กำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง]

    SS2_No.31 เบื้องหลังการประลอง [1]

    และแล้วก็มาถึงวันประลองที่ทุกคนรอคอย ศิษย์หลักทุกคนที่เป็นตัวแทนของตำหนัก จะได้รับหมายเลขเป็นของตนเอง ยกเว้นอันดันดับ 1 ของเมื่อปีที่แล้ว คือไป่ซีกวง ซึ่งจะได้สิทธิ์พิเศษเข้าไปรอรอบที่สองเลย ส่วนศิษย์หลักที่เหลืออีก 26 คนจะใช้กฏเดิมคือแพ้คัดออก เพื่อเลือกเพียงแค่ 13 คนเข้าไปประลองในรอบที่สอง
    ส่วนในรอบที่สองจะมีการประลอง 7 คู่ และจะได้มีคนเข้าสู่การประลองในรอบที่สาม 7 คน ในส่วนของรอบที่สามจะมีหนึ่งคนที่โชคดีไม่ต้องต่อสู้ และเข้าไปรอในรอบ 4 คนสุดท้าย ส่วนอีกหกคนที่เหลือจะคัดเลือกจนเหลือเพียงแค่ 3 คนเท่านั้น และสู้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเหลือคนสุดท้าย
    โดยการประลองในวันนี้จะมีเจ้าตำหนักทั้ง 9 มาร่วมเป็นสักขีพยานในการประลองครั้งนี้ด้วย ส่วนศิษย์หลักที่ถูกคัดเลือกมาตำหนักละสามคน จะนั่งอยู่ในส่วนของตำหนักตนเพื่อรอประกาศเรียก โดยมีเหล่าศิษย์หลักตำหนักต่างๆ เป็นผู้รับชมอยู่รอบๆ สนามประลอง
    ทว่าตัวของหลิงเทียนกลับไม่ได้สนใจในเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย เหตุผลก็เป็นเพราะว่าหงเยี่ยนั้นเลือกจะไปอยู่กับมู่เยี่ย และในการประลองของศิษย์สายในนั้นต่างกันออกไปมาก เพราะเป็นการสู้แบบกลุ่มจึงสามารถใช้อสูรเข้าร่วมในการต่อสู้ได้
    มันเลยทำให้หลิงเทียนอดที่จะเป็นกังวลไม่ได้ เพราะหงเยี่ยนั้นเพิ่งจะเกิดมาได้เพียงไม่กี่วัน และยังควบคุมพลังได้ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนกับเหมยลี่จึงอดที่จะหวาดวิตกไม่ได้
    "เฮ้อ!! หวังว่าคงไม่ไปเผาใครจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปหรอกนะ"
    ในการประลองครั้งนี้หลิงเทียนนั้นได้หมายเลข 1 ส่วนเซียงเซียงก็ได้หมายเลข 9 ทำให้หลิงเทียนอดที่จะรู้สึกโล่งอกไม่ได้ แม้เขาจะมีพลังที่เหนือกว่าเซียงเซียง แต่ถ้าเปรียบเทียบในเรื่องกลยุทธ์แล้วถึงกับทาบไม่ติด อีกทั้งเซียงเซียงอยู่กับเขามานานจึงแทบจะรู้ไส้รู้พุงเขาหมดอยู่แล้ว และเขาเองก็ไม่สามารถใช้พลังได้เต็มรูปแบบ ทำให้ค่อนข้างเสียเปรียบเป็นอย่างมาก ฉะนั้นหากเป็นไปได้ไม่ขอเจอเลยจะดีกว่า
    และเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วการประลองรอบแรกก็ได้เริ่มต้นขึ้น โดยมีกรรมการสองคนคือผู้คุมกฏของสองตำหนัก มาทำหน้าที่เป็นกรรมการเพื่อความยุติธรรมของทั้งสองฝ่าย
    "คู่แรก หลิงเทียนแห่งตำหนักเหมันต์จันทรา และ กู๋เจ๋อแห่งตำหนักอสูรคลั่ง เริ่มการประลองได้!!"
    สิ้นเสียงประกาศกู๋เจ๋อนั้นไม่รอช้ารีบเรียกอาวุธในมือออกมาทันที เป็นดาบมือเดียวขนาดใหญ่ที่ดูแล้วน่าเกรงขาม ทว่าในการกวัดแกว่งกลับมีความคล่องตัวเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นว่ากู๋เจ๋อนั้นช่ำชองในการใช้ดาบอย่างดีเยี่ยม และมีพละกำลังในระดับที่น่าหวาดหวั่นอีกด้วย แต่ในครานี้หลิงเทียนเลือกที่จะหลบไปมาโดยอาศัยความเร็วที่เหนือกว่า และจู่โจมสวนกลับในบางโอกาสที่อีกฝ่ายเปิดช่องว่างเท่านั้น
    เหตุผลที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อจงใจให้ไป๋หยุนเฟยถึงเฝ้ามองอยู่รอบนอก ได้มีโอกาสศึกษาถึงการใช้ดาบมือเดียวของอีกฝ่ายเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ เหล่าศิษย์ส่วนมากนั้นรู้ดีอยู่แล้วว่าตำหนักอสูรคลั่งนั้น เน้นไปที่การบ่มเพาะกายาเป็นหลัก จึงทำให้มีพละกำลังที่แข็งแกร่งและกายเนื้อที่แข็งดั่งเหล็กกล้า
    ในช่วงจังหวะการโจมตีสวนกลับของหลิงเทียนนั้น ช่วยกระตุ้นความสนใจของกู๋เจ๋อเป็นอย่างมาก เพราะตัวมันนั้นค่อนข้างมั่นใจในเรื่องความแข็งแกร่งของร่างกาย และความคล่องตัวในการใช้อาวุธแบบไร้จุดบอด แต่ทว่าแค่เพียงไม่กี่กระบวนท่ากลับถูกอีกฝ่ายมองออกและทำลายได้อย่างง่ายดาย
    ในทุกครั้งที่กู๋เจ๋อพลาดโดนหลิงเทียนจู่โจมสวน ทว่าตัวมันกลับรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่แปลกออกไป เพราะในความเป็นจริงแล้ว เมื่อกระบวนท่าของมันสามารถถูกทำลายได้ นั่นหมายความว่าตัวมันนั้นได้พ่ายแพ้ไปอย่างสมบูรณ์ แต่หลายๆ จังหวะที่อีกฝ่ายสามารถโจมตีอย่างหนักหน่วงเพื่อปิดฉากการต่อสู้นี้ได้แต่กลับไม่ทำ
    การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกู๋เจ๋อเริ่มเข้าใจถึงเหตุผลของอีกฝ่ายมากขึ้น เหตุผลที่อีกฝ่ายไม่ยอมจบการต่อสู้ ก็เพื่อที่จะลอกเลียนกระบวนท่าของเขานั่นเอง เขาจึงต้องเลือกที่จะหยุดการโจมตีเองพลางกล่าวขึ้นอย่างจริงจัง
    "ข้าว่าเราเลิกเล่นกันแค่นี้ดีกว่า หากเจ้าสามารถซัดข้าตกจากเวทีได้ในหนึ่งกระบวนท่า ข้าจะยอมรับความพ่ายแพ้ หากไม่เจ้าควรจะเป็นฝ่ายยอมแพ้ไปซะ"
    หลิงเทียนมองไปยังกู๋เจ๋อด้วยสายตาที่ชื่นชมเล็กน้อย เพราะกู๋เจ๋อนั้นยังรับรู้ได้ว่าหากต้องสู้ต่อไปก็ไม่อาจสามารถเอาชนะเขาได้ อีกทั้งยังมองออกว่าตัวเขาต้องการอะไรอีกด้วย การเสนอทางเลือกแบบนี้ถือว่าเป็นการรักษาศักดิ์ศรีของตนเอง
    "ย่อมได้!! รับมือ!!" สิ้นเสียงของหลิงเทียน ที่ปลายนิ้วของเขาปรากฏพลังปราณที่หนาแน่น ราวกับคลื่นพลังขนาดเล็กที่ดูแล้วไม่น่าจะมีความรุนแรงสักเท่าไหร่ ในขณะเดียวกันที่กู๋เจ๋อเองก็เรียกใช้ทักษะกายาลับขั้นสูงของเขา จนร่างกายกลายเป็นสีทองคล้ายมีระฆังทองที่แข็งแกร่ง หมุนวนคลอบคลุมร่าง
    เมื่อหลิงเทียนเห็นอีกฝ่ายเตรียมการเสร็จสิ้น แม้จะช้าไปบ้างในสายตาของเขาก็ตามที ก่อนจะดีดนิ้วไปด้านหน้าก้อนพลังที่หนาแน่น ขนาดเล็กพุ่งเข้าโจมตีกู๋เจ๋ออย่างรวดเร็ว
    "ตู้มมมมมมมมมมมมมมม!!!"
    การปะทะกันของสองพลังทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว ปรากฏเป็นฝุ่นควันยาวจากกลางสนามประลอง ไปจนถึงสุดขอบสนามประลอง สายตาของศิษย์หลักทุกคู่จับจ้องไปที่ภาพเบื้องหน้าด้วยความตื่นตระหนก เพราะมันเป็นระยะทางที่ไกลมากเมื่อเทียบกับพลังที่พวกเขาเห็น
    ตำหนักอสูรคลั่งที่ได้ชื่อว่ามีทักษะกายาที่แข็งแกร่งที่สุด กลับถูกการโจมตีที่ดูเบาบางแบบนี้ ส่งออกไปนอกเวทีการประลองได้งั้นหรือ สิ่งที่ศิษย์หลักตัวแทนคาดหวังมีเพียงให้การโจมตีนี้พลาดเป้า ดีกว่าส่งเป้าหมายออกไปนอกสนามได้ มิเช่นนั้นหากใครต้องพบเจอกับปีศาจเช่นหลิงเทียน คงได้หมดหวังในการต่อสู้ครั้งนี้เป็นแน่
    "เฮ้อ!! ศิษย์ของเจ้าหนักมือไปหรือเปล่าเนี่ย" เจ้าตำหนักอสูรคลั่งถึงกับบ่นออกมา
    "เอาน่า!! ถือเป็นการให้เกียรติศิษย์ของเจ้าไง" เจ้าตำเหมันต์จันทราพูดอย่างรักษาน้ำใจ
    "ใครจะคาดคิดว่าเด็กที่ข้าเกลียดในวันนั้น พอมาถึงเวลานี้นอกจากจะเอาคืนไม่ได้ ยังต้องมาคอยปกป้องรักษาชีวิตมันอีกล่ะเนี่ย!!" เจ้าตำหนักปฐพีแรกอรุณได้แต่บ่นอย่างเซงๆ
    "หืม!! เจ้าลืมไปหรือเปล่าหากวันนั้นเจ้าเลือกที่จะ สังหารเด็กคนนั้นคงได้ถูกเหล่าบรรพบุรุษออกมารุมยำเป็นแน่" เจ้าตำหนักเพลิงโลกันต์กล่าวอย่างขำๆ
    "เหอะ!! พวกเจ้าที่รู้เรื่องพวกนี้ แต่กลับปิดปากเงียบไม่ยอมบอกข้า สักวันข้าจะต้องเอาคืน" เจ้าตำหนักปฐพีแรกอรุณตอบกลับอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่
    "ไอ้นิสัยมุทะลุของเจ้าเมื่อไหร่จะเลิกสักทีนะ!!" เจ้าตำหนักเทพวายุอัสนีเอ่ยปรามๆ
    "หนวกหูน่า!!" เจ้าตำหนักปฐพีแรกอรุณตัดบททันที
    "พอได้แล้ว!! ว่าแต่มันจะดีหรอที่จะให้สองคนนั้นสู้กันน่ะ" เจ้าตำหนักวารีพิสุทธิ์ถามอย่างสงสัย
    "คำสั่งจากเหล่าบรรพบุรุษ พวกเจ้าคิดว่ายังไงล่ะ" เจ้าตำหนักเพลิงโลกันต์เอ่ยตอบ
    เจ้าตำหนักที่เหลือต่างก็สงสัยในความคิดของเหล่าบรรพบุรุษเป็นอย่างมาก แต่กระนั้นก็ไม่ใครปฏิเสธคำสั่งโดยตรงที่ได้รับมา แม้จะมีความเสี่ยงไม่น้อยก็ตามที
    เมื่อฝุ่นควันจางลงร่างของกู๋เจ๋อกลับไม่อยู่บนสนามประลอง ทิ้งไว้เพียงหลุมขนาดไม่ใหญ่นักครูดยาวไปกับพื้นสนามประลอง จนถึงขอบสนามประลองก็ปรากฏร่างของกู๋เจ๋อ ในสภาพสะบักสะบอมคราบเลือดเกรอะกรัง ก่อนที่ร่างที่ติดกับขอบเวทีจะร่วงหล่นตกลงสู่พื้นดิน สายตาทุกคู่จับจ้องมองไปทางหลิงเทียนราวกับมองปีศาจในคราบเด็กหนุ่มก็ไม่ปาน พลังทำลายระดับนั้นอาจจะเทียบเท่าได้กับไป่ซีกวงเลยก็ว่าได้
    ศิษย์หลักตัวแทนที่เหลือถึงกับต้องคิดใหม่อีกครั้ง หากต้องพบเจอกับหลิงเทียนในการประลอง พวกเขาจะขอผ่านทันที โดยที่ไม่ต้องใช้เวลาคิดให้มากความ แม้รางวัลจะล่อตาล่อใจแต่พวกเขาก็ยินดีที่จะสละทิ้ง และเสียเวลาไปทำภารกิจเพื่อมาแลกเอาย่อมคุ้มกว่า การนอนพักรักษาตัวเป็นเดือนๆ อย่างแน่นอน
    "คู่แรก หลิงเทียนแห่งตำหนักเหมันต์จันทราเป็นฝ่ายชนะ!!" สิ้นเสียงของกรรมการหลิงเทียนก็ก้าวลงจากสนามประลองราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนที่กรรมการจะประกาศเรียกคู่ต่อไปมาประลองต่อทันที
    ในคราวนี้สายตาของหลิงเทียนจับจ้องไปทางเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ที่นั่งอยู่ตรงตำหนักเพลิงโลกันต์อย่างครุ่นคิด ใบหน้าฉายแววฉงนไม่น้อย แม้เพียงครู่เดียวแต่เขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี และมีความอันตรายไม่น้อยไปกว่าของเขา ถึงจะยังไม่มั่นใจเต็มร้อยก็ตามที แต่ทว่าสิ่งที่เขาคาใจนั้นไม่ว่าจะจริงหรือไม่เขาย่อมไม่ประมาทอย่างแน่นอน
    "เซียงเซียงถือซะว่าข้าขอร้องเจ้าก็แล้วกัน หากต้องเจอกับเจ้านั่นให้ขอยอมแพ้ทันที!!" หลิงเทียนกล่าวด้วยสีหน้าที่จริงจังเป็นอย่างมาก ก่อนจะชี้นิ้วไปทางเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ในส่วนของตำหนักเพลิงโลกันต์ ส่วนเซียงเซียงเองแม้จะไม่เข้าใจในเหตุผลแต่ก็ยอมตอบตกลงแต่โดยดี

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง] ที่คุณอ่าน