เสียงหวีดแหลมของสัญญาณเตือนภัยยังคงดังก้องสะท้อนระงมไปทั่วทั้งเขตตรอกอุตสาหกรรมร้าง แม้ว่ารอยแยกมิติสีฟ้าเข้มข้นของการ์เลนอส Class 4 ตนนั้นจะปิดฉากม้วนตัวหายไปในอากาศธาตุแล้วก็ตาม ทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษ V.I.F. ภาคพื้นดินหลายนายยังคงยืนเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อราวกับหินสลัก สีหน้าของแต่ละคนซีดเผือดไร้สีเื ไม่ต่างจากคนที่เพิ่งจะดิ้นรนรอดตายกลับมาจากขุมนรกโลกันตร์
“...Class 4 ที่มีสติปัญญางั้นเหรอ” “เื่บ้าอะไรกัน...นี่มันเกินกว่าข้อมูลที่บันทึกไว้ในฐานข้อมูลขององค์กรไปไกลแล้วนะ...”
เสียงพึมพำกระซิบกระซาบดังขึ้นในหมู่ทหารอย่างหวาดหวั่นและเสียขวัญ ทว่า โรซาเลียยังคงยืนทรงตัวสงบนิ่งท่ามกลางแรงกดดันอันหนักอึ้งที่ทิ้งทับลงมา ดวงตาสีม่วงคู่งามที่แสนเย็นเฉียบของเธอจับจ้องไปยังพิกัดจุดที่ชายหนุ่มผมขาวลึกลับคนนั้นสลายตัวหายไปอย่างไม่วางตา
“รายงานความเสียหายทั้งหมดมาเดี๋ยวนี้” เธอเอ่ยสั่งการเสียงเรียบต่ำนุ่มลึก
“ระบบสื่อสารและเครือข่ายหลักของหน่วยภาคพื้นดินถูกทำลายเกือบทั้งหมดครับผู้การ!” ทหารฝ่ายสารสนเทศรีบก้าวออกมารายงานด้วยท่าทีลนลาน “โดรนรบลาดตระเวนทางอากาศเสียหายไปถึง 82%! และที่สำคัญ...สนามคลื่นพลังงาน EMP เมื่อครู่ะเิตัวรุนแรงจนสามารถทะลุผ่านระบบเกราะป้องกันพลังงานหนาแน่นของยาน Orca ลงมาได้บางส่วนครับ—”
โรซาเลียหรี่ดวงตาลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด...ทะลุเกราะป้องกันสูงสุดของ Orca ได้งั้นเหรอ...แค่มูลเหตุเพียงข้อเดียวนี้ก็มากพอที่จะอธิบายให้เห็นภาพได้แล้วว่า ศัตรูในคราบมนุษย์เรือนผมสีขาวที่เพิ่งเผชิญหน้าไปเมื่อครู่นั้น มีระดับความอันตรายและน่าสะพรึงกลัวมากขนาดไหน
ฟุ่บ...
ในวินาทีนั้นเอง เปลวไฟวินาศภัยสีแดงทองรอบกายของรินเริ่มคลายความร้อนและสลายตัวลงอย่างช้าๆ ก่อนที่ชุดเกราะรบลีซิลนอสสีชาดจะค่อยๆ แตกร้าวสลายกลายเป็ละอองแสงสีแดงระยิบระยับลอยหายลับไปกับชั้นบรรยากาศ ทันทีที่เครื่องพันธนาการแห่งพลังงานหลุดออก ร่างของเด็กสาวผมแดงก็หมดเรี่ยวแรงพลันร่วงทรุดฮวบลงสู่พื้นทันที
“ริน!!”
โรเชลล์ที่เฝ้ามองอยู่รีบพุ่งตัวเข้าไปโอบประคองร่างของเพื่อนสนิทเอาไว้ได้ทันท่วงที สีหน้าของลูกคุณหนูสาวเต็มไปด้วยความใกลัว รินหอบหายใจเข้าออกอย่างยากลำบาก ผิวหน้าและริมฝีปากซีดเซียวราวกับว่าพลังชีวิตและหยาดโลหิตในร่างกายถูกสูบรีดออกไปจนเกือบหมดสิ้นจากการฝืนใช้สภาพ EW
โรซาเลียก้าวเท้าเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้าของเด็กสาวทั้งสองคน ก่อนจะยกเรียวนิ้วขึ้นกดปุ่มอุปกรณ์สื่อสารไร้สายที่ข้างใบหู
“ส่งทีมแพทย์ฉุกเฉินและหน่วยเคลื่อนย้ายลงมาด้านล่างเดี๋ยวนี้...และเตรียมจัดตั้งห้องกักกันระดับพิเศษบน Orca เอาไว้ด้วย” “รับทราบครับท่านผู้บังคับการ”
ทันใดนั้นเอง—วืดดดดด—!! แสงไฟสปอตไลท์ส่องสว่างสีฟ้าครามจาก้าดาดฟ้ายานสาดส่องลงมายังพื้นที่เบื้องล่างอีกครั้ง หลังจากระบบพลังงานสำรองของยานรบั์เริ่มกลับมาทำงานได้เป็ปกติ เหนือศีรษะของทุกคน ยานรบลอยฟ้า ORCA - 01 ยังคงลอยตระหง่านบดบังแผ่นฟ้าและแสงดาวในยามค่ำคืนอย่างน่าเกรงขามดุจสัตว์ร้ายแห่งท้องทะเลลึก
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง... ณ ภายในห้องศูนย์บัญชาการและสะพานเดินเรือหลักของยาน Orca
เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินดังระงมต่อเนื่องเป็จังหวะอย่างไม่ยอมหยุดหย่อน หน้าจอมอนิเตอร์โฮโลแกรมสามมิตินับสิบกำลังประมวลผลแสดงข้อมูลความเสียหายของระบบ และค่าพลังงานมิติที่ผันผวนผิดปกติทั่วทั้งเขตมหานครโครเนแซนเดรีย เหล่าเ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคและพลทหารประจำตำแหน่งต่างกำลังรัวนิ้วลงบนแผงควบคุมทำงานกันอย่างเร่งรีบแข่งกับเวลา
ทว่า ณ ใจกลางห้องบัญชาการอันวุ่นวาย ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กำยำในชุดเครื่องแบบนายทหารสีดำกรมท่าสนิทกำลังยืนกอดอก ทอดสายตามองดูข้อมูลกราฟพลังงานบนหน้าจอหลักด้วยแววตาที่เคร่งเครียดและลึกล้ำ เรือนผมสีดำเข้มของเขาถูกรวบจัดแต่งทรงไว้อย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย ดวงตาสีเทาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวแฝงไปด้วยแรงกดดันของผู้นำอันเป็สัญชาตญาณติดตัวมาแต่กำเนิด
เขาคือ กัปตันโรเบิร์ซ แบล็ค ซิมเมอร์ หรือชื่อรหัสที่เ้าหน้าที่และทุกคนบนเรือรบั์ลำนี้เรียกขานกันจนติดปาก—“กัปตันแบล็คเบิร์ด”
“สรุปสถานการณ์ทวิภาคพื้นดินมาให้ผมฟังซิ” เขาเอ่ยปากสั่งเสียงทุ้มต่ำเรียบนิ่งชวนให้ยำเกรง
เ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์ระบบรีบหันกลับมาเอ่ยรายงานทันควัน “ตรวจพบคลื่นความถี่พลังงานของการ์เลนอสระดับสูงไม่ทราบประเภทครับกัปตัน! และที่น่ากลัวกว่านั้น...มีคลื่นพลังงานแปลกประหลาดอีกชนิดหนึ่งปะทุขึ้นมา ซึ่งเป็พลังงานที่ไม่เคยมีปรากฏในฐานข้อมูลระบบของ V.I.F. มาก่อนเลยในประวัติศาสตร์...”
บนหน้าจอหลักขนาดใหญ่พลันแปรเปลี่ยนแอนิเมชัน ปรากฏภาพเปรียบเทียบคลื่นพลังงานสองสาย สายหนึ่งคือคลื่นสีแดงส้มทองอันร้อนแรงของรินที่กำลังเคียงคู่และปะทะหักล้างอยู่กับคลื่นพลังงานสีน้ำเงินเข้มลึกลับของชายปริศนาผมขาว แบล็คเบิร์ดจ้องมองภาพโครงสร้างโมเลกุลพลังงานนั้นนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
“ผู้เกราะลีซิลนอสคนใหม่สินะ...” น้ำเสียงทุ้มของกัปตันใหญ่ไม่ได้เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวเหมือนทหารคนอื่นๆ ทว่าแววตาคู่นั้นกลับประกายความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายกับการกำลังสนใจในตัวหมากชิ้นใหม่นี้อย่างปิดไม่มิด
ทันใดนั้นเอง— เสียงประตูอัตโนมัติของห้องบัญชาการเลื่อนเปิดออก
หญิงสาวชาวญี่ปุ่นเรือนผมสีดำขลับยาวสลวยในชุดยูนิฟอร์มเครื่องแบบรบสีขาวสลับดำก้าวเท้าเดินเข้ามาด้านใน พร้อมกับดาบซามูไรคาตานะเล่มงามที่ถูกเหน็บไว้ที่ข้างเอวอย่างทะมัดทะแมง
“เฮ้อ...ได้ยินว่าสถานการณ์ข้างล่างตรอกนั่นวุ่นวายขายปลาช่อนหนักมากเลยนี่นาคะ กัปตัน~” ซาอิกิ อายาโกะ เอ่ยทักทายพร้อมส่งรอยยิ้มสดใสแป้นแล้นอันเป็เอกลักษณ์ประจำตัวมาให้เหมือนเช่นทุกครั้ง ทว่าเมื่อดวงตาของเธอตวัดไปมองเห็นแผนภูมิข้อมูลพลังงานบนหน้าจอมอนิเตอร์หลัก สีหน้าท่าทางขี้เล่นของเธอก็พลันแปรเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นมาในทันที “...เดี๋ยวก่อนนะ”
“คลื่นความหนาแน่นมิตินี่มัน...”
“ใช่” แบล็คเบิร์ดเอ่ยตอบสั้นๆ ตัดบท “มีข้อมูลยืนยันว่ามี Class 4 ปรากฏตัวขึ้นในสมรภูมิเบื้องล่าง”
“หาาาา!? เื่จริงหรอคะ!?” อายาโกะเบิกตากว้างเท่าไข่หานด้วยความช็อก
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง สุ้มเสียงหวานเ็าแฝงความหยิ่งทระนงก็ดังแทรกขึ้นมาจากอีกด้านของห้อง “ส่งเสียงหนวกหูจังเลยนะ อายาโกะ”
หญิงสาวเรือนผมสีบลอนด์ทองสว่างสลวยในชุดเสื้อโค้ตตัวยาวสีขาวสะอาดสะอ้าน เดินถืออาวุธปืนไรเฟิลซุ่มยิงสไนเปอร์พลังงานความยาวพิเศษเข้ามาในห้องบัญชาการอย่างสง่างามดุจผู้ดีกษัตริย์ เธอคือ โอลิเวีย เอ็มม่า หญิงสาวปรายสายตาคมมองอายาโกะด้วยรอยยิ้มหยันบางๆ ที่มุมปาก “ช่วยทำตัวให้มันสมกับเป็เ้าหน้าที่ปฏิบัติการระดับ 4 ขององค์กรเราหน่อยจะได้ไหมคะ?”
“หาา~? แล้วใครใช้ให้เธอมาเสนอหน้าพูดจาสั่งสอนฉันมิทราบยะ ยัยคุณหญิงอังกฤษตกยาก!”
“อย่างน้อยที่สุด...ตัวฉันก็ไม่ได้ส่งเสียงโวยวายเสียงดังเหมือนพวกลิงปืนไฟตอนเจอเื่ตื่นเต้นหรอกค่ะ”
“หน็อย...ยัยนี่!!”
“พอได้แล้วพวกเธอสองคน หยุดไร้สาระกันสักที” เสียงเรียบเฉียบพลันดังแทรกตัดบทาฝีปากลงทันควัน
หญิงสาวร่างสูงโปร่งเรือนผมสีเงินยาวสลวยในชุดเกราะรบสีดำทมิฬเข้มก้าวเท้าเดินเข้ามาในสะพานเดินเรือ พร้อมกับแผ่รังสีและแรงกดดันอันเงียบงันปานผืนน้ำแข็งขั้วโลก ซึ่งทรงพลังมากพอที่จะทำให้บรรยากาศรอบด้านที่เคยโกลาหลสงบเงียบลงในทันตาเห็น เธอคือ ทันย่า จูเลีย แคทอรีน หัวหน้าหน่วยหน้าแนวระดับตำนานของหน่วย Vanguard และทางด้านหลังของเธอ มีหญิงสาวเรือนผมสั้นสีน้ำตาลเข้มอีกคนหนึ่งเดินตามเข้ามาเงียบๆ พลางก้มหน้าเช็กข้อมูลบนหน้าจอแท็บเล็ตในมือ เธอคือ อาเลีย เมดิสัน รองหัวหน้าหน่วย
“ทีมภาคพื้นดินรายงานแจ้งเข้ามาว่าโรซาเลียกำลังควบคุมตัวและนำพาร่างของผู้ลีซิลนอสขึ้นมาบนยานแล้วค่ะ” เมดิสันเอ่ยรายงานความคืบหน้า
กัปตันแบล็คเบิร์ดพยักหน้ารับทราบช้าๆ ก่อนที่สายตาของเขาจะหันกลับไปจับจ้องมองที่หน้าจอภาพมอนิเตอร์อีกครั้ง ภาพถ่ายใบหน้าของเด็กสาวนามว่า ริน อาซากิ ปรากฏเด่นหราอยู่บนจอหลัก พร้อมข้อมูลสัญญาณพลังงานชีวะที่ยังคงพุ่งทะยานสูงเกินขีดจำกัดมนุษย์ทั่วไป
โรซาเลีย (ผู้การเอเลน่า) ก้าวเท้าเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าของสองสาว ก่อนจะทอดสายตาจ้องมองดูอาการของรินด้วยแววตาที่เย็นเฉียบทว่าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด “สภาพร่างกายของเธอในตอนนี้ไม่ปกติแล้ว... ถ้ายังขืนปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ แกนพลังงานวีโอสโตนของลีซิลนอสในตัวเธออาจจะเกิดสภาวะโอเวอร์โหลดจนคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีกครั้ง”
เธอไม่รอช้ารีบใช้นิ้วเรียวกดปุ่มสื่อสารไร้สายข้างใบหูเพื่อสั่งการทันที “ส่งหน่วยแพทย์ฉุกเฉินระดับสูงลงมาภาคพื้นดินด่วน... แล้วเตรียมเปิดใช้งานลิฟต์ระบบแรงดึงดูดลำเลียงเป้าหมายเข้าสู่ ORCA ทันที”
“รับทราบครับ ผู้การโรซาเลีย”
เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา— วืดดดดด——!!
ยานพาหนะลำเลียงพล VTOL สีดำสนิทลำหนึ่งค่อยๆ ร่อนเพดานบินลดระดับลงมายังพื้นที่ด้านล่าง แรงลมมหาศาลจากใบพัดเครื่องยนต์พัดกระหน่ำจนเศษเถ้าถ่านสีดำและควันไฟปลิวว่อนกระจายทั่วทั้งบริเวณ ประตูเหล็กบานสไลด์ด้านข้างของตัวยานเปิดออก พร้อมกับเ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ชั้นนำในชุดเครื่องแบบป้องกันรังสีและพลังงานมิติรีบวิ่งกรูกันลงมาพร้อมอุปกรณ์ครบมือ
“ตรวจพบอุณหภูมิในร่างกายของเป้าหมายสูงเกินขีดจำกัดมนุษย์ทั่วไป!” “คลื่นพลังงานชีวะในตัวเธอยังคงแกว่งตัวและผันผวนอย่างรุนแรงครับ!”
รินพยายามจะขยับขาและดันตัวลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง ทว่าร่างกายที่บอบช้ำกลับไร้ซึ้งเรี่ยวแรงส่งผลให้เธอเกือบจะทรุดล้มลงไปกองกับพื้นอีกคำรบ
ทว่าในวินาทีนั้นเอง—หมับ
ฝ่ามือเรียวภายใต้ถุงมือหนังอันอบอุ่นข้างหนึ่งได้ยื่นเข้ามาช่วยจับประคองลาดไหล่ของเธอเอาไว้ได้อย่างมั่นคง รินชะงักงันไปเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะค่อยๆ เงยใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อขึ้นมอง
ผู้บังคับการสาว โรซาเลีย วาเลนเซีย กำลังยืนอยู่เคียงข้างเธอ
“ไม่จำเป็ต้องฝืนพยายามแสดงความแข็งแกร่งในตอนนี้หรอก” โรซาเลียเอ่ยคำพูดพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กสาว “เพราะั้แ่วันนี้และค่ำคืนนี้เป็ต้นไป...วิถีชีวิตอันแสนสงบสุขและธรรมดาของเธอ...จะไม่มีวันหมุนกลับไปเป็เหมือนเดิมอีกแล้ว”
น้ำเสียงของหญิงสาวผมเงินผู้คุมหน่วยยังคงราบเรียบและเ็าเช่นเดิม ทว่าในส่วนลึกของแววตาคู่นั้นกลับแฝงไปด้วยกระแสความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายกับความเห็นอกเห็นใจอยู่ลึกๆ
โรเชลล์มองดูการกระทำของคนรอบข้างด้วยความสับสนและหวาดระแวงอย่างปิดไม่มิด “เดี๋ยวก่อน...แล้วพวกคุณกำลังจะพาพวกเราไปที่ไหนกันแน่...?”
โรซาเลียเบือนหน้ากลับมาตอบคำถามเพียงสั้นๆ ทว่าทรงพลัง “...ไปยังสถานที่ที่จะให้คำตอบทุกสิ่งทุกอย่างแก่เธอ”
หลังสิ้นคำประกาศเด็ดขาด เ้าหน้าที่ V.I.F. หลายคนเริ่มช่วยกันพาร่างของรินขึ้นไปนอนสลบไสลอยู่บนเปลสนามพลังงานลอยตัว ก่อนจะทำการเคลื่อนย้ายร่างของเธอเข้าสู่ภายในห้องโดยสารของยานลำเลียง VTOL อย่างระมัดระวังระดับสูงสุด โดยมีโรเชลล์รีบก้าวเท้าเดินตามขึ้นไปติดๆ ด้วยสีหน้าท่าทางที่เป็กังวลและคอยจับมือเพื่อนสนิทไว้แน่น
ภายในยานลำเลียงพลอันทันสมัย บรรยากาศอบอวลไปด้วยความเงียบงัน วังเวง และแรงกดดันอันน่าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง รินนั่งพิงแผ่นหลังอยู่กับผนังห้องโดยสารโลหิต พลางทอดสายตาอันเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกใส
ภาพทัศนียภาพของแสงไฟนีออนระยิบระยับจากมหานครโครเนแซนเดรียยามค่ำคืนค่อยๆ ลอยห่างไกลและเล็กลงเรื่อยๆ ตามเพดานบินที่สูงขึ้น
ก่อนที่ในเวลาต่อมา เงาโลหะทมิฬขนาดโตมโหฬารจนน่ากลัวของสิ่งก่อสร้างเหนือน่านฟ้าจะเคลื่อนตัวเข้ามาบดบังทัศนียภาพของเมืองหลวงเบื้องล่างจนหมดสิ้น
ยานรบป้อมปราการลอยฟ้าขนาดมหาศาลที่จอดลอยลำตระหง่านอย่างสง่างามและน่าเกรงขามอยู่เหนือชั้นกลุ่มเมฆาทมิฬ เปรียบเสมือนป้อมปราการาเหล็กกล้าแห่งอนาคตที่ไร้เทียมทาน แสงไฟเรืองรองสีฟ้าครามจากเครื่องยนต์ขับเคลื่อนควอนตั้มส่องแสงสะท้อนผ่านเข้ามาในดวงตาสีแดงทองที่เริ่มอ่อนล้าของรินอย่างเงียบเชียบ
และในวินาทีนั้นเอง...เด็กสาวผมแดงก็เริ่มตระหนักและเข้าใจถึงความจริงอันโหดร้ายได้อย่างแท้จริง
ว่าค่ำคืนแห่งโชคชะตาที่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอแปรเปลี่ยนไปตลอดกาล...มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และพายุลูกใหญ่ที่แท้จริงกำลังรอคอยเธออยู่เบื้องหน้า
[จบตอนที่ 7 — กัปตันแบล็คเบิร์ด]