บทที่ 18
ตัดสินใจที่จะสู้
หลังจากที่เจอเอ้อซีซีแบบลวกๆที่หน้าประตูห้องอาจารย์แล้ว อู๋ตี้ก็ไม่เจอเธออีกเลยตลอดทั้งอาทิตย์
และที่ประตูหน้าห้องอาจารย์วันนั้น ทั้งๆที่เธอดูจะมีความสุขแท้ๆ แต่เมื่อเจอเขา สีหน้าก็ดันเปลี่ยนไปเสียอย่างงั้น ทำไมนะ?
มันทำให้เขารู้สึกเหินห่างอีกครั้ง เอ้อซีซีมองเขาเหมือนเป็คนแปลกหน้าอย่างไรอย่างนั้นเลย
อู๋ตี้งงกับสิ่งที่เกิดขึ้น และมันลากยาวไปทั้งสัปดาห์นั้น
เขาทำอะไรผิดหรือไงนะ? ไม่ เขาไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น ั้แ่วันที่กลับมาจากการทานข้าวเย็นด้วยกันในวันนั้น เขายังพูดด้วยรอยยิ้มด้วยกันอยู่เลย
หรือว่ามันจะเกี่ยวกับเื่รักๆใคร่ๆอีกแล้ว? จริงๆแล้วคนส่วนใหญ่ก็ไม่เหมือนเอ้อซีซีอยู่แล้ว และเขาเองก็ไม่ได้อยากเป็เพื่อนกับคนพวกนั้นด้วย
อ๊ะ แต่พอมาคิดๆดูแล้ว พวกเราเจอกันก็แค่ 2 ครั้ง จากนั้นก็ไปกินข้าวเย็นด้วยกัน แบบนี้จะเรียกคุ้นเคยได้หรือยังนะ?
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเขาเองก็ดูจะไม่ได้ดึงดูดผู้คนด้วย ไม่มีสาวไหนชอบคนแบบเขา แต่ยิ่งคิดถึงเื่นี้ หัวใจเขาก็ยิ่งเ็ป
นี่เป็เพราะเขานั้นอ้วนเกินไปหรือเปล่า เอ้อซีซีถึงได้ถอยห่าง?
สัปดาห์นี้ฝันประหลาดนั่นไม่ได้โผล่มาเลยด้วย แต่การแลกเปลี่ยนทั้ง 3 ครั้งก่อนหน้านั้นเป็เื่จริง และน้ำหนักของเขายังลดไปตั้งเยอะ
เช้านี้มีแค่ 2 คาบเท่านั้นเพราะเป็วันจันทร์ และคาบบ่ายก็ว่างเลย
กลางวัน อู๋ตี้มายังโรงอาหารและชั่งน้ำหนักอีกครั้ง
143.5 กิโลกรัม
ตอนนี้มันกลายเป็ 143.5 กิโลกรัมไปแล้ว
แน่นอน ั้แ่ฝันแปลกๆนั่นไม่มาอีก น้ำหนักของอู๋ตี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เขาถอนหายใจและคิด : แน่นอนอยู่แล้วนี่ ว่าสิ่งดีๆไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา บางทีฝันแปลกนั่นอาจจะไม่ปรากฏขึ้นมาอีกแล้วก็ได้
เมื่อออกมาจากเครื่องช่างน้ำหนักแล้ว เขาก็อยากจะไปซื้อขนมปังนึ่ง 2 ก้อนที่โรงอาหาร หลังจากที่คิดถึงภาพจำอันอบอุ่นเมื่อตอนเจอเอ้อซีซีครั้งแรก หญิงสาวที่คุ้นเคย 2 คนก็ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง
“โอ้ ปิงปิง มานี่ ดูเธอสิ ไปทำอะไรมา? เธอไม่ได้ใช้ยาลดความอ้วนที่ฉันให้เหรอ? ทำไมน้ำหนักยังขึ้นอีก?”
“ฮี่ฮี่ หลิงหลิง อย่าว่าฉันเลยน่า เพราะยังไงทุกคนก็มีความงดงามแตกต่างกันอยู่แล้ว เธอไม่คิดว่าฉันแบบนี้ดูดีกว่าบ้างเหรอ?”
ใช่แล้ว ทั้งสองคนนี้คือคนที่เคยเยาะเย้ยอู๋ตี้เมื่อนานมาแล้ว
จริงๆแล้วพวกเธอทั้งสองคนนั้นนับว่าสวยไม่ใช่เลย ไม่ได้อ้วนอะไร แต่ผู้หญิงบางคนนั้นก็จริงจังเื่ที่อยากทำให้ตัวเองผอมๆ
ทั้งสองคนนี้ก็ดูเหมือนจะสนิทกันก็จริง แต่ว่าแต่ละคนต่างก็มีความลับที่แต่ละฝ่ายเลือกจะเก็บไว้
เธอที่ชื่อ ปิงปิง นั้นยืนบนตาชั่งและพยายามจะโชว์ให้เพื่อนของเธอเห็นอะไรบางอย่าง
“อ่ะ! ฮี่ๆ! ปิงปิง เธอหัวเราะเยาะฉันแต่เธอเองก็น้ำหนักเพิ่มจากอาทิตย์ที่แล้วตั้ง 2 กิโลเลยไม่ใช่เหรอน่ะ?”
“เอ๊ะ..เอ๊!? มันเป็ไปได้ยังไงน่ะ?! ฮึ่ม! แย่ที่สุด ฉันจะกลับไปรีวิวร้านที่ซื้อยานั่นมาให้ย่อยยับเลย! ไอ้ยาลดความอ้วนหลอกลวง!”
อู๋ตี้ที่อยู่อีกฟากอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ ถ้าใครสักคนจะหลงเชื่อยาลดน้ำหนักนั่น แสดงว่าคนคนนั้นก็คงจะเชื่อในอายุวัฒนะด้วย
ถึงแม้ว่าตัวเขาเองจะไม่ได้หัวเราะออกมาชัดเจนนัก แต่ยังไงซะทั้งสองสาวก็เห็นเขาหัวเราะ และนั่นก็หมายถึงปัญหามันเข้ามาอีกครั้ง
“ขอโทษทีนะ นายหัวเราะอะไรน่ะ? คนอ้วนอย่างกับหมูแบบนาย ยังมีหน้ามาหัวเราะเยาะพวกเราอีกเหรอ!?” ปิงปิงชี้ไปยังอู๋ตี้แล้วเริ่มดุด่าเขา
“ใช่ๆ เป็ไอ้โรคจิตที่น่าเกลียดไม่พอ ยังมาก่อกวนและแอบฟังคนอื่นพูดอีก!” หญิงสาวอีกคนหนึ่งที่ชื่อหลิงหลิงเองก็ตามมาด่าเขาด้วย
“ดูสิหลิงหลิง เสื้อหมอนี่มัน...ของก็อปพูม่า ที่ตัวอักษรเขียนว่า พูน่า ส่วนลวดลายข้างๆที่เหมือนหมานั่น… แบรนด์ตั้งต้นเป็เสือดาว แต่หมอนี่เป็หมาซะงั้น ฮ่าๆๆๆ น่าขำจริงๆ”
“นั่นสิ ดูๆไปแล้วนายคงเป็ไอ้ขี้แพ้ยากจนสินะ ใส่แต่ของปลอมๆ ของถูกๆปลอมๆ ฮ่าๆๆ”
“ถ้าเป็ฉันนะ ต่อให้ของปลอมนั่นจะแพงขนาดไหนยังไงฉันก็ไม่กล้าใส่มาเจอหน้าคนอื่นอยู่ดีนั่นแหละ”
“ฉันก็ด้วย หมอนี่น่ะเป็คนที่หน้าด้านที่สุดในโลกแล้วมั้ง ไม่ก็เป็พวกที่ไม่รู้จักแบรนด์ดังๆเลย ฮ่าๆๆๆ”
คำพูดของพวกเธอนั้นบาดคมเหมือนมีมีดนับพันเสียดแทง พวกเธอนั้นไม่มีความเมตตาหรือสนใจอู๋ตี้เลยแม้แต่นิด
ใช่แล้ว ถึงแม้ว่าอู๋ตี้จะมีเงินในบัญชีกว่า 10 ล้านหยวน แต่เขาก็ยังสวมใส่พวกเสื้อผ้าถูกๆที่ซื้อจากตลาดอยู่
และจากรูปลักษณ์ของเขา ซึ่งเหมือนกับเมื่อก่อนไม่มีผิด เขาจึงไม่ต่างอะไรกับพวกขี้แพ้สักเท่าไหร่
“เลิกยุ่งกับเ้านี่ดีกว่าหลิงหลิง พวกเราไม่จำเป็ที่จะต้องเสวนาอะไรกับคนแบบนี้ เดี๋ยวเราต้องไปร่วมงานเปิดยอดบริจาคสำหรับนักศึกษายากไร้บ่ายนี้อีก ฉันจะบอกเธอก่อนเลยนะว่าแฟนใหม่ของฉันน่ะรวยมากๆเลยล่ะ ครอบครัวของเขาน่ะเป็คนรวย นี่เขาก็บริจาคไปตั้ง 5,000 หยวนเลย แถมฉันได้ยินมาว่าเขาจะได้ใบรับรองว่าเป็ผู้มีน้ำใจด้วยนะ” หญิงสาวที่ชื่อปิงปิงพูดอย่างภาคภูมิใจ
“ว้าว นั่นวิเศษไปเลยไม่ใช่หรือไงน่ะ? เป็คนที่จิตใจดีจริงๆ แต่ว่าฉันน่ะก็มีแฟนดีไม่แพ้เธอหรอกนะจ๊ะ เพราะว่าแฟนของฉันน่ะ เขาบริจาคไปตั้ง 3,000 หยวนเลยแน่ะ~ เพราะงั้นเราไปงานเปิดยอดบริจาคบ่ายนี่กันดีกว่า ฮี่ๆๆ พวกนักศึกษายากไร้พวกนั้นจะได้ขอบคุณเรากัน” หญิงสาวอีกคนที่ชื่อหลิงหลิงเองก็ดูภาคภูมิใจไม่น้อยเลย
“แน่นอนอยู่แล้ว พวกคนเ่าั้ก็เหมือนตาอ้วนนี่แหละ เป็ทั้งพวกยากจนแล้วก็ขี้แพ้ แค่พวกเราบริจาคนิดหน่อยพวกนั้นก็ทราบซึ้งใจกันแล้ว”
“นั่นสิ ฉันล่ะไม่รู้เลยจริงๆว่าถ้าจบไปแล้วพวกคนไม่มีเงินพวกนี้จะไปทำอะไรได้บ้าง ดีหน่อยก็คงไปเป็คนงานตามไซต์ก่อนสร้าง ยกอิฐยกปูนหาเลี้ยงชีพไปวันๆ ฉันเห็นว่าที่นั่นก็พวกคนอ้วนๆเยอะด้วยนะ แต่ก็แอบคิดแหละว่าหลังจบไปแล้วพวกนี้อาจจะดีขึ้นก็ได้ ก็สังคมสมัยนี้น่ะ มันก็ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลนี่เนอะ ฮ่ะๆๆ”
“ดีล่ะ เลิกคุยถึงพวกขี้แพ้ยาจกนี่ได้แล้ว ฉันล่ะเหม็นสาบเหม็นเหงื่อคนพวกนี้เต็มที หลิงหลิง วันนี้ไปกินข้าวที่โรงอาหารชั้น 2 กันดีกว่า ฉันจำใจกินที่ชั้น 1 ไม่ได้จริงๆ”
“อ๋า ฉันก็ด้วย ฉันเคยกินที่ชั้น 1 ไปครั้งหนึ่ง มันมีพวกขี้แพ้นั่งตรงข้ามฉัน แล้วก็จ้องฉันตลอดเลยอ่ะ หยี๊~ ตอนนั้นนะ ฉันขยะแขยงจนไม่มีอารมณ์กินข้าวเลย เพราะงั้นฉันจะไม่กินข้าวที่ชั้น 1 อีกแล้ว!”
“อ้อ งั้นก็ไปกันเถอะ”
ระหว่างที่พูดกันเองนั้น ทั้งสองก็เหมือนจะไม่ได้สนใจอู๋ตี้เลย พวกเธอเดินตรงไปยังชั้น 2 ของโรงอาหารในทันที
อู๋ตี้ผู้ที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมนั้นขมวดคิ้วในขณะที่ใบหน้าอันใจเย็นของเขาเริ่มแสดงความโกรธออกมานิดหน่อยแล้ว
มันไม่ใช่ว่าโกรธเพราะเื่ที่พวกเธอดูถูกเขาก่อนหน้าหรอก ถ้าเป็แบบนั้นจริงๆเขาสามารถปล่อยหูซ้ายทะลุหูขวาได้ไม่ยากอยู่แล้ว
แต่ประเด็นมันอยู่ที่เื่ที่ได้ยินหลังจากนั้นมากกว่า ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกอารมณ์เสียสุดๆ
คนเหล่านี้มองการบริจาคเป็เครื่องมือในการอวดรวยและเรียกร้องให้คนอื่นมาเป็หนี้บุญคุณพวกเธอ
และสิ่งที่ทำให้มันดูน่ารังเกียจมากขึ้นไปอีกก็คือคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยการดูถูกเหยียดหยามแก่นักศึกษาที่ยากไร้นั่นแหละ พวกเธอทำตัวเหมือนเป็ผู้วิเศษและคนเหล่านี้ต้องคอยหมอบคลานอยู่ใต้เท้าพวกเธออีกที
พวกบ้าเอ๊ย! จะให้ทนอยู่แบบนี้ได้ยังไงกัน!
โรงอาหารชั้น 2 เหรอ? อู๋ตี้มองขึ้นไปยังบันไดที่นำไปสู่ชั้น 2 ดูเหมือนว่าเขาเองก็จะไม่เคยไปที่นั่นมาก่อนเหมือนกัน
เหมือนว่าคนอื่นๆจะพูดเอาไว้ ว่า้านั้นมีกระทะร้อนเล็กๆ รวมถึงร้านหม้อไฟและพวกบาร์บีคิวด้วย
ดี! ในเมื่อแม่สองคนนั้นดูถูกคนอื่นเอาไว้ ถ้างั้นพวกเธอก็ควรจะได้รับบทเรียนบ้างในวันนี้! และนี่ก็เพื่อที่เหล่านักเรียนยากจนจะได้มีที่หายใจบ้าง!
มาทำให้พวกนั้นเข้าใจกันเถอะ ว่าผู้คนน่ะ ไม่สามารถตัดสินกันได้จากภายนอกเหมือนดั่งน้ำทะเลที่วัดค่าไม่ได้นั่นแหละ!
ไม่มีการลังเล อู๋ตี้เดินตรงขึ้นไปยังชั้น 2 ทันที
ทันทีที่เขาถึงชั้น 2 ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ดูเจริญหูเจริญตาไปหมด มันหรูหรากว่าชั้น 1 มากๆ ราวกับนี่ไม่ใช่โรงอาหาร แต่เป็ศูนย์อาหารขนาดย่อมเลยต่างหาก!
ที่นี่นั้นมีอาหารน่าอร่อยมากมายเรียงรายเต็มสองฝั่งทาง ภาพประกอบบนเมนูตามหน้าร้านนั้นดูน่ากินมากๆ และเมื่อมองผ่านหน้าต่างเข้าไปก็จะพบว่าครัวของร้านเหล่านี้สะอาดเอาเสียมากๆเลยแถมอาหารที่นี่ก็ยังถูกปรุงโดยเชฟอีกด้วย
แต่ละร้านนั้นต่างมีอิสระที่จะขาย ดังนั้นแล้วมันจึงมีอาหารแทบจะทุกรูปแบบเลย และพวกมันสามารถสั่งทานได้ทันที
แม้แต่ตรงกลางที่เป็ทำเลที่ดีที่สุดเองก็ยังมีหน้าต่างสำหรับสั่งอาหารขนาดใหญ่ ซึ่ง้ามีแผ่นไม้ที่ประดับด้วยตัวอักษรสีทองระยิบระยับไว้ 5 ตัว ซึ่งอ่านได้ว่า อาหารชาววัง : พระะโกำแพง
ถึงแม้ว่าอู๋ตี้จะไม่เคยกิน แต่เขาก็รู้ว่าพระะโกำแพงนั้นเป็อาหารที่แพงมากๆ ซึ่งมันรวบรวมเอาอาหารทะเลหลายรูปแบบเอาไว้ และนี่จึงเป็เหตุผลให้ราคามันสูง
โดยทั่วไปแล้ว พระะโกำแพงนั้นชามเล็กๆก็ราคาเป็ร้อยๆหยวนแล้ว แถมร้านนี้ดันมีชามใหญ่พิเศษและตั้งอยู่ในทำเลดีอีกด้วย เมื่อเพิ่มคำว่า “อาหารชาววัง” เข้าไป มันก็ทำให้ที่นี่กลายเป็ร้านอาหารที่มีราคาแพงที่สุดในโรงอาหารนี้เลย
ในตอนนั้นเองอู๋ตี้ได้เจอเธอสองคนนั้นอีกครั้ง พวกเธอกำลังแลกบัตรเงินสดอยู่
“1,000 หยวนค่ะ” หญิงสาวที่ชื่อหลิงหลิงพูด
“งั้นฉันขอ 2,000 หยวนค่ะ” หญิงสาวอีกคนที่ชื่อปิงปิงพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูจะพิเศษกว่า
เพียงแค่นั้นมันก็ทำให้หลิงหลิงดูจะอิจฉาเธอขึ้นมานิดหน่อย แต่เธอก็ทำได้แค่เคืองๆเท่านั้น เพราะยังไงซะเื่ที่แฟนอีกฝ่ายนั้นมีเงินมากกว่าเธอมันก็เป็เื่จริง
ฮึ่ม อย่าเพิ่งได้ใจไป บางทีวันหนึ่งอาจจะมีหนุ่มทีี่รวยกว่าแฟนยัยนี่มาตกหลุมรักฉันก็ได้ เมื่อถึงตอนนั้นเมื่อไหร่ล่ะก็ ฉันจะอวดรวยให้มากกว่าเธออีกเป็ 2 เท่าเลย! ไม่สิ 10 เท่าเลยก็ได้!
ระหว่างที่สองคนนี้กำลังสู้กันอยู่ในใจ อู๋ตี้ก็เดินเข้ามาจากด้านหลังและพูดขึ้น
“ขอโทษนะครับ ขอแลกเงิน 10,000 หยวนครับ”