“นอกจากขุนนางท้องถิ่นแล้ว ในวังหลวงไม่มีใครเชื่อถือภาพลักษณ์นั้นของเ้า จะให้ใครเข้าเฝ้าทูลขออกปากแทน?”
“ก็องค์ชายนั่นแหล่ะค่ะที่ต้องเข้าเฝ้า”
ทุกคนหันไปตามเสียง กล่าวพร้อมกัน
“เซี่ยวเอ๋อ!?”
ฟางเหนียงกล่าวขึ้น
“เ้า..เข้ามาได้ยังไง?”
หนิงเอ๋อหยิบห่ออะไรสักอย่างขึ้นมา
“ข้าทำบ๊ะจ่างมาให้คุณชายค่ะ”
ทั้งหมดมองหน้ากัน ล้วนเดาเหตุการณ์
รอบนี้ รหัสการเข้าออกของพวกเขาคือบ๊ะจ่าง คาดว่านางคงเดินเข้ามาแล้วบอกว่าจะเอาบ๊ะจ่างให้ลู่เอิน คนเฝ้ารวมทั้งลู่ฉีเองก็คงคิดว่านางทราบรหัส และไม่แปลกใจเพระนางเองก็มีความสามรถเป็ไปได้ว่าพวกเขาทั้ง 3 คนจะให้นางร่วมดำเนินแผนการ
จ้าวฮุ้ยซิ่วกล่าว
“ดูท่า รหัสรอบต่อไปต้องใช้คำเป็ประโยคเสียแล้วกระมัง”
แต่สีหน้าพวกเขาล้วนเคร่งขรึม เพราะใครก็ตามที่ล่วงรู้การมีอยู่ของขบวนการนี้ ต้องกำจัด ลู่เอินสีหน้าออกอาการวิตกที่สุด
ฟางเหนียงหรี่ตาถอนหายใจเอกใหญ่ก่อนจะยกมือให้สัญญาณคนข้างนอก
จ้าวฮุ้ยซิ่วกล่าวอีก
“ไหนเ้าว่ามาซิ ว่าทำไมข้าถึงเหมาะสมที่จะเข้าไปทูลเอง”
หนิงเอ๋อเดินเอียงคอชูนิ้วเสทอปากแล้วร่ายคำ
“จากที่ข้าดู ท่านแม้ลามก แต่พอคุยงานเพื่อประชาชนชาวบ้านกลับทำทีท่าจริงจังห่วงใย แม้จะ.....อืม...ข้าพูดได้นะ....”
“เ้าลองพูด...”
“องค์ชายห้าในภาพจำ คือคนที่ไม่เอาอ่าว ไร้สาระ บ้ากามไปวันๆ ยังดีไม่ร่ำสุราถึงกับเมามาย จุดนี้ใช้ในการตอบกลับคนอื่นได้ว่าองค์ชายกล่าวอะไรล้วนมาจากสติแจ่มใส แต่...ถ้าจะให้คำพูดมีน้ำหนักไม่เผยตนว่า้าะปะทะ ก็ต้องเล่นบทนี้ให้ถึงที่สุด”
ทุกคนไม่มีใครถามต่อ ได้แต่รอฟัง
“องค์ชายไปๆ กลับๆนครหลวงกับซีจิ๋ว ไม่พ้นอ้อมเลี่ยงลำน้ำสายเล็ก พบเจอชาวบ้านยากแค้นมากมาย สามารถนำเหตุผลต่างๆ นาๆ ไปทูลขอด้วยความเวทนาชาวบ้านตามประสาองค์ชายไม่เอาอ่าวแต่จิตใจดีได้ ทว่าเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายโต้ได้หนักหน่วง การจะทูลขอหักเอายกเลิกการขุดสร้างคูคลอง อีกฝ่ายต้องไม่ยอม สู้ท่านยอมครึ่งทางทำทีขอประวิงเวลา ทยอยทดลองขุดสร้างบางส่วนออกไป ชาวบ้านไม่ลำบาก โครงการจะดีจะร้ายก็ล้วนเห็นผลจากการขุดเส้นนำร่องนี้”
“อื้ม...แผนเ้าไม่เลว”
ฟางเหนียงกล่าว
“เ้ารู้มั้ยแท้จริงพวกเราจะทำอะไร?”
“คนฉลาดจะไม่อวดฉลาด แกล้งโง่บ้างถึงจะรอดตาย แต่ข้าฟังพวกท่านคุยกันก็รู้แล้วว่ามีศึกชิงอำนาจโค่มล้มฝั่งตรงข้าม....แต่เมื่อพวกท่านต่างไปตรงที่ทำเพื่อชาวบ้านเป็หลัก....ข้าไม่เชื่อว่าพวกท่านจะสังหารข้าปิดปาก”
ทั้ง 3 คนมองหน้ากัน
นางกล่าวขึ้น
“ให้ข้าร่วมด้วยสิคะ ข้าอยากช่วยคุณชาย”
จ้าวฮุ้ยซิ่วกล่าว
“ก็ดีนะ....”
ฟางเหนียงรีบค้าน
“ไม่ได้ นางเป็คนนอกนะ ถึงจะใสซื่อเป็คนดี แต่นางจะรักษาความลับขบวนการเราได้อย่างไร”
“แล้วทำไง จะปล่อยนางไป? หากไม่ปล่อยฆ่านางแล้วเรายังเป็พันธมิตรคุณธรรมได้อยู่อีกเหรอ?”
ลู่เอินกล่าวเสริม
“ให้นางร่วมไม่ได้ มันอันตรายเกินไป”
“คุณชายคะ ท่านปะทะคนใหญ่คนโต คิดว่าถ้าท่านแพ้ พวกมันจะละเว้นข้าที่เป็สาวใช้คนสนิทเหรอ”
“เซี่ยวเอ๋อ งั้นต่อไปนี้เ้าไม่....”
ยังพูดไม่จบหนิงเอ๋อเอาห่อบ๊ะจ่างอุดปาก
“เป็หนี้ต้องชดใช้ ข้าเมื่อรักปากท่านแล้วจะทำงานชดใช้ให้ จะเสียสัจจะไม่ได้ ไม่ใช่มีแต่ลูกผู้ชายนะคะที่มีสัจจะวาจา”
“แต่เ้าอาจ....”
“อาจารย์บอกข้าว่า ขึ้นมาเมืองทางนี้ดวงข้าจะพบการเข้าแก่งแย่งชิงอำนาจอย่างหนีไม่พ้น ต่อให้ข้าไปจากคุณชาย ข้าก็ต้องเผชิญชะตาลักษณะนี้อยู่ดี สู้ข้าอยู่ช่วยพวกท่านดีกว่า..ฮิฮิ”
“แต่....”
“แต่ๆๆๆๆ แต่อยู่ได้ พวกท่านทำเพื่อชาวบ้านกันจริงๆ ใช่มั้ย?”
ทั้งสามมองหน้ากัน ก่อนหันมาแล้วตอบ
“ใช่”
หนิงเอ๋อกล่าว
“งั้นพวกท่านก็ทำเพื่อชาวบ้านตาดำอย่างข้า ข้าโตมาลำบาก กินอยู่ลำบาก ผิดเหรอที่ข้าจะร่วมทำอะไรใหญ่ๆเพื่อปากท้องและชีวิตพวกชนชั้นอย่างข้าบ้างสิ”
รอบนี้แววตาหนิงเอ๋อไม่ใช่หยอกเล่น นางมองพวกเขาไม่กระพริบ แววตามุ่งมั่นมาก
“ข้าฝึกฝนวิชาความรู้มามากมาย ใจคอพวกท่านจะให้ข้าใช้มันแค่รับใช้คุณชายอย่างเดียวเหรอไง ถ้ามันจะต้องใช้ ข้าขอใช่เพื่อปวงประชา ขอใช้ร่วมสู้กับคนดีอย่างพวกท่าน”
ฟางเหนียงกล่าว
“เจอกันไม่กี่ครั้งเ้ามองพวกข้าเป็คนดีแล้ว?”
“ข้าล่วงรู้ความลับพวกท่าน พวกท่านฆ่าข้ารึยังล่ะ? ทรมานข้ารึยังล่ะ?”
จ้าวฮุ่ยซิ่วยิ้ม
“ความสามารถของนางจะช่วยเราได้มาก”
ฟางเหนียงถอนหายใจ
“ข้าคงเอาความเป็สตรีของนางเป้นข้ออ้างห้ามนางไม่ได้”
ทุกคนมองมายังลู่เอิน
ลู่เอินปั้นหน้าเคร่งเครียด
จากนั้นกล่าว
“ให้ช่วยแค่คิดอ่านวางแผน งานภาคปฏิบัติการ ห้ามเ้ามีส่วน”
“เย๊~~~คุณชายใจดีที่สุดเลย ข้าจะทำให้ดีที่สุดค่ะ”
“ว่าแต่เ้าเถอะข้าบอกว่ามาที่หอเหมยกุย ก็น่าจะรู้ว่าข้าไม่กินมื้อเที่ยงนี้ ยังจะทำบ๊ะจ่างมาให้ข้าอีก”
“หืม พวกท่านคุยงาน ไหนเลยจะนั่งท่านอาหารจนอิ่ม อย่างดีก็คีบอะไรทานนิดๆหน่อยๆดื่มพอเป็พิธีแล้วว่าธุระ แบบนี้ไม่ดีต่อสุขภาพ สู้บ๊ะจ่างของข้าไม่ได้มีครบในห่อเดียว คุณชายจะได้ไม่หิว”
นอกจากลู่เอิน ทุกคนหัวเราะเบาแล้วถอนหายใจ
“แล้วรู้ได้ไงว่าข้ามาคุยงาน”
“พวกท่านจะพลางอะไรก็พลางได้แต่จะให้คนอย่างแม่ทัพเซียวเข้าออกหอเหมยกุย ยังไงก็ไม่เป็ะรรมชาติ หากไม่ใช่ธุระ ไหนเลยคนแบบนี้จะมาเสพสุขที่หอคณิกา”
ทั้ง 3 มองหน้ากัน
“ทักวันนี้คุณหนูจูโวยวายที่ท่านมาหอนี้หรือไม่คะคุณชาย”
“ไม่”
“นั่นเพราะกระทั่งนางเองก็ไม่เชื่อว่าท่านจะมาเสพสมที่นี่ ถ้าจะมาคงคุยธุระอะไรสักอย่าง กระทั่งคุณหนูจูยังไม่เชื่อ ข้าเชื่อก็โง่แย่แล้ว”
ฟางเหนียงยิ้มออกมาฃ
จ้าวฮุ่ยซิ่วถึงกับตบโต๊ะหัวเราะฮ่าๆ
ลู่เอินกลับทำหน้าปั้นยาก
นางกล่าวต่อ
“เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าธุระของคุณชายคืออะไรแล้วมาพบใครบ้างเท่านั้น ยังดีที่นี่คือเมืองอันห่างไกลที่พวกท่านปกครองดูแลกันเองหากเป็นครหลวงเกรงว่าตอนนี้คงมีห้องหับบ้านชอบรอบๆ โดนองค์ชายอีกฝั่งซื้อไว้สอดส่องพวกท่านแล้ว”
ฟางเหนียงกล่าว
“เซี่ยวเอ๋อ เ้าคือพวกของเราแล้วจริงๆ”
ลู่เอินขมวดคิ้ว
“ง่ายๆ เพียงนี้?”
“นึกถึงตอนพวกท่านเราข้ามารวมกัน ก็ยุ่งยากกว่านี้?”
ลู่เอินได้แต่เงียบงัน
พวกเขาคุยกันเข้าใจถูกคอ คบหามีเป้าหมายเดียวกัน ก็ง่ายๆ เพียงนี้
ครุ่นคิดจบก็กินบ๊ะจ่างทีละคำ
“ทำไมไก่เยอะจัง ถั่วกับผักน้อยไป”
หนิงเอ๋อชี้นิ่วลงไปในบ๊ะจ่าง
“คุณชายเป็สายใช้กำลัง พึ่งพาเรี่ยวแรง เนื้อสัตว์ให้พละกำลัง เนื้อตัวแข็งแรงกระชับ ต้องทานไก่เยอะๆ”
“ข้าใช้กำลัง? หรือเ้าไม่เห็นว่าปกติข้าใจสติปัญญามากกว่า?”
เชิดหน้าเอียงคอกล่าว
“นอกจากแกล้งข้า ข้าไม่เห็นคุณชายใช้สติปัญญาใดๆ เลย วันก่อนก็เกือบหาเื่กับคุณชายจูอีก”
ฮุ่ยซิ่วกับฟางเหนียงพากันหัวเราะ
ลู่เอินปั้นหน้าดูยากกินบ๊ะจ่างต่อไป รู้ตัวอีกที เขาหิวจริงๆถึงกับกินจนหมดอย่างรวดเร็ว หนิงเอ๋อรีบหยิบกาน้ำชาบนโต๊ะรินใส่จอกว่าง
“คุณชาย น้ำชาค่ะ เดี๋ยวก็ติดคอหรอก”
ฮุ่ยซิ่วกล่าว
“คงเพราะคุณชายของเ้าอร่อยกับบ๊ะจ่างของเ้ามากๆจริงๆ”
ลู่เอินกระดกชาแล้วแย้ง
“เพราะข้าหิวมากต่างหาก”
ฟางเหนียงเสริมซ้ำ
“หึ เด็กหน้าตาย ในที่สุดก็ยอมรับแล้วว่ากินน้อยไป จะต้องหิวอย่างที่เซี่ยวเอ๋อคาดการณ์”
ลู่เอินอึกอัก แล้วหันไปมองหนิงเอ๋อ
นางเท้าสะเอวยิ้มแฉ่งเลิกคิ้วหลายทีอย่างหลงระเริงชอบใจ
“ข้าไม่เข้าใจ ที่ผ่านมาไม่มีข้า ท่านใช้ชีวิตรอดมาได้เยี่ยงไรกันคะคุณชาย?”
.............
วันพรุ่ง ทุกคนมาส่งองค์ชายจ้าวฮุ่ยซิ่ว
ลู่เอินกล่าว
“โชคดี เดินทางปลอดภัย”
“ลู่เอิน ทำไมเ้าไม่อวยพรให้ข้าทำการสำเร็จบ้าง”
“เ้าทำได้อยู่แล้ว ข้าห่วงแค่ตอนเดินทาง”
“อาเซินไปกับข้า ข้าไม่กลัว”
อาเซินประสานมือรับแล้วพยักหน้าให้ลู่เอินเป็เชิงว่าไม่ต้องห่วง
เขาคือคนสนิทขององค์ชายฮุ่ยซิ่ว
มีฝีมือดาบติดตัว ไม่มีตำแหน่งองครักษ์หลวง เพราะฮุ่ยซิ่วกลัวเขาจะโดนโยกย้ายโอนเปลี่ยนสังกัดหน่วยงาน
จากนั้นองค์ชายหันมา
“เซี่ยวเอ๋อ ข้าไปนะ”
“ข้าไม่ได้ตาบอด เห็นอยู่ว่าท่านกำลังจะไป และต้องไปแน่นอน เหมือนคนจะเดินก้าวเท้าและเที่ยวบอกคนอื่นว่าจะก้าวขาแล้วนะ ใครจะสนใจ”
“ดูเ้าพูดเข้าสิ ไม่เป็ห่วงข้าบ้างเหรอไง”
“ฮึ .... ก็ได้ เอาจริงๆ เมื่อรู้ว่าท่านแท้จริงไม่ใช่คนเลวอะไร งั้น...โชคดีค่ะองค์ชายห้า”
“ข้าจะรีบกลับมานะจ้ะ”
“ท่านเสพสุขที่นครหลวงนานๆ ก็ได้”
“ข้าไม่เข้าไปแหย่พวกเ้าที่ป้อมไม่เหงาบ้างเหรอ”
“วันๆ ข้าทำงานให้คุณชายไหนเลยมีเวลาคิดเื่อื่น”
พูดถึงตรงนี้ฮุ่ยซิ่วกึ่งยิ้มกึ่งเซ็งเล็กน้อย พลันนึกถึงหนิงเอ๋อรับใช้บนเตียงให้ลู่เอินแล้วก็ถอนหายใจออกมาอีก
ลู่เอินกล่าว
“รีบเดินทางเถอะ จะล่าช้า”
“ข้าไปล่ะสหาย”
และมองขึ้นไปยังหอเหมยกุบชั้นบน ฟางเหนียงโบกมือลงมา
เขาขึ้นรถเทียมม้าพร้อมขบวนคุ้มกันไป
“คุณชายคะ...”
“ว่าไง”
“ข้ามีเื่จำเป็ต้องรู้”