ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 98 ช่วยคน

            “ขอโทษนะครับผมไม่ได้มีเจตนาร้าย ผมก็แค่อยากลองดูว่า ความสามารถในการอ่านผ่านตาแล้วจำได้เลยของผมกับคุณใครจะเหนือกว่ากัน”

            “คุณก็อ่านแล้วจำได้เลยเหมือนกันเหรอคะ”สวีหว่านหนิงขึ้นเสียงสูงอย่างกะทันหัน

            สหายหนุ่มพยักหน้าพลางยิ้ม“แม้การพูดเช่นนี้จะดูไม่ถ่อมตัว แต่มันคือเรื่องจริงครับ”

            สวีหว่านหนิงไม่กล้าให้เขาเห็นว่าตนกำลังอ่านหนังสือเรียนถึงอย่างไรเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่จะถูกนำมาใช้อีกครั้งก็ยังไม่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องไม่คาดฝัน เธอไม่ควรเสี่ยงทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้

            แต่สหายหนุ่มคนนี้บอกว่าเขาก็สามารถอ่านหนังสือรอบเดียวแล้วจำได้เช่นกัน ถ้าเธอไม่ยอมให้เขาอ่านหนังสือคงดูเหมือนกำลังร้อนตัว

            สวีหว่านหนิงอยากจะย้อนเวลากลับไปสิบนาทีก่อนเพื่อตบปากตัวเองจริงๆ

            เธอไม่น่าขี้โม้เลยหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ!

            สหายหนุ่มเห็นเธอลังเลไปก็ดันแว่นตาที่ปลายจมูกอีกครั้งพลางยิ้ม “คำขอของผมออกจะเสียมารยาทไปหน่อยขอโทษด้วยครับ”

            สวีหว่านหนิงกำลังจะตอบทันใดนั้นก็เห็นพนักงานรถไฟเดินผ่านมาอย่างเร่งรีบ พลางตะโกนถามคนรอบข้างเสียงดังว่า“บนตู้รถไฟนี้มีสหายคนไหนเชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศบ้างหรือไม่ทางเรามีเรื่องสำคัญที่อยากจะได้ความช่วยเหลือจากพวกคุณ”

            สวีหว่านหนิงนึกขึ้นได้ว่าก่อนขึ้นรถไฟเหมือนเธอจะเห็นชาวต่างชาติผมทองตาฟ้าอยู่หลายคน

            ดูท่าพวกเขาจะเรียกร้องอะไรบางอย่าง

            แม้สวีหว่านหนิงจะไม่อยากเป็นจุดเด่นเพราะมันจะตกเป็นเป้าสายตาเกินไปแต่เธอรู้ดีว่าด้วยสภาพสังคมของประเทศจีนในปัจจุบันการต้อนรับแขกต่างชาติถือเป็นมารยาทที่สำคัญอย่างยิ่ง

            หากสร้างความประทับใจอันเลวร้ายให้กับชาวต่างชาติในเวลานี้หลังพวกเขากลับประเทศไปอาจจะ ‘ประชาสัมพันธ์’ ภาพลักษณ์แง่ลบของประเทศจีนให้คนอื่นรับรู้แล้วความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของประเทศจีน ก็จะทำให้ประเทศจีนตกที่นั่งลำบากอีกครั้ง

            แม้โลกใบนี้จะเป็นเพียงโลกในหนังสือนิยายแต่คนรักชาติอย่างสวีหว่านหนิงไม่อาจทำใจนิ่งดูดายได้จริงๆ

            เธอลุกขึ้นเดินไปที่ทางเดินด้านนอกแล้วตะโกนว่า “ฉันพูดภาษาต่างประเทศได้ค่ะ”

            พนักงานรถไฟรีบหันหลังเดินมาหาเธอทันทีแล้วใช้สายตาประเมินเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “สหายคุณมั่นใจหรือว่าเชี่ยวชาญด้านภาษาต่างประเทศ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กทางเราเสียเวลาไม่ได้”

            “ฉันมั่นใจและแน่ใจมากค่ะ”

            “ถ้าอย่างนั้นก็ตามผมมา!”

            พนักงานรถไฟเดินนำทางพลางอธิบายสถานการณ์ให้สวีหว่านหนิงฟัง

            “รถไฟขบวนนี้มีแขกต่างชาติหลายท่านต้องการเดินทางไปยังมณฑลอี้หนึ่งในนั้นเป็นเด็กชายวัยห้าขวบที่ป่วยกะทันหัน เขาหายใจหอบถี่ สีหน้าซีดขาวล่ามของพวกเขามีเรื่องด่วนจึงลงจากรถไฟไปกลางคัน ส่วนพนักงานบนรถไฟของเราก็ทำเพียงพูดคุยสื่อสารขั้นพื้นฐานได้เท่านั้นจึงฟังไม่ออกว่าพวกเขากำลังพูดอะไร”

            “บนรถไฟมีหมออยู่ด้วยแต่เพราะอุปสรรคด้านการสื่อสาร หมอจึงไม่กล้าวินิจฉัยโรคโดยพลการ”

            “ฉันเข้าใจแล้วค่ะ”

            ระหว่างพูดคุยกันพวกเขาก็เดินมาถึงตู้รถไฟที่ชาวต่างชาติโดยสารอยู่

            ตู้รถไฟนี้มีเตียงอยู่หกหลังพอดีให้ชาวต่างชาติกลุ่มนี้เหมาทั้งตู้

            สวีหว่านหนิงเห็นเด็กชายที่กำลังป่วยตั้งแต่แวบแรกที่เข้ามา

            เขายกมือกุมลำคอตัวเองใบหน้าเริ่มเป็นสีม่วง รูม่านตาดูล่องลอย ไม่อาจโฟกัสได้อีกต่อไป

            พนักงานรถไฟพูดถูกสถานการณ์เร่งด่วนจริงๆ

            เธอรีบก้าวเท้าตรงไปข้างหน้าแล้วถามเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่วว่า“ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้คะ พวกเราจะช่วยอะไรได้บ้าง”

            ผู้หญิงผิวขาวอายุราวสามสิบต้นๆตอบอย่างร้อนใจว่า “เขาเพิ่งกินอาหารเข้าไปเมื่อครู่นี้ แล้วจู่ๆ ก็มีอาการแบบนี้พวกเราเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

            สวีหว่านหนิงหันไปมองเด็กชายอีกครั้งแล้วพอจะเดาอะไรได้

            “ฉันคิดว่าพอจะทราบแล้วว่ามันเกิดจากสาเหตุอะไรเชื่อฉันนะคะ ฉันช่วยเขาได้ ให้โอกาสกับฉันสักครั้งได้ไหมคะ”

            สายตาและน้ำเสียงของสวีหว่านหนิงดูมั่นใจมากกลุ่มชาวต่างชาติสบตากัน จากนั้นก็พากันพยักหน้า

            สวีหว่านหนิงกอดเด็กชายจากด้านหลังแล้วใช้สองมือประสานตรงทรวงอกของเขา ก่อนจะออกแรงบีบรัด

            เธอรู้ว่าเด็กชายกำลังมีอาหารติดอยู่ที่หลอดลมจนเริ่มขาดอากาศหายใจตอนนี้วิธีเดียวที่จะช่วยเขาได้คือการใช้วิธีรัดกระตุกเหนือสะดือใต้ลิ้นปี่

            ในฐานะเจ้าของภัตตาคารสวีหว่านหนิงเชี่ยวชาญการปฐมพยาบาลวิธีนี้ชาติที่แล้วเธอเคยใช้วิธีนี้ช่วยชีวิตลูกค้าที่มีอาการอาหารติดคออยู่หลายครั้ง

            หลังจากที่เธอพยายามใช้วิธีดังกล่าวกับเด็กชายในที่สุดเด็กชายก็ส่งเสียงอาเจียนแล้วบ้วนของสิ่งหนึ่งออกมาจากลำคอ

            “ฟู่...”สวีหว่านหนิงผ่อนลมหายใจยาว ก่อนจะวางตัวเด็กชายลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง“ฉันคิดว่าเขาพ้นขีดอันตรายชั่วคราวแล้วแต่ก็ควรให้หมอตรวจดูอาการอย่างละเอียดอีกครั้งช่วยเรียกหมอที่อยู่บนรถไฟมาได้ไหมคะ”

            “ได้แน่นอนยอดเยี่ยมมากจริงๆ!”

            ไม่ทันไรหมอบนรถไฟก็เข้ามาสวีหว่านหนิงช่วยเป็นล่ามแปลภาษาให้ระหว่างเขาทำการตรวจร่างกายเด็กชาย

            “เมื่อครู่เขามีอาหารติดคอค่ะทำให้เกิดภาวะขาดอากาศหายใจระยะสั้นๆโชคดีที่คายอาหารออกมาทันเวลาจึงไม่เป็นอะไรมาก แต่ก็ยังจำเป็นต้องพักผ่อนให้มากๆ”

            สวีหว่านหนิงแปลคำพูดของหมอให้ชาวต่างชาติฟัง

            ผู้หญิงคนแรกที่สวีหว่านหนิงคุยด้วยหยิบธนบัตรใบหนึ่งจากกระเป๋าหนังของตนออกมาแล้วยื่นมันให้กับหมอ

            “ขอบคุณค่ะ”เธอพูดภาษาจีนอย่างตะกุกตะกักและออกเสียงไม่ชัด

            หมอไม่กล้ารับธนบัตรสกุลเงินต่างชาติได้แต่โบกมือปฏิเสธ “มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว ในเมื่อเด็กปลอดภัยแล้วผมขอตัวก่อน มีอะไรเรียกผมได้ทุกเมื่อ”

            สวีหว่านหนิงแปลคำพูดของเขาในทันที

            หลังจากที่หมอออกไปสวีหว่านหนิงก็ลุกขึ้นขอตัวลา

            “เดี๋ยวก่อนค่ะ”

            ครั้งนี้ผู้หญิงคนเดิมหยิบธนบัตรทั้งหมดที่มีในกระเป๋าหนังของตนออกมาแล้วยัดใส่มือสวีหว่านหนิงทั้งหมด

            “เมื่อกี้ต้องขอบคุณคุณมากถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีจากคุณ ลูกชายฉันอาจจะไม่รอดเงินพวกนี้เป็นสินน้ำใจจากฉัน หวังว่าคุณจะรับไว้นะคะ”

            สวีหว่านหนิงก้มหน้ามองเงินตรงหน้ารวมๆ แล้วน่าจะหลายร้อย

            จากอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันมันน่าจะแลกเป็นเงินหยวนได้หลายพันหยวน

            หรือพูดให้น่าตกใจกว่านี้คือเงินก้อนนี้ใช้ซื้อบ้านหลังเล็กแถบชานเมืองของปักกิ่งได้เลย

            แต่สุดท้ายสวีหว่านหนิงก็ปฏิเสธไป

            “ฉันขอรับน้ำใจของคุณนะคะแต่เงินนี้ฉันคงรับไว้ไม่ได้พวกคุณมาเป็นแขกบ้านแขกเมืองของประเทศเราก็ถือเป็นเพื่อนของเรา เมื่อเพื่อนมีปัญหาคนเป็นเพื่อนย่อมช่วยเหลือเกื้อกูลกันนี่คือหลักการที่ชาวจีนถูกอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่ยังเด็กค่ะ ฉันดีใจมากจริงๆที่ได้ให้ความช่วยเหลือพวกคุณ”

            “แต่ว่า...”

            หญิงสาวคนเดิมตัดสินใจไม่ได้จึงหันไปหาคนที่อาวุโสที่สุดในกลุ่ม

            “สวัสดีครับผมชื่อยอร์ค” ชายชาวต่างชาติวัยสี่สิบกว่าปียื่นมือขวามาให้สวีหว่านหนิง

            สวีหว่านหนิงส่งมือให้แต่เธอแค่แตะปลายนิ้วของยอร์คเท่านั้น “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อสวีหว่านหนิงยินดีที่ได้รู้จักพวกคุณค่ะ”

            “สวีคุณเป็นหญิงสาวที่ทั้งสวยและจิตใจงดงามจริงๆ”

            “ขอบคุณที่ชมค่ะ”

            “แต่คุณช่วยชีวิตเจมส์เอาไว้เพราะฉะนั้นได้โปรดรับเงินเหล่านี้ไว้ด้วยเถอะครับ”

            สวีหว่านหนิงครุ่นคิดอยู่สักพักสายตาของเธอเหลือบไปเห็นเจมส์ที่นอนอยู่บนเตียงเด็กชายได้สติแล้วแต่ยังมีสีหน้าซีดขาว จากนั้นสวีหว่านหนิงก็กล่าวว่า“หากได้เห็นเจมส์ร่าเริงแข็งแรงดี คงทำให้ฉันดีใจยิ่งกว่าการรับค่าตอบแทนที่ไม่ธรรมดาก้อนนี้เอาไว้อีกอย่าง ฉันแค่ให้ความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองค่ะ”

             

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】 ที่คุณอ่าน