ตอนที่ 15 ความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิง
“โถ่ ไหนว่าขายของป่าจนมีเงินจ่ายค่าหมอ ซ่อมบ้าน สร้างรั้ว มีเหลือกินมีใช้สุขสบาย ก็เห็นต้องเข้าป่าหาของเหมือนล่ะซี้” ป้าสะใภ้รองหรูอี้ร้องทักเสียงสูง
วันนี้เธอกับท่านแม่มาที่ป่าหน้าหมู่บ้านทุกเช้าเช่นเคย หลายวันที่ผ่านมาพวกเธอต้องหาสับปะรดป่าเพื่อนำไปทำซีอิ้ว จนไหซีอิ้วกินพื้นที่ในครัวเกือบครึ่ง จึงคุยกันว่าพอก่อน เธอกับท่านแม่จึงชวนกันเข้าป่าครั้งที่หาของป่าทั่วไป เพื่อนำมาลองทำอาหารสูตรใหม่ๆ ไม่คิดว่าจะเจอโจทย์เก่าเข้าในวันนี้
“ก็มากันเป็ปกตินี่แหละเ้าค่ะ แปลกใจเหมือนกันที่ท่านป้าสะใภ้รองที่นี่” เธอทำท่าใใส่ เพราะปกติคนที่มาหาของป่าจะเป็พ่อเธอ พวกคนบ้านใหญ่ไม่เคยมีสักครั้งจะต้องลำบากมาหาของในป่า
“ทำไม ป่าเป็ของเ้าหรือ ข้าจะมาบ้างไม่ได้หรืออย่างไร” แม้จะเสียหน้าที่ถูกจี้เื่มาหาของป่า แต่อย่างน้อยต้องได้เสียดสีคืน
“ย่อมมาได้ทุกคนอยู่แล้ว” เธอตอบยิ้มๆ ทำให้ป้าสะใภ้หรูอี้รู้สึกไม่ถูกต้องเล็กน้อยแต่คิดไม่ทันว่าทำไม
ความแตกต่างของป้าสะใภ้ใหญ่ฟางเจินกับป้าสะรองหรูอี้คือ ป้าสะใภ้ใหญ่ฟางเจินมีถังซีซวนเป็สามีที่ทึ่ม ี้เี และกลัวพี่น้องคนอื่นโดดเด่นกว่า ว่าง่ายๆ คือขี้อิจฉานั่นเอง เพียงแค่อาศัยว่าตนเองเป็พี่ใหญ่ น้องๆ ต้องให้การเคารพ และมีลูกชายคนหนึ่งที่เพิ่งเป็ถงเซิงให้โอ้อวด แต่ตัวเองก็ไม่ได้มีอะไรเป็ชิ้นเป็อัน จึงทำได้แต่ริษยาพี่น้องคนอื่น
ส่วนลุงรองถังซีซานเป็คนมีวาทศิลป์ดี ฉลาดรู้คำนวณจนได้เป็เสมียนในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมืองชิงเถียง และส่วนใหญ่จะนอนค้างที่เมืองชิงเถียงเป็หลัก แต่ก็ส่งเงินกลับมาตลอด ทำให้ป้าสะใภ้รองหรูอี้จึงดูมีหน้ามีตากว่าป้าสะใภ้ใหญ่ฟางเจิน แม้แต่การเสื้อผ้าแต่งกายก็จะหรูหรากว่า
ทำให้ในใจป้าสะใภ้ใหญ่ฟางเจินมีความอึดอัดใจตรงนี้เรื่อยมา แต่ป้าสะใภ้รองหรูอี้ก็มีความไม่พอใจเื่ภายในเรือนที่ต้องนำเงินไปให้ท่านย่าใหญ่ แม้ตัวนางเองจะมียักยอกเก็บไว้กับสามีบ้าง แต่กับแม่สามีที่มักลำเอียงให้กับครอบครัวลูกชายคนโต นางจึงค่อนข้างไม่เชื่อใจที่ต้องยกผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไว้ในกองกลาง
ดังนั้นสถานการณ์ของสะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองของตระกูลถังบ้านใหญ่จึงเหมือนมีคลื่นใต้น้ำตลอดเวลา เพียงเพราะก่อนหน้ามีครอบครัวของพวกเธอให้โขกสับ ระบายอารมณ์ ทั้งสองจึงไม่ค่อยมีประเด็นอะไรเกิดขึ้น แต่พักหลังจากที่พวกเธอแยกบ้านออกมาก็เหมือนเป็ชนวนให้สะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองมีปัญหากัน ั้แ่เื่ครอบครัวใครทำอาหาร ล้างจาน ขนน้ำ จนถึงดูแลสวน และทำนา นางที่หงุดหงิดเื่ในบ้านจึงออกมาหาของป่า เผื่อเจอของดีจะได้นำไปแอบขายได้
“อุ้ยนี่พวกเ้าใช้เงินจนหมด กระทั่งต้องขุดกลอยขึ้นมากินเชี่ยวรึ” ป้าสะใภ้รองหรูอี้ยังเดินมาจากไหนไม่รู้เมื่อเห็นเธอกับท่านแม่ขุดกลอยขึ้นมาก็กระแนะกระแหนทันที
“ข้าว่าต่างคนต่างอยู่เถอะป้า! ถ้าว่างก็ไปหาอะไรทำ จะเดินตามมาทำไมที่ก็มีตั้งเยอะแยะ” เธอบอกสวนอย่างหงุดหงิด เ้ากลอยนี่ยิ่งขุดยากๆ อยู่ เธอคิดพลางมองท่านแม่ที่กำลังดึงหัวกลอยที่ขุดแล้วขึ้นมา
“หนอยยย เ้าเด็กอกตัญญู นังเด็กไม่มีคนสั่งสอน เ้าเป็ใครมาไล่ข้าหะ” นางร้องด่าทันที ก็แค่ตามมาดูเฉยๆ เผื่อพวกมันเกิดโชคดีเจอของดีอีกจะได้ นางจะได้แย่งชิงมา เพราะเมื่อก่อนนังใบ้ฟู่เมิ่งรุ่ย กับนังเด็กอ่อนแอนี่ต้องยอมให้เธอมาตลอด
“เป็คนรำคาญพวกสอดรู้สอดเห็นอะ พอจะได้ไหม” เธอลุกขี้นยืนและท้าวเอวเงยหน้ามองตรงๆ แบบไม่กลัว
“จะ- เ้า! เ้าว่าใครสอดรู้สอดเห็นนะ”
“ใครร้อนตัวก็คนนั้นแหละ” เสียงพวกเราทะเลาะกันใจมีชาวบ้านรอบๆ เริ่มสนใจ
“เ้าข้าเอ้ยย มาดูหลานสาวไม่รักดี เถียงคำไม่ตกฟาก” หรูอี้ที่เริ่มกังวลเพราะมีคนเริ่มสนใจพวกนาง จึงเบี่ยงประเด็นไม่อยากให้ชาวบ้านหาว่าเธอสอดรู้สอดเห็น
“ข้าเถียงป้าสะใภ้รองตรงไหน ข้ายังไมได้ว่าอะไรท่านเลย ข้าแค่บอกต่างคนต่างอยู่ ท่านนั่นแหละที่ตีโพยตีพายไปเอง” ไม่มีทางซะหรอก ชอบวุ่นวายเื่เธอดีนัก ั้แ่เจอปากทางเข้าแล้ว ยังจะมาแอบดูว่าพวกเธอขุดอะไร
“นั่นสิหรูอี้ อย่างไรพวกเ้าก็แยกบ้านกันแล้ว คนหนึ่งก็ใบ้ คนหนึ่งก็เด็ก ต่างคนต่างอยู่เถอะ” มีป้าท่านหนึ่งไกล่เกลี่ย เพราะรับรู้เื่ในตระกูลถังกันไม่น้อย และรอบข้างก็เห็นด้วย บางคนตีความว่าบ้านใหญ่กำลังริษยาบ้านรองอีกที่มีโชคขายของป่าได้ ทั้งที่ตัวเองทำตัวเอง กับหลานแท้ๆ ยังทอดทิ้งได้
ป้าสะใภ้รองที่หน้าเสีย มองพวกเธออย่างเคืองโกรธ และรีบหนีออกไปจากตรงนั้น
“แต่ว่าพวกเ้าจะขุดกลอยไปทำไม มันกินไม่ได้นะ มันมีพิษ พวกเ้าหาอย่างอื่นกินเถิดในป่านี้มีอุดมสมบูรณ์พอสมควร” ท่านป้าคนเดิมบอกด้วยความหวังดี
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านป้า พอดีข้าจะนำไปใส่น้ำขังกันยุงเ้าค่ะ” เธอบอกพร้อมให้ความรู้เื่ยุง เพราะเธอเคยทราบมาดีว่าโรคมาลาเรียในจีนเป็ปัญหาที่แก้ไม่หายมากว่าสามพันปีแล้ว แม้ว่าในยุคโบราณนี้จะเป็คนละมิติกับเธอ อย่างไรก็ตามวิทยาการทางการแพทย์ในยุคนี้ยังไม่เก่งพอที่สู้กับไวรัสได้
“เอะ มันช่วยได้หรือนังหนูซูมี่” ชาวบ้านรอบๆ สนใจอย่างมาก
“ช่วยได้เ้าค่ะ พอดีข้าต้องเข้าเมืองไปพบท่านหมอหลายท่านบ่อยๆ มีท่านหนึ่งบอกข้าว่าพิษกลอยช่วยลดลูกน้ำยุงได้เ้าค่ะ แต่ห้ามใส่ถังน้ำที่ใช้ดื่มกินนะเ้าคะ” เธอสร้างเื่เล็กน้อย และบอกวิธีใช้
“จริงหรือนี่ งั้นข้าลองขุดสักหัวไปใช้ดู” ชาวบ้านคนอื่นๆ จึงขุดกลอยไปทดลองกับน้ำขังที่เรือน
เมื่อเธอกับท่านแม่แยกออกไปขุดกลอยเพิ่มอีกสักเล็กน้อยก็ตกลงกันว่าจะกลับเรือนแล้ว แต่ท่านแม่ทำหน้าสงสัยใส่เธอ แล้วชี้ไปที่กลอย เพราะตอนแรกเธอบอกว่าจะทำของกินจากหัวกลอย ท่านแม่ไม่ยอมเพราะมีความเชื่อกันมาว่ากลอยมีพิษกินไม่ได้ เธอจึงบอกว่ามีวิธีทำให้กลอยกินได้ท่านเซียนสอนมา ท่านแม่จึงช่วยเธอขุด แต่พอมีเื่ป้าสะใภ้รองหรูอี้มาทักโวยวายเื่กลอยกับเธอ จนชาวบ้านเริ่มสนใจว่าพวกเธอจะขุดกลอยไปทำไม จึงต้องอ้างว่ากลอยช่วยลูกน้ำยุงในน้ำได้
“มันช่วยเื่ลดลูกน้ำยุงได้จริงเ้าค่ะท่านแม่ อันนี้ท่านเซียนก็เคยบอกมา” ต้องขอบคุณท่านเซียนจริงๆ เ้าค่ะ ซึ้งใจยิ่งนัก
++++++++++
ฤกษ์ไม่ดีเมื่อตอนเช้าทำให้เธอระมัดระวังตัวเล็กน้อย ทั้งที่จริงๆ ไม่จำเป็ต้องคิดมากก็ได้ การที่จะมาเดินเจอกันศัตรูในที่แคบก็เป็เื่ที่เกิดขึ้นได้ เพียงเพราะหลายวันที่ผ่านมาพวกเธอเข้าป่ากันเป็เื่ปกติ และบ้านใหญ่ตระกูลถังไม่มีใครที่จะมีความกล้าไปล่าสัตว์ หรือต้องมางมหาเห็ดป่าผักป่าเหมือนชาวบ้านทั่วไป
เนื่องด้วยย่าสะใภ้ใหญ่ฮุ่ยเพ่ยเป็น้องสาวของฮุ่ยหลิงเป็เสมียนอาหารเ้าใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองลั่วหยางเมืองที่ห่างไกลออกไป ซึ่งร้านอาหารแห่งนี้เป็ของจวนเสี้ยนเฉิง [1] ผู้เป็ขุนนางขั้นแปดระดับสูงของเมืองลั่วหยาง และก่อนที่ท่านย่าใหญ่ฮุ่ยเพ่ยจะมาแต่งกับปู่ใหญ่ของเธอ ท่านย่าใหญ่เคยเป็สาวใช้ประจำตัวฮูหยินใหญ่ในจวนเสี้ยนเฉิงมาก่อน
ดังนั้นการที่สาวใช้ระดับสูงต้องลดตัวมาแต่งกับพวกกางเกงขาเปลื้อนโคลนดินในหมู่บ้านเล็กๆ เช่นท่านปู่ใหญ่แล้วถือว่าเป็การเสียเกียรติ ลึกๆ จึงมีท่าทีดูถูกสามีตัวเองมิใช่น้อย ยิ่งเมื่อเห็นท่านปู่ของเธอได้เป็ทหารมีหน้ามีตา นางจึงเสียใจที่แต่งงานผิด และริษยาท่ายย่าเมิ่งหลี่ซินของเธออย่างมาก
แต่เมื่อท่านปู่และท่านย่าของเธอจากไป เพื่อไม่ให้คนนอกดูแคลนว่าทิ้งหลานจึงต้องรับท่านพ่อของเธอมาเลี้ยง และถือว่าตัวเองใจกว้างยอมเลี้ยงหลานของสามีแล้ว ท่านย่าใหญ่จึงยิ่งใช้อำนาจควบคุมคนในครอบครัวแบบเบ็ดเสร็จ โดยที่ท่านปู่ใหญ่ที่ส่วนหนึ่งก็กลัวอำนาจของครอบครัวภรรยาอยู่แล้ว ก็กลายเป็คนไม่มีปากเสียงเท่าใดนักในบ้าน
ด้วยเหตุนี้คนจากบ้านใหญ่ตระกูลถังจึงพยายามไม่ใช้ชีวิตเช่นบ้านทั่วไป ทำตัวเป็เ้านายชี้นิ้วให้พวกเธอต้องรับใช้ อีกทั้งถังจงเหวินหลานชายคนโตสุดที่รักของท่านย่าใหญ่ ความหวังเพียงหนึ่งเดียวของท่านสามารถสอบถงเชิงได้ จึงกลายเป็ถงเซิงเด็กวัยสิบหกปีเช่นเดียวกับหนิงเนี่ยนซางอายุสิบห้าปี แต่อยู่คนละเมืองกันเพราะท่านย่าใหญ่ส่งหลานชายสุดที่รักไปฝากไว้กับพี่ชายตนเองที่เมืองลั่วหยาง เพื่อใช้เส้นสายของพี่ชาย เข้าสำนักศึกษา โดยสนับสนุนค่าเล่าเรียนให้มาั้แ่เด็ก จนกระทั่งปีนี้เพิ่งสอบถงเซิงได้ จึงนำมาซึ่งความปลาบปลิ้มของครอบครัวท่านลุงใหญ่ถังซีซวนผู้ไม่เคยมีความสำเร็จใดใดมาก่อน
เพราะสาเหตุนี้ท่านป้าสะใภ้รองหรูอี้จึงมีไม่ใคร่พอใจนัก เพราะทราบดีว่าเงินกองกลางที่บางส่วนมาจากน้ำพักน้ำแรงของสามีตนเอง หลายครั้งถูกนำไปเป็ค่ากินใช้ประจำวันของถังจงเหวินนั่นเอง
[1] เสี้ยนเฉิง ปลัดอำเภอ