หลังสวีหว่านหนิงออกจากสำนักงานฝ่ายคณะใหญ่เธอก็ไม่เห็นอะไรอีกนอกจากเงาตะคุ่มของต้นไม้ ไม่มีแม้แต่เงาร่างของหลินอัน
เธอไม่ได้รู้สึกผิดหวังเพราะถึงอย่างไรก็ไม่เคยคาดหวังั้แ่แรก
ทว่าท่ามกลางอากาศหนาวจัดเช่นนี้เมื่อไม่เห็นใครอยู่บนท้องถนนและได้ยินเพียงเสียงลมพัดหวิวย่อมอดรู้สึกหวั่นใจไม่ได้
รู้อย่างนี้เธอน่าจะขอยืมไฟฉายจากฝ่ายคณะใหญ่มาสักอัน
ขณะกำลังคิดอยู่นั้นแสงไฟสว่างจ้าก็สาดส่องมาที่เธอ สวีหว่านหนิงยกมือขึ้นบังดวงตาตามสัญชาตญาณหลังจากนั้นขวดแก้วที่อัดแน่นไปด้วยน้ำร้อนก็ถูกยัดใส่มือเธอ
มันคือขวดแก้วแบบที่ใช้ในโรงพยาบาลเวลาให้น้ำเกลือคนไข้
ขวดแก้วถูกหุ้มเอาด้วยกระเป๋าผ้าเมื่อสอดมือเข้าไป ทั้งหน้ามือและหลังมือจะถูกปกป้องเอาไว้ ไม่ให้โดนน้ำร้อนลวก
“เสร็จธุระแล้วหรือยัง” เสียงทุ้มต่ำของหลินอันดังขึ้น
สวีหว่านหนิงขานรับเสียงอู้อี้“ฉันเพิ่งออกมาเมื่อกี้ แต่ไม่เห็นคุณ”
“ฉันเห็นหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่เรียกเธอเข้าไปในห้องทำงานคิดว่าเขาคงมีธุระอยากคุยกับเธอก็เลยกลับบ้านไปก่อน ฟ้ามืดแล้ว ฉันกลัวว่าถ้าไม่กลับไปบอกที่บ้านแม่กับลูกๆ จะเป็ห่วง”
เขาตบเบาะหลังของจักรยาน“ขึ้นมาสิ ฉันจะพากลับบ้าน อากาศหนาวเกินไปแล้ว”
ไม่นานนักทั้งคู่ก็กลับมาถึงบ้าน
พวกเด็กๆได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงรีบพากันวิ่งออกมาแล้วโถมตัวสวมกอดสวีหว่านหนิงกันตามลำดับ
“แม่จ๋าแม่กลับมาสักที วันนี้หนูไม่ได้เจอแม่เลย หนูคิดถึงแม่จะแย่แล้วจ้ะ”
“แม่ก็คิดถึงพวกลูกมาก” สวีหว่านหนิงนั่งยองพลางสวมกอดลูกน้อยสองคนแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “พวกเราเข้าบ้านกันก่อนเถอะเดี๋ยวจะตากลมจนเป็หวัด”
บนพื้นในโถงรับแขกมีกะละมังเคลือบขาวสองใบวางอยู่ในนั้นมีน้ำร้อนใส่อยู่เต็ม
“แม่ครับพ่อครับ ผมกับเย่าเม่ยต้มน้ำร้อนเอาไว้ให้พ่อกับแม่แช่เท้า จะได้สบายเท้าขึ้นครับ”
“ต้าชุนเป็เด็กดีจริงๆ” สวีหว่านหนิงยกมือขยี้ผมดกหนาของต้าชุนอย่างไม่เกรงใจ
เดิมทีเยาเม่ยอยากจะเตือนสวีหว่านหนิงว่าตนก็มีความดีความชอบแต่หลังเห็นพี่ชายถูกขยี้หัวจนผมยุ่งไปหมด ก็แอบถอยหลังไปสองก้าว
“คุณย่าหลับหรือยังจ๊ะ”
“ค่ะคุณย่าบอกว่าเจ็บขาก็เลยนอนพักบนเตียงเตา หนูกับพี่ชายเพิ่งเข้าไปดูย่าหลับไปแล้วค่ะ”
สวีหว่านหนิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
ตอนแรกอาการเจ็บขาของแม่หลินไม่ได้ร้ายแรงมากแต่เพื่อจัดงานแต่งงานให้กับลูกชาย เธอจึงไม่กล้าใช้เงินจ่ายค่ารักษาฝืนอดทนจนกระทั่งอาการหนักขึ้น
กอปรกับตัวเธอเองก็ไม่ยอมหยุดทำงานทำให้อาการเจ็บขาไม่มี่พักฟื้น พออากาศหนาวจัดอาการจึงยิ่งกำเริบหนักขึ้น
ยาที่สวีหว่านหนิงซื้อมาให้ก่อนหน้านี้ช่วยบรรเทาอาการได้บ้างแต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุ
“ไว้อากาศอุ่นขึ้นเมื่อไรคุณลองดูว่าจะขอลาหยุดกับทางกองได้ไหมพวกเราจะได้พาแม่เข้าเมืองมณฑลไปรักษาอาการเจ็บขา”
หลินอันค่อนข้างแปลกใจเห็นได้ชัดว่าคาดไม่ถึงว่าจะได้ยินประโยคนี้จากปากสวีหว่านหนิง
อาการเจ็บขาของแม่เป็ความเ็ปของเขามาโดยตลอดแต่เงินเก็บทั้งหมดที่เขาสะสมมานานหลายปีถูกใช้จัดงานแต่งงานจนเกือบหมดแล้วแม่ปลอบใจเขาอยู่ตลอดว่าอาการไม่ร้ายแรงมากกอปรกับเขาเองก็ต้องทำงานในกองทหารที่อยู่ห่างไกลจากบ้าน เื่นี้จึงถูกผลัดออกไปเรื่อยๆ
แต่กระนั้นเขาเองก็วางแผนว่าจะพาแม่ไปหาหมอมาโดยตลอดด้วยเหตุนี้จึงแอบเก็บเงินเอาไว้เองด้วยจำนวนหนึ่ง
นึกไม่ถึงเลยว่าสวีหว่านหนิงที่คอยสร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัวจะเป็ฝ่ายพูดเื่นี้ออกมาก่อน
เห็นหลินอันนิ่งอึ้งไปสวีหว่านหนิงนึกว่าเขาลาหยุดยากจึงกล่าวว่า “ที่จริงคุณไม่จำเป็ต้องไปด้วยก็ได้หลักๆ เพราะเมืองมณฑลไกลจากที่นี่ แม่เดินเหินไม่สะดวก และต้องพาลูกๆสองคนไปด้วยกัน ฉันกลัวจะดูแลไม่ทั่วถึง แล้วเกิดเื่ผิดพลาดอะไรขึ้นมา”
ยุคนี้โจรลักพาตัวกำลังชุกชุมอีกทั้งยังไม่มีกล้องวงจรปิด ถ้าพวกเด็กๆ หายตัวไป มีโอกาสยากมากที่จะตามกลับมาได้
แม้เธอจะหลีกเลี่ยงจุดจบของต้าชุนกับเยาเม่ยที่ถูกนำไปขายเหมือนในนิยายได้สำเร็จแต่เธอห่วงว่าโลกในหนังสือจะมีความคิดเป็ของตัวเองและดัดแปลงปรับเปลี่ยนความไม่สมเหตุสมผลทั้งหมด ด้วยการทำให้เด็กทั้งสองคนหายตัวไปด้วยวิธีการอื่น
ดังนั้นเธอจะเสี่ยงไม่ได้
“เื่นี้ฉันจะจัดการเอง”
ได้ยินน้ำเสียงหนักแน่นของหลินอันแล้วสวีหว่านหนิงก็โล่งใจ
ต้าชุนกับเยาเม่ยนั่งสะลึมสะลืออยู่บนเก้าอี้
หลังแช่เท้าเสร็จสวีหว่านหนิงกับหลินอันก็อุ้มลูกทั้งสองคนกลับเข้าห้องนอน
เธอถอดเสื้อกันหนาวให้กับพวกเด็กๆหลังห่มผ้าเสร็จก็ย่องออกจากห้องอย่างเงียบงัน
กะละมังแช่เท้าหายไปแล้วบริเวณลานบ้านมีเสียงหลินอันกำลังเดินไปเดินมา เขาคงเอากะละมังไปเทน้ำทิ้ง
เธอเขินอยู่ไม่กี่วินาทีก่อนจะไปล้างหน้าแปรงฟัน
หลังกลับเข้าห้องมาเธอก็จุดตะเกียงน้ำมันแล้วเริ่มแกะกล่องพัสดุ
อย่างแรกที่เห็นคือเสื้อผ้าหลายชุด
สองชุดมีขนาดเล็กมันคือเสื้อกันหนาวบุใยนุ่นสีกรมท่ากับสีเหลืองเปลือกไข่บนเสื้อมีป้ายยี่ห้อห้างสรรพสินค้า ส่วนอีกชุดคือเสื้อคลุมขนสัตว์สีแดงพุทราดูจากแบบเสื้อแล้วน่าจะเป็ของแม่หลิน
นอกจากนี้ยังมีรองเท้าหนังเสริมส้นเล็กน้อยอีกสองคู่คู่หนึ่งสีขาว อีกคู่สีดำ แบบรองเท้าเป็แนวที่ร่างเดิมชอบ
สิ่งของที่เหลือคือขนบขบเคี้ยวหลากหลายประเภทที่ซื้อมาจากห้างสรรพสินค้าอีกกองใหญ่
และในกล่องพัสดุยังมีจดหมายอีกหนึ่งฉบับเป็ลายมือของพ่อสวี
ในจดหมายมีเขียนถึงเื่ที่เกิดขึ้นในครอบครัวสั้นๆส่วนที่เหลือคือทักทายถามไถ่สวีหว่านหนิงว่าสบายดีหรือไม่ พ่อสวียังกำชับด้วยว่าไว้อากาศอุ่นขึ้นแล้วจะต้องพาต้าชุนกับเยาเม่ยไปถ่ายรูปที่ร้านถ่ายรูปแล้วส่งกลับมาที่ปักกิ่งคุณตา คุณยาย และคุณลุงอีกสองคนของหลานๆ ตั้งตารออยากเห็นรูปของพวกเขา
เห็นลายเส้นที่ดูหนักแน่นเข้มแข็งของพ่อสวีแล้วสวีหว่านหนิงอดน้ำตาซึมไม่ได้
ร่างเดิมไม่เคยหวงแหนความอบอุ่นที่ครอบครัวส่งผ่านมาให้เลยสักนิดเพราะเธอเติบโตมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรักมาั้แ่เล็กจนโตความรักที่พ่อแม่และพี่ชายมอบให้เธอก็เหมือนกับอากาศที่วนเวียนอยู่รอบตัวเธอในทุก่เวลาของชีวิต
แต่สวีหว่านหนิงไม่เหมือนกันเธอเป็เด็กกำพร้า หลังจากนั้นถึงมีโอกาสได้รู้จักกับอาจารย์เพราะเส้นสายของอาจารย์ทำให้เธอรู้จักกับคุณปู่มากมายหลายท่าน
อาจารย์กับภรรยาและพวกคุณปู่ดีกับเธอมากทั้งยังถ่ายทอดวิชาความรู้มาให้เธอจนหมด เมื่อใดที่เธอเจอกับปัญหา พวกท่านมักจะให้ความช่วยเหลือเธอเสมอ
แต่อาจารย์กับพวกคุณปู่ล้วนมีทายาทและลูกหลานของตัวเองความรักที่พวกเขาเจียดมาให้เธอได้นั้นช่างน้อยนิดเหลือเกิน
เธอไม่เคยรับรู้ถึงความรักของคนในครอบครัวที่จริงใจและบริสุทธิ์เช่นนี้มาก่อน
แม้ว่ามันจะส่งผ่านมาทางกระดาษเขียนจดหมายแผ่นบางๆแต่เธอก็รับรู้มันได้
วินาทีนี้เองที่สวีหว่านหนิงรับรู้ได้ถึงความสมจริงของโลกใบนี้
หากการเข้ามาอยู่ในยุคสมัยนี้ทำให้เธอได้รับความรักของพ่อแม่และครอบครัวการทะลุมิติเข้ามาในนิยายคราวนี้ก็คุ้มค่าแล้ว!
ในซองจดหมายยังมีตั๋วต่างๆยัดเอาไว้จำนวนมาก
ไม่ว่าจะเป็ตั๋วธัญพืชตั๋วเนื้อ ตั๋วน้ำตาล ตั๋วผ้า รวมถึงตั๋วสินค้าอุตสาหกรรมทั้งหมดล้วนเป็ตั๋วที่ใช้ได้ทั่วประเทศ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากว่าจะแลกตั๋วเหล่านี้มาได้ต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหน
ตั๋วที่พ่อแม่และพี่ชายสองคนของสวีหว่านหนิงได้รับจัดสรรในแต่ละเดือนนั้นมีไม่มากเพราะฉะนั้นตั๋วเหล่านี้จึงเป็ตัวแทนของความรักที่ทุกคนในครอบครัวสวีมอบให้เธอ
ตระกูลสวีเป็ตระกูลใหญ่คุณปู่กับคุณย่ามีลูกชายสามคนกับลูกสาวอีกหนึ่งคนอาหญิงของเธออายุน้อยที่สุดในรุ่น แต่เรียนจบสูงที่สุดในบ้านเธอแต่งงานกับอาเขยที่เป็วิศวกรทั้งคู่พาลูกชายย้ายไปอยู่ต่างประเทศเมื่อหลายปีก่อน
แน่นอนว่าการไปต่างประเทศของพวกเขาผ่านความเห็นชอบของประเทศชาติแล้วมิเช่นนั้นเหตุการณ์ความวุ่นวาย [1] เมื่อหลายปีก่อนครอบครัวของเธอคงจะเดือดร้อนไปด้วย
ส่วนพ่อของสวีหว่านหนิงเป็ลูกคนที่สามเขายังมีพี่ชายอีกสองคน
[1]หมายถึง่การปฏิวัติทางวัฒนธรรมในปีค.ศ. 1966-1976