ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 71 เจียงหลิว

            การประลองรอบสองคู่สุดท้ายนั้นจบลงที่เฉินหยางไม่ทันระวังตัวเหยียบโดนเส้นขอบเวทีจึงทำให้เกาจวิ้นชนะไปในที่สุด

            ตอนท้ายทังฝานลุกขึ้นกล่าวคำพูดปลุกใจ จากนั้นประกาศแยกย้าย ทุกคนกลับไปยังห้องตัวเองเวลายามนี้ยังเช้าอยู่ พึ่งจะบ่ายสามสี่สิบห้า ตะวันยังไม่ลงเขา

            แม้การแข่งจะจบลงเร็วแต่โหยวเสี่ยวโม่ดูอย่างได้อรรถรส

            ในตอนที่เขาดูบรรดาศิษย์พี่แข่งขันประมือกันเขาก็ยิ่งคาดหวังว่าตัวเองจะเหมือนศิษย์พี่ที่มีฝีมือและพลังมากมาย

            ตลอดที่ผ่านมาความคิดนี้ไม่เคยหายไปเสียดายที่มีสภาวะร่างกายนักหลอมโอสถผูกมัดอยู่ แต่คราวนี้ไม่เหมือนกันเมื่อฟังหลิงเซียวแล้ว นักหลอมโอสถก็ไม่ได้อ่อนแอเหมือนที่คนกล่าว อย่างเช่นถ้านักหลอมโอสถคนนึงสามารถพัฒนาฝีมือจนแก่กล้าระดับหนึ่ง พลังปราณวิญญาณสามารถแปรสารเป็นวัตถุใช้โจมตีผู้อื่นได้

            แม้หลิงเซียวจะบอกว่ามีแต่นักหลอมโอสถระดับสูงเท่านั้นที่ทำได้แต่สิ่งใดในโลกล้วนมีข้อยกเว้น

            เมื่อเดือนกว่าที่แล้วนับตั้งแต่เป็นศิษย์ในขงเหวิน สถานะของเขาก็ดั่งน้ำขึ้นเรือสูงจากนี้ไปเขาจึงไม่ใช่เพียงศิษย์ฝึกหัดแล้ว ดังนั้นขอบเขตอำนาจก็สูงขึ้น ตอนนี้เขาสามารถเข้าหอคัมถีร์ชั้นสองได้แล้ว

            ป้ายอำนาจยังคงเป็นป้ายเดิมที่ผู้เฒ่าหอคัมภีร์ให้เขาไว้ทว่าหลังๆ เขามัวแต่เก็บตัวและทำธุระ ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยได้ใช้ป้ายนั้นเท่าไหร่

            ตอนนี้คือโอกาสเหมาะดังนั้นเขาจึงตัดสินใจไปสำรวจหอคัมภีร์ดูสิว่าจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับพลังปราณวิญญาณหรือเปล่า บนนั้นน่าจะมีบันทึกที่เขาไม่รู้เขาเชื่อมั่นเช่นนั้น ไม่มีอะไรที่คนทำไม่ได้!

            หลิงเซียวรู้ว่าเขาจะไปหอคัมภีร์จึงจะไปด้วย

            หอคัมภีร์ไม่ได้อยู่สายกลางดังนั้นต้องมีคนพาเขาออกไป ไม่งั้นม่านมิติทางเข้านั้นต้องขังเขาไว้ข้างนอกแน่

            “เจ้าจะไปยืมตำราอะไรรึ?” หลิงเซียวคิดๆ แล้วเอ่ยถาม

            “ตำราที่เกี่ยวกับพลังปราณวิญญาณแล้วยังมีพวกขนานยาเซียนตันและหญ้าเซียนน่ะ หอคัมภีร์มีหลายชั้นข้าเคยไปแค่ชั้นหนึ่ง ดังนั้นรอบนี้ข้าจึงอยากไปเดินดูชั้นสอง” โหยวเสี่ยวโม่พูดออกไปเพียงบางส่วนและปิดบังจุดประสงค์ที่แท้จริงไว้

            “พลังปราณวิญญาณ? เจ้ากำลังฝึกฝนพลังปราณไม่ใช่รึยังต้องดูตำราอะไรอีก?” หลิงเซียวสบตามองโหยวเสี่ยวโม่ที่เกี่ยวกับยาเซียนตันและหญ้าเซียนนั้นเพิ่มพูนความรู้ก็จริงแต่เขารู้สึกว่าตำราพลังปราณนั้นไม่จำเป็น

            โหยวเสี่ยวโม่หลบตาเขาอย่างอายๆ“เอ่อ ข้ายังไม่เข้าใจอะไรบางอย่างน่ะ”

            หลิงเซียวจ้องเขาพร้อมยักคิ้วข้างนึงปรายตาลง มุมปากเผยรอยยิ้มเบาๆ จะโกหกก็ไม่หัดรู้จักเก็บสีหน้าก่อนครึ้มใจอยากจะแกล้งเขาจึงกล่าว “มีอะไรที่ไม่เข้าใจเจ้าถามข้าตอนนี้ก็ได้ ไหนๆ เวลาก็ยังเช้าอยู่”

            โหยวเสี่ยวโม่เหงื่อเริ่มซึมหน้าผากโหยวเสี่ยวโม่ไม่คิดว่าเขาจะถามล้วงลึกขนาดนี้ ชำเลืองมองเขาอย่างไม่พอใจ ก้มหน้าห่อเหี่ยวจากนั้นก็พูดความจริงออกมาหมด “ตอนเช้าท่านพูดเองไม่ใช่หรือว่านักหลอมโอสถสามารถโจมตีผู้อื่นได้ แต่มีเพียงนักหลอมโอสถระดับสูงเท่านั้นที่ทำได้ท่านก็รู้ว่าข้าคุณสมบัติด้อยดังนั้นข้าจึงอยากลองหาดูว่าพอมีทางลัดที่จะแปรพลังปราณให้กลายเป็นวัตถุได้หรือเปล่า”

            “เจ้าเป็นคนซื่อบื้อหรือ?”หลิงเซียวคิ้วขมวดขึ้นเพราะคำพูดเขา

            “ข้าไม่ใช่คนซื่อบื้อซะหน่อย”โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้ว่าทำไมจึงพูดเช่นนั้น แต่ก็ยังตอบโต้กลับไป

            “ถ้าเจ้าไม่ใชคนซื่อบื้อ แล้ววิชายุทธ์ตรงหน้าทำไมไม่ตั้งใจฝึกฝนรังแต่จะไปหอคัมภีร์หาทางลัดเพื่ออะไรกัน?”หลิงเซียวรู้มาตลอดว่าเขาซื่อบื้อ แต่ไม่คิดว่าจะบื้อขนาดนี้

            โหยวเสี่ยวโม่ชะงักพลันคิดตามความคิดที่เขาสื่อ แล้วก็เบิกตาโตโพล่งออกมา “ท่านหมายถึงวิชายุทธ์คัมภีร์วิญญาณสวรรค์นั่นรึ?เพียงแค่ฝึกฝนมันก็สามารถช่วยแปรพลังปราณให้เป็นวัตถุได้หรือ?”

            หลิงเซียวเคาะหัวเขาทีนึง“แน่นอน ไม่งั้นจะเรียกวิชายุทธ์ขั้นยอดเยี่ยมได้ยังไง!” บื้อได้ใจจริงๆ

            “เอ่อตอนนั้นท่านไม่ได้บอกข้าว่าฝึกคัมภีร์วิญญาณสวรรค์แล้วจะได้ผลลัพธ์เช่นนั้น ข้านึกว่าแค่ช่วยเพิ่มพลังเท่านั้น” โหยวเสี่ยวโม่กุมหัวคร่ำครวญ วิชายุทธ์ขั้นยอดสื่อถึงอะไรเขายังไม่รู้เลย

            “ตอนนี้เจ้ารู้รึยัง?” หลิงเซียวจ้องหน้าน่าสงสารของเขาแล้วก็หลุดขำ

            โหยวเสี่ยวโม่ลังเลอยู่ครู่นึงจึงเอ่ยถาม “งั้นต้องฝึกนานแค่ไหนถึงจะทำแบบนั้นได้?”

            หลิงเซียวย้อนนึกถึงตอนแปลเนื้อหาในคัมภีร์ “”คัมภีร์วิญญาณสวรรค์มีทั้งหมดหกขั้น สามขั้นแรกค่อนข้างง่ายแต่จะบรรลุจากขั้นสามไปขั้นสี่นั้นยากพอสมควร แต่เพราะเหตุนี้เมื่อเจ้าบรรลุถึงขั้นสี่ พลังปราณวิญญาณของเจ้าก็จะเริ่มแปรเปลี่ยนสารพลัง

            “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะพยายามฝึกฝนให้ถึงขั้นสี่ให้ได้”โหยวเสี่ยวโม่ฟังแล้วรู้สึกแน่วแน่จากนั้นบันทึกเรื่องนี้ไว้เป็นเป้าหมายที่สองที่ต้องทำ เป้าหมายเรื่องแรกคือตั้งใจหาเงินซื้อเมล็ดพันธุ์อีกไม่กี่เดือนก็จะเป็นการทดสอบเข้าสำนักแล้วถึงแม้ตอนนี้จะเป็นศิษย์สำนักเทียนซินเต็มตัวแล้ว แต่กระบวนการนี้ยังไงก็ต้องผ่าน

            “ซื่อบื่อ!” หลิงเซียวเห็นเขาสองตาเป็นประกายอดไม่ไหวเคาะหัวเขาอีกทีนึง “ตอนนี้ยังจะไปหอคัมภีร์อยู่มั้ย?”

            โหยวเสี่ยวโม่หน้าแดงท่าทีเก้อเขิน พลันส่ายหัว “ยังไม่ไปดีกว่าค่อยยืมตอนกลับไปก็ได้ ตอนนี้เวลายังเหลืออีกเยอะ ข้าไปหลอมยาดีกว่า” พูดจบก็วิ่งไปเลย

            หลิงเซียวมองเงาหลังที่วิ่งไปไวๆจู่ๆ ก็มีความคิดที่ว่าโหยวเสี่ยวโม่ไม่สามารถขาดเขาได้ บื้อชะมัด

            คิดๆไป ในใจก็เต้นรัวมีความสุข ราวกับจะแตกออก เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนหลิงเซียวขมวดคิ้ว เหมือนว่าเขายิ่งอยู่ยิ่งใส่ใจโหยวเสี่ยวโม่แล้ว เสียดายที่คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าทำไมจึงเดินจากฝั่งห้องไปหาพวกหลัวเซี่ย

            เดิมทีเขาเชื่อใจแค่โจวเผิงคนเดียวเพราะในความทรงจำของหลินเซียว โจวเผิงคือคนที่จงรักภักดีกับเขาที่สุดเพราะเหตุนี้เขาจึงรู้ความลับของหลินเซียว และการประลองเมื่อวานโจวเผิงไม่อยากให้ศิษย์พี่ใหญ่ต้องเผยพลังความสามารถดังนั้นจึงจงใจถอนตัวแต่เรื่องพลังบรรลุขั้นก็เรื่องจริง แต่เพื่อให้เสมือนจริงมากขึ้นหลิงเซียวจึงให้คำชี้แนะเขาไปบ้าง

            ในส่วนของหลัวเซี่ยกับฉินซื่ออวี๋ในความทรงจำของหลินเซียวทั้งสองคนยังอยู่ในช่วงดูท่าที

            ทว่าวันหลัวเซี่ยยอมรับยาเซียนตันจากโหยวเสี่ยวโม่หลิงเซียวคิดว่าหลัวเซี่ยคนนี้พอลองทดสอบได้ แต่ก่อนที่เขาจะจากไปก็ไม่วายร่ายม่านมิติไว้ชั้นนึง

            โหยวเสี่ยวโม่รู้ว่าหลิงเซียวออกไปก็ไม่ได้สนใจจากนั้นหยิบอุปกรณ์และวัตถุดิบที่ใช้หลอมยาออกมาจากถุงเก็บของ

            ขณะที่ตระเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากข้างนอก ทีแรกโหยวเสี่ยวโม่นึกว่าหลิงเซียวย้อนกลับมากำลังจะเปิดประตู จู่ๆ ก็นึกได้ว่าถ้าเป็นหลิงเซียว เขาไม่มีทางเกรงใจแบบนี้ดังนั้นคนด้านนอกต้องไม่ใช่หลิงเซียวแน่ จึงรีบไปเก็บข้าวของที่วางอยู่บนโต๊ะใส่ถุงเก็บของจากนั้นไปเปิดประตู

            โหยวเสี่ยวโม่เปิดประตูออกเห็นคนด้านนอกท่าทางเอะใจ “เจ้าคือ…” เขาลืมชื่อ

            คนที่มาเห็นเขายิ้มเผยลักยิ้มมุมปาก “ข้าคือเจียงหลิว เจ้ายังจำได้ไหม?”

            พูดถึงชื่อนี้โหยวเสี่ยวโม่นึกออกทันใด เด็กหนุ่มคนนี้คือคนที่มาจากหมู่บ้านเดียวกันตอนนั้นถูกเลือกเข้าสำนักพร้อมกัน จากนั้นถูกทัพสวรรค์เลือกตัวไปครั้งนั้นที่ตื่นมาก็พบกับเขาคนแรก ดังนั้นจึงจำได้คร่าวๆ

            “ที่แท้ก็คือเจ้านี่เอง เจ้ามีธุระอะไรงั้นหรือ?” โหยวเสี่ยวโม่ยิ้มพร้อมเอ่ยคนๆ นี้ในสายตาเขาดูไม่เลว

            “เจ้ามีเวลาว่างหรือไม่?” เจียงหลิวถามพร้อมเสียงหัวเราะ

            “ตอนนี้เหรอ น่าจะมี” โหยวเสี่ยวโม่นึกถึงว่าเมื่อครู่เตรียมจะหลอมยาแต่นานทีได้เจอเพื่อนร่วมบ้านเกิด เขาสามารถพักเรื่องหลอมยาไว้ก่อนซักพักได้เพราะเขาเองก็อยากสอบถามข้อมูลเรื่องหมู่บ้านดอกท้อนั่นเหมือนกัน เผื่ออีกหน่อยเจอคนจากหมู่บ้านนั้นจะได้ไม่หลุดเผยไต๋

            “ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเราหาที่คุยกันเป็นไง?” รอยยิ้มของเจียงหลิวดูซื่อๆแต่ก็ดูบื้อๆ ด้วย

            ข้อเสนอนี้ตรงกับความตั้งใจของโหยวเสี่ยวโม่พอดีจึงตกลงโดยไม่ได้คิดอะไร เดินเข้าห้องเขียนข้อความฝากไว้ให้หลิงเซียวจากนั้นออกไปกับเจียงหลิว

            สถานะของเจียงหลิวตอนนี้พอๆกับโหยวเสี่ยวโม่ แม้ว่าจะเข้าสำนักได้ไม่กี่เดือน แต่ด้วยพรสวรรค์ครั้งนี้ประจวบเหมาะกับมีการประลองเกิดขึ้นอาจารย์จึงใช้โอกาสนี้ให้เขามาเรียนรู้เก็บประสบการณ์ พบปะเหล่าศิษย์ร่วมสำนักไม่เหมือนกับความโชคดีของโหยวเสี่ยวโม่ เขานั้นมีอาจารย์ที่คอยคิดวางแผนให้แน่นอนว่า เพราะเขามีพรสวรรค์ด้วย

            โหยวเสี่ยวโม่ไม่รู้จักทางเพราะสองวันมานี้เวลาส่วนใหญ่ก็หลอมยาอยู่แต่ในห้อง

            ดังนั้นตอนนี้เขาจึงยังไม่ค่อยคุ้นชินกับสายกลางเท่าไหร่เจียงหลิวพาเขาไปไหนก็ยังไม่รู้ แต่ระหว่างทางที่มา พวกเขากลับไม่พบศิษย์คนไหนเลยโหยวเสี่ยวโม่คิดว่าแค่คุยกันไม่น่าต้องเดินมาไกลขนาดนี้ จึงหยุดเรียกเขา

            “ศิษย์น้องเจียงหลิว นี่เจ้าจะพาข้าไปไหนกัน?”

            เจียงหลิวเดินมุ่งหน้าต่อแกล้งไม่ได้ยิน

            โหยวเสี่ยวโม่ขมวดคิ้วงั้นก็ไม่เดินต่อดีกว่า ยืนอยู่ที่เดิมดูสิว่าเขาจะรู้ตัวเมื่อไหร่

            ไม้นี้ใช้ได้ผลจริงด้วยเจียงหลิวหยุดเดินและหมุนตัวกลับมา เพราะไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหลังเขานึกว่าโหยวเสี่ยวโม่กลับไปแล้ว พลันเผยให้เห็นสีหน้าพะวงชั่วแวบนึงแต่พอเห็นโหยวเสี่ยวโม่ยืนห่างออกไปไม่กี่เมตรก็ถอนหายใจออกมา

            นี่ทำให้โหยวเสี่ยวโม่ที่ยืนรอเขาว่าจะหยุดเมื่อไหร่เห็นท่าทีทั้งหมดอย่างชัดเจนจึงเกิดความสงสัยขึ้น

            -----------------------------------------

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891