ข้าเป็นคุณนายหรือพ่อบ้านกันแน่

    บทที่ 35 อาวุธสงคราม 3


             

             

             

            ชีวิตที่เปี่ยมด้วยความสุข ปราศจากทุกข์ไม่ควรถูกนิยามว่าชีวิต

             

             

            เหรินซวงอิ๋นคิดผิดที่ให้ลูกน้องไปรับงานของคุณชายจ้าวสามีจะให้เขาไปรับค่าจ้างด้วยตัวเอง หากไม่ไปก็หมายความว่าไม่ให้เกียรติเขาอีกเดี๋ยวต้องรับงานใหญ่ของเขา แต่ไปก็ไม่ได้คราวนี้จ้าวจิงถิงมีสติไม่ได้ถูกพิษตะขาบ ขืนไปเขาต้องจับได้แน่

            ไหนจะเรื่องอี๋นั่วอีกทำไมตายง่ายแบบนี้นะ นี่เขารับเด็กมาเป็นภาระใช่หรือไม่คิดแล้วก็มองไปทางอี๋ฮุ้ยเป้ยกวักมือเรียกเด็กคนนั้นมาหา

            “ฮุ้ยเป้ยมานี่มา”

            คนของมู่ถังซินตามหาเด็กชนิดพลิกเกาะยูจินได้คงทำไปแล้วเลยยังขึ้นฝั่งไปฝากกับหัวหน้าสี่ไม่ได้อี๋ฮุ้ยเป้ยช่วงนี้จึงถูกเลี้ยงโดยหัวหน้าห้า เขาเป็นคนช่วยเด็กมาพูดได้ว่าสนิทกว่าใคร

            “นายเรียกผมเหรอครับ” อายุแค่นี้แต่รู้จักมารยาท และรู้ว่าใครเล่นด้วยได้ ใครต้องสุภาพดูไปแล้วก็คล้ายเห็นตัวเองในอดีตชาติ

            “นั่งลงก่อน เราต้องคุยกัน” เด็กคนนั้นปีนขึ้นเก้าอี้ นั่งหลังตรงมองกลับมาตาแป๋วในโถงนั่งเล่นตอนนี้มีเพียงแค่พวกเขาสองคน เหรินซวงอิ๋นยังตัดสินใจไม่ได้จะเอายังไงต่อกับเด็กกำพร้าคนนี้ดี

            “อายุเท่าไหร่แล้ว”

            “เดือนหน้าถึงจะเจ็ดขวบครับ” ท่าทีมีแววเฉลียวฉลาด ตอนเหรินซวงอิ๋นหกขวบเขาทำอะไรอยู่นะอดีตพ่อบ้านนึกย้อนไป อ๋อ..เรียนมารยาทของบ่าวทุกระดับ

            “นายครับ ลุงห้าบอกว่าผมจะได้เจอพี่ชายแต่นี่ก็หลายวันมาแล้ว เมื่อไหร่พี่ชายจะมาหาผมสักที” เด็กน้อยรวบรวมความกล้าถามออกไป

            “ฮุ้ยเป้ยตอนนี้ พี่ชายของเธอ...”

            เป็นเรื่องยากจริงๆที่จะบอกข่าวร้ายกับเด็กอายุแค่นี้ ตอนที่พ่อจากไปกะทันหัน เขาอายุสิบห้านับว่าโตกว่านี้มาก ยังจำได้ว่าสะเทือนใจแค่ไหน

            จู่ๆร่มคันใหญ่ที่บังแดดบังฝนให้ได้อุ่นใจ ก็หายไปตลอดกาลในหัวใจหนาวเหน็บและเจ็บปวดเกินยิ่งนัก แต่ตอนนั้นแม้แต่จะนั่งเงียบซึมซับความเศร้าก็ยังทำไม่ได้เพราะมีงานใหญ่รอให้รับช่วงต่ออยู่

             

             

            “???” เด็กน้อยรอฟังไม่ไหวก็เร่งให้เขาพูดต่อให้จบ“พี่ชายเป็นอะไรไปครับ หรือว่าลุงมู่ใช้ให้เขาไปทำงานที่ไกลๆ”

            “พ่อแม่ของพวกเธอไปไหนแล้ว”

            เด็กน้อยก้มหน้าตอบ “ตายไปแล้วครับ”

            “เธอเสียใจหรือเปล่า”

            “ไม่รู้สิครับผมมีพี่อี๋นั่วอยู่ด้วยตลอด”

             

             

            เหรินซวงอิ๋นประคองสองแก้มของอี๋ฮุ้ยเป้ยให้สบตากับตน

             

             

            “ฟังนะ คนเราต้องอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ทุกคนนอกจากเราก็คือคนอื่น ไม่มีใครอยู่กับเราได้ตลอดไป จำไว้ว่าต่อให้เหลือแค่เธอบนโลก ก็ต้องหาทางรอดให้เจอ”

            แววตาสั่นไหวเช่นนี้คิดว่าเด็กคงพอเดาความหมายได้แล้ว “พี่ชาย...ตายแล้วเหรอครับ”

            เหรินซวงอิ๋นลูบเส้นผมที่สั้นจนติดหนังหัวเขาเหมือนเจ้าแม่นน้อยหลงทางตัวหนึ่ง เป้ยเป้ยหันไปมองด้านข้าง สองตาเริ่มแดงก่ำแต่พยายามกลั้นมันเอาไว้

            อายุแค่นี้ก็ความอดทนเป็นเลิศแล้ว โตขึ้นต้องยิ่งใหญ่ได้แน่

             

             

            “เสียใจก็ร้องออกมา” หลังจากคำอนุญาต เด็กชายก็เริ่มอ่อนแอ สะอึกสะอื้นแรงขึ้นเรื่อยๆสุดท้ายก็กลายเป็นเสียงร้องไห้โฮ ดังออกไปถึงนอกโถงพยัคฆ์เร้นกายที่อยู่แถวนั้นล้วนได้ยิน ต่างก็รู้สึกเวทนาต่อโชคชะตาของอี๋ฮุ้ยเป้ยเด็กน้อยที่กำพร้าพ่อแม่ เติบโตมากับพี่ชายที่ใช้ความเจ็บปวดของร่างกายแลกเงินวันๆ เห็นแต่การต่อสู้ที่โหดร้าย หากไม่มีใครช่วยออกมาปล่อยให้มู่ถังซินเป็นคนเลี้ยงดูไม่กล้าคิดเลยว่าเจ้าผีมู่จะเอาอะไรยัดใส่หัวเด็กบ้าง

            รออยู่นานจนเสียงร้องเหลือเพียงเสียงสะอื้นเหรินซวงอิ๋นคลายวงแขนที่กอดเด็กออก “สักวันพวกเราทุกคนก็ต้องตายแค่พี่ชายของเธอไปก่อนเท่านั้นเอง”

            อี๋ฮุ้ยเป้ยเงยหน้าที่เปื้อนน้ำตาขึ้นตอบเป็นคำๆ ทั้งที่ยังหยุดสะอื้นไม่ได้ “ผมจะ...แก้...แค้นให้พี่ชายฮึ่กกก ขะ..เขา..ตายเพราะ...ฮึก...ลุงมู่....ใช่...ไหม”

            ความแค้นก็เหมือนมีหนี้ต้องไปเก็บเด็กคนนี้กล้าหาญ และรู้จักคำว่าแก้แค้นเหรินซวงอิ๋นเปลี่ยนความคิดที่จะยกเด็กให้คนอื่น

            “แน่ใจเหรอว่าจะทำ”

            “อือ..”

            “รู้เหรอว่าแก้แค้นคืออะไร”

            เด็กตัวผอมสะอื้นจนไหล่สั่น “ต้องทำให้เขาตายเหมือนพี่..ชาย..ฮึกก”

            “แต่ตอนนี้มู่ถังซินตายไปแล้วเหมือนกันนะ”

             

             

            อี๋ฮุ้ยเป้ยสับสนงั้นเขาจะมีชีวิตต่อเพื่ออะไร ใครจะเลี้ยงดูเขาล่ะ ลุงห้าและลุงคนอื่นใจดีก็จริงแต่ว่าก็เป็นคนอื่นที่พึ่งรู้จักจะฝากชีวิตไว้ได้จริงหรือ

             

             

            ตอนที่กำลังเคว้งคว้างอย่างที่สุดนั้นกลับมีแรงกอดโอบรอบตัวเขา แผ่ไออุ่นเข้ามาประโลมหัวใจที่เปียกปอนให้หนาวเย็นน้อยลงเสียงอ่อนโยนดังขึ้น

            “ต่อไปเธออยู่ที่นี่เป็นคนของพยัคฆ์เร้นกาย ใช้ชีวิตให้ดี ไม่ให้พี่ชายเป็นห่วง..เถอะนะ”

            “พะ..พยัคฆ์เร้นกายงั้นเหรอครับแต่ผมยังเด็ก จะช่วยอะไรคุณได้”

            “เด็กโง่” เหรินซวงอิ๋นลูบแผ่นหลังเล็กบางของเขาไปมาจนแรงสะอื้นทุเลาลง “ไม่มีใครเด็กไปตลอด ไม่นานเธอก็ต้องโตตอนนี้ตั้งใจเรียนรู้สิ่งที่ฉันสอนก็พอ”

            “ผมต้องต่อสู้เหมือนพี่ชายไหมครับ”

            “ทำไม กลัวเหรอ”

             

             

            ใช่แล้วเด็กตัวแค่นี้ก็ต้องรู้สึกกลัวเป็นธรรมดา

             

             

            เพียงแต่..

             

             

            “ไม่ครับ แค่ไม่อยากอยู่ที่สนามต่อสู้”

            “อีกหน่อยเราจะสร้างสำนักให้ใหญ่และสวยกว่านี้ ไม่มีอะไรเหมือนสนามต่อสู้นั่นหรอก ชีวิตที่ฉันจะให้เธออาจต้องเหนื่อยมากและไม่ง่ายนัก แต่ฉันรับประกันว่า เธอจะสบายใจกว่าเมื่อก่อนที่นี่ไม่มีใครทำร้ายเธอแน่นอน”

            “ผมมีเรื่องขอร้อง ได้ไหมครับ”

            “ว่ามา”

            “ช่วยเอาพี่ชายมาฝังไว้ใกล้ๆ นะครับได้โปรด”

             

             

            เหรินซวงอิ๋นยิ้มแล้วรับปาก “ได้”

             

             

            เด็กน้อยครุ่นคิดใช้เวลาไม่นานก็ปาดน้ำตาบนหน้าทิ้ง แล้วรับปากเช่นกัน

             

             

            “ได้ครับงั้นโตขึ้นผมจะเป็นพยัคฆ์เร้นกาย”

             

             

            สายตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวแบบนี้สิถึงจะเรียกว่าชีวิต

             

             

            “เด็กดี”

             

             

            นับแต่นั้นมาทั้งกายใจและวิญญาณของอี๋ฮุ้ยเป้ยก็เป็นของสำนักพยัคฆ์เร้นกายเหรินซวงอิ๋นไม่รู้หรอกว่าการตัดสินใจรับเด็กคนแรกมาฝึกในสำนักจะเป็นการสร้างหน่วยที่หกในอนาคต

             

             

            จัดการเรื่องเด็กแล้วก็เรียกหัวหน้าหน่วยทั้งสี่มาคุย แอบเห็นด้วยว่าหัวหน้าหน่วยห้าตาแดงกว่าเพื่อนน่าจะแอบร้องตามอี๋ฮุ้ยเป้ย

            “นายใหญ่!!” ทุกคนโค้งเก้าสิบองศาและกล่าวทักทายพร้อมกันเหรินซวงอิ๋นที่ได้เลื่อนขั้นจาก ‘นาย’ เป็น ‘นายใหญ่’ ก็หัวเราะเสียงเบา

            “ทุกคนอย่ามากพิธี นั่งสิ”

            “นายครับผมขอถามได้ไหม” เป็นหัวหน้าสามที่ตั้งคำถามก่อนใคร ดูร้อนใจเล็กน้อย “เรื่องอะไร นั่งลงก่อน พวกเรามีหลายเรื่องต้องคุยกัน”

            ทุกคนนั่งตามคำสั่งแล้วมองไปทางหัวหน้าสาม เหมือนส่งเขาเป็นตัวแทนหมู่บ้าน

            “นายจะทำยังไงกับเป้ยเป้ยหมายถึงน้องชายอี๋นั่ว”

            “พวกคุณคิดว่าไงถ้าผมจะส่งเขาไปให้มูลนิธิ”

            ทุกคนมองกันไปมาหัวหน้าห้ายกมือเหมือนจะขออนุญาตพูด เหรินซวงอิ๋นพยักหน้า “ว่าไงหัวหน้าห้า”

            ตอนนี้เสียงของเขากลับมาเป็นปรกติแล้วเวลาพูดก็ไม่ต้องกลัวใครจะขำ “ผมคิดว่า ผมจะขอเอ่อ..นายครับ เราไม่ส่งเขาไปได้ไหม เขาแค่หกขวบ ตัวก็เปี๊ยกเดียว ต้องถูกรังแกแน่”

            หัวหน้าห้ายอมเผยด้านอ่อนโยนเป็นครั้งแรก “เมื่อก่อนผมโตมากับมูลนิธิ ในนั้นเด็กที่อ่อนแอมักจะถูกรังแกเสมอ”

             

             

            เด็กชอบเล่นสนุกแต่ว่ามูลนิธิไม่มีของเล่นเพียงพอให้ทุกคน ดังนั้นนอกจากของเล่นที่ไร้ชีวิตสิ่งที่เด็กส่วนใหญ่ชอบก็คือของเล่นมีชีวิตและเด็กอย่างอี๋ฮุ้ยเป้ยก็คือของเล่นมีชีวิตชั้นดี เขาจะถูกกลั่นแกล้งสารพัดอย่าง

             

             

            ในที่สุดก็รู้ว่านิสัยขี้ระแวงของอดีตชายผิวเข้มคนนี้มาจากไหนคงเป็นประสบการณ์วัยเด็กที่หล่อหลอมเขา

             

             

            “ถ้าไม่ส่งไปที่นั่นแล้วใครจะเลี้ยงหรือพวกคุณอยากเลี้ยง?”

            ทุกคนตอบแทบจะพร้อมกัน “ครับ!!”

             

             

            เหรินซวงอิ๋นทำทีคิด ลูกน้องทั้งสี่รอลุ้น

             

             

            “ที่จริงผมไม่คิดจะส่งเขาไปไหนแค่อยากรู้ว่าพวกคุณคิดยังไงก่อนเท่านั้นเอง”

            “เฮ้ออ” หัวหน้าหนึ่งที่ลุ้นหนักสุดโล่งใจ“ถ้างั้นแปลว่าพวกเราเลี้ยงเขาไว้ได้”

             

             

            ฟังแล้วเหมือนเป้ยเป้ยเป็นหมาเป็นแมวหัวหน้าห้าฟังแล้วไม่เข้าหูเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ขัดเพื่อน บางทีสำหรับคนอื่นเป้ยเป้ยอาจเป็นหมาน้อยแมวเด็กที่แค่มองดูเขาวิ่งเล่น หรือซนไปทั่ว ก็สร้างความเพลิดเพลินไปอีกแบบ

             

             

            นายใหญ่เล่าความตั้งใจของเขาให้ทุกคนฟัง

             

             

            “ผมจะให้เขาเปลี่ยนมาใช้แซ่เหรินบอกคนอื่นว่าเป็นลูกของญาติห่างๆ ที่พ่อแม่เสียไปแล้วตั้งแต่นี้ไปเขาจะไม่ใช่อี๋ฮุ้ยเป้ย แต่เป็นเหรินฮุ้ยเป้ยเรื่องโรงเรียนจะให้อาเหลียงจัดการอาจจะต้องไปอยู่กับพี่ชายผมก่อนอย่างน้อยก็รอให้จบมัธยมต้น ค่อยกลับมา”

            “งั้นปิดเทอมก็ให้เขามาอยู่กับพวกเราได้ไหมครับนาย”หัวหน้าสองเพิ่งจะพูดก็มีคำขอ เหรินซวงอิ๋นทำใจดีทั้งที่ก็คิดไว้แบบนั้นอยู่แล้ว มีตั้งหลายอย่างที่เขาอยากสอนเด็กคนนั้นช่วงปิดเทอมเหมาะสมที่สุด

            “ถ้าคิดว่าดูแลได้ก็ตามใจ”

            “ขอบคุณครับนาย!!”

             

             

            นี่ก็ดีใจกว่าได้เงินเดือนอีกมั้งดูท่าเป้ยเป้ยจะเป็นขวัญใจของพวกลุงทั้งหลาย

             

             

            “เรื่องนี้จบแล้วนะผมจะคุยเรื่องงานบ้าง อ้อหัวหน้าห้าคุณไปเอาศพอี๋นั่วไปฝากไว้ที่รอฝังไว้สร้างสำนักเสร็จค่อยหาที่ให้เขาอยู่ใกล้น้องชาย เป็นคำขอของเป้ยเป้ย”

            ลูกน้องต่างก็มีรอยยิ้มในดวงตากันทุกคนหัวหน้าห้ารีบรับคำสั่ง "คุยกับนายแล้วผมจะรีบไปเลยครับ"ไม่รู้ว่าตอนนี้ศพจะถูกทำลายแล้วหรือยัง

            “เรื่องอี๋นั่วหัวหน้าสองได้อะไรเพิ่มเติมบ้าง”

            ชายร่างเล็กขยับตัวตั้งท่ารายงาน

            “หลี่เจี๋ยเคยมีซูไฉหนิงเป็นเจ้าของหลายปีก่อนเขาหายตัวไป มู่ถังซินเป็นผู้จัดการก็เลยวางมาดเป็นเจ้าของกลายๆต่อมาตระกูลหงอ้างว่าซื้อกิจการไว้และด้วยหงเหมินไปก่อเรื่องกับคุณชายเล็กตระกูลเข่อ ทำให้ตระกูลหงจำต้องยกหลี่เจี๋ยนี้ให้ตระกูลเข่อแทนคำขอโทษที่ล่วงเกิน"

            คุณชายเช่อซิงเป็นคุณชายเล็กก็จริงแต่เพราะพี่ชายทั้งสองคนหายตัวไปทำให้เขาไม่ต่างจากคุณชายใหญ่ คือเป็นผู้สืบทอดตระกูลล่วงเกินเขาก็เท่ากับดูถูกตระกูลเข่อ

            "ตอนที่เขาเข้ามาดูแลหลี่เจี๋ยวันแรกก็ท้าสู้กับอี๋นั่วนักสู้อันดับหนึ่งของสนาม ต่อมาไม่รู้ว่าเขาเก่งจริงหรืออี๋นั่วรู้หน้าที่เขาก็เลยชนะและได้เป็นนักสู้อันดับหนึ่งแทน ว่ากันว่าที่เขาทำเช่นนี้เพราะไม่อยากให้มีนักสู้อันดับหนึ่งอีก”

            หัวหน้าหนึ่งถาม “ทำไมอ่ะ”

            คนตอบไม่ใช่หัวหน้าสอง แต่เป็นหัวหน้าสาม “ก็นักสู้อันดับหนึ่ง ไม่ต้องสู้ไง แค่มีไว้ประดับสนาม ก็ได้เงินไปฟรีๆคิดว่าจะมีสักกี่คนกล้าลองดีท้าทายคนที่เก่งที่สุด พูดง่ายๆ ก็คือเข่อซิงกลัวไม่ได้ใช้งานอี๋นั่ว เลยเอาเปรียบเขาด้วยวิธีนี้”

            “งั้นคุณชายเข่ออะไรนี่ ก็ไม่ใช่คนดี”

            หัวหน้าสามยิ้มหยัน “ในสนามที่เอาความเจ็บปวดของคนเป็นเดิมพัน กติกายังไม่มีจะถามหาความดีอะไรอีก”

            หัวหน้าสองมองเพื่อน “ใช่ พี่สามพูดถูก”

            ในฐานะที่เหรินซวงอิ๋นเคยช่วยชีวิตเข่อซิงไว้เขาไม่รู้หรอกว่าแท้จริงแล้ว นิสัยใจคอของคุณชายคนนั้นเป็นเช่นไรกันแน่ใจคนยากหยั่งจะตาย

             

             

            สิ่งที่เขาอยากรู้มีแค่ “แล้วทำไมมู่ถังซิงต้องให้อี๋นั่วลงมือกำจัดเข่อซิง”

            “เรื่องนี้มีเงื่อนงำแน่ครับผมได้ยินมาว่าก่อนหน้านั้นมู่ถังซินขึ้นฝั่งบ่อยๆ อาจลอบไปพบใครบางคน”

            “ซูไฉหนิง?”

            “พี่ห้าคิดเหมือนฉันเลย”

            “นายคิดว่าใช่ไหมครับ”

            “ถ้าซูไฉหนิงไม่เต็มใจยกกิจการให้ตระกูลหงจึงคิดแก้แค้นด้วยวิธีนี้ ฆ่าคุณชายผู้สืบทอดตระกูล แล้วโยนความผิดให้ตระกูลหงให้ศัตรูสองฝั่งฆ่ากันเอง ไม่ว่าใครจะแพ้ เขาก็แค่รอสะใจ”

            “นายคิดได้ลึกได้ยาวมากเลย”

             

             

            เหรินซวงอิ๋นขมวดคิ้วหัวหน้าสามกลัวนายไม่พอใจ รีบแก้คำให้เพื่อน

            “พี่หนึ่งต้องบอกว่านายใหญ่ของเราคิดอ่านแตกฉานถึงจะถูก”

            “คำว่าแตกฉานมันใช้กับการเรียนไม่ใช่รึไงฉันพูดผิดตรงไหน ก็นายฉลาดขนาดนี้”

             

             

            นายใหญ่ห้ามทัพ

            “พอๆ พวกคุณจะชมผมหรือจะเถียงกัน”

            ลูกน้องหนึ่งกับลูกน้องสามสะบัดหน้าไปคนละทาง

             

             

            “เอาเป็นว่าตอนนี้มีซูไฉหนิงเพิ่มขึ้นมาอีกคนพวกเราก็ต้องระวังคนนี้ไว้ ไม่แน่อนาคตอาจสร้างปัญหาใหญ่ให้เราหัวหน้าสองคุณตามข่าวซูไฉหนิง หารูปหรือข้อมูลส่วนตัวมาให้ได้มากที่สุด”

            “ส่วนเรื่องรับเงินพรุ่งนี้ให้หัวหน้าสามไปบอกคุณชายใหญ่จ้าวว่าผมไม่อยู่ ไปต่างประเทศก็ได้ถ้าเขาถามว่าหัวหน้าคุณเป็นคนต่างชาติหรือเปล่าก็ไม่ต้องตอบ ทำท่าทางให้คลุมเครือไว้พวกเขาจะได้คิดไปเองเยอะๆ”

            “ครับนาย ผมเข้าใจแล้ว”

            “อีกอย่างคือเข่อซิงเจ็บแบบนี้คงไม่สามารถไปรับของได้ ทางตระกูลเข่อต้องเปลี่ยนคนดูแลเรื่องนี้แน่ผมจะถามจิงถิงอีกที ว่าเขารู้อะไรบ้าง”

            หัวหน้าหนึ่งคิดเสียงดัง “คงไม่ใช่จะจ้างเราทำหมดหรอกนะ”

            “ก็ดีไม่ใช่เหรอ ได้เงินเพิ่มหรือว่าพี่หนึ่ง นายไม่อยากได้เงิน”

            หัวหน้าหน่วยหนึ่งหันไปยักคิ้วกวนๆให้หัวหน้าหน่วยสาม “ช่วงนี้รู้สึกว่าฉันรวยขึ้นจริงนั่นแหละนี่ก็ไม่รู้จะเอาเงินไปใช้อะไรแล้ว”

            หัวหน้าหน่วยคนอื่นๆฟังแล้วอยากจะอ้วกใส่เขา ไอ้ขี้โอ่

            เหรินซวงอิ๋นเห็นว่าพวกลูกน้องเริ่มออกทะเลก็ดึงพวกเขากลับมา“งั้นงานนี้หัวหน้าหนึ่งเฝ้าหน่วย อยู่เป็นเพื่อนเล่นเป้ยเป้ย ไม่ต้องไป”ไม่ไปก็ไม่ได้เงิน

            หัวหน้าหนึ่งอ้าปากค้างและเริ่มจะเสียงดัง “นายยยย ผมล้อเล่น”

            “ฮ่าๆ”

            หัวหน้าสามหัวเราะเต็มเสียง

            สมน้ำหน้า!!

            “พวกนายเลิกเล่นกันก่อน” ยังเป็นหัวหน้าสองที่รู้เรื่องกว่าใคร ส่วนหัวหน้าห้าที่เงียบไปไม่ใช่อะไร กำลังคำนวณเงินว่าถ้ารับเพิ่มตัวเองจะได้กี่บาท

            “นายครับเมื่อวานคุณไป๋ถามผมเรื่องจำนวนคนมีเรื่องอะไรเหรอครับ”

            “ไม่มีอะไร ผมแค่จะสร้างสำนักเราใหม่”

            “สำนักเหรอ ใช่เมื่อกี้นายพูดว่าสร้างเสร็จจะเอาอี๋นั่วมาฝั่งใกล้ๆเป้ยๆ” ทุกคนมัวแต่ห่วงเรื่องเด็กจนไม่ทันได้คิดตามเรื่องสร้างสำนัก

            เหรินซวงอิ๋นเล่าคร่าวๆ

            “จากนี้ไปเราจะไม่ใช่แค่กลุ่มรับจ้างกิ๊กก๊อกอีกแล้วเงินค่าจ้างคราวก่อนแบ่งให้ทุกคนแล้วเหลือไม่น้อย ผมให้ไป๋เหลียงหาซื้อที่ ทำเลดีๆเราจะสร้างสำนักพยัคฆ์เร้นกายให้ทุกคนอยู่สบายขึ้น”

            ลูกน้องทั้งสี่นึกภาพตามขณะที่ฟังนายไปด้วย “สำนักของเราจัดแบ่งเป็นหน่วยตามเดิมแต่จะมีหน้าที่ความรับผิดชอบตายตัว หน่วยไหนทำอะไรก็ทำแบบนั้นไปตลอด”

            “นายงั้นผมก็ทำครัวไปตลอดเหรอ ไม่เอานะ”

            “พวกผมก็ไม่ล้างห้องน้ำไปตลอดแน่ๆ”

            มีสองหน่วยที่โวยวาย คงไม่ต้องบอกว่าใครเหรินซวงอิ๋นให้พวกเขาวางใจ “หน้าที่พวกนั้นมันต้องเวียนกันอยู่แล้วที่ผมพูดหมายถึงงานหลัก วันๆ พวกคุณจะเอาแต่ทำกับข้าว หรือล้างห้องน้ำรึไง”

            ทั้งสองคนที่โวยวายไว้ก่อนยิ้มแหยสงบลงทันทีที่นายใหญ่ว่าจบ

             

             

            “ผมหมายถึงงานหาข่าวของหน่วยสองงานเจรจากับลูกค้าก็ให้หน่วยสาม หรืออื่นๆที่สำคัญลูกน้องของพวกคุณบางคนก็ไม่ถนัดงานในหน่วยไม่ใช่เหรอเราจะถือโอกาสคัดแยกคนใหม่ ใครถนัดอะไรก็ให้ทดสอบเพื่ออยู่หน่วยนั้น”

            “แต่ว่าลูกน้องของพวกเราติดตามแต่ละคนมานานคิดว่าให้เปลี่ยนไปตามคนอื่นคงจะยากครับนาย”

            “พวกคุณทุกคนคือพยัคฆ์เร้นกายไม่ว่าหน่วยไหนก็คือพยัคฆ์เร้นกาย ผมไม่อยากให้มีการแบ่งเป็นพรรคเป็นพวกความสามัคคีคือพลังที่ใหญ่ยิ่ง หัวหน้าหนึ่งถ้าคุณเจอคนของหน่วยอื่นเดือดร้อนจะช่วยหรือไม่”

            “ช่วยสิครับ”

            “ก็นั่นไง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ลูกน้องของใครก็เหมือนกัน ที่จะสร้างสำนัก พวกคุณเข้าใจความตั้งใจของผมหรือเปล่า”

            ทุกคนเงียบ แต่กำลังคิดตาม

            “แล้วที่นายบอกว่าลูกน้องของใครทรยศหัวหน้าจะโดนไปด้วยยังนับอยู่ไหมครับ”

             

             

            เรื่องนั้นผมพูดให้พวกคุณเลือกคนที่ไว้ใจมาเท่านั้นเหรินซวงอิ๋นคิดแต่ไม่ได้เฉลยให้ทุกคนฟัง

             

             

            “ในสำนักพยัคฆ์เร้นกายจะมีคนทรยศได้ยังไง”

             

             

            ทุกคน “ใช่ๆนายพูดถูก”

             

             

            ใครมันกล้าไม่ต้องรอให้นายลงโทษพวกเขานี่แหละจะลงโทษเอง แต่ถ้าเป็นลูกน้องตัวเองค่อยว่ากันอีกทีตอนนี้ทำได้คือสั่งสอน กำชับ สั่งห้าม แม้แต่ข่มขู่ ถ้าจำเป็นก็ต้องทำเพื่อไม่ให้ใครออกนอกลู่นอกทาง

             

             

            “นายครับ เรื่องเชี่ยหร่านล่ะเรียบร้อยดีหรือเปล่า” หัวหน้าสองถาม

            “จริงด้วย มันเข้าไปบ้านจ้าวแล้วนี่นา”

            ทุกคนมัวแต่ยุ่งกับงาน และดูแลเป้ยเป้ยเลยลืมเรื่องเชี่ยหร่านไปสนิท เหรินซวงอิ๋นไม่อยากพูดมากจึงบอกลูกน้องแค่

             

             

            “มันตายแล้ว ไม่ยอมบอกว่าใครจ้างเลี่ยงจิน”

            “เฮ้อ อีกล่ะสรุปว่าทั้งเชี่ยหร่านและมู่ถังซินก็ตายไปอย่างไร้ประโยชน์”

            “พี่หนึ่งนายก็พูดเกินไปยังไงพวกมันตายก็ดีกว่าอยู่คอยทำร้ายคนอื่นนะ”

            “นั่นก็จริง”

             

             

            อยู่คุยกับลูกน้องอีกไม่นานนายใหญ่ก็กลับยังมีนัดกับไป๋เหลียงที่บ้านเหริน เขาจะปรึกษาคนที่บ้านด้วยว่าจะซื้อที่ฉากหน้าคือเอาไว้ทำการค้า แต่ที่จริงคือเป็นสำนักพยัคฆ์เร้นกาย

             

             

            ธุระทุกอย่างของวันนี้เรียบร้อยลุล่วงพร้อมกับเวลาที่ใกล้จะหมดวันเหรินซวงอิ๋นกินข้าวเย็นที่บ้านเหรินเสร็จก็ขึ้นเขากลับบ้าน เวลานั้นเกือบสองทุ่มคุณนายและประมุขยังไม่กลับ ประมุขมีงาน คุณนายไปเที่ยวกับเพื่อนจะว่าไปเพื่อนแม่สามี ที่จ้าวจิงถิงพูดถึง ก็ยังไม่เจอกันเลย

             

             

            เขากลับมาชำระเนื้อตัวเสร็จก็หาชุดสบายสวมนั่งปรับลมปราณสักพักให้รู้สึกสบาย ผ่านไปสิบนาทีได้ ใครอีกคนก็กลับมา

            “ฉันเข้าไปนะ” เสียงนอกประตูคือสามีที่เพิ่งกลับเหรินซวงอิ๋นเปลี่ยนจากท่านั่งขัดสมาธิเป็นกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหัวเตียงตอบรับเสียงยานคาง “เชิญครับ”

            จ้าวจิงถิงพกพาความเหนื่อยล้าเข้ามาด้วยพอปิดประตูเสร็จก็หันมาถาม

             

             

            “นายทานข้าวมารึยัง/คุณกินอะไรมาแล้วใช่มั้ย”

             

             

            เมื่อใจตรงกันโดยไม่ได้นัดหมายเช่นนี้ความอึกอักจึงตามมา เหรินซวงอิ๋นชิงตอบก่อน

             

             

            “ผมทานที่บ้านมาแล้ว”

            “นายกลับบ้านเหรอมีเรื่องอะไรหรือเปล่า”

            “ไม่มี แค่แวะเอาของไปให้คุณแม่เฉยๆคุณล่ะ”

            “ฉันกินกับเข่อซิงมา งั้นไปอาบน้ำก่อนนะ”

            “ตามสบายครับ”

             

             

             

             

            พอคุณชายใหญ่คว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไปแล้วคุณนายเล็กก็ล้มหัวลงบนหมอนใบโตของตน ปิดโคมไฟฝั่งหัวเตียงด้านที่เขานอนอยู่เสร็จก็ดึงผ้าห่มมาคลุมถึงอก หลับตาลงแต่ว่าไม่ได้หลับจริงช่วงนี้เขาสามารถฝึกปราณในเวลานอนได้แล้ว มันไม่เชิงเป็นการฝึกวิชาซะทีเดียวเหมือนการควบคุมลมหายใจและปราณให้สมดุลมากกว่า

            วิธีนี้ทำให้การฝึกช่วงย่ำรุ่งรุดหน้าไวแบบก้าวกระโดดแถมยังทำให้สมองของเขาปลอดโปร่งตอนตื่น ข้อเสียมีอย่างเดียวคือระหว่างนี้ทั้งคืนจะรู้ตัวง่าย หากมีความเคลื่อนไหวในห้องแม้เพียงเล็กน้อยเขาจะสะดุ้งตื่นทันที

             

             

            ราวครึ่งชั่วโมงต่อมาคุณชายใหญ่ก็อาบน้ำเสร็จ เขาแต่งตัวอย่างเงียบเชียบเนื่องจากไม่อยากรบกวนคนที่หลับไปแล้วหารู้ไม่เหรินซวงอิ๋นรู้ตัวตั้งแต่หมุนลูกบิดประตูแล้วเดินไปเดินมาเพื่อหาชุดนอนสวม เช็ดผมอยู่พักใหญ่เพื่อรอให้มันแห้งเขาไม่กล้าใช้ไดร์เป่า

             

            คาดว่าจะเกรงใจ?

             

            หมอนี่เกรงใจกันด้วย?

             

             

            อยากเบ้ปากใส่แต่ติดที่ต้องแกล้งหลับ

             

             

            สักพักกลิ่นหอมเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ก็ใกล้เข้ามาเตียงนอนอีกด้านยวบลงจนรู้สึกได้หลังจากนั้นเหรินซวงอิ๋นก็รู้สึกถูกจ้องมองในระยะประชิด แว่วเสียงทุ้มถามเบาๆ

            “อาบน้ำแล้วใช่มั้ยเนี่ย”

             

             

            ถามใคร?

             

             

            คุยโทรศัทพ์อย่างนั้นเหรอ

             

             

             

            หรือจะเป็น..ชู้รัก!!

             

             

            เปลือกตาที่ปิดสนิทค่อยๆ แย้มออกแอบมองว่าสามีทำอะไรอยู่กันแน่แล้วก็พบว่าใบหน้าหล่อเหลาคมคายของอีกฝ่ายกำลังตะแคงมองกันอยู่

             

             

            *_Q

             

             

            เหรินซวงอิ๋นรีบปิดตาลงแล้วทำทีว่ากำลังละเมองึมงำสองสามคำ พลิกตัวหันหลังแล้วก็แกล้งหลับเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            "......”ฝั่งผู้แอบมอง รีบหลับตาปี๋เช่นกันเมื่อกี้นั้นภรรยาไม่รู้ตัวใช่หรือไม่ ว่าเขากำลังถูกเขาพิจารณาใบหน้าอยู่

             

            ไม่ๆ ไม่ได้มองหน้าสักหน่อยแค่จะมองว่าอาบน้ำรึยังต่างหาก ไม่งั้นดึกดื่นเผลอมากอดเขากลมแบบเมื่อคืนแล้วได้กลิ่นตุๆ คงหลับไม่ลงใช่ไหมล่ะ

            เอ๊ะ..เอ๊ะ..นี่เขาคิดอะไรอยู่ ถูกกงถูกกอดอะไรกัน

             

             

             

            ไม่นะ ไม่ๆๆๆๆๆ

             

             

            เหตุการณ์แปลกประหลาดยากจะคาดเดาเมื่อครู่ทำเอาเหรินซวงอิ๋นแตกตื่นเช่นกัน เจ้าวัชพืชจ้องหน้ากันใกล้ขนาดนั้นไม่ใช่ว่าจะเอาอะไรจากเขาไปตรวจอีกงั้นหรือ คราวก่อนได้เส้นผมไปแล้วยังไม่หายสงสัยรึไง

             

            เอ...อาจจะทำหายเลยมาขโมยใหม่อืมมม..มีแนวโน้มเป็นสูงมาก

             

             

            เช่นนั้นที่ถามว่าอาบน้ำรึยังนั่นมันอะไรอีกเล่า

             

             

            คิดว่าตัวเองเป็นฮ่องเต้หรือไงขึ้นเตียงด้วยก็ต้องอาบน้ำให้สะอาดก่อนหนะ!!

             

             

            เมื่อหันหลังให้กันแล้วจ้าวจิงถิงค่อยหายใจโล่ง ว่าไปสภาพผิวหน้าของเหรินซวงอิ๋นเนี่ย ดีมากเลยแฮะ ไม่มีสิวไร้รอยแดง เนียนขาว กระจ่างใสแค่ใช้สายตาสัมผัสก็รู้สึกได้ว่าผิวนั้นให้ความรู้สึกนุ่มเด้งเหมือนคำที่ถูกใช้บรรยายสรรพคุณครีมบำรุงตอนโฆษณาไม่ผิดเพี้ยน ขนตาก็หนาคิ้วก็เรียงเส้นสวย จมูกก็เล็กและโด่ง ดูไม่มากเกินไปคงไม่ได้เสริมมาริมฝีปากยังมีเลือดฝาด

             

             

            ไม่สิอาจจะทาลิปออกสีก็ได้ใครจะปากแดงระเรื่อ กระทั่งตอนหลับ

             

             

            มีสิ!! ภรรยาของเขาไง

             

             

            เห้ย...แล้วจะมาเถียงตัวเองกับเรื่องไร้สาระเพื่อควรนอนได้แล้วจิงถิง

             

             

            เวลาดึกเข้าไปทุกทีทั้งสองใช้สมองกันอย่างหนัก ร่างกายเริ่มอ่อนล้าเรียกร้องหานิทรารมณ์ต่างก็เผลอพลิกตัวนอนหงาย อีกนิดเดียวเท่านั้นไหล่ในผ้าห่มก็คงจะเกยกันอยู่รอมร่อ

             

             

            เตียงใหญ่ที่มีคนเคียงข้างทำให้จิตใต้สำนึกของจ้าวจิงถิงรู้สึกมั่นคง และอุ่นใจโดยไม่รู้ตัวส่วนเหรินซวงอิ๋นพูดยาก เพราะเขามองหมอนี่เป็นวัชพืชไม่ใช่สามีแต่แรกแล้วออกจะระแวงนิดหน่อยด้วย

             

             

            ชั่วโมงใหม่มาเยือนคราวนี้คนที่นอนแล้วปัดป่ายไปทั่วกลับเป็นคุณชายใหญ่จ้าวเสียเองเขาขยับเข้ามาในเขตเตียงอีกด้าน พาดแขนใหญ่ไว้บนเอวบางของอีกคนเหรินซวงอิ๋นสะดุ้งตื่นลืมตาในความมืดสลัวพบว่าตัวเองกำลังถูกวัชพืชปกคลุมไปแล้วครึ่งตัว

            บ้าบออะไรอีก...

             

             

            เขาค่อยๆ หยิบแขนข้างนั้นออกไปให้พ้นตัววางคืนบนสะโพกสอบ แต่ว่าจ้าวจิงถิงกลับไม่ยอม คราวนี้แขนนั้นตวัดคืนมาสองข้างเลยกอดเขาไว้กระชับแนบหน้าอก เหรินซวงอิ๋นเบิกตาตกใจกลายเป็นว่าถูกวัชพืชปกคลุมเยอะขึ้นเช่นนี้ จะให้ทำยังไง ปลุกหรือปล่อยเลยตามเลย

             

             

            เลยตามเลยแล้วกัน!!

             

             

            ภรรยาขยับหัวไปมาแขนขาก็เลื่อนหามุมสบายให้ตัวเองแล้วทิ้งน้ำหนักลงบนร่างอีกฝ่าย ปล่อยอารมณ์ ซึมซับการพักผ่อนอีกครั้ง

             

             

            เส้นผมนุ่มดุจแพรไหมของเหรินซวงอิ๋นถูไถปลายคางของเขากลับไม่รู้สึกระคายเคืองหรือรำคาญเลยสักนิดทว่าชวนให้เกิดความรู้สึกแปลกใหม่ในใจอีกแล้ว จะบอกว่าอย่างไรดีใจของเขาตอนนี้..เสียวสะดุ้ง ใช่มันประมาณนั้นแหละ

             

             

            สองแขนที่โอบกอดภรรยาไม่มีทีท่าจะคลายออกกลับรัดเข้าหาตัวเองอีกหน่อย

             

             

            ท่ามกลางความมืดสลัวนั้นมุมปากของจ้าวจิงถิงขยับยกช้าๆ หัวใจที่เสียวสะดุ้ง? ของเขาสงบลงในเวลาต่อมา

             

             

            ด้านคุณนายเล็กไม่รู้เลยว่าเจ้าวัชพืชกอนี้ มักใหญ่ใฝ่สูงเพียงใดทั้งเขายังกล้าหลับต่อในอาณาเขตอันตราย..ทั้งคืน

             

             

             

             

             

             

            แสงอรุณเช้านี้มาช้ากว่าทุกวันเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว บนเกาะมักจะอากาศแปรปรวนกว่าบนแผ่นดินใหญ่ โดยเฉพาะช่วงนี้

            เมื่อวานแดดจ้าฟ้าใส วันนี้กลับมืดครึ้มชวนให้ผู้คนเกียจคร้าน เหรินซวงอิ๋นและจ้าวจิงถิงนอนจนลืมเวลา เกือบแปดโมงแล้วหยาหยาได้รับหน้าที่ให้ขึ้นมาตาม

            เธอลังเลอยู่หน้าห้องแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเคาะสองครั้ง

             

             

            ‘ก๊อก..ก๊อก’

             

             

            “คุณชายใหญ่ คุณนายเล็ก ตื่นหรือยังคะคุณนายให้หยาหยามาเรียกไปทานข้าวเช้าค่ะ”

            “....” หญิงสาวเอียงหูแนบประตูไม่ได้ยินอะไรเลย

             

             

            ตึ่ง!!!

             

             

            สามีภรรยาที่กำลังกอดกันราวกับเป็นร่างเดียวรู้สึกตัวและรีบผละออกจากกัน

             

             

            สาวใช้คิดเองไปไกลหรือเมื่อคืนจะ..หนักไปหน่อย..ก็เลย..อร๊ายย

             

             

            เคาะอีกทีแล้วกันค่อยลงไปบอกคุณนายว่ายังไม่ตื่น คุณนายน่าจะชอบใจมากกว่าไม่พอใจทุกวันนี้ใครบ้างไม่รู้ว่าคุณนายกับคุณนายผู้เฒ่าเสาะหาสูตรยาบำรุงเพื่อให้คุณนายเล็กตั้งท้องไม่แน่อาจสมหวังในเวลาอันใกล้นี้

             

             

            เสียงเคาะต่อมาจึงเหลือแค่ ‘ก๊อก’ ครั้งเดียว ไม่ดังเท่าครั้งแรกด้วย

             

             

            “คุณชายใหญ่ คุณนายเล็กงั้นหยาหยาไปเรียนคุณท่านกับคุณนายให้เอง ไม่ต้องรีบตื่นนะคะ”

             

             

            ในห้องเหรินซวงอิ๋นลุกลงจากเตียงก่อนเช่นเคยไม่มีคำอธิบายสำหรับกอดที่ดำเนินมายันเช้า “ผมใช้ห้องน้ำก่อนนะ”

            จ้าวจิงถิงเองก็ไม่ได้กระโตกกระตาก “อืม..นายก่อนเลย”

             

             

            คราวนี้หลังจ้าวจิงถิงอาบน้ำเสร็จก็เห็นภรรยากำลังจะก้าวขาออกจากห้อง เขารีบเรียกเอาไว้

             

             

            “เดี๋ยวสิ นายหิวเหรอ”

            “เปล่า แต่คุณแม่ให้หยาหยามาตามเช้านี้ผมตื่นสาย เกรงว่าจะดูไร้มารยาท”

             

             

            จ้าวจิงถิงเดินออกมาและพันแค่ผ้าเช็ดตัวที่เอวเหมือนเคยเหรินซวงอิ๋นขมวดคิ้ว เอาเสื้อผ้าไปใส่ในห้องน้ำก่อนแล้วค่อยออกมามันยากตรงไหนหรือว่านี่คือนิสัยวัชพืช ชอบยืนเปลือยหน้ากระจกงี้

             

             

            พวกหลงตัวเอง!!

             

             

            “ไม่มีใครว่าหรอก นายตื่นเช้าทุกวันจะสายบ้างก็ได้ วันนี้อากาศดีน่านอน พ่อแม่รู้อยู่ แล้วฉันก็มีเรื่องจะคุยนายอยู่ก่อนนะ”

            คุย?

            หรือจะเป็นเรื่องเข่อซิง

             

             

            “คุณชายมีเรื่องอะไรงั้นเหรอ”

             

             

            จ้าวจิงถิงลีลา เขาสลัดผ้าขนหนูทิ้งลงบนพื้นก้มๆ เงยๆ หยิบเสื้อผ้า แต่งตัวให้ภรรยาชม ลำบากเหรินซวงอิ๋นที่เห็นแล้วขัดตาต้องตามไปเก็บผ้าขนหนูของเขา เอามาพาดไว้ให้เป็นที่เป็นทางอีก

             

             

            คุณชายใหญ่เห็นการกระทำนั้นจากในกระจกเขาทำทีไม่สนใจ เริ่มพูดเรื่องงาน บรรยากาศกับบทสนทนาขัดแย้งกันมาก

            “เข่อซิงขาหัก”

            เหรินซวงอิ๋นชะงักที่เขายอมพูดเรื่องนี้กับตน ไว้ใจหรือว่าหยั่งเชิงกันแน่แล้วนี่ควรต้องแกล้งตกใจไหม

            ภรรยาทำหน้าแปลกใจ “ทำไมถึงหักได้ครับ เกิดอุบัติเหตุอะไร”

            “เกิดเรื่องกับเขาจริงแต่ไม่ใช่อุบัติเหตุ มีคนคิดจะลงมือซ้ำ” ความหมายของจ้าวจิงถิงคือซ้ำจากตอนตะขาบโลหิต เหรินซวงอิ๋นยกระดับความตกใจ

            “แบบนี้พวกคุณก็รู้แล้วว่าใครที่อยากทำร้ายพวกคุณคราวก่อนแล้วสิ”

             

             

            จ้าวจิงถิงดึงกางเกงในสีดำขึ้นปิดสะโพกที่แน่นหนับ“ยังเลย มันตายซะก่อน มู่ถังซินน่ะ เป็นผู้จัดการที่หลีเจี๋ย” ความที่คิดว่าภรรยาคงไม่เคยไปสถานที่ดิบเถื่อนไร้อารยะอย่างสนามต่อสู้ใต้ดินนั้น คงไม่รู้จักมู่ถังซิน เขาก็อธิบายสั้นๆว่ามู่ถังซินคือใคร พร้อมสวมกางเกงขาสั้น กับเสื้อโปโลระหว่างนั้นก็รอคำถามใหม่จากคนฟัง

             

             

            “มันคือสนามต่อสู้ใช่ไหมครับ” เหรินซวงอิ๋นถามอย่างไม่มั่นใจ

            “ใช่ นายรู้จักด้วย”

            “แหม๋..ก็..ยูจินไม่ได้กว้างขนาดนั้นคุณเองก็เคยบอกว่าคุณชายเข่ออยู่ที่นั่น ลืมแล้วรึไง” ลืมจริงจ้าวจิงถิงนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก เขาไปบอกภรรยาตอนไหน

            อ้อ..คงเป็นตอนบอกพ่อหรือปู่แล้วภรรยาอยู่ฟังด้วยล่ะมั้ง

             

             

            “นั่นแหละทีนี้แผนการเดิมเรื่องส่งของให้ท่านเติ้งก็ต้องเปลี่ยน”

             

             

            นี่สิ..มันต้องแบบนี้พูดอะไรน่าฟังขึ้นมาบ้าง เหรินซวงอิ๋นนั่งลงที่เบาะปลายเตียงรอฟังเรื่องที่สนใจ

             

             

            สามีเล่าต่อ “เขาไม่อยากให้คนอื่นรู้เรื่องที่บาดเจ็บ ดังนั้นการขนส่งทั้งสองช่วงฉันต้องเป็นคนควบคุมเองทั้งหมดเลย”

            “ทำไมล่ะ”

            “ตระกูลเข่อซับซ้อนเหตุผลที่แท้จริงเขาก็ไม่บอกฉันด้วย”

            “.....”

            “ที่จะบอกนายก็คือ” คุณชายใหญ่เงียบและมองภรรยาผ่านกระจก เหรินซวงอิ๋นก็สบตาเขาดวงตากลมโตมีบางอย่างดึงดูดให้เขาจ้องค้างอยู่อย่างนั้นพูดเสียงปรกติแต่ใจเหวี่ยงไปมา อยากหันหลังกลับไปแล้วดึงภรรยามาจูบ

            จ้าวจิงถิงตกใจกับความต้องการของตนตอนนี้มากเขาอยากจูบเหรินซวงอิ๋นงั้นเหรอ?

             

             

            โลกจะแตก เกาะจะถล่มหรือตะขาบโลหิตสักสิบตัว ยังไม่น่ากลัวเท่านี้เลย

             

             

            ทว่าสิ่งที่เหรินซวงอิ๋นคิดตอนนี้คือวัชพืชเป็นโรคอะไรหรือเปล่า สีหน้าไม่ค่อยโอเคนะ

             

             

            “ครับ?”

            “เอ่อ..ฉันจะบอกนายว่าจะไม่อยู่สักพัก”

            “ครับ ผมทราบแล้ว คุณจะไปเมื่อไหร่มีกำหนดกลับแน่นอนหรือยัง”

            “ตอนนี้ยัง ต้องรอทางท่านเติ้งก่อนว่าของจะพร้อมส่งตอนไหน แต่คงไม่เกินอาทิตย์นี้เดิมเข่อซิงต้องไปรับของจากท่านเติ้งมาไว้ที่เมืองหลงโต้วแล้วเราค่อยไปส่งต่อให้ลูกค้าที่ชายแดนเมืองเหอหม่างแต่ตอนนี้เขาอ้างกับทางตระกูลเข่อว่าต้องการให้เร็วขึ้นรับจากท่านเติ้งแล้วจะยิงยาวไปต่อเมืองเหอหม่างเลย”

            “คุณจะให้พวกที่รับจ้างทำอยู่มั้ย”

            “ทำคงให้พวกเขามาคุมตั้งแต่ต้นทางพร้อมกับฉัน”

            “ก่อนหน้านี้คุณบอกคุณปู่ว่ามีแผนบอกผมได้หรือเปล่า”

             

             

            จ้าวจิงถิงแต่งตัวเสร็จพอดีเขาหันมาคุยอย่างจริงจัง แต่ท่าโพสนั้นเหมือนกำลังจะเก๊กหล่อหว่านเสน่ห์

             

             

            “แผนของฉันก็คือของที่กลุ่มรับจ้างขนไปเป็นของปลอม สินค้าจริงฉันจะให้คังข่ายดูแลเรื่องนี้มีแค่ฉัน นาย และคังข่ายเท่านั้นที่รู้”

            "คุณจ้างพวกนั้นมาล่อเป้า?"

            "ก็ไม่เชิง อันที่จริงฉันมีงานอื่นให้พวกนั้นทำ"

            "งานอะไร"

            "หาตัวพ่อบ้านฉายกับอู๋โถงก่อนหน้านี้ก็ฝากเจ้ารองไปแล้วด้วย"

            "หื้ม.."

            "นายไม่ต้องห่วงนะต้องรู้ให้ได้ว่าใครสั่งวางยานาย"

             

             

            ที่แท้สามีก็คิดเรื่องนี้เหมือนกับเขางั้นแปลว่าคุณชายรองก็ไม่บอกว่าเขาก็บอกให้ทำเรื่องพ่อบ้านฉายเหมือนกันเหรินซวงอิ๋นรู้สึกว่าน้องสามีคนนี้ไว้ใจได้คนหนึ่งเลยและกลับมามองสามีใหม่เช่นกัน

             

             

            วัชพืชกอใหญ่นี้ ก็ไม่ได้ไร้พิษซะทีเดียว

             

             

             

            จ้าวจิงถิงเหมือนมีเรื่องจะพูดอีก “นาย..”

            “ผมไม่บอกใคร ไม่ต้องห่วง”

            “เปล่าไม่ใช่เรื่องนั้น ช่างมันเถอะลงไปข้างล่างกัน หิวแล้ว จะได้ไปทักทายน้าซูด้วย”

            “ครับ”

             

             

            ภรรยาตอบรับและลุกเดินทันที ไม่มีอ้อยอิ่งไม่มีทิ้งสายตา คืออะไรกันนะ จ้าวจิงถิงขยับยืนดีๆ ส่องกระจกอีกรอบใส่ชุดนี้ไม่ขึ้นหรือไง

            แต่จะเมินกันก็ช่างเถอะแค่คำว่าดูแลตัวเองด้วย ภรรยาพูดเป็นหรือเปล่า

             

             

            หงึ...

             

             

             

             

            Y_Y

             

             

             

             

           

             

             

             

         

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นคุณนายหรือพ่อบ้านกันแน่ ที่คุณอ่าน

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185