปหลายนาที แต่ดิวติดตั้งคู่มือเสริมหลายครั้งแล้ว เพราะงั้นเขาจึงไม่โครงเครงศีรษะจนอยากจะอาเจียนนัก
    หลังจากที่ติดตั้งคู่มือเสริมสำเร็จ ดิวได้เปิดแล็ปท็อปขึ้นมาแต่งเพลงทันที เขาใช้เวลาไปหนึ่งชั่วโมงกับเนื้อร้อง ส่วนเมโลดี้ใช้เวลาไปสองชั่วโมงเต็ม
    “ไม่ได้เรื่อง ห่วยชะมัด!” ดิวมีสิ่งที่อยากเขียนในหัวมากเกินไป เขามีความคิดและข้อมูลที่จำเป็นในการเขียนเพลง แต่น่าเศร้าเขากลับรู้สึกว่าเพลงที่แต่งมันมีบางอย่างที่ขาดไป แต่ดิวไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม
    “เห้ยสุดยอดเลยว่ะ มึงแต่งได้ไงวะเนี่ย ยังไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ตามที่บอกไว้เลยนะ เห้ยเจ๋งอะ!” สามวันต่อมาดิวเอาเนื้อร้องมาให้มอสดู หลังจากที่อ่านมอสตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เขาคิดว่าเพลงที่ดิวเเต่งมันโคตรเจ๋ง
    “สุดยอดเลยดิว ไม่นึกเลยว่านายจะทำได้จริงๆ นี่ๆ ดังแล้วอย่าลืมลดให้หน่อยนะคะ...” อีฟเห็นด้วยกับมอส เธอคิดว่าดิวมีพรสวรรค์ในด้านดนตรี คนบ้าอะไรเป็นช่างไฟอยู่ดีๆ กลับเป็นนักร้องที่เปล่งประกายในเวลาไม่นาน หากคนอื่นมาเล่าให้เธอฟังคงจะไม่เชื่อ แต่เพราะเรื่องนี้ประสบพบเจอกับตัวเอง ไม่เชื่อก็บ้าแล้ว
    “แต่กูว่ามันยังขาดบางอย่างว่ะ” ดิวตักปลาเผาเข้าปากในขณะบอกพี่น้องที่กำลังพูดยอ
    “หา...? มึงบอกว่าขาดอะไรไปบางอย่าง แล้วอะไรวะ กูกับพี่อีฟไม่เห็นว่ามันจะขาดอะไรเลย”
    “นั่นสิดิว ฝีมือขนาดนี้เป็นนักแต่งเพลงอาชีพได้เลยนะ แบบนี้เปิดค่ายได้ไม่อยาก แต่งเอง เปิดค่ายเอง รวยเอง คนเหี้ยไร้วะโคตรจะเก่ง แม่งโคตรอยากเปลี่ยนผัวเลยตอนนี้สัตว์เอ้ย!”
    ดิวเกือบจะพ่นปลาเผาใส่หน้าอีฟ อะไรนะอยากเปลี่ยนผัวงั้นเหรอ? แล้วผัวที่ว่ายังหมายถึงเขาเนี่ยนะ อะไรจะอยากขนาดนั้น ก็รู้หรอกนะว่าอีฟเป็นคนแบบนี้แต่พอมาพูดต่อหน้า เล่นทำเอาไอ้หนูหดไปเลย
    โชคดีมอสที่อยู่ข้างๆ ส่ายหน้าไม่เห็นด้วย“อย่าเลยพี่ ลูกพี่ยังไม่กี่ขวบเอง รอให้หย่านมซะก่อน ถึงตอนนั้นค่อยเปลี่ยนผัวใหม่ก็ยังไม่สาย”“เออจริงของมึง”“สงสัยกูจะต้องเรียกเพื่อน ว่าพี่เขยแล้วสิ”
    ดิวที่นั่งอยู่ถึงกับทำหน้าเอ๋อไม่รับประทาน ในตอนแรกคิดว่ามอสไม่เห็นด้วย แต่ไหงมันถึงหลายเป็นแบบนี้ ไม่ถงไม่ถามความเห็นเลยสักคำว่าอยากได้มั้ย โธ่พี่น้องบ้า!
    “เป็นไรไปดิว หรือว่าอยากได้คืนนี้?” อีฟพ่นควันบุหรี่จากปาก ก่อนจะเลียริมฝีปากยิ้มๆ “ก็ได้นะเว้ย คืนนี้ผัวไปทำงาน จะเอาปะล่ะ”“พี่ ไม่เกรงในกันเลยนะ อย่างน้อยไว้คุยกันสองคนไม่ดีกว่าหรอ เรื่องแบบนี้”
    ดิวไม่เข้าใจสองพี่น้องนี้เลยจริงๆ ปรากฎว่าเมื่อก่อนเขารู้จักมอสเพียงผิวเผินเท่านั้น ส่วนอีฟอย่าไปพูดถึงรายนี้กู่ไม่กลับแล้ว
    “ไว้วันหลังดีกว่า ตอนนี้ดึกมากแล้วสิ ไปก่อนนะ” ดิวไม้กล้าอยู่นาน เขารีบออกมาจากร้านทันทีเพราะกลัวอีฟจะจับปล้ำ“ฮ่าฮ่า เป็นไงล่ะ ผมบอกแล้วว่ามันไม่กล้าหรอก พี่ก็แกล้งมันเกินไป”“ก็น่าแกล้งเนอะ อีกอย่างผัวโง่ๆ ของพี่ก็เอาแต่ทำงาน กว่าจะกลับก็นู่นปิดร้านแล้ว เห้อ”“เอาน่า”
    สองพี่น้องบ้าๆบอๆ กินเหล้ากันไปสองคน ส่วนดิวหลังจากออกมาก็กลับห้องทันที
    ดิวยังเขียนเพลงอยู่ แต่เขารู้สึกว่าอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแบบนี้มันอึดอัดเกินไป จึงหาเวลาขับรถออกไปเช้าๆ พร้อมกับเป้สะพายหลัง ขี่รถไปดอยอินทนนท์
    เมื่อก่อนดิวไม่ได้เที่ยวมากนัก เอาแต่ทำงานอยู่กับฝ้าย สุดท้ายก็เป็นแค่คนพิการ แต่ที่เขาขับรถขึ้นดอยครั้งนี้ไม่ได้อยากเที่ยวผ่อนคลายอย่างเดียว แค่อยากจะหาจุดชมวิวดีๆ นั่งเขียนเพลงเท่านั้น
    ดิวไม่มีเทคนิคการขับขี่รถที่ดีนัก อีกอยากนี่คือครั้งแรกที่ขึ้นดอย เล่นเอากลัวไปเหมือนกัน เลยคิดว่าหวังจากนี้คงต้องซื้อคู่มือเสริมเกี่ยวกับการขับขี่สักหน่อยแล้ว
    กว่าจะขับมาถึงที่นี่ก็เล่นเอาหิวข้าว ดิวแวะร้านอาหาร สั่งกระเพราไก่ไข่ดาว ส้มตำปูปลาร้า ไก่ย่างมาหนึ่งตัว น้ำอัดลมหนึ่งเหยือก ไม่รู้เพราะเหนื่อยกับการขี่รถหรือเปล่า อาหารสามอย่างที่อยู่บนโต๊ะจึงหมดเกลี้ยงจาน ไม่มีเหลือแม้แต่เศษ
    “นั่นพี่หรือเปล่าคะ...” ในขณะที่ดิวกำลังเรียกแม่ค้ามาคิดเงิน คิม ยูอินที่เพิ่งลงจากรถก็เข้ามาทักทาย
    “อ๋อ คุณนั่นเอง มาเที่ยวกับแฟนเหรอครับ” ดิวไม่มีทางลืมยูอิน ด้วยร่างกายที่ใหญ่โตของเธอแบบนี้ คงมีไม่กี่คนนักหรอก
    “ดีใจจังที่พี่จำได้ แต่ฉันกับใหม่ไม่ได้...”
    “เราไม่ได้เป็นแฟนกันหรอกค่ะ” ใหม่เข้ามาแทรก ก่อนจะสำรวจดิวตั้งอยู่หัวจรดเท้า “เราเป็นเพื่อนกัน ฉันชื่อใหม่ ส่วนนี่ยายยูอิน”“ยินดีที่ได้รู้จัก ดิวนะครับ”“ยินดีค่ะ แต่ชื่อของพี่เนี่ย ฟังแล้วอยากจะชวนไปกินกันเลยนะคะ” เห็นเพื่อนพูดลามกแบบนั้นกับคนที่ชอบยูอินทนไม่ได้ จึงเข้าไปหยิกแขนปนหยอกๆ ทีหนึ่ง“อีบ้า พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ ทะลึ่ง!”“ฮ่าฮ่า ไม่เป็นไรหรอกครับ สนุกดีออก”“เห็นมั้ยพี่เขายังบอกว่าสนุกเลย แกนี่กังวลเกินไปแล้ว”เห็นว่าดิวไม่โกรธยูอินก็รู้สึกโล่งใจ“ว่าแต่พี่มาเที่ยวคนเดียวเหรอคะ”“ใช่ครับ ทำไมหรอ?”“อ๋อ เปล่าหรอกค่ะ” ยูอินคิดว่ามันแปลกแต่ไม่ได้พูดออกไป ในความคิดของเธอเขาต้องมีผู้หญิงมาด้วยสิ ในแต่ละคืนมีผู้หญิงตามติดเป็นเกลียว อย่ามาโกหกเลยว่ามาคนเดียว ชิชะ!