หลังจากที่เอลีสทุ่มเทเวลาในการทำสบู่จนเสร็จเรียบร้อย เธอก็ปล่อยให้สบู่ในแม่พิมพ์ค่อยๆ เซ็ตตัว เมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ส่วนผสมเริ่มแข็งตัวพอสมควร เธอจึงค่อยๆ แกะแม่พิมพ์ออกอย่างระมัดระวัง ใช้มีดคมตัดสบู่ออกเป็ชิ้นๆ ขนาดพอดีมือ แต่ละชิ้นมีความหนาและขนาดเท่ากัน เพื่อให้ใช้งานสะดวกและดูเรียบร้อย ชิ้นสบู่ที่ตัดออกมาแต่ละก้อนมีลวดลายเนียนละเอียดและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากน้ำมันหอมระเหยที่เธอผสมไว้
เมื่อสบู่ถูกตัดเป็ชิ้นแล้ว เอลีสรู้ดีว่าสบู่ยังไม่พร้อมใช้งานในทันที สบู่ในยุคนี้จำเป็ต้องผ่านกระบวนการ บ่ม เพื่อให้เนื้อสบู่แห้งและมีความแข็งที่เหมาะสม รวมถึงเพื่อให้สบู่มีคุณสมบัติที่ดีต่อผิวและมีฟองที่อ่อนนุ่มเมื่อใช้ เธอเลือกชั้นวางไม้ในห้องเก็บของ ซึ่งมีการระบายอากาศที่ดีและปราศจากแสงแดดโดยตรง ชั้นวางนี้มีช่องว่างเพียงพอให้สบู่แต่ละก้อนห่างกันเพื่อให้อากาศถ่ายเทรอบด้าน
เธอจัดเรียงสบู่แต่ละชิ้นบนชั้นวางไม้และเตรียมบ่มไว้เป็เวลา ประมาณ 4-6 สัปดาห์ การบ่มนี้จะช่วยให้สบู่แห้งพอเหมาะ ความชื้นที่ยังเหลืออยู่จะค่อยๆ ระเหยออก ทำให้สบู่มีความแข็งที่พอดีเมื่อใช้ ใน่เวลา 4-6 สัปดาห์นี้ เธอจะคอยพลิกสบู่กลับด้านสัปดาห์ละครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าแต่ละก้อนแห้งสม่ำเสมอทุกด้าน
เอลีสมองสบู่ที่จัดเรียงไว้ด้วยความพึงพอใจ กลิ่นหอมละมุนของลาเวนเดอร์และกุหลาบลอยฟุ้งเบาๆ เธอรู้สึกภูมิใจในผลงานที่ทำมาด้วยมือและทักษะของตัวเอง และคาดหวังว่าหลังจากสบู่ผ่านการบ่มอย่างสมบูรณ์แล้ว มันจะกลายเป็สินค้าที่สามารถนำไปต่อรองกับกาเบรียลได้
ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์หลังจากเริ่มบ่มสบู่ เอลีสใช้เวลาบาง่เล่นกับอเมลี ทั้งสองมักใช้เวลานั่งอ่านหนังสือภาพหรือเล่นตุ๊กตาด้วยกันในสวน ความผูกพันระหว่างแม่ลูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เอลีสรู้สึกอบอุ่นและเพลิดเพลินกับ่เวลาที่ได้ใช้กับลูกสาวอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน เธอสังเกตเห็นว่ากาเบรียลยังไม่มีทีท่าว่าจะออกเดินทางเหมือนที่เคยทำทุกครั้ง เขามักจะใช้เวลาอยู่ในห้องทำงานมากเป็พิเศษ ในยามเช้า เธอจะเห็นเขานั่งอ่านเอกสารหรือจดอะไรบางอย่างด้วยท่าทางครุ่นคิด ใบหน้าคมเข้มมักแฝงไปด้วยความเงียบขรึม เขาดูยุ่งอยู่กับการจัดการเอกสารและการทำบัญชีของร้านค้าทุกวัน
ใน่บ่าย บางครั้งกาเบรียลจะออกมาเดินสำรวจภายในบ้านหรือสวนหน้าบ้านอยู่บ้าง ก่อนจะกลับเข้าไปในห้องทำงานอีกครั้ง เอลีสรู้สึกสงสัยเล็กน้อย เพราะปกติแล้ว กาเบรียลมักจะใช้เวลาในบ้านไม่เกินสัปดาห์ แต่ครั้งนี้เขาดูตั้งใจและทุ่มเทกับงานมากกว่าปกติ และยังไม่มีวี่แววว่าจะเตรียมตัวเดินทาง
เมื่อเห็นโอกาสที่กาเบรียลยังอยู่ที่บ้านและใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องทำงาน เอลีสจึงตัดสินใจนำสบู่บางส่วนที่กำลังอยู่ในระหว่างการบ่มมาให้เขาลองดู แม้สบู่เหล่านี้ยังไม่สมบูรณ์ แต่เธออยากให้กาเบรียลได้เห็นและรับรู้ถึงคุณภาพและกลิ่นหอมที่เธอตั้งใจผสมลงไป
เธอถือสบู่ก้อนเล็กๆ ที่มีกลิ่นหอมละมุนของลาเวนเดอร์และกุหลาบไว้ในมือ เดินตรงไปยังห้องทำงานของกาเบรียล เธอเคาะประตูเบาๆ และหลังจากที่ได้ยินเสียงตอบรับอย่างสุขุมของเขา เอลีสจึงเปิดประตูเข้าไป กาเบรียลเงยหน้าขึ้นจากเอกสารบนโต๊ะ ใบหน้าของเขาดูสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย แต่ในดวงตาก็มีประกายแปลกใจเมื่อเห็นเอลีสเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับสบู่ในมือ
“กาเบรียล…” เอลีสเอ่ยเบาๆ ขณะที่เดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของเขา “ฉันมีอะไรบางอย่างที่อยากให้คุณลองดูค่ะ”
กาเบรียลมองสบู่ในมือของเธอและยื่นมือออกมารับ เขาพิจารณามันด้วยสายตาที่ละเอียด รอบคอบ กลิ่นหอมของลาเวนเดอร์และกุหลาบลอยขึ้นมาแตะจมูก ทำให้เขารับรู้ถึงความตั้งใจของเอลีสในทุกกระบวนการ
“นี่คือสบู่ที่ฉันทำเองค่ะ ฉันรู้ว่ายังบ่มไม่เสร็จดี แต่ฉันอยากให้คุณลองดู” เอลีสอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ฉันคิดว่า ถ้าสบู่บ่มเสร็จแล้ว เราอาจจะลองวางขายในร้านของคุณได้ ฉันอยากให้คุณช่วยพิจารณาดูว่ามันพอจะเหมาะสมกับการวางขายหรือไม่”
กาเบรียลเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังทบทวนคำพูดของเธอ เขาจับสบู่ก้อนนั้นไว้ในมือ มองลวดลายที่เนียนเรียบและกลิ่นหอมที่ติดปลายนิ้ว ดวงตาสีเทานั้นสะท้อนความพอใจและความสนใจที่ซ่อนอยู่เล็กน้อย
“กลิ่นของมันดีมาก” เขาพูดขึ้นเบาๆ “และถ้ามันบ่มเสร็จแล้วจริงๆ ผมคิดว่ามันน่าจะดึงดูดลูกค้าได้” เขาสบตาเธอพร้อมแววตาที่ฉายแววอ่อนโยนอย่างที่เอลีสไม่ค่อยได้เห็นนัก “คุณตั้งใจทำได้ดีทีเดียว”
เอลีสสูดลมหายใจเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ “ฉันคิดว่า… ถ้าสบู่นี้ได้วางขายในร้านของคุณ เราอาจแบ่งรายได้กันนะคะ ฉันขอส่วนแบ่ง 80 เปอร์เซ็นต์สำหรับค่าแรงและวัตถุดิบ ส่วนคุณจะได้ 20 เปอร์เซ็นต์สำหรับค่าใช้จ่ายในร้าน”
กาเบรียลเลิกคิ้วเล็กน้อยขณะที่ฟังข้อเสนอของเธอ เขานิ่งไปครู่หนึ่งและมองเธอด้วยสายตาที่ทั้งสงสัยและทึ่งเล็กๆ ราวกับว่าเขาไม่เคยเห็นเอลีสที่มั่นใจและมีความตั้งใจเช่นนี้มาก่อน ใบหน้าของเขาดูสงบและสุขุม เขาคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและเรียบนิ่งเช่นเคย
“เอลีส…” เขาเอ่ยชื่อของเธอเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่ปรากฏขึ้นบนมุมปาก “ร้านนี้…มันก็เหมือนเป็ของคุณด้วยเช่นกัน คุณไม่จำเป็ต้องแบ่งส่วนอะไรให้ผม ผมยินดีที่คุณใช้พื้นที่ของร้านสำหรับวางขายสบู่ของคุณ”
เอลีสเงียบไปเล็กน้อย ราวกับไม่คาดคิดถึงคำตอบนั้น เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นเล็กๆ ที่แทรกเข้ามาในใจจากคำพูดของเขา ความรู้สึกที่ว่าเขายินดีสนับสนุนเธอโดยไม่คิดถึงผลประโยชน์ตอบแทนใดๆ ทำให้เธอรู้สึกซาบซึ้งใจเป็พิเศษ
“คุณแน่ใจนะคะ?” เอลีสถามอย่างไม่แน่ใจ
กาเบรียลพยักหน้าและมองเธอด้วยสายตาที่จริงจังแต่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน “แน่ใจสิ เอลีส ผมยินดีให้คุณได้ทำในสิ่งที่คุณรัก และถ้ามันสำเร็จ ผมก็จะภูมิใจในความสำเร็จนั้นไปกับคุณ”
เอลีสยิ้มบางๆ และกล่าวขอบคุณกาเบรียลด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง ก่อนจะค่อยๆ หันหลังเดินออกจากห้องทำงานของเขา ขณะที่เธอกำลังจะออกจากห้อง สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นใบหน้าของกาเบรียลชัดเจนขึ้น เธอสังเกตเห็นแววตาที่อ่อนล้าและเครียดขรึม ซึ่งเธอไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน
ดวงตาสีเทาของเขาดูเหมือนจะหม่นลงเล็กน้อย ความเคร่งเครียดฉายชัดบนใบหน้าคมเข้ม ราวกับเขาแบกภาระและความกังวลบางอย่างไว้ แม้เขาจะรักษาท่าทีสงบนิ่ง แต่เธอก็สังเกตเห็นเส้นริ้วเล็กๆ รอบดวงตาและคิ้วที่ขมวดเล็กน้อย
เอลีสรู้สึกห่วงใยอย่างไม่รู้ตัว แต่เธอเพียงพยักหน้าเล็กน้อยให้เขาอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ ปิดประตูออกมา ปล่อยให้เขามีเวลาส่วนตัวอยู่กับความคิดและภาระงานของเขา
นอกจากการที่กาเบรียลอยู่บ้านนานกว่าปกติแล้ว เอลีสเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ รอบบ้านที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ สาวใช้และคนรับใช้ที่เคยเดินไปมาภายในบ้านค่อยๆ หายไป จนบางครั้งพื้นที่ในบ้านก็ดูเงียบเหงาผิดปกติ บรรยากาศที่เคยคึกคักในแต่ละวันกลับดูบางเบาและสงบจนน่าแปลกใจ
นอกจากนี้ ข้าวของบางชิ้นที่เคยจัดวางไว้อย่างประณีตในห้องรับแขกและห้องนั่งเล่นก็ดูเหมือนจะหายไปทีละเล็กทีละน้อย โดยเฉพาะของตกแต่งที่ดูมีมูลค่าและหายาก เช่น แจกันแก้วเจียระไน โคมไฟเล็กที่ประดับด้วยคริสตัล และนาฬิกาตั้งโต๊ะสุดหรู เธอจำได้ว่าข้าวของเหล่านี้เคยวางอยู่ในตำแหน่งเดิมมานาน และมักเป็สิ่งที่กาเบรียลใส่ใจจัดวางเสมอ