ชีวิตที่เปี่ยมด้วยความสุข ปราศจากทุกข์ไม่ควรถูกนิยามว่าชีวิต
เหรินซวงอิ๋นคิดผิดที่ให้ลูกน้องไปรับงานของคุณชายจ้าวสามีจะให้เขาไปรับค่าจ้างด้วยตัวเอง หากไม่ไปก็หมายความว่าไม่ให้เกียรติเขาอีกเดี๋ยวต้องรับงานใหญ่ของเขา แต่ไปก็ไม่ได้คราวนี้จ้าวจิงถิงมีสติไม่ได้ถูกพิษตะขาบ ขืนไปเขาต้องจับได้แน่
ไหนจะเรื่องอี๋นั่วอีกทำไมตายง่ายแบบนี้นะ นี่เขารับเด็กมาเป็นภาระใช่หรือไม่คิดแล้วก็มองไปทางอี๋ฮุ้ยเป้ยกวักมือเรียกเด็กคนนั้นมาหา
“ฮุ้ยเป้ยมานี่มา”
คนของมู่ถังซินตามหาเด็กชนิดพลิกเกาะยูจินได้คงทำไปแล้วเลยยังขึ้นฝั่งไปฝากกับหัวหน้าสี่ไม่ได้อี๋ฮุ้ยเป้ยช่วงนี้จึงถูกเลี้ยงโดยหัวหน้าห้า เขาเป็นคนช่วยเด็กมาพูดได้ว่าสนิทกว่าใคร
“นายเรียกผมเหรอครับ” อายุแค่นี้แต่รู้จักมารยาท และรู้ว่าใครเล่นด้วยได้ ใครต้องสุภาพดูไปแล้วก็คล้ายเห็นตัวเองในอดีตชาติ
“นั่งลงก่อน เราต้องคุยกัน” เด็กคนนั้นปีนขึ้นเก้าอี้ นั่งหลังตรงมองกลับมาตาแป๋วในโถงนั่งเล่นตอนนี้มีเพียงแค่พวกเขาสองคน เหรินซวงอิ๋นยังตัดสินใจไม่ได้จะเอายังไงต่อกับเด็กกำพร้าคนนี้ดี
“อายุเท่าไหร่แล้ว”
“เดือนหน้าถึงจะเจ็ดขวบครับ” ท่าทีมีแววเฉลียวฉลาด ตอนเหรินซวงอิ๋นหกขวบเขาทำอะไรอยู่นะอดีตพ่อบ้านนึกย้อนไป อ๋อ..เรียนมารยาทของบ่าวทุกระดับ
“นายครับ ลุงห้าบอกว่าผมจะได้เจอพี่ชายแต่นี่ก็หลายวันมาแล้ว เมื่อไหร่พี่ชายจะมาหาผมสักที” เด็กน้อยรวบรวมความกล้าถามออกไป
“ฮุ้ยเป้ยตอนนี้ พี่ชายของเธอ...”
เป็นเรื่องยากจริงๆที่จะบอกข่าวร้ายกับเด็กอายุแค่นี้ ตอนที่พ่อจากไปกะทันหัน เขาอายุสิบห้านับว่าโตกว่านี้มาก ยังจำได้ว่าสะเทือนใจแค่ไหน
จู่ๆร่มคันใหญ่ที่บังแดดบังฝนให้ได้อุ่นใจ ก็หายไปตลอดกาลในหัวใจหนาวเหน็บและเจ็บปวดเกินยิ่งนัก แต่ตอนนั้นแม้แต่จะนั่งเงียบซึมซับความเศร้าก็ยังทำไม่ได้เพราะมีงานใหญ่รอให้รับช่วงต่ออยู่
“???” เด็กน้อยรอฟังไม่ไหวก็เร่งให้เขาพูดต่อให้จบ“พี่ชายเป็นอะไรไปครับ หรือว่าลุงมู่ใช้ให้เขาไปทำงานที่ไกลๆ”
“พ่อแม่ของพวกเธอไปไหนแล้ว”
เด็กน้อยก้มหน้าตอบ “ตายไปแล้วครับ”
“เธอเสียใจหรือเปล่า”
“ไม่รู้สิครับผมมีพี่อี๋นั่วอยู่ด้วยตลอด”
เหรินซวงอิ๋นประคองสองแก้มของอี๋ฮุ้ยเป้ยให้สบตากับตน
“ฟังนะ คนเราต้องอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ทุกคนนอกจากเราก็คือคนอื่น ไม่มีใครอยู่กับเราได้ตลอดไป จำไว้ว่าต่อให้เหลือแค่เธอบนโลก ก็ต้องหาทางรอดให้เจอ”
แววตาสั่นไหวเช่นนี้คิดว่าเด็กคงพอเดาความหมายได้แล้ว “พี่ชาย...ตายแล้วเหรอครับ”
เหรินซวงอิ๋นลูบเส้นผมที่สั้นจนติดหนังหัวเขาเหมือนเจ้าแม่นน้อยหลงทางตัวหนึ่ง เป้ยเป้ยหันไปมองด้านข้าง สองตาเริ่มแดงก่ำแต่พยายามกลั้นมันเอาไว้
อายุแค่นี้ก็ความอดทนเป็นเลิศแล้ว โตขึ้นต้องยิ่งใหญ่ได้แน่
“เสียใจก็ร้องออกมา” หลังจากคำอนุญาต เด็กชายก็เริ่มอ่อนแอ สะอึกสะอื้นแรงขึ้นเรื่อยๆสุดท้ายก็กลายเป็นเสียงร้องไห้โฮ ดังออกไปถึงนอกโถงพยัคฆ์เร้นกายที่อยู่แถวนั้นล้วนได้ยิน ต่างก็รู้สึกเวทนาต่อโชคชะตาของอี๋ฮุ้ยเป้ยเด็กน้อยที่กำพร้าพ่อแม่ เติบโตมากับพี่ชายที่ใช้ความเจ็บปวดของร่างกายแลกเงินวันๆ เห็นแต่การต่อสู้ที่โหดร้าย หากไม่มีใครช่วยออกมาปล่อยให้มู่ถังซินเป็นคนเลี้ยงดูไม่กล้าคิดเลยว่าเจ้าผีมู่จะเอาอะไรยัดใส่หัวเด็กบ้าง
รออยู่นานจนเสียงร้องเหลือเพียงเสียงสะอื้นเหรินซวงอิ๋นคลายวงแขนที่กอดเด็กออก “สักวันพวกเราทุกคนก็ต้องตายแค่พี่ชายของเธอไปก่อนเท่านั้นเอง”
อี๋ฮุ้ยเป้ยเงยหน้าที่เปื้อนน้ำตาขึ้นตอบเป็นคำๆ ทั้งที่ยังหยุดสะอื้นไม่ได้ “ผมจะ...แก้...แค้นให้พี่ชายฮึ่กกก ขะ..เขา..ตายเพราะ...ฮึก...ลุงมู่....ใช่...ไหม”
ความแค้นก็เหมือนมีหนี้ต้องไปเก็บเด็กคนนี้กล้าหาญ และรู้จักคำว่าแก้แค้นเหรินซวงอิ๋นเปลี่ยนความคิดที่จะยกเด็กให้คนอื่น
“แน่ใจเหรอว่าจะทำ”
“อือ..”
“รู้เหรอว่าแก้แค้นคืออะไร”
เด็กตัวผอมสะอื้นจนไหล่สั่น “ต้องทำให้เขาตายเหมือนพี่..ชาย..ฮึกก”
“แต่ตอนนี้มู่ถังซินตายไปแล้วเหมือนกันนะ”
อี๋ฮุ้ยเป้ยสับสนงั้นเขาจะมีชีวิตต่อเพื่ออะไร ใครจะเลี้ยงดูเขาล่ะ ลุงห้าและลุงคนอื่นใจดีก็จริงแต่ว่าก็เป็นคนอื่นที่พึ่งรู้จักจะฝากชีวิตไว้ได้จริงหรือ
ตอนที่กำลังเคว้งคว้างอย่างที่สุดนั้นกลับมีแรงกอดโอบรอบตัวเขา แผ่ไออุ่นเข้ามาประโลมหัวใจที่เปียกปอนให้หนาวเย็นน้อยลงเสียงอ่อนโยนดังขึ้น
“ต่อไปเธออยู่ที่นี่เป็นคนของพยัคฆ์เร้นกาย ใช้ชีวิตให้ดี ไม่ให้พี่ชายเป็นห่วง..เถอะนะ”
“พะ..พยัคฆ์เร้นกายงั้นเหรอครับแต่ผมยังเด็ก จะช่วยอะไรคุณได้”
“เด็กโง่” เหรินซวงอิ๋นลูบแผ่นหลังเล็กบางของเขาไปมาจนแรงสะอื้นทุเลาลง “ไม่มีใครเด็กไปตลอด ไม่นานเธอก็ต้องโตตอนนี้ตั้งใจเรียนรู้สิ่งที่ฉันสอนก็พอ”
“ผมต้องต่อสู้เหมือนพี่ชายไหมครับ”
“ทำไม กลัวเหรอ”
ใช่แล้วเด็กตัวแค่นี้ก็ต้องรู้สึกกลัวเป็นธรรมดา
เพียงแต่..
“ไม่ครับ แค่ไม่อยากอยู่ที่สนามต่อสู้”
“อีกหน่อยเราจะสร้างสำนักให้ใหญ่และสวยกว่านี้ ไม่มีอะไรเหมือนสนามต่อสู้นั่นหรอก ชีวิตที่ฉันจะให้เธออาจต้องเหนื่อยมากและไม่ง่ายนัก แต่ฉันรับประกันว่า เธอจะสบายใจกว่าเมื่อก่อนที่นี่ไม่มีใครทำร้ายเธอแน่นอน”
“ผมมีเรื่องขอร้อง ได้ไหมครับ”
“ว่ามา”
“ช่วยเอาพี่ชายมาฝังไว้ใกล้ๆ นะครับได้โปรด”
เหรินซวงอิ๋นยิ้มแล้วรับปาก “ได้”
เด็กน้อยครุ่นคิดใช้เวลาไม่นานก็ปาดน้ำตาบนหน้าทิ้ง แล้วรับปากเช่นกัน
“ได้ครับงั้นโตขึ้นผมจะเป็นพยัคฆ์เร้นกาย”
สายตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวแบบนี้สิถึงจะเรียกว่าชีวิต
“เด็กดี”
นับแต่นั้นมาทั้งกายใจและวิญญาณของอี๋ฮุ้ยเป้ยก็เป็นของสำนักพยัคฆ์เร้นกายเหรินซวงอิ๋นไม่รู้หรอกว่าการตัดสินใจรับเด็กคนแรกมาฝึกในสำนักจะเป็นการสร้างหน่วยที่หกในอนาคต
จัดการเรื่องเด็กแล้วก็เรียกหัวหน้าหน่วยทั้งสี่มาคุย แอบเห็นด้วยว่าหัวหน้าหน่วยห้าตาแดงกว่าเพื่อนน่าจะแอบร้องตามอี๋ฮุ้ยเป้ย
“นายใหญ่!!” ทุกคนโค้งเก้าสิบองศาและกล่าวทักทายพร้อมกันเหรินซวงอิ๋นที่ได้เลื่อนขั้นจาก ‘นาย’ เป็น ‘นายใหญ่’ ก็หัวเราะเสียงเบา
“ทุกคนอย่ามากพิธี นั่งสิ”
“นายครับผมขอถามได้ไหม” เป็นหัวหน้าสามที่ตั้งคำถามก่อนใคร ดูร้อนใจเล็กน้อย “เรื่องอะไร นั่งลงก่อน พวกเรามีหลายเรื่องต้องคุยกัน”
ทุกคนนั่งตามคำสั่งแล้วมองไปทางหัวหน้าสาม เหมือนส่งเขาเป็นตัวแทนหมู่บ้าน
“นายจะทำยังไงกับเป้ยเป้ยหมายถึงน้องชายอี๋นั่ว”
“พวกคุณคิดว่าไงถ้าผมจะส่งเขาไปให้มูลนิธิ”
ทุกคนมองกันไปมาหัวหน้าห้ายกมือเหมือนจะขออนุญาตพูด เหรินซวงอิ๋นพยักหน้า “ว่าไงหัวหน้าห้า”
ตอนนี้เสียงของเขากลับมาเป็นปรกติแล้วเวลาพูดก็ไม่ต้องกลัวใครจะขำ “ผมคิดว่า ผมจะขอเอ่อ..นายครับ เราไม่ส่งเขาไปได้ไหม เขาแค่หกขวบ ตัวก็เปี๊ยกเดียว ต้องถูกรังแกแน่”
หัวหน้าห้ายอมเผยด้านอ่อนโยนเป็นครั้งแรก “เมื่อก่อนผมโตมากับมูลนิธิ ในนั้นเด็กที่อ่อนแอมักจะถูกรังแกเสมอ”
เด็กชอบเล่นสนุกแต่ว่ามูลนิธิไม่มีของเล่นเพียงพอให้ทุกคน ดังนั้นนอกจากของเล่นที่ไร้ชีวิตสิ่งที่เด็กส่วนใหญ่ชอบก็คือของเล่นมีชีวิตและเด็กอย่างอี๋ฮุ้ยเป้ยก็คือของเล่นมีชีวิตชั้นดี เขาจะถูกกลั่นแกล้งสารพัดอย่าง
ในที่สุดก็รู้ว่านิสัยขี้ระแวงของอดีตชายผิวเข้มคนนี้มาจากไหนคงเป็นประสบการณ์วัยเด็กที่หล่อหลอมเขา
“ถ้าไม่ส่งไปที่นั่นแล้วใครจะเลี้ยงหรือพวกคุณอยากเลี้ยง?”
ทุกคนตอบแทบจะพร้อมกัน “ครับ!!”
เหรินซวงอิ๋นทำทีคิด ลูกน้องทั้งสี่รอลุ้น
“ที่จริงผมไม่คิดจะส่งเขาไปไหนแค่อยากรู้ว่าพวกคุณคิดยังไงก่อนเท่านั้นเอง”
“เฮ้ออ” หัวหน้าหนึ่งที่ลุ้นหนักสุดโล่งใจ“ถ้างั้นแปลว่าพวกเราเลี้ยงเขาไว้ได้”
ฟังแล้วเหมือนเป้ยเป้ยเป็นหมาเป็นแมวหัวหน้าห้าฟังแล้วไม่เข้าหูเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ขัดเพื่อน บางทีสำหรับคนอื่นเป้ยเป้ยอาจเป็นหมาน้อยแมวเด็กที่แค่มองดูเขาวิ่งเล่น หรือซนไปทั่ว ก็สร้างความเพลิดเพลินไปอีกแบบ
นายใหญ่เล่าความตั้งใจของเขาให้ทุกคนฟัง
“ผมจะให้เขาเปลี่ยนมาใช้แซ่เหรินบอกคนอื่นว่าเป็นลูกของญาติห่างๆ ที่พ่อแม่เสียไปแล้วตั้งแต่นี้ไปเขาจะไม่ใช่อี๋ฮุ้ยเป้ย แต่เป็นเหรินฮุ้ยเป้ยเรื่องโรงเรียนจะให้อาเหลียงจัดการอาจจะต้องไปอยู่กับพี่ชายผมก่อนอย่างน้อยก็รอให้จบมัธยมต้น ค่อยกลับมา”
“งั้นปิดเทอมก็ให้เขามาอยู่กับพวกเราได้ไหมครับนาย”หัวหน้าสองเพิ่งจะพูดก็มีคำขอ เหรินซวงอิ๋นทำใจดีทั้งที่ก็คิดไว้แบบนั้นอยู่แล้ว มีตั้งหลายอย่างที่เขาอยากสอนเด็กคนนั้นช่วงปิดเทอมเหมาะสมที่สุด
“ถ้าคิดว่าดูแลได้ก็ตามใจ”
“ขอบคุณครับนาย!!”
นี่ก็ดีใจกว่าได้เงินเดือนอีกมั้งดูท่าเป้ยเป้ยจะเป็นขวัญใจของพวกลุงทั้งหลาย
“เรื่องนี้จบแล้วนะผมจะคุยเรื่องงานบ้าง อ้อหัวหน้าห้าคุณไปเอาศพอี๋นั่วไปฝากไว้ที่รอฝังไว้สร้างสำนักเสร็จค่อยหาที่ให้เขาอยู่ใกล้น้องชาย เป็นคำขอของเป้ยเป้ย”
ลูกน้องต่างก็มีรอยยิ้มในดวงตากันทุกคนหัวหน้าห้ารีบรับคำสั่ง "คุยกับนายแล้วผมจะรีบไปเลยครับ"ไม่รู้ว่าตอนนี้ศพจะถูกทำลายแล้วหรือยัง
“เรื่องอี๋นั่วหัวหน้าสองได้อะไรเพิ่มเติมบ้าง”
ชายร่างเล็กขยับตัวตั้งท่ารายงาน
“หลี่เจี๋ยเคยมีซูไฉหนิงเป็นเจ้าของหลายปีก่อนเขาหายตัวไป มู่ถังซินเป็นผู้จัดการก็เลยวางมาดเป็นเจ้าของกลายๆต่อมาตระกูลหงอ้างว่าซื้อกิจการไว้และด้วยหงเหมินไปก่อเรื่องกับคุณชายเล็กตระกูลเข่อ ทำให้ตระกูลหงจำต้องยกหลี่เจี๋ยนี้ให้ตระกูลเข่อแทนคำขอโทษที่ล่วงเกิน"
คุณชายเช่อซิงเป็นคุณชายเล็กก็จริงแต่เพราะพี่ชายทั้งสองคนหายตัวไปทำให้เขาไม่ต่างจากคุณชายใหญ่ คือเป็นผู้สืบทอดตระกูลล่วงเกินเขาก็เท่ากับดูถูกตระกูลเข่อ
"ตอนที่เขาเข้ามาดูแลหลี่เจี๋ยวันแรกก็ท้าสู้กับอี๋นั่วนักสู้อันดับหนึ่งของสนาม ต่อมาไม่รู้ว่าเขาเก่งจริงหรืออี๋นั่วรู้หน้าที่เขาก็เลยชนะและได้เป็นนักสู้อันดับหนึ่งแทน ว่ากันว่าที่เขาทำเช่นนี้เพราะไม่อยากให้มีนักสู้อันดับหนึ่งอีก”
หัวหน้าหนึ่งถาม “ทำไมอ่ะ”
คนตอบไม่ใช่หัวหน้าสอง แต่เป็นหัวหน้าสาม “ก็นักสู้อันดับหนึ่ง ไม่ต้องสู้ไง แค่มีไว้ประดับสนาม ก็ได้เงินไปฟรีๆคิดว่าจะมีสักกี่คนกล้าลองดีท้าทายคนที่เก่งที่สุด พูดง่ายๆ ก็คือเข่อซิงกลัวไม่ได้ใช้งานอี๋นั่ว เลยเอาเปรียบเขาด้วยวิธีนี้”
“งั้นคุณชายเข่ออะไรนี่ ก็ไม่ใช่คนดี”
หัวหน้าสามยิ้มหยัน “ในสนามที่เอาความเจ็บปวดของคนเป็นเดิมพัน กติกายังไม่มีจะถามหาความดีอะไรอีก”
หัวหน้าสองมองเพื่อน “ใช่ พี่สามพูดถูก”
ในฐานะที่เหรินซวงอิ๋นเคยช่วยชีวิตเข่อซิงไว้เขาไม่รู้หรอกว่าแท้จริงแล้ว นิสัยใจคอของคุณชายคนนั้นเป็นเช่นไรกันแน่ใจคนยากหยั่งจะตาย
สิ่งที่เขาอยากรู้มีแค่ “แล้วทำไมมู่ถังซิงต้องให้อี๋นั่วลงมือกำจัดเข่อซิง”
“เรื่องนี้มีเงื่อนงำแน่ครับผมได้ยินมาว่าก่อนหน้านั้นมู่ถังซินขึ้นฝั่งบ่อยๆ อาจลอบไปพบใครบางคน”
“ซูไฉหนิง?”
“พี่ห้าคิดเหมือนฉันเลย”
“นายคิดว่าใช่ไหมครับ”
“ถ้าซูไฉหนิงไม่เต็มใจยกกิจการให้ตระกูลหงจึงคิดแก้แค้นด้วยวิธีนี้ ฆ่าคุณชายผู้สืบทอดตระกูล แล้วโยนความผิดให้ตระกูลหงให้ศัตรูสองฝั่งฆ่ากันเอง ไม่ว่าใครจะแพ้ เขาก็แค่รอสะใจ”
“นายคิดได้ลึกได้ยาวมากเลย”
เหรินซวงอิ๋นขมวดคิ้วหัวหน้าสามกลัวนายไม่พอใจ รีบแก้คำให้เพื่อน
“พี่หนึ่งต้องบอกว่านายใหญ่ของเราคิดอ่านแตกฉานถึงจะถูก”
“คำว่าแตกฉานมันใช้กับการเรียนไม่ใช่รึไงฉันพูดผิดตรงไหน ก็นายฉลาดขนาดนี้”
นายใหญ่ห้ามทัพ
“พอๆ พวกคุณจะชมผมหรือจะเถียงกัน”
ลูกน้องหนึ่งกับลูกน้องสามสะบัดหน้าไปคนละทาง
“เอาเป็นว่าตอนนี้มีซูไฉหนิงเพิ่มขึ้นมาอีกคนพวกเราก็ต้องระวังคนนี้ไว้ ไม่แน่อนาคตอาจสร้างปัญหาใหญ่ให้เราหัวหน้าสองคุณตามข่าวซูไฉหนิง หารูปหรือข้อมูลส่วนตัวมาให้ได้มากที่สุด”
“ส่วนเรื่องรับเงินพรุ่งนี้ให้หัวหน้าสามไปบอกคุณชายใหญ่จ้าวว่าผมไม่อยู่ ไปต่างประเทศก็ได้ถ้าเขาถามว่าหัวหน้าคุณเป็นคนต่างชาติหรือเปล่าก็ไม่ต้องตอบ ทำท่าทางให้คลุมเครือไว้พวกเขาจะได้คิดไปเองเยอะๆ”
“ครับนาย ผมเข้าใจแล้ว”
“อีกอย่างคือเข่อซิงเจ็บแบบนี้คงไม่สามารถไปรับของได้ ทางตระกูลเข่อต้องเปลี่ยนคนดูแลเรื่องนี้แน่ผมจะถามจิงถิงอีกที ว่าเขารู้อะไรบ้าง”
หัวหน้าหนึ่งคิดเสียงดัง “คงไม่ใช่จะจ้างเราทำหมดหรอกนะ”
“ก็ดีไม่ใช่เหรอ ได้เงินเพิ่มหรือว่าพี่หนึ่ง นายไม่อยากได้เงิน”
หัวหน้าหน่วยหนึ่งหันไปยักคิ้วกวนๆให้หัวหน้าหน่วยสาม “ช่วงนี้รู้สึกว่าฉันรวยขึ้นจริงนั่นแหละนี่ก็ไม่รู้จะเอาเงินไปใช้อะไรแล้ว”
หัวหน้าหน่วยคนอื่นๆฟังแล้วอยากจะอ้วกใส่เขา ไอ้ขี้โอ่
เหรินซวงอิ๋นเห็นว่าพวกลูกน้องเริ่มออกทะเลก็ดึงพวกเขากลับมา“งั้นงานนี้หัวหน้าหนึ่งเฝ้าหน่วย อยู่เป็นเพื่อนเล่นเป้ยเป้ย ไม่ต้องไป”ไม่ไปก็ไม่ได้เงิน
หัวหน้าหนึ่งอ้าปากค้างและเริ่มจะเสียงดัง “นายยยย ผมล้อเล่น”
“ฮ่าๆ”
หัวหน้าสามหัวเราะเต็มเสียง
สมน้ำหน้า!!
“พวกนายเลิกเล่นกันก่อน” ยังเป็นหัวหน้าสองที่รู้เรื่องกว่าใคร ส่วนหัวหน้าห้าที่เงียบไปไม่ใช่อะไร กำลังคำนวณเงินว่าถ้ารับเพิ่มตัวเองจะได้กี่บาท
“นายครับเมื่อวานคุณไป๋ถามผมเรื่องจำนวนคนมีเรื่องอะไรเหรอครับ”
“ไม่มีอะไร ผมแค่จะสร้างสำนักเราใหม่”
“สำนักเหรอ ใช่เมื่อกี้นายพูดว่าสร้างเสร็จจะเอาอี๋นั่วมาฝั่งใกล้ๆเป้ยๆ” ทุกคนมัวแต่ห่วงเรื่องเด็กจนไม่ทันได้คิดตามเรื่องสร้างสำนัก
เหรินซวงอิ๋นเล่าคร่าวๆ
“จากนี้ไปเราจะไม่ใช่แค่กลุ่มรับจ้างกิ๊กก๊อกอีกแล้วเงินค่าจ้างคราวก่อนแบ่งให้ทุกคนแล้วเหลือไม่น้อย ผมให้ไป๋เหลียงหาซื้อที่ ทำเลดีๆเราจะสร้างสำนักพยัคฆ์เร้นกายให้ทุกคนอยู่สบายขึ้น”
ลูกน้องทั้งสี่นึกภาพตามขณะที่ฟังนายไปด้วย “สำนักของเราจัดแบ่งเป็นหน่วยตามเดิมแต่จะมีหน้าที่ความรับผิดชอบตายตัว หน่วยไหนทำอะไรก็ทำแบบนั้นไปตลอด”
“นายงั้นผมก็ทำครัวไปตลอดเหรอ ไม่เอานะ”
“พวกผมก็ไม่ล้างห้องน้ำไปตลอดแน่ๆ”
มีสองหน่วยที่โวยวาย คงไม่ต้องบอกว่าใครเหรินซวงอิ๋นให้พวกเขาวางใจ “หน้าที่พวกนั้นมันต้องเวียนกันอยู่แล้วที่ผมพูดหมายถึงงานหลัก วันๆ พวกคุณจะเอาแต่ทำกับข้าว หรือล้างห้องน้ำรึไง”
ทั้งสองคนที่โวยวายไว้ก่อนยิ้มแหยสงบลงทันทีที่นายใหญ่ว่าจบ
“ผมหมายถึงงานหาข่าวของหน่วยสองงานเจรจากับลูกค้าก็ให้หน่วยสาม หรืออื่นๆที่สำคัญลูกน้องของพวกคุณบางคนก็ไม่ถนัดงานในหน่วยไม่ใช่เหรอเราจะถือโอกาสคัดแยกคนใหม่ ใครถนัดอะไรก็ให้ทดสอบเพื่ออยู่หน่วยนั้น”
“แต่ว่าลูกน้องของพวกเราติดตามแต่ละคนมานานคิดว่าให้เปลี่ยนไปตามคนอื่นคงจะยากครับนาย”
“พวกคุณทุกคนคือพยัคฆ์เร้นกายไม่ว่าหน่วยไหนก็คือพยัคฆ์เร้นกาย ผมไม่อยากให้มีการแบ่งเป็นพรรคเป็นพวกความสามัคคีคือพลังที่ใหญ่ยิ่ง หัวหน้าหนึ่งถ้าคุณเจอคนของหน่วยอื่นเดือดร้อนจะช่วยหรือไม่”
“ช่วยสิครับ”
“ก็นั่นไง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ลูกน้องของใครก็เหมือนกัน ที่จะสร้างสำนัก พวกคุณเข้าใจความตั้งใจของผมหรือเปล่า”
ทุกคนเงียบ แต่กำลังคิดตาม
“แล้วที่นายบอกว่าลูกน้องของใครทรยศหัวหน้าจะโดนไปด้วยยังนับอยู่ไหมครับ”
เรื่องนั้นผมพูดให้พวกคุณเลือกคนที่ไว้ใจมาเท่านั้นเหรินซวงอิ๋นคิดแต่ไม่ได้เฉลยให้ทุกคนฟัง
“ในสำนักพยัคฆ์เร้นกายจะมีคนทรยศได้ยังไง”
ทุกคน “ใช่ๆนายพูดถูก”
ใครมันกล้าไม่ต้องรอให้นายลงโทษพวกเขานี่แหละจะลงโทษเอง แต่ถ้าเป็นลูกน้องตัวเองค่อยว่ากันอีกทีตอนนี้ทำได้คือสั่งสอน กำชับ สั่งห้าม แม้แต่ข่มขู่ ถ้าจำเป็นก็ต้องทำเพื่อไม่ให้ใครออกนอกลู่นอกทาง
“นายครับ เรื่องเชี่ยหร่านล่ะเรียบร้อยดีหรือเปล่า” หัวหน้าสองถาม
“จริงด้วย มันเข้าไปบ้านจ้าวแล้วนี่นา”
ทุกคนมัวแต่ยุ่งกับงาน และดูแลเป้ยเป้ยเลยลืมเรื่องเชี่ยหร่านไปสนิท เหรินซวงอิ๋นไม่อยากพูดมากจึงบอกลูกน้องแค่
“มันตายแล้ว ไม่ยอมบอกว่าใครจ้างเลี่ยงจิน”
“เฮ้อ อีกล่ะสรุปว่าทั้งเชี่ยหร่านและมู่ถังซินก็ตายไปอย่างไร้ประโยชน์”
“พี่หนึ่งนายก็พูดเกินไปยังไงพวกมันตายก็ดีกว่าอยู่คอยทำร้ายคนอื่นนะ”
“นั่นก็จริง”
อยู่คุยกับลูกน้องอีกไม่นานนายใหญ่ก็กลับยังมีนัดกับไป๋เหลียงที่บ้านเหริน เขาจะปรึกษาคนที่บ้านด้วยว่าจะซื้อที่ฉากหน้าคือเอาไว้ทำการค้า แต่ที่จริงคือเป็นสำนักพยัคฆ์เร้นกาย
ธุระทุกอย่างของวันนี้เรียบร้อยลุล่วงพร้อมกับเวลาที่ใกล้จะหมดวันเหรินซวงอิ๋นกินข้าวเย็นที่บ้านเหรินเสร็จก็ขึ้นเขากลับบ้าน เวลานั้นเกือบสองทุ่มคุณนายและประมุขยังไม่กลับ ประมุขมีงาน คุณนายไปเที่ยวกับเพื่อนจะว่าไปเพื่อนแม่สามี ที่จ้าวจิงถิงพูดถึง ก็ยังไม่เจอกันเลย
เขากลับมาชำระเนื้อตัวเสร็จก็หาชุดสบายสวมนั่งปรับลมปราณสักพักให้รู้สึกสบาย ผ่านไปสิบนาทีได้ ใครอีกคนก็กลับมา
“ฉันเข้าไปนะ” เสียงนอกประตูคือสามีที่เพิ่งกลับเหรินซวงอิ๋นเปลี่ยนจากท่านั่งขัดสมาธิเป็นกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหัวเตียงตอบรับเสียงยานคาง “เชิญครับ”
จ้าวจิงถิงพกพาความเหนื่อยล้าเข้ามาด้วยพอปิดประตูเสร็จก็หันมาถาม
“นายทานข้าวมารึยัง/คุณกินอะไรมาแล้วใช่มั้ย”
เมื่อใจตรงกันโดยไม่ได้นัดหมายเช่นนี้ความอึกอักจึงตามมา เหรินซวงอิ๋นชิงตอบก่อน
“ผมทานที่บ้านมาแล้ว”
“นายกลับบ้านเหรอมีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
“ไม่มี แค่แวะเอาของไปให้คุณแม่เฉยๆคุณล่ะ”
“ฉันกินกับเข่อซิงมา งั้นไปอาบน้ำก่อนนะ”
“ตามสบายครับ”
พอคุณชายใหญ่คว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไปแล้วคุณนายเล็กก็ล้มหัวลงบนหมอนใบโตของตน ปิดโคมไฟฝั่งหัวเตียงด้านที่เขานอนอยู่เสร็จก็ดึงผ้าห่มมาคลุมถึงอก หลับตาลงแต่ว่าไม่ได้หลับจริงช่วงนี้เขาสามารถฝึกปราณในเวลานอนได้แล้ว มันไม่เชิงเป็นการฝึกวิชาซะทีเดียวเหมือนการควบคุมลมหายใจและปราณให้สมดุลมากกว่า
วิธีนี้ทำให้การฝึกช่วงย่ำรุ่งรุดหน้าไวแบบก้าวกระโดดแถมยังทำให้สมองของเขาปลอดโปร่งตอนตื่น ข้อเสียมีอย่างเดียวคือระหว่างนี้ทั้งคืนจะรู้ตัวง่าย หากมีความเคลื่อนไหวในห้องแม้เพียงเล็กน้อยเขาจะสะดุ้งตื่นทันที
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมาคุณชายใหญ่ก็อาบน้ำเสร็จ เขาแต่งตัวอย่างเงียบเชียบเนื่องจากไม่อยากรบกวนคนที่หลับไปแล้วหารู้ไม่เหรินซวงอิ๋นรู้ตัวตั้งแต่หมุนลูกบิดประตูแล้วเดินไปเดินมาเพื่อหาชุดนอนสวม เช็ดผมอยู่พักใหญ่เพื่อรอให้มันแห้งเขาไม่กล้าใช้ไดร์เป่า
คาดว่าจะเกรงใจ?
หมอนี่เกรงใจกันด้วย?
อยากเบ้ปากใส่แต่ติดที่ต้องแกล้งหลับ
สักพักกลิ่นหอมเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ก็ใกล้เข้ามาเตียงนอนอีกด้านยวบลงจนรู้สึกได้หลังจากนั้นเหรินซวงอิ๋นก็รู้สึกถูกจ้องมองในระยะประชิด แว่วเสียงทุ้มถามเบาๆ
“อาบน้ำแล้วใช่มั้ยเนี่ย”
ถามใคร?
คุยโทรศัทพ์อย่างนั้นเหรอ
หรือจะเป็น..ชู้รัก!!
เปลือกตาที่ปิดสนิทค่อยๆ แย้มออกแอบมองว่าสามีทำอะไรอยู่กันแน่แล้วก็พบว่าใบหน้าหล่อเหลาคมคายของอีกฝ่ายกำลังตะแคงมองกันอยู่
*_Q
เหรินซวงอิ๋นรีบปิดตาลงแล้วทำทีว่ากำลังละเมองึมงำสองสามคำ พลิกตัวหันหลังแล้วก็แกล้งหลับเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"......”ฝั่งผู้แอบมอง รีบหลับตาปี๋เช่นกันเมื่อกี้นั้นภรรยาไม่รู้ตัวใช่หรือไม่ ว่าเขากำลังถูกเขาพิจารณาใบหน้าอยู่
ไม่ๆ ไม่ได้มองหน้าสักหน่อยแค่จะมองว่าอาบน้ำรึยังต่างหาก ไม่งั้นดึกดื่นเผลอมากอดเขากลมแบบเมื่อคืนแล้วได้กลิ่นตุๆ คงหลับไม่ลงใช่ไหมล่ะ
เอ๊ะ..เอ๊ะ..นี่เขาคิดอะไรอยู่ ถูกกงถูกกอดอะไรกัน
ไม่นะ ไม่ๆๆๆๆๆ
เหตุการณ์แปลกประหลาดยากจะคาดเดาเมื่อครู่ทำเอาเหรินซวงอิ๋นแตกตื่นเช่นกัน เจ้าวัชพืชจ้องหน้ากันใกล้ขนาดนั้นไม่ใช่ว่าจะเอาอะไรจากเขาไปตรวจอีกงั้นหรือ คราวก่อนได้เส้นผมไปแล้วยังไม่หายสงสัยรึไง
เอ...อาจจะทำหายเลยมาขโมยใหม่อืมมม..มีแนวโน้มเป็นสูงมาก
เช่นนั้นที่ถามว่าอาบน้ำรึยังนั่นมันอะไรอีกเล่า
คิดว่าตัวเองเป็นฮ่องเต้หรือไงขึ้นเตียงด้วยก็ต้องอาบน้ำให้สะอาดก่อนหนะ!!
เมื่อหันหลังให้กันแล้วจ้าวจิงถิงค่อยหายใจโล่ง ว่าไปสภาพผิวหน้าของเหรินซวงอิ๋นเนี่ย ดีมากเลยแฮะ ไม่มีสิวไร้รอยแดง เนียนขาว กระจ่างใสแค่ใช้สายตาสัมผัสก็รู้สึกได้ว่าผิวนั้นให้ความรู้สึกนุ่มเด้งเหมือนคำที่ถูกใช้บรรยายสรรพคุณครีมบำรุงตอนโฆษณาไม่ผิดเพี้ยน ขนตาก็หนาคิ้วก็เรียงเส้นสวย จมูกก็เล็กและโด่ง ดูไม่มากเกินไปคงไม่ได้เสริมมาริมฝีปากยังมีเลือดฝาด
ไม่สิอาจจะทาลิปออกสีก็ได้ใครจะปากแดงระเรื่อ กระทั่งตอนหลับ
มีสิ!! ภรรยาของเขาไง
เห้ย...แล้วจะมาเถียงตัวเองกับเรื่องไร้สาระเพื่อควรนอนได้แล้วจิงถิง
เวลาดึกเข้าไปทุกทีทั้งสองใช้สมองกันอย่างหนัก ร่างกายเริ่มอ่อนล้าเรียกร้องหานิทรารมณ์ต่างก็เผลอพลิกตัวนอนหงาย อีกนิดเดียวเท่านั้นไหล่ในผ้าห่มก็คงจะเกยกันอยู่รอมร่อ
เตียงใหญ่ที่มีคนเคียงข้างทำให้จิตใต้สำนึกของจ้าวจิงถิงรู้สึกมั่นคง และอุ่นใจโดยไม่รู้ตัวส่วนเหรินซวงอิ๋นพูดยาก เพราะเขามองหมอนี่เป็นวัชพืชไม่ใช่สามีแต่แรกแล้วออกจะระแวงนิดหน่อยด้วย
ชั่วโมงใหม่มาเยือนคราวนี้คนที่นอนแล้วปัดป่ายไปทั่วกลับเป็นคุณชายใหญ่จ้าวเสียเองเขาขยับเข้ามาในเขตเตียงอีกด้าน พาดแขนใหญ่ไว้บนเอวบางของอีกคนเหรินซวงอิ๋นสะดุ้งตื่นลืมตาในความมืดสลัวพบว่าตัวเองกำลังถูกวัชพืชปกคลุมไปแล้วครึ่งตัว
บ้าบออะไรอีก...
เขาค่อยๆ หยิบแขนข้างนั้นออกไปให้พ้นตัววางคืนบนสะโพกสอบ แต่ว่าจ้าวจิงถิงกลับไม่ยอม คราวนี้แขนนั้นตวัดคืนมาสองข้างเลยกอดเขาไว้กระชับแนบหน้าอก เหรินซวงอิ๋นเบิกตาตกใจกลายเป็นว่าถูกวัชพืชปกคลุมเยอะขึ้นเช่นนี้ จะให้ทำยังไง ปลุกหรือปล่อยเลยตามเลย
เลยตามเลยแล้วกัน!!
ภรรยาขยับหัวไปมาแขนขาก็เลื่อนหามุมสบายให้ตัวเองแล้วทิ้งน้ำหนักลงบนร่างอีกฝ่าย ปล่อยอารมณ์ ซึมซับการพักผ่อนอีกครั้ง
เส้นผมนุ่มดุจแพรไหมของเหรินซวงอิ๋นถูไถปลายคางของเขากลับไม่รู้สึกระคายเคืองหรือรำคาญเลยสักนิดทว่าชวนให้เกิดความรู้สึกแปลกใหม่ในใจอีกแล้ว จะบอกว่าอย่างไรดีใจของเขาตอนนี้..เสียวสะดุ้ง ใช่มันประมาณนั้นแหละ
สองแขนที่โอบกอดภรรยาไม่มีทีท่าจะคลายออกกลับรัดเข้าหาตัวเองอีกหน่อย
ท่ามกลางความมืดสลัวนั้นมุมปากของจ้าวจิงถิงขยับยกช้าๆ หัวใจที่เสียวสะดุ้ง? ของเขาสงบลงในเวลาต่อมา
ด้านคุณนายเล็กไม่รู้เลยว่าเจ้าวัชพืชกอนี้ มักใหญ่ใฝ่สูงเพียงใดทั้งเขายังกล้าหลับต่อในอาณาเขตอันตราย..ทั้งคืน
แสงอรุณเช้านี้มาช้ากว่าทุกวันเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว บนเกาะมักจะอากาศแปรปรวนกว่าบนแผ่นดินใหญ่ โดยเฉพาะช่วงนี้
เมื่อวานแดดจ้าฟ้าใส วันนี้กลับมืดครึ้มชวนให้ผู้คนเกียจคร้าน เหรินซวงอิ๋นและจ้าวจิงถิงนอนจนลืมเวลา เกือบแปดโมงแล้วหยาหยาได้รับหน้าที่ให้ขึ้นมาตาม
เธอลังเลอยู่หน้าห้องแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเคาะสองครั้ง
‘ก๊อก..ก๊อก’
“คุณชายใหญ่ คุณนายเล็ก ตื่นหรือยังคะคุณนายให้หยาหยามาเรียกไปทานข้าวเช้าค่ะ”
“....” หญิงสาวเอียงหูแนบประตูไม่ได้ยินอะไรเลย
ตึ่ง!!!
สามีภรรยาที่กำลังกอดกันราวกับเป็นร่างเดียวรู้สึกตัวและรีบผละออกจากกัน
สาวใช้คิดเองไปไกลหรือเมื่อคืนจะ..หนักไปหน่อย..ก็เลย..อร๊ายย
เคาะอีกทีแล้วกันค่อยลงไปบอกคุณนายว่ายังไม่ตื่น คุณนายน่าจะชอบใจมากกว่าไม่พอใจทุกวันนี้ใครบ้างไม่รู้ว่าคุณนายกับคุณนายผู้เฒ่าเสาะหาสูตรยาบำรุงเพื่อให้คุณนายเล็กตั้งท้องไม่แน่อาจสมหวังในเวลาอันใกล้นี้
เสียงเคาะต่อมาจึงเหลือแค่ ‘ก๊อก’ ครั้งเดียว ไม่ดังเท่าครั้งแรกด้วย
“คุณชายใหญ่ คุณนายเล็กงั้นหยาหยาไปเรียนคุณท่านกับคุณนายให้เอง ไม่ต้องรีบตื่นนะคะ”
ในห้องเหรินซวงอิ๋นลุกลงจากเตียงก่อนเช่นเคยไม่มีคำอธิบายสำหรับกอดที่ดำเนินมายันเช้า “ผมใช้ห้องน้ำก่อนนะ”
จ้าวจิงถิงเองก็ไม่ได้กระโตกกระตาก “อืม..นายก่อนเลย”
คราวนี้หลังจ้าวจิงถิงอาบน้ำเสร็จก็เห็นภรรยากำลังจะก้าวขาออกจากห้อง เขารีบเรียกเอาไว้
“เดี๋ยวสิ นายหิวเหรอ”
“เปล่า แต่คุณแม่ให้หยาหยามาตามเช้านี้ผมตื่นสาย เกรงว่าจะดูไร้มารยาท”
จ้าวจิงถิงเดินออกมาและพันแค่ผ้าเช็ดตัวที่เอวเหมือนเคยเหรินซวงอิ๋นขมวดคิ้ว เอาเสื้อผ้าไปใส่ในห้องน้ำก่อนแล้วค่อยออกมามันยากตรงไหนหรือว่านี่คือนิสัยวัชพืช ชอบยืนเปลือยหน้ากระจกงี้
พวกหลงตัวเอง!!
“ไม่มีใครว่าหรอก นายตื่นเช้าทุกวันจะสายบ้างก็ได้ วันนี้อากาศดีน่านอน พ่อแม่รู้อยู่ แล้วฉันก็มีเรื่องจะคุยนายอยู่ก่อนนะ”
คุย?
หรือจะเป็นเรื่องเข่อซิง
“คุณชายมีเรื่องอะไรงั้นเหรอ”
จ้าวจิงถิงลีลา เขาสลัดผ้าขนหนูทิ้งลงบนพื้นก้มๆ เงยๆ หยิบเสื้อผ้า แต่งตัวให้ภรรยาชม ลำบากเหรินซวงอิ๋นที่เห็นแล้วขัดตาต้องตามไปเก็บผ้าขนหนูของเขา เอามาพาดไว้ให้เป็นที่เป็นทางอีก
คุณชายใหญ่เห็นการกระทำนั้นจากในกระจกเขาทำทีไม่สนใจ เริ่มพูดเรื่องงาน บรรยากาศกับบทสนทนาขัดแย้งกันมาก
“เข่อซิงขาหัก”
เหรินซวงอิ๋นชะงักที่เขายอมพูดเรื่องนี้กับตน ไว้ใจหรือว่าหยั่งเชิงกันแน่แล้วนี่ควรต้องแกล้งตกใจไหม
ภรรยาทำหน้าแปลกใจ “ทำไมถึงหักได้ครับ เกิดอุบัติเหตุอะไร”
“เกิดเรื่องกับเขาจริงแต่ไม่ใช่อุบัติเหตุ มีคนคิดจะลงมือซ้ำ” ความหมายของจ้าวจิงถิงคือซ้ำจากตอนตะขาบโลหิต เหรินซวงอิ๋นยกระดับความตกใจ
“แบบนี้พวกคุณก็รู้แล้วว่าใครที่อยากทำร้ายพวกคุณคราวก่อนแล้วสิ”
จ้าวจิงถิงดึงกางเกงในสีดำขึ้นปิดสะโพกที่แน่นหนับ“ยังเลย มันตายซะก่อน มู่ถังซินน่ะ เป็นผู้จัดการที่หลีเจี๋ย” ความที่คิดว่าภรรยาคงไม่เคยไปสถานที่ดิบเถื่อนไร้อารยะอย่างสนามต่อสู้ใต้ดินนั้น คงไม่รู้จักมู่ถังซิน เขาก็อธิบายสั้นๆว่ามู่ถังซินคือใคร พร้อมสวมกางเกงขาสั้น กับเสื้อโปโลระหว่างนั้นก็รอคำถามใหม่จากคนฟัง
“มันคือสนามต่อสู้ใช่ไหมครับ” เหรินซวงอิ๋นถามอย่างไม่มั่นใจ
“ใช่ นายรู้จักด้วย”
“แหม๋..ก็..ยูจินไม่ได้กว้างขนาดนั้นคุณเองก็เคยบอกว่าคุณชายเข่ออยู่ที่นั่น ลืมแล้วรึไง” ลืมจริงจ้าวจิงถิงนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก เขาไปบอกภรรยาตอนไหน
อ้อ..คงเป็นตอนบอกพ่อหรือปู่แล้วภรรยาอยู่ฟังด้วยล่ะมั้ง
“นั่นแหละทีนี้แผนการเดิมเรื่องส่งของให้ท่านเติ้งก็ต้องเปลี่ยน”
นี่สิ..มันต้องแบบนี้พูดอะไรน่าฟังขึ้นมาบ้าง เหรินซวงอิ๋นนั่งลงที่เบาะปลายเตียงรอฟังเรื่องที่สนใจ
สามีเล่าต่อ “เขาไม่อยากให้คนอื่นรู้เรื่องที่บาดเจ็บ ดังนั้นการขนส่งทั้งสองช่วงฉันต้องเป็นคนควบคุมเองทั้งหมดเลย”
“ทำไมล่ะ”
“ตระกูลเข่อซับซ้อนเหตุผลที่แท้จริงเขาก็ไม่บอกฉันด้วย”
“.....”
“ที่จะบอกนายก็คือ” คุณชายใหญ่เงียบและมองภรรยาผ่านกระจก เหรินซวงอิ๋นก็สบตาเขาดวงตากลมโตมีบางอย่างดึงดูดให้เขาจ้องค้างอยู่อย่างนั้นพูดเสียงปรกติแต่ใจเหวี่ยงไปมา อยากหันหลังกลับไปแล้วดึงภรรยามาจูบ
จ้าวจิงถิงตกใจกับความต้องการของตนตอนนี้มากเขาอยากจูบเหรินซวงอิ๋นงั้นเหรอ?
โลกจะแตก เกาะจะถล่มหรือตะขาบโลหิตสักสิบตัว ยังไม่น่ากลัวเท่านี้เลย
ทว่าสิ่งที่เหรินซวงอิ๋นคิดตอนนี้คือวัชพืชเป็นโรคอะไรหรือเปล่า สีหน้าไม่ค่อยโอเคนะ
“ครับ?”
“เอ่อ..ฉันจะบอกนายว่าจะไม่อยู่สักพัก”
“ครับ ผมทราบแล้ว คุณจะไปเมื่อไหร่มีกำหนดกลับแน่นอนหรือยัง”
“ตอนนี้ยัง ต้องรอทางท่านเติ้งก่อนว่าของจะพร้อมส่งตอนไหน แต่คงไม่เกินอาทิตย์นี้เดิมเข่อซิงต้องไปรับของจากท่านเติ้งมาไว้ที่เมืองหลงโต้วแล้วเราค่อยไปส่งต่อให้ลูกค้าที่ชายแดนเมืองเหอหม่างแต่ตอนนี้เขาอ้างกับทางตระกูลเข่อว่าต้องการให้เร็วขึ้นรับจากท่านเติ้งแล้วจะยิงยาวไปต่อเมืองเหอหม่างเลย”
“คุณจะให้พวกที่รับจ้างทำอยู่มั้ย”
“ทำคงให้พวกเขามาคุมตั้งแต่ต้นทางพร้อมกับฉัน”
“ก่อนหน้านี้คุณบอกคุณปู่ว่ามีแผนบอกผมได้หรือเปล่า”
จ้าวจิงถิงแต่งตัวเสร็จพอดีเขาหันมาคุยอย่างจริงจัง แต่ท่าโพสนั้นเหมือนกำลังจะเก๊กหล่อหว่านเสน่ห์
“แผนของฉันก็คือของที่กลุ่มรับจ้างขนไปเป็นของปลอม สินค้าจริงฉันจะให้คังข่ายดูแลเรื่องนี้มีแค่ฉัน นาย และคังข่ายเท่านั้นที่รู้”
"คุณจ้างพวกนั้นมาล่อเป้า?"
"ก็ไม่เชิง อันที่จริงฉันมีงานอื่นให้พวกนั้นทำ"
"งานอะไร"
"หาตัวพ่อบ้านฉายกับอู๋โถงก่อนหน้านี้ก็ฝากเจ้ารองไปแล้วด้วย"
"หื้ม.."
"นายไม่ต้องห่วงนะต้องรู้ให้ได้ว่าใครสั่งวางยานาย"
ที่แท้สามีก็คิดเรื่องนี้เหมือนกับเขางั้นแปลว่าคุณชายรองก็ไม่บอกว่าเขาก็บอกให้ทำเรื่องพ่อบ้านฉายเหมือนกันเหรินซวงอิ๋นรู้สึกว่าน้องสามีคนนี้ไว้ใจได้คนหนึ่งเลยและกลับมามองสามีใหม่เช่นกัน
วัชพืชกอใหญ่นี้ ก็ไม่ได้ไร้พิษซะทีเดียว
จ้าวจิงถิงเหมือนมีเรื่องจะพูดอีก “นาย..”
“ผมไม่บอกใคร ไม่ต้องห่วง”
“เปล่าไม่ใช่เรื่องนั้น ช่างมันเถอะลงไปข้างล่างกัน หิวแล้ว จะได้ไปทักทายน้าซูด้วย”
“ครับ”
ภรรยาตอบรับและลุกเดินทันที ไม่มีอ้อยอิ่งไม่มีทิ้งสายตา คืออะไรกันนะ จ้าวจิงถิงขยับยืนดีๆ ส่องกระจกอีกรอบใส่ชุดนี้ไม่ขึ้นหรือไง
แต่จะเมินกันก็ช่างเถอะแค่คำว่าดูแลตัวเองด้วย ภรรยาพูดเป็นหรือเปล่า
หงึ...
Y_Y