“ขอโทษนะครับผมไม่ได้มีเจตนาร้าย ผมก็แค่อยากลองดูว่า ความสามารถในการอ่านผ่านตาแล้วจำได้เลยของผมกับคุณใครจะเหนือกว่ากัน”
“คุณก็อ่านแล้วจำได้เลยเหมือนกันเหรอคะ”สวีหว่านหนิงขึ้นเสียงสูงอย่างกะทันหัน
สหายหนุ่มพยักหน้าพลางยิ้ม“แม้การพูดเช่นนี้จะดูไม่ถ่อมตัว แต่มันคือเรื่องจริงครับ”
สวีหว่านหนิงไม่กล้าให้เขาเห็นว่าตนกำลังอ่านหนังสือเรียนถึงอย่างไรเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่จะถูกนำมาใช้อีกครั้งก็ยังไม่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องไม่คาดฝัน เธอไม่ควรเสี่ยงทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้
แต่สหายหนุ่มคนนี้บอกว่าเขาก็สามารถอ่านหนังสือรอบเดียวแล้วจำได้เช่นกัน ถ้าเธอไม่ยอมให้เขาอ่านหนังสือคงดูเหมือนกำลังร้อนตัว
สวีหว่านหนิงอยากจะย้อนเวลากลับไปสิบนาทีก่อนเพื่อตบปากตัวเองจริงๆ
เธอไม่น่าขี้โม้เลยหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ!
สหายหนุ่มเห็นเธอลังเลไปก็ดันแว่นตาที่ปลายจมูกอีกครั้งพลางยิ้ม “คำขอของผมออกจะเสียมารยาทไปหน่อยขอโทษด้วยครับ”
สวีหว่านหนิงกำลังจะตอบทันใดนั้นก็เห็นพนักงานรถไฟเดินผ่านมาอย่างเร่งรีบ พลางตะโกนถามคนรอบข้างเสียงดังว่า“บนตู้รถไฟนี้มีสหายคนไหนเชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศบ้างหรือไม่ทางเรามีเรื่องสำคัญที่อยากจะได้ความช่วยเหลือจากพวกคุณ”
สวีหว่านหนิงนึกขึ้นได้ว่าก่อนขึ้นรถไฟเหมือนเธอจะเห็นชาวต่างชาติผมทองตาฟ้าอยู่หลายคน
ดูท่าพวกเขาจะเรียกร้องอะไรบางอย่าง
แม้สวีหว่านหนิงจะไม่อยากเป็นจุดเด่นเพราะมันจะตกเป็นเป้าสายตาเกินไปแต่เธอรู้ดีว่าด้วยสภาพสังคมของประเทศจีนในปัจจุบันการต้อนรับแขกต่างชาติถือเป็นมารยาทที่สำคัญอย่างยิ่ง
หากสร้างความประทับใจอันเลวร้ายให้กับชาวต่างชาติในเวลานี้หลังพวกเขากลับประเทศไปอาจจะ ‘ประชาสัมพันธ์’ ภาพลักษณ์แง่ลบของประเทศจีนให้คนอื่นรับรู้แล้วความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของประเทศจีน ก็จะทำให้ประเทศจีนตกที่นั่งลำบากอีกครั้ง
แม้โลกใบนี้จะเป็นเพียงโลกในหนังสือนิยายแต่คนรักชาติอย่างสวีหว่านหนิงไม่อาจทำใจนิ่งดูดายได้จริงๆ
เธอลุกขึ้นเดินไปที่ทางเดินด้านนอกแล้วตะโกนว่า “ฉันพูดภาษาต่างประเทศได้ค่ะ”
พนักงานรถไฟรีบหันหลังเดินมาหาเธอทันทีแล้วใช้สายตาประเมินเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “สหายคุณมั่นใจหรือว่าเชี่ยวชาญด้านภาษาต่างประเทศ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กทางเราเสียเวลาไม่ได้”
“ฉันมั่นใจและแน่ใจมากค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามผมมา!”
พนักงานรถไฟเดินนำทางพลางอธิบายสถานการณ์ให้สวีหว่านหนิงฟัง
“รถไฟขบวนนี้มีแขกต่างชาติหลายท่านต้องการเดินทางไปยังมณฑลอี้หนึ่งในนั้นเป็นเด็กชายวัยห้าขวบที่ป่วยกะทันหัน เขาหายใจหอบถี่ สีหน้าซีดขาวล่ามของพวกเขามีเรื่องด่วนจึงลงจากรถไฟไปกลางคัน ส่วนพนักงานบนรถไฟของเราก็ทำเพียงพูดคุยสื่อสารขั้นพื้นฐานได้เท่านั้นจึงฟังไม่ออกว่าพวกเขากำลังพูดอะไร”
“บนรถไฟมีหมออยู่ด้วยแต่เพราะอุปสรรคด้านการสื่อสาร หมอจึงไม่กล้าวินิจฉัยโรคโดยพลการ”
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ”
ระหว่างพูดคุยกันพวกเขาก็เดินมาถึงตู้รถไฟที่ชาวต่างชาติโดยสารอยู่
ตู้รถไฟนี้มีเตียงอยู่หกหลังพอดีให้ชาวต่างชาติกลุ่มนี้เหมาทั้งตู้
สวีหว่านหนิงเห็นเด็กชายที่กำลังป่วยตั้งแต่แวบแรกที่เข้ามา
เขายกมือกุมลำคอตัวเองใบหน้าเริ่มเป็นสีม่วง รูม่านตาดูล่องลอย ไม่อาจโฟกัสได้อีกต่อไป
พนักงานรถไฟพูดถูกสถานการณ์เร่งด่วนจริงๆ
เธอรีบก้าวเท้าตรงไปข้างหน้าแล้วถามเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่วว่า“ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคนนี้คะ พวกเราจะช่วยอะไรได้บ้าง”
ผู้หญิงผิวขาวอายุราวสามสิบต้นๆตอบอย่างร้อนใจว่า “เขาเพิ่งกินอาหารเข้าไปเมื่อครู่นี้ แล้วจู่ๆ ก็มีอาการแบบนี้พวกเราเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
สวีหว่านหนิงหันไปมองเด็กชายอีกครั้งแล้วพอจะเดาอะไรได้
“ฉันคิดว่าพอจะทราบแล้วว่ามันเกิดจากสาเหตุอะไรเชื่อฉันนะคะ ฉันช่วยเขาได้ ให้โอกาสกับฉันสักครั้งได้ไหมคะ”
สายตาและน้ำเสียงของสวีหว่านหนิงดูมั่นใจมากกลุ่มชาวต่างชาติสบตากัน จากนั้นก็พากันพยักหน้า
สวีหว่านหนิงกอดเด็กชายจากด้านหลังแล้วใช้สองมือประสานตรงทรวงอกของเขา ก่อนจะออกแรงบีบรัด
เธอรู้ว่าเด็กชายกำลังมีอาหารติดอยู่ที่หลอดลมจนเริ่มขาดอากาศหายใจตอนนี้วิธีเดียวที่จะช่วยเขาได้คือการใช้วิธีรัดกระตุกเหนือสะดือใต้ลิ้นปี่
ในฐานะเจ้าของภัตตาคารสวีหว่านหนิงเชี่ยวชาญการปฐมพยาบาลวิธีนี้ชาติที่แล้วเธอเคยใช้วิธีนี้ช่วยชีวิตลูกค้าที่มีอาการอาหารติดคออยู่หลายครั้ง
หลังจากที่เธอพยายามใช้วิธีดังกล่าวกับเด็กชายในที่สุดเด็กชายก็ส่งเสียงอาเจียนแล้วบ้วนของสิ่งหนึ่งออกมาจากลำคอ
“ฟู่...”สวีหว่านหนิงผ่อนลมหายใจยาว ก่อนจะวางตัวเด็กชายลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง“ฉันคิดว่าเขาพ้นขีดอันตรายชั่วคราวแล้วแต่ก็ควรให้หมอตรวจดูอาการอย่างละเอียดอีกครั้งช่วยเรียกหมอที่อยู่บนรถไฟมาได้ไหมคะ”
“ได้แน่นอนยอดเยี่ยมมากจริงๆ!”
ไม่ทันไรหมอบนรถไฟก็เข้ามาสวีหว่านหนิงช่วยเป็นล่ามแปลภาษาให้ระหว่างเขาทำการตรวจร่างกายเด็กชาย
“เมื่อครู่เขามีอาหารติดคอค่ะทำให้เกิดภาวะขาดอากาศหายใจระยะสั้นๆโชคดีที่คายอาหารออกมาทันเวลาจึงไม่เป็นอะไรมาก แต่ก็ยังจำเป็นต้องพักผ่อนให้มากๆ”
สวีหว่านหนิงแปลคำพูดของหมอให้ชาวต่างชาติฟัง
ผู้หญิงคนแรกที่สวีหว่านหนิงคุยด้วยหยิบธนบัตรใบหนึ่งจากกระเป๋าหนังของตนออกมาแล้วยื่นมันให้กับหมอ
“ขอบคุณค่ะ”เธอพูดภาษาจีนอย่างตะกุกตะกักและออกเสียงไม่ชัด
หมอไม่กล้ารับธนบัตรสกุลเงินต่างชาติได้แต่โบกมือปฏิเสธ “มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว ในเมื่อเด็กปลอดภัยแล้วผมขอตัวก่อน มีอะไรเรียกผมได้ทุกเมื่อ”
สวีหว่านหนิงแปลคำพูดของเขาในทันที
หลังจากที่หมอออกไปสวีหว่านหนิงก็ลุกขึ้นขอตัวลา
“เดี๋ยวก่อนค่ะ”
ครั้งนี้ผู้หญิงคนเดิมหยิบธนบัตรทั้งหมดที่มีในกระเป๋าหนังของตนออกมาแล้วยัดใส่มือสวีหว่านหนิงทั้งหมด
“เมื่อกี้ต้องขอบคุณคุณมากถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีจากคุณ ลูกชายฉันอาจจะไม่รอดเงินพวกนี้เป็นสินน้ำใจจากฉัน หวังว่าคุณจะรับไว้นะคะ”
สวีหว่านหนิงก้มหน้ามองเงินตรงหน้ารวมๆ แล้วน่าจะหลายร้อย
จากอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันมันน่าจะแลกเป็นเงินหยวนได้หลายพันหยวน
หรือพูดให้น่าตกใจกว่านี้คือเงินก้อนนี้ใช้ซื้อบ้านหลังเล็กแถบชานเมืองของปักกิ่งได้เลย
แต่สุดท้ายสวีหว่านหนิงก็ปฏิเสธไป
“ฉันขอรับน้ำใจของคุณนะคะแต่เงินนี้ฉันคงรับไว้ไม่ได้พวกคุณมาเป็นแขกบ้านแขกเมืองของประเทศเราก็ถือเป็นเพื่อนของเรา เมื่อเพื่อนมีปัญหาคนเป็นเพื่อนย่อมช่วยเหลือเกื้อกูลกันนี่คือหลักการที่ชาวจีนถูกอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่ยังเด็กค่ะ ฉันดีใจมากจริงๆที่ได้ให้ความช่วยเหลือพวกคุณ”
“แต่ว่า...”
หญิงสาวคนเดิมตัดสินใจไม่ได้จึงหันไปหาคนที่อาวุโสที่สุดในกลุ่ม
“สวัสดีครับผมชื่อยอร์ค” ชายชาวต่างชาติวัยสี่สิบกว่าปียื่นมือขวามาให้สวีหว่านหนิง
สวีหว่านหนิงส่งมือให้แต่เธอแค่แตะปลายนิ้วของยอร์คเท่านั้น “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อสวีหว่านหนิงยินดีที่ได้รู้จักพวกคุณค่ะ”
“สวีคุณเป็นหญิงสาวที่ทั้งสวยและจิตใจงดงามจริงๆ”
“ขอบคุณที่ชมค่ะ”
“แต่คุณช่วยชีวิตเจมส์เอาไว้เพราะฉะนั้นได้โปรดรับเงินเหล่านี้ไว้ด้วยเถอะครับ”
สวีหว่านหนิงครุ่นคิดอยู่สักพักสายตาของเธอเหลือบไปเห็นเจมส์ที่นอนอยู่บนเตียงเด็กชายได้สติแล้วแต่ยังมีสีหน้าซีดขาว จากนั้นสวีหว่านหนิงก็กล่าวว่า“หากได้เห็นเจมส์ร่าเริงแข็งแรงดี คงทำให้ฉันดีใจยิ่งกว่าการรับค่าตอบแทนที่ไม่ธรรมดาก้อนนี้เอาไว้อีกอย่าง ฉันแค่ให้ความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเองค่ะ”