ท่านหมอใช้น้ำเกลือ ค่อยๆ ตัดผ้าหนาเป็นชั้นๆ นั้นออกแน่นอนว่าตะปูแหลมคมและเศษกระเบื้องจำนวนมากร่วงหล่นลงมาจากใต้ฝ่าเท้า
เยี่ยนเจาเจาไม่อยากเห็นนักว่าเท้าคู่นั้นเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างแค่นึกภาพในหัวก็รู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก แต่นางบังคับตนเองให้มอง
มีเพียงเห็นกับตาเท่านั้น จึงจะเตือนสติตนได้
หากไม่รู้วิธีต่อต้านวันหน้าเยี่ยนเจาเจาอาจถูกบีบให้มาถึงจุดนี้
แต่นางก็รู้สึกนับถือหยวนอีย่วนจริงๆ
สตรีผู้นี้ช่างบ้าระห่ำนัก!
ฆ่าศัตรูได้หนึ่งพัน ฝั่งตนสูญเสียไปแปดร้อย [1]
เยี่ยนเจาเจาอยู่ในอ้อมแขนของหนานหมิงเหอเมื่อสักครู่ ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวแต่บอกหนานหมิงเหอว่ารอยแผลเป็นบนร่างหยวนอีย่วนหนักหน่วงเกินไปมีทั้งรอยใหม่และรอยเก่านับไม่ถ้วน เห็นได้ชัดว่าสร้างขึ้นเองและเป็นระยะเวลานานแล้ว นางจะต้องวางแผนมานานมากแน่ๆ
ตามความเข้าใจของเยี่ยนเจาเจาที่มีต่อนายหญิงใหญ่นางไม่จำเป็นต้องทำร้ายร่างกายบุตรสาวอนุภรรยาที่มารดาจากไปแล้ว และไม่ได้รับความโปรดปรานจากบิดาเพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย!
ดังนั้นจึงเหลือเพียงเหตุผลเดียวนี่คือสิ่งที่หยวนอีย่วนกระทำด้วยมือตนเอง
เช่นเดียวกับรองเท้าเหล็กคู่นี้ด้วย
ตอนแรกนางใช้ความตายต่อรองไปแล้วนายหญิงใหญ่ต้องการแก้แค้นเพียงบ้านรองกับเยี่ยนเจาเจาเป็นหลักนางไม่มีทางบังคับหยวนอีย่วนให้รัดเท้าอย่างแน่นอน
อาจเพราะนางไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายในการเชิญท่านหมอดังนั้นแม้นางจะไม่หักนิ้วเท้าของตนเอง แต่เลือดกับตะปูขึ้นสนิมมากมายก็ปลอมแปลงไม่ได้อยู่ดี
และเพราะสภาพการณ์ทุกอย่างมันสมจริงกระแทกหน้าทุกคนอย่างจังตอนนายหญิงใหญ่ไม่อยู่ จึงทำให้ทุกคนตระหนักว่านายหญิงผู้ดูแลเรือนที่อดีตเปี่ยมคุณธรรมท่านนี้มีธาตุแท้อย่างไรได้อย่างน่าสลด
แม้เยี่ยนเจาเจาจะมองออกจนทะลุปรุโปร่งแต่ยังมีคนโง่งมในเรือนไม่น้อย และถูกนายหญิงใหญ่หลอกอยู่เยอะแยะ
คราวนี้นางอาจต้องการชีวิตของนายหญิงใหญ่ทำลายทุกสิ่งที่นางครอบครอง เยี่ยนเจาเจาลบการคาดเดาเกี่ยวกับนางครั้งก่อนไป
ยามนั้นนางนึกว่าคุณหนูหกหยวนอีย่วนฟ้องเรื่องนายหญิงใหญ่กับผู้อาวุโสหยวนมู่ เพราะนางถูกนายหญิงใหญ่บังคับรัดเท้า
ต่อมาคิดว่านางต้องการทำลายนายหญิงใหญ่ให้ย่อยยับทว่าตอนนี้พลันตระหนักว่าเรื่องราวไม่ได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น
จริงอยู่ว่าการฉุดนายหญิงใหญ่ลงมาเพื่อระบายความแค้นเป็นหนึ่งในเป้าหมายแต่ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายแน่นอน
หญิงสาวที่ลงมือหนักข้อกับตนเองเช่นนี้จะมายึดติดอยู่ที่เรือนหลังเล็กๆ เช่นนั้นหรือ?
เยี่ยนเจาเจามองในมุมของคนมีประสบการณ์ และรู้สึกว่านางเพียงใช้นายหญิงใหญ่หรือกระทั่งจวนสกุลหยวนกับผู้อาวุโสหยวนมู่เป็นกระดาน สำหรับกระโดดขึ้นไปไขว่คว้าบางสิ่งที่นางเอื้อมไม่ถึง
เยี่ยนเจาเจาไม่รู้ว่าของสิ่งนี้คืออะไร แต่นางรู้ว่าการเป็นศัตรูกับคนเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องจำเป็นและคงสร้างปัญหาอย่างน่าปวดหัวที่จัดการยากให้นางมากพอดู
อุปนิสัยและการกระทำของนางแตกต่างจากเยี่ยนเจาเจาอย่างสิ้นเชิงบรรยากาศรอบกายก็ต่างกัน คงไม่มีทางเป็นสหายกันได้แน่
เยี่ยนเจาเจาค่อนข้างมั่นใจและมีเหตุผลมากพอให้เชื่อว่าหยวนอีย่วนก็คิดเช่นเดียวกัน อย่างไรเสียก่อนหน้านี้หยวนอีย่วนก็ไม่เคยมาพบนางแม้แต่ครั้งเดียว
แต่จะกลายเป็นศัตรูกันหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์แล้วเยี่ยนเจาเจาหวังเพียงว่านางจะไม่ต้องอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสตรีอำมหิตและเจ้าแผนการเช่นนี้แม้ว่านางจะไม่ได้รู้สึกกลัวเลยก็ตาม
อย่างไรเสียใครบ้างที่ไม่อยากผ่อนคลายสบายใจ แล้วกระโดดเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาเล่า?
เยี่ยนเจาเจาครุ่นคิดในใจอย่างรวดเร็วแต่ยังมองความเคลื่อนไหวของท่านหมอตาไม่กะพริบและคิดเรื่อยเปื่อยว่าหากมีศัตรูรับมือยากเช่นนี้จริงๆจะสามารถอยู่ในสถานการณ์ที่เหนือกว่านางได้หรือไม่?
หลังท่านหมอตัดผ้าแต่ละชั้นออก น้ำก็เดือดพอดีเด็กรับใช้รีบยกมันเข้ามาท่านหมอใช้น้ำร้อนจัดล้างมีดและของอย่างอื่นในกล่องยาของเขาหนึ่งรอบ ก่อนจะราดด้วยสุราฤทธิ์แรงเพื่อฆ่าเชื้อ
จากนั้นหยิบยาหมาเฟ่ยส่าน [2]ที่เตรียมไว้ออกมาจากกล่องยาของตน บีบปากหยวนอีย่วนให้เปิดออกยัดยาเม็ดเข้าลำคอของนาง พอยาเริ่มออกฤทธิ์ ค่อยหยิบมีดด้านข้างขึ้นมา
เยี่ยนเจาเจาไม่เคยเห็นฉากเช่นนี้มาก่อน นางขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของหนานหมิงเหอหนานหมิงเหอไม่อยากให้นางเห็นเรื่องทำนองนี้ แต่นางกลับก้มศีรษะอย่างสงสัยใคร่รู้
หนานหมิงเหอจึงปิดตานาง ชั่วขณะถัดมาเยี่ยนเจาเจาก็ได้ยินเสียงมีดเฉือนเนื้อสด และเสียงกรีดร้องฉับพลันของเจินเจินและอ้ายอ้าย
เยี่ยนเจาเจาเดาว่าเนื้อบางส่วนบนฝ่าเท้าของหยวนอีย่วนตายแล้วท่านหมอเลยจำเป็นต้องเฉือนเนื้อตายออกจากเท้านาง
การคาดเดาของนางค่อนข้างถูกต้อง
แม้เจินเจินและอ้ายอ้ายไม่ค่อยคุ้นเคยกับน้องหญิงหกแต่พวกนางยังมีความสัมพันธ์พี่น้องที่ดีต่อกันดังนั้นท่านหมอที่ส่งคนไปตามจึงเก่งเป็นอันดับต้นๆ ในเมืองซูโจว
วันนี้เขาจึงเตรียมตัวมาพร้อม อุปกรณ์ต่างๆ ครบครันกระทั่งยาหมาเฟ่ยส่านที่กรรมวิธีซับซ้อนยังมีหรือขวดยาจินฉวงคุณภาพดีที่ราคาเทียบเท่ากับค่าครองชีพของครอบครัวร่ำรวยตลอดทั้งปีก็พกมาในกล่องยาของตนด้วย
ผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด และไม่ได้หลับตา
เขาตกใจกับโลหิตสีแดงสดจนผงะถอยหลัง รู้สึกปวดตุบๆ ที่ขมับ
เขารู้ว่าหยวนอีย่วนเขียนจดหมายหาเขาเพราะตนโดนนายหญิงใหญ่รัดเท้าแต่เขาไม่รู้ว่าการรัดเท้าจะเป็นเรื่องน่าสลดเช่นนี้
แม้นายหญิงผู้เฒ่าจะเป็นสตรีเท้าเล็ก แต่ตัวเขาก็ไม่เคยเห็นว่าเท้าผิดรูปหน้าตาเป็นอย่างไรเมื่อถอดออกมาจากรองเท้าปักเล็กๆนั่น และยิ่งไม่รู้ว่าเบื้องหลังท่วงท่าอ้อนแอ้นของสตรีจากปากปัญญาชน จะซ่อนความจริงอันโหดร้ายทารุณและน่าเวทนาเอาไว้
ความโกรธพุ่งขึ้นบนศีรษะของผู้อาวุโสหยวนมู่ เวลานี้ไม่ว่าจะมีแผนการชักใยอะไรเขาสำหรับผู้อาวุโสหยวนมู่นั้นไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
เขามองเห็นเลือดที่ไหลออกมาไม่หยุดจากร่างของหยวนอีย่วน มันชัดเจนและเป็นของจริงจนแทบไม่อยากจะเชื่อว่านายหญิงใหญ่ซึ่งเป็นคนจากเรือนหลังจะกระทำเรื่องไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีเยี่ยงนี้ได้!
ผู้อาวุโสหยวนมู่อยู่ข้างนอกตลอดเขาไม่เคยคิดว่าเรือนหลังของตนจะวุ่นวายเละเทะเพียงนี้
เขาคิดกระทั่งว่าหากบุตรสาวขององค์หญิงได้รับการดูแลเช่นนี้ด้วยเขามีหมื่นหัวก็คงมิอาจระงับโทสะของฝ่าบาทและองค์หญิงได้
ความกังวลและความกรุ่นโกรธทำผู้อาวุโสหยวนมู่เลือดขึ้นหน้าเขาตัวสั่นเทา ก่อนเรียกคนของตนเองเสียงเย็น “ไป ไปเรียกหลินซื่อมาพบข้า!”
นายหญิงใหญ่ยังไม่กลับมาเยี่ยนเจาเจารู้ว่านายหญิงผู้เฒ่าและนายหญิงใหญ่มาจากต้นตระกูลเดียวกันดังนั้นจึงเข้าใจทันทีว่าหลินซื่อก็คือนายหญิงผู้เฒ่าที่ยังนอนอยู่ในเรือน
ข้ารับใช้จากไปอย่างเร่งรีบ นายหญิงผู้เฒ่ายังคงอึดอัดไม่พอใจอยู่ในเรือนแต่กลับถูกบ่าวของนายท่านผู้เฒ่าเรียกออกมา
นางมิอาจเดินเร็วด้วยเท้าเล็กๆ คู่นั้นแต่บ่าวรู้ว่าความโกรธของนายท่านผู้เฒ่าไม่ใช่เรื่องล้อเล่นพวกเขาจึงนำเกี้ยวมาด้วย และยกนายหญิงผู้เฒ่าตรงไปยังโถงหลักจากห้องของนาง
ตอนนี้เอง ท่านหมอก็รักษาเท้าของหยวนอีย่วนเรียบร้อยแล้วกำลังรายงานสถานการณ์ให้ผู้อาวุโสหยวนมู่ฟัง
“...เนื้อเน่าเสียบนฝ่าเท้าถูกนำออกไปแล้ว ใส่ยาจินฉวงที่ดีที่สุดไว้อยู่วันหน้าหมอหญิงจากโรงหมอจะมาที่เรือนทุกวันเพื่อเปลี่ยนยาที่เท้าของคุณหนูขอรับ”
เสียงของผู้อาวุโสหยวนมู่เย็นเยียบราวกับมีก้อนน้ำแข็งร่วงลงมา
“เช่นนั้นเท้าของแม่หนูบ้านข้าจะเสียหายในอนาคตหรือไม่?”
“โชคดีที่เท้าของคุณหนูจวนท่านเล็กอยู่แล้ว อายุก็ไม่มากกระดูกเลยยังอ่อนอยู่ เมื่อครู่ข้าตรวจดู กระดูกเท้าทั้งสองข้างไม่มีความเสียหายใดนิ้วเท้าก็โดนหักไม่นาน ดัดให้ตรงเรียบร้อยแล้ว ต่อไปรักษาดีๆ ย่อมดีขึ้น”
นี่เป็นคำพูดเดิมๆ แต่ผู้อาวุโสหยวนมู่ก็เข้าใจและรู้ว่าเท้าของหลานสาวยังพอช่วยได้ จึงผ่อนลมหายใจลงโดยไม่รู้ตัว
ขณะนี้ พวกเยี่ยนเจาเจาโดนส่งกลับไปหมดแล้วเรื่องราวต่อไปไม่อาจปล่อยพวกนางเห็นและได้ยิน เพราะจะทำให้เหล่าผู้น้อยขวัญเสียเอา
หยวนอีย่วนโดนนายหญิงรองพากลับไปยังเรือนของนางพักกับเจินเจินและอ้ายอ้ายชั่วคราว ยามนี้บ้านใหญ่ดูราวกับภัยร้ายแรงในสายตาคนอื่นใครจะปล่อยให้หยวนอีย่วนแม่นางน้อยผู้น่าสงสารอยู่ที่นี่กัน
นายหญิงผู้เฒ่าโดนคนหามมาอย่างเร่งรีบตอนลงพื้นไม่ระวังวางแรงเกินไป แม้เท้าเล็กๆ ของนางไร้ความรู้สึกเกือบทั้งหมดแล้วแต่ยังร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดอยู่ดี
ผู้อาวุโสหยวนมู่หันกลับมาเห็นสภาพของนายหญิงผู้เฒ่าไฟโทสะที่ดับลงประมาณหนึ่งพลันลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
เขาเดินตรงเข้าไป เดิมอยากพูดบางอย่างสุดท้ายความเป็นสุภาพบุรุษของตนเองหยุดไว้ ทนแล้วทนอีกผ่านไปครู่ใหญ่ก็เอ่ยมาประโยคเดียว
“หลินซื่อ เจ้าเป็นสตรีรัดเท้าเล็กเหมือนกันไฉนจะไม่ทราบว่าการรัดเท้ามันเป็นเรื่องเจ็บปวดเพียงใดเหตุใดยังมองคุณหนูโดนทรมานเช่นนี้ได้หน้าตาเฉย? ลูกสะใภ้ของเจ้าก่อกรรมทำเข็ญเจ้าก็ตายไปแล้วหรือ!”
นายหญิงผู้เฒ่ารู้สึกน้อยใจเมื่อได้ยิน รอบกายไร้บ่าวไพร่นางจึงนั่งลงกับพื้นแล้วร้องไห้เช็ดน้ำตาทันที
“นายท่านผู้เฒ่า ข้าทำงานหนักเพื่อตระกูลเดิมเห็นว่าฉีจวิ้นอ๋องจะเลือกชายาให้ซื่อจื่อจึงเสนอแผนเช่นนี้ออกมา ไหนเลยข้าจะไม่รู้ว่าเหล่าคุณหนูรัดเท้านั้นทุกข์ทรมานแสนสาหัสนายท่านผู้เฒ่าอยู่ข้างนอก คงนึกไม่ถึงว่าสตรีเราอยู่ในบ้านกันลำบากเพียงใด!”
นายหญิงผู้เฒ่าร้องห่มร้องไห้ อึดอัดคับข้องใจอย่างยิ่ง
ท่านผู้อาวุโสหยวนมู่ผิดหวังหนักกว่าเดิมเขาอดนึกถึงภรรยาคนแรกที่ล่วงลับไปก่อนวัยอันควร ใจกึ่งเจ็บปวดกึ่งสิ้นหวัง
“เจ้ามันเลอะเลือนไปแล้ว! ฉีจวิ้นอ๋องซื่อจื่อดีร้ายอย่างไรก็เป็นบุรุษที่ต้องกินเบี้ยหวัดขุนนางยามนี้ราชสำนักไม่อนุญาตให้รัดเท้า กระทั่งสั่งห้ามสตรีตระกูลสูงศักดิ์รัดเท้าบอกข้าที จวิ้นอ๋องซื่อจื่อจะแต่งสตรีรัดเท้าเป็นชายาได้อย่างไร!”
เรื่องทำนองนี้ หากเป็นภรรยาคนแรกคงรู้ตั้งนานแล้วไฉนจะต้องให้เขาบอก
นายหญิงผู้เฒ่าได้ยินกลับไม่สนใจ เอาแต่ร้องไห้“นายท่านผู้เฒ่า ลูกสะใภ้เลอะเลือน ข้าไม่เข้าใจ...”
“นางเลอะเลือน เจ้าก็เลอะเลือนตามนางหรือ? ทั้งเมืองซูโจว สกุลหยวนของข้าเสียหน้าไปหมดแล้ว!”
ผู้อาวุโสหยวนมู่เข้มงวดเพื่อหวังให้ได้ดิบได้ดี
เขารู้สึกราวกับจะสำรอกเลือดที่คั่งค้างอยู่กลางอกและช่วงท้องออกมาแก้มสองข้างแดงก่ำความคิดที่เขาใคร่ครวญมานานหลายปีวนเวียนอยู่ในหัวของเขาอย่างบ้าคลั่ง
-------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ฆ่าศัตรูได้หนึ่งพัน ฝั่งตนสูญเสียไปแปดร้อยหมายถึง เหมือนจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามเจ็บหนัก สูญเสียมากแต่ฝ่ายตนเองก็เสียหายไปไม่น้อย
[2] ยาหมาเฟ่ยส่าน หมายถึง ยาระงับความรู้สึกชนิดรับประทานให้แก่คนไข้ก่อนผ่าตัดคล้ายกับยาชา