เนื่องจากกำลังซ่อมแซมบ้าน ฝุ่นละอองจึงค่อนข้างมาก และไม่มีใครเต็มใจเดินไปข้างหน้า
ยกเว้นเซียวสิงเยี่ยน ไม่รู้ว่าเขาเดินไปกำชับอะไรกับพวกช่าง ต่อมาก็เห็นเขาแบกโต๊ะเดินมาทางนี้แล้ววางลงตรงหน้าพวกเขา
จากนั้นไปหยิบเก้าอี้มาสี่ตัว ซูจือฉือเตรียมน้ำชาเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
“ฮูหยิน หากซ่อมแซมบ้านหลังนี้ใหม่จริง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องย้ายไปที่อื่นแล้ว”
“บ้านหลังนี้เล็กไปหน่อย หากพวกเจ้ารู้สึกว่าห้องใหญ่ไม่พอ ข้าสามารถซื้อบ้านข้าง ๆ เพื่อรวมกันเป็นหนึ่งครอบครัว”
อันเยว่มองซูจือฉืออย่างอ่อนโยน นางเต็มไปด้วยด้านที่อดทน ซึ่งอ่อนโยนจนไม่สามารถอ่อนโยนได้มากกว่านี้อีกแล้ว และนางแสดงให้ซูจือฉือเห็นคนเดียวเท่านั้น
“ไม่ต้อง แบบนี้ก็ดีมากแล้ว”
“เจ้าพูดถูก เจ้าพูดถูกทุกอย่าง มื้อเที่ยงวันนี้อยากกินอะไร?”
อันเยว่แทบจะคิดถึงแต่ซูจือฉือ และแสดงความเอาใจใส่เขาในทุก ๆ เรื่อง
“กินได้ทุกอย่าง”
“เช่นนั้นก็กินผ้าขี้ริ้วกัน เพิ่มเนื้อตุ๋นอีกหนึ่งอย่างด้วย”
“ถ้วยฟักทองหรือน้ำแกงกุ้งผสมฟักเขียว”
หยูยวนและกู่หยางเริ่มสั่งอาหารอย่างไม่เกรงใจ ถึงแม้อันเยว่จะโกรธที่พวกเขาสองคนไม่ปฏิบัติกับนางดังเช่นคนในครอบครัว แต่ในฐานะคนนอกนางจำไว้หมดแล้ว
ในครัว ซูจือฉือเป็นผู้ช่วยอยู่ด้านข้าง เมื่อเห็นท่าทางเงียบ ๆ และอ่อนโยนของเขา อันเยว่ก็ใจลอยชั่วขณะและลืมว่าตัวเองมาที่นี่เพื่อทำอาหาร
“จือฉือ หลังจากผ่านไปนาน ข้าเชื่อว่าความประทับใจของเจ้าที่มีต่อข้าเปลี่ยนไปแล้ว ใช่หรือไม่?”
“ฮูหยิน เรื่องที่ผ่านมาแล้วก็อย่าพูดถึงมันอีก ไม่ว่าที่ผ่านมาจะเป็นเช่นไร มันก็จบไปแล้ว”
เขาพูดถูก แต่อันเยว่ก็อดคิดไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นซูจือฉือที่หันหน้าเข้าหานางตลอดมา นางอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพเมื่อครั้งที่นางคิดจะขายเขาทิ้งหลังจากที่ไม่สามารถเอาเปรียบเขา
ซูจือฉือเป็นคนที่น่าสงสารเช่นกัน แต่ยังดีที่เรื่องราวเหล่านั้นผ่านไปแล้ว
“เจ้าพูดถูก เรื่องที่ผ่านมาแล้วก็คือผ่านไปแล้ว ข้าจะไม่พูดถึงอีก และหวังว่าระหว่างเจ้ากับข้าจะเข้ากันได้ดียิ่งขึ้นเช่นกัน”
“ได้”
เขาขานรับอย่างง่ายดาย กลับทำให้อันเยว่รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“จริงสิ จือฉือ ช่วงนี้ข้างนอกค่อนข้างวุ่นวาย เจ้าไม่เหมือนกับเซียวสิงเยี่ยนที่มีวิชาต่อสู้และสามารถปกป้องตัวเอง หากเจ้าตกอยู่ในอันตรายตอนที่ไม่มีข้าอยู่ใกล้ ๆ เจ้าจะทำอย่างไร?”
ครั้งนี้อันเยว่เป็นห่วงเขาจากใจจริง ช่วงนี้ข้างนอกค่อนข้างวุ่นวาย ได้ยินว่ามีโจรกลุ่มหนึ่งลงจากเขาเพื่อปล้นชิง จนกระทั่งเมื่อเห็นบุรุษรูปงามก็จะจับตัวกลับไปด้วย
ด้วยรูปลักษณ์ของซูจือฉือและนิสัยของเขา เกรงว่าหากเจอโจรเข้าจริง ๆ เขาคงหนีไม่รอดแน่
“ฮูหยินไม่ต้องห่วง ข้าไม่เป็นไรหรอก”
ซูจือฉือตอบไปอย่างนั้น แต่การเคลื่อนไหวบนมือเขากลับชะงักลงกะทันหัน ต่อมาเขาก็หันกลับมามองอันเยว่
“โจรที่ฮูหยินบอกคือ…”
“ได้ยินว่าชื่อถงอะไรสักอย่างนี่แหละ”
“ถงหมิงชิวใช่ไหม?”
“ใช่ ได้ยินมาว่านางชั่วช้าสามานย์เอามาก ๆ ไม่ได้การ อีกเดี๋ยวต้องเตือนคนอื่น ๆ ด้วย ว่าห้ามไปเถลไถลที่ไหนอย่างเด็ดขาด”
อันเยว่เข้าใจดี ในราชวงศ์ต้าโจวแห่งนี้สตรีเป็นใหญ่ และถงหมิงชิวคนนี้ก็คงเป็นสตรีเช่นกัน มิเช่นนั้น จะจับตัวบุรุษไปเพื่ออะไร
“ฮูหยิน ถ้าเช่นนั้นสองวันนี้เรียกพี่ใหญ่มาทำอาหารดีกว่า เจ้าไม่ต้องออกไปข้างนอกคนเดียว นอกเสียจากมีพี่ใหญ่อยู่ด้วย”
“นี่หมายความว่าอย่างไร? ทุกครั้งที่ออกไปข้างนอกก็เป็นข้ากับเจ้าไม่ใช่หรือ? ไยข้าต้องเรียกเซียวสิงเยี่ยนด้วย? คนอย่างเซียวสิงเยี่ยนหัวโบราณมากและชอบวางมาด อีกทั้งยังกดขี่ข้า”
อันเยว่ทำปากยื่นอย่างไม่พอใจ แค่คิดว่าคนข้างกายไม่ใช่ซูจือฉือ แต่เปลี่ยนเป็นเซียวสิงเยี่ยน นางก็รู้สึกปวดหัวแล้ว
ผู้ชายคนนี้เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย คนที่ดูแลบ้านแทนอันเยว่มาห้าปีไม่ใช่คนที่นางจะสามารถยั่วยุได้ง่าย ๆ
“พี่ใหญ่ก็แค่ปากร้ายใจดี”
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงติดตามข้าไม่ได้?”
อันเยว่มองซูจือฉืออย่างแปลกใจด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความกังวล นางมักรู้สึกว่าเขาเหมือนมีเรื่องปิดบังนางอยู่
“สองสามวันนี้ข้ามีเรื่องต้องไปทำ และต้องห่างบ้านสองสามวัน”
“เหตุใดเจ้าไม่เชื่อฟังเลย ข้าเพิ่งบอกไปว่าช่วงนี้ข้างนอกค่อนข้างวุ่นวาย แต่เจ้ายังดึงดันจะออกไป หากเจ้าถูกโจรจับตัวไปจริง ๆ ข้าจะไปตามหาเจ้าได้ที่ไหน?”
อันเยว่จับมือซูจือฉือ นิ้วของเขาเรียวยาวก็จริง แต่ไม่คิดว่าจะมีตาปลาอยู่บนมือของเขา
นางหงายมือของเขาขึ้น เมื่อเห็นตาปลาบนฝ่ามือนั้นอันเยว่ก็อดตำหนิตัวเองไม่ได้
ในอดีต เรื่องเล็กใหญ่ทั้งหมดในครอบครัวนี้ล้วนมอบให้ซูจือฉือทำเพียงคนเดียว นิสัยของหยูยวนก็เห็น ๆ กันอยู่ เขาไม่ช่วยแน่นอน นอกจากจ่ายเงินให้ เขาอาจทำก็เป็นได้
โดยเฉพาะกู่หยางที่ไม่ทำอะไรเลย กลับได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ความผูกพันระหว่างพี่น้องยากที่จะอธิบายจริง ๆ
“ไม่กี่วันก็กลับแล้ว ข้าไม่เป็นอะไรหรอก เจ้าไม่ต้องห่วง”
ซูจือฉือวางมือลงบนศีรษะอันเยว่และค่อย ๆ เลื่อนลงไปตามผมยาวที่นางขี้เกียจหวี ขณะที่เอ่ยคำนี้ สายตาของเขาอ่อนโยนขึ้นมากด้วย
แต่เพียงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ซูจือฉือก็ดึงมือกลับแล้วเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เราทำอาหารกันต่อเถอะ พวกเขายังรอกินอยู่”
“เจ้า…จะออกไปทำงานนอกสถานที่หรือ?”
อันเยว่ถามหยั่งเชิง กลับเห็นซูจือฉือมีท่าทางงุนงง “อะไรคือออกไปทำงานนอกสถานที่?”
“ไม่มีอะไร ข้าแค่ถามไปอย่างนั้น”
เนื่องจากมองบุรุษผู้นี้ไม่ออก ในสายตาของอันเยว่ เขาดูเหมือนจะมีตัวตนอื่นแฝงอยู่เสมอ หากเขาออกไปทำธุระจริง แน่นอนว่านางไม่สามารถห้ามเขา
ไม่ห้ามก็ได้ แต่นางยังคงรู้สึกเป็นห่วงว่าเขาจะได้รับอันตราย
“ครั้งนี้ในเมื่อจำเป็นต้องออกจากบ้าน เอาเป็นว่า เจ้าไปเอายาพิษกับหยูยวนสักหน่อยเถอะ หากเจออันตรายจะได้ใช้มัน เช่นนี้ก็สามารถซื้อเวลาให้ตัวเองแล้ว”
“อืม ข้าเชื่อฟังเจ้าทุกอย่าง”
จู่ ๆ ซูจือฉือก็ตอบรับอันเยว่เสียอย่างนั้น ทำให้หัวใจของนางเต้นรัว และใบหน้าร้อนผ่าว ไฉนบุรุษผู้นี้ถึงหยอกเย้าได้เก่งถึงเพียงนี้?
ก่อนหน้านี้นางไม่ทันสังเกต แค่คิดว่าบุรุษผู้นี้เป็นคนเชื่อฟังและว่านอนสอนง่ายคนหนึ่ง อย่างมากก็เป็นแค่บุรุษรูปงาม
ใครจะรู้ว่าเขาสามารถทำให้กำแพงป้องกันจิตใจของผู้คนพังทลายลงได้ทันทีด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ
กวางน้อยในหัวใจของนางวิ่งชนอยู่ในนั้นเป็นระยะ ๆ จนนางทำอะไรไม่ถูก
“ได้ ข้ามีอยู่หนึ่งร้อยตำลึงเงินให้เจ้าเอาไว้ติดตัว หากมีปัญหา อย่างมากก็แค่จ่ายไป หากเจอเรื่องยุ่งยากจริง ๆ เจ้าบอกไปว่าเจ้ามีภรรยาที่รวยมาก ให้เขาเขียนจดหมายมาหาข้าได้เลย ขอแค่ไว้ชีวิตเจ้าก็พอ”
อันเยว่พูดทีละคำด้วยความจริงใจมาก ทำเอาซูจือฉือชะงักไปครู่หนึ่งตอนที่เห็น
ซูจือฉือรับเงินมาแล้วเงยหน้าสบตาอันเยว่ ซึ่งความจริงใจในแววตาของเขาไม่ปะปนกับอารมณ์อื่น ๆ แม้แต่น้อย
จากนั้นเขาค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้แล้วจูบลงบนหน้าผากอันเยว่โดยไม่รู้ตัว