หลังการเปิดสนามอย่างอหังการของเจี้ยนอู๋เซิน กลิ่นอายสังหารที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงจนทิ้งร่องรอยความตื่นตะลึงไว้ทั่วลานประลอง นักยุทธ์คนอื่นๆ รู้สึกเหมือนมีขุนเขามหึมากดทับอยู่บนบ่า บรรยากาศรอบข้างเริ่มร้อนระอุขึ้นด้วยความทะเยอทะยานที่ปนเปไปกับความกดดัน ทุกคนต่างตระหนักดีว่าหากไม่เร่งเร้าศักยภาพของตนออกมาในตอนนี้ ชื่อของพวกเขาคงถูกกลืนหายไปภายใต้ร่มเงาของ "อัจฉริยะ" เพียงคนเดียว บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความตึงเครียด นักยุทธ์แต่ละคนต่างเร่งเร้าแก่นปราณในร่างจนถึงขีดสุด หวังจะใช้เวทีนี้กอบกู้ศักดิ์ศรีและพิสูจน์ว่าพวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะยืนอยู่บนจุดสูงสุดเช่นกัน
สายั
บนเวทีของ สายั คู่ที่โดดเด่นและดึงดูดสายตาที่สุดหนีไม่พ้นการประลองของ หลินชิวเซียน นางต้องเผชิญหน้ากับศิษย์เอกสำนักปักษา์ที่ขึ้นชื่อเื่ความรวดเร็ว
"รับมือ!" คู่ต่อสู้ทะยานตัวขึ้นหมายใช้ความพริ้วไหวโถมเข้าใส่จากมุมสูง พร้อมสะบัดฝ่ามือปล่อยคลื่นปราณระยะสั้นพุ่งเข้าหาจุดสำคัญ ทว่าชิวเซียนกลับยืนนิ่งประดุจหินผา แก่นปราณในร่างของนางหมุนวนอย่างมั่นคง ส่งผลให้ร่างกายสงบนิ่งราวกับผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น
นางวาดกระบี่ในมือเป็วงกลมสั้นๆ ปราณสีฟ้าจางแผ่ออกมาหนาเพียงหนึ่งฝ่ามือรอบตัวกระบี่ แต่มันกลับหนาแน่นจนสามารถเบี่ยงเบนทุกวิถีจู่โจมได้อย่างง่ายดาย
"เพลงกระบี่ไท่ซวน: วารีโอบอุ้ม"
นางเน้นการ "รับ" และ "ปัด" ในระยะประชิดอย่างเฉียบคม ทุกจังหวะที่ศัตรูรุกเข้าในรัศมีหนึ่งฝ่ามือ ปราณวารีของนางจะซึมซับแรงกระแทกและบิดทิศทางมันออกไป จนในที่สุดคู่ต่อสู้ก็เสียจังหวะจนหน้าคะมำ ชิวเซียนอาศัยเพียงจังหวะพลิกตัว กระแทกด้ามกระบี่เข้าที่กลางยอดอกจนอีกฝ่ายกระเด็นตกเวทีไปอย่างหมดจด
ถัดไปไม่ไกลนัก กู่เสวี่ยเหมย ก้าวขึ้นสู่เวทีด้วยท่วงท่ากรีดกราย นางแทบไม่ต้องขยับกายมากนัก เพียงแค่แกว่งแขนเบาๆ ปราณระดับก่อเกิดแก่นก็ก่อตัวเป็สายใยบางเบาวนเวียนรอบกาย คู่ต่อสู้ที่พยายามจะประชิดตัวกลับรู้สึกเหมือนถูกพันธนาการด้วยหนามที่มองไม่เห็น ทุกย่างก้าวหน่วงรั้งจนเสียสมดุล ก่อนที่เสวี่ยเหมยจะสะบัดฝ่ามือประทับปราณเข้ากลางลำตัว ส่งอีกฝ่ายลงไปนอนสิ้นสภาพ นางไม่ได้ชายตาแลผู้พ่ายแพ้ แต่กลับปรายตาไปทางหลินชิวเซียนด้วยแววตาที่แฝงจริตแห่งการท้าทาย
สายพยัคฆ์
ทางด้านเวทีทิศตะวันตกของ สายพยัคฆ์ บรรยากาศกลับดุดันเข้มข้นกว่า เมื่อถึงคราวของ หยวนซื่อเจี๋ย เขาก้าวขึ้นเวทีด้วยท่วงท่าลำพอง แก่นปราณในร่างแผ่ไอความร้อนจางๆ ออกมา แม้จะยังส่งปราณผ่านอาวุธไม่ได้เหมือนระดับปราณพิสุทธิ์ แต่เพียงปราณร้อนที่หุ้มหมัดในระยะหนึ่งฝ่ามือ ก็ทำให้นักยุทธ์ฝ่ายตรงข้ามถึงกับคุกเข่าลงทันทีเมื่อิัเริ่มแดงก่ำจากมวลอากาศที่บิดเบี้ยวรอบตัวซื่อเจี๋ย
หยวนซื่อเจี๋ยแค่นยิ้มอย่างพึงใจในอำนาจของตน ก่อนจะกวาดสายตาดูแคลนไปยังที่พักนักยุทธ์มณฑลหลิน
บนพลับพลาชั้นสูงสุด องค์รัชทายาท ทอดพระเนตรการประลองด้วยสายตาคมปลาบ พระองค์ทรงจิบชาพลางพิจารณารายชื่อผู้ชนะในรอบแรก
"เจี้ยนอู๋เซิน... แข็งแกร่งจนน่ากลัว" รัชทายาทเปรยขึ้นเสียงเบา "น่าเสียดายยิ่งนัก แม้เขาจะมีชื่อเสียงขจรไกลแต่เขาก็เป็เพียงคนของสำนักยุทธ์ ไม่ใช่ลูกหลานจากตระกูลขุนนางที่ข้าจะใช้เป็รากฐานทางการเมืองได้ง่ายๆ ความเก่งกาจที่ไร้ขั้วอำนาจรองรับ... บางครั้งมันก็น่าเสียดาย"
พระองค์ปรายตาไปทางหยวนซื่อเจี๋ยพลางพยักหน้าเล็กน้อย "ผิดกับหยวนซื่อเจี๋ย แม้ความโดดเด่นจะยังเป็รองอู๋เซินอยู่ก้าวหนึ่ง แต่ฐานอำนาจของตระกูลทหารหยวนนั้นมั่นคงนัก หากจะเลือกหมากที่ใช้งานได้จริงในราชสำนัก... ตระกูลหยวนดูจะมีภาษีกว่าเห็นๆ"
ในขณะเดียวกันที่ด้านล่าง นาวี กำลังจ้องมองหยวนซื่อเจี๋ยที่เดินลงจากเวทีด้วยท่าทางโอหัง เขาแอบแค่นยิ้มบางๆ แล้วพึมพำกับตัวเองเบาๆ
"นี่นะหรอ... ตระกูลหยวน"
สมการแห่งชัยชนะ: อวิ๋น ปะทะ หมัดเหล็ก
และแล้วก็ถึงคู่สุดท้ายของรอบคัดเลือก อวิ๋น ก้าวขึ้นสู่เวทีท่ามกลางเสียงซุบซิบดูแคลน คู่ต่อสู้ของเขาคือศิษย์เอกสำนักหมัดเหล็ก ร่างั์กำยำราวกับป้อมปราการเคลื่อนที่
"ตายซะเ้าหนู!"
ั์ใหญ่ถีบเท้าโถมน้ำหนักตัวเกือบสองร้อยชั่งเข้าใส่ หมัดขวาถูกหุ้มด้วยปราณสีทองเหลืองอร่ามหนาหนึ่งฝ่ามือ แรงลมแหวกอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว แสดงถึงพละกำลังที่พร้อมจะป่นกระดูกทุกคนที่ขวางหน้า ทว่าในสายตาของอวิ๋น เขามองเห็น "สายธารของแรง" ที่ส่งมาจากส้นเท้า บิดผ่านสะโพก กระแทกผ่านสันหลัง จนมาถึงปลายศอก
ฟุ่บ!
อวิ๋นไม่ได้ถอย แต่กลับก้าวเข้าหาเบี่ยงศีรษะหลบเพียงเล็กน้อยจนััได้ถึงไอความร้อนที่ครูดผ่านผิวแก้มไปเพียงเส้นขน ในวินาทีที่น้ำหนักตัวของั์ใหญ่เริ่มถลาไปข้างหน้าตามแรงเหวี่ยงที่คุมไม่ได้ อวิ๋นก็เริ่มลงมือ เขาใช้ฝ่ามือที่เรียวบางแตะลงไปที่ข้อศอกของศัตรูอย่างแ่เบาตรงจุดที่เป็ "รอยต่อ" ของสมดุลร่างกาย อวิ๋นไม่ได้ผลักออก แต่เลือกที่จะ "จูง" แรงนั้นไปต่อ ร่างั์กลับเหมือนถูกแรงดึงดูดลึกลับกระชากให้น้ำหนักตัวพุ่งไปข้างหน้าเร็วขึ้นทวีคูณ
"เหวออออ!"
ศิษย์สำนักหมัดเหล็กแผดร้อง ร่างลอยละลิ่วข้ามเส้นขอบเวทีประดุจหินที่ถูกเหวี่ยงออกจากเครื่องยิง โครม!!! ร่างนั้นกระแทกพื้นด้านล่างหน้าคะมำอย่างน่าอนาถ ฝุ่นตลบอบอวล ขณะที่อวิ๋นยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง มือทั้งสองทิ้งลงข้างลำตัวราวกับไม่เคยออกแรงใดๆ
ทั้งสนามเงียบกริบไปชั่วครู่ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะเยาะอย่างไม่เข้าใจ "ฮ่าๆๆ! ไอ้หมัดเหล็กนั่นมันซุ่มซ่ามลื่นล้มไปเองนี่หว่า! เ้าเด็กนั่นมันดวงดีชะมัด!"
การเฝ้ามองของ "คุณชายบัณฑิต" และ "ข้ารับใช้"
"ฮ่าๆๆๆ! ตลกเป็บ้า! ดูนั่นสิอาเกา ไอ้หมีควายนั่นมันล้มกลิ้งตกเวทีอย่างกับลูกขนุนแน่ะ!"
เสียงหัวเราะอย่างสำราญใจดังมาจากมุมหนึ่ง ชายหนุ่มในชุดผ้าไหมสีนวลดูเรียบง่ายแบบ คุณชายตระกูลพ่อค้า กำลังโบกพัดพลางกุมท้องหัวเราะจนตัวโยน ชายผู้นี้คือ องค์ชายรอง ที่ปลอมตัวมา โดยมี องครักษ์เกา ยอดฝีมือระดับมหาชลธี ปลอมตัวเป็คนรับใช้ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างๆ
"คุณชาย โปรดสำรวมกิริยาด้วยขอรับ ผู้คนเริ่มหันมามองแล้ว" องครักษ์เกาพึมพำเตือน แต่ดวงตาของเขากลับจ้องเขม็งไปที่อวิ๋นด้วยความฉงน
ในฐานะยอดฝีมือระดับมหาชลธี เกาย่อมมองเห็นลึกซึ้งกว่าคนทั่วไป เขารู้ดีว่าศิษย์เอกสำนักหมัดเหล็กนั้นฝึกฝนมาเพียงพละกำลังและการทำลายล้าง แต่กลับละเลยการฝึกฝนควบคุมปราณและการทรงตัวที่ละเอียดอ่อน ผลลัพธ์ที่ออกมาเช่นนี้จึงไม่ใช่เื่แปลกใจสำหรับคนระดับเขา
แต่ที่น่าแปลกใจจนน่าขนลุก... เกาครุ่นคิดในใจ คือการมองเห็น 'จุดบกพร่อง' นั้นอย่างทะลุปรุโปร่ง แม้แต่ยอดฝีมือระดับก่อเกิดแก่นปราณก็ยังยากนักที่จะเข้าใจถึงสมดุลของแรงได้ลึกซึ้งขนาดนี้ แต่เด็กหนุ่มที่ไร้ซึ่งลมปราณคนนี้ กลับมองเห็นและนำมันมาประยุกต์ใช้ในการประลองจริงได้อย่างไร้ที่ติ
"ข้าแค่ขำในความโชคดีของเ้าเด็กนั่นไงเล่า... ท่านอาเกา" องค์ชายรองหุบพัดลง แววตาเปลี่ยนเป็ลุ่มลึก องครักษ์เกาได้แต่นิ่งเงียบ ไม่ได้ตอบโต้สิ่งใด แต่ความสงสัยในตัวอวิ๋นกลับหยั่งรากลึกขึ้นในใจของเขาเสียแล้ว
หยวนซื่อเจี๋ยที่ยืนดูอยู่ใกล้ๆ แค่นเสียงในลำคอ "หึ... ปาหี่นำโชค รอบหน้าเ้าจะไม่ได้ดวงดีแบบนี้แน่ ไอ้ขยะ"
ทว่าท่ามกลางเสียงหัวเราะ มีเพียง หลินชิวเซียน และ เจี้ยนอู๋เซิน ที่จ้องมองอวิ๋นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป อวิ๋นเดินลงจากเวทีด้วยสีหน้าเรียบเฉย ในหัวยังคงประมวลผลข้อมูลต่อไป 'ระดับก่อเกิดแก่นปราณมีข้อจำกัดที่ระยะหนึ่งฝ่ามือ... ถ้าอีกฝ่ายควบคุมลมปราณได้ดีกว่านี้ก็น่ารำคาญเหมือนกันแฮะ'