บทที่ 7 พริบตาเดียวผ่านไปเจ็ดปีแล้ว
เวลาเจ็ดวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซัวหยงจำต้องบอกลาจากไป
“พี่ซัวหยง จะไม่อยู่ต่ออีกสักสองสามวันจริงหรือ?”
เล่าเอี๋ยนดึงมือของท่านนักปราชญ์ใหญ่ไว้ ไม่อยากให้ไปแม้แต่น้อย
ซัวหยงรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก มองเล่าเอี๋ยนด้วยดวงตาแดงก่ำ
“จวินหลางมีเมตตา พี่ผู้โง่เขลารับน้ำใจไว้แล้ว เพียงแต่พระราชโองการค้ำคอ พี่ผู้โง่เขลาไม่อยากดึงน้องผู้ประเสริฐเข้ามาพัวพันด้วย!”
เล่าเจี้ยงเดินเข้าไปหา และก้มตัวคำนับซัวหยง
“ท่านลุงซัว ขอบคุณท่านที่สั่งสอนในหลายวันนี้! เล่าเจี้ยงซาบซึ้งอย่างหาที่สุดมิได้”
ซัวหยงไม่อยากจากไปยิ่งนัก หาใช่เพราะละโมบการใช้ชีวิตในแคว้นกิจิ๋ว แต่เป็ไม่อยากจากเล่าเจี้ยงไป
แค่ติดต่อสนทนากันในระยะเวลาเจ็ดวัน ความเฉลียวฉลาดของเล่าเจี้ยงทำให้ซัวหยงตกตะลึงสุดขีด
พร์ของคุณชายน้อยเหนือกว่าคนธรรมดาจะเทียบได้ เหมือนกับไม่ใช่เด็กอายุสามขวบ
แม้พร์มิอาจเพิ่มจำนวนพันธมิตรได้ ทว่าคุณธรรมเพิ่มได้แน่นอน
เล่าเจี้ยงในวัยสามขวบถ่อมตัวและสุภาพ มีกลิ่นอายแห่งความเป็สุภาพบุรุษ
“หลานชาย เ้าเฉลียวฉลาดมาแต่เกิด หาได้ยากนักบนโลกนี้! เดิมทีข้าอยากรับเ้าไว้เป็ศิษย์ สืบทอดวิชาของข้า! ”
“เฮ้อ! น่าเสียดายข้าสร้างศัตรูไว้มากเหลือเกิน ทั้งยังถูกเนรเทศขึ้นเหนืออีก ”
ความอาลัยอาวรณ์ของซัวหยงเขียนไว้เต็มสีหน้า เล่าเจี้ยงซาบซึ้งอย่างยิ่ง
“ท่านลุงซัว ข้า…”
“เอาเถิด ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าทิ้งตำราลับทั้งหมดที่ข้ามีในตอนนี้ไว้ให้เ้าแล้ว อย่าทำให้ข้าผิดหวังละ!”
“ท่านลุงซัว…”
เล่าเจี้ยงควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้อีกต่อไป หลั่งน้ำตาไหลรินนองหน้า
ซัวหยงโน้มตัวแตะบ่าเด็กชายเบา ๆ พลางเหลือบมองบุตรสาวอย่างอาลัยอาวรณ์
“จวินหลาง ข้าขอฝากเอี๋ยมเอ๋อร์ไว้กับเ้าด้วย”
เล่าเอี๋ยนใจห่อเหี่ยวที่คนรู้จักถูกเนรเทศอยู่แล้ว ยิ่งถูกกระตุ้นเข้า ขอบตาพลันแดงก่ำขึ้น
“พี่ซัวหยงโปรดวางใจ จากนี้ไปเอี๋ยมเอ๋อร์คือบุตรสาวของข้า!”
ซัวหยงพยักหน้าอย่างหนักแน่น ก่อนกุมมือบอกลา
“ขอบคุณอย่างมาก! จวินหลาง รักษาตัวด้วย!”
เล่าเอี๋ยนกุมมือบอกลาเช่นเดียวกัน
“พี่ซัวหยง รักษาตัวด้วย!”
ซัวหยงไม่ลังเลอีก ดึงฮูหยินที่ร้องไห้จนกลายเป็คนเ้าน้ำตาเข้ามา แล้วค่อย ๆ จากไปจนลับสายตาของทุกคน
ซัวเอี๋ยมน้อยเห็นบิดามารดาจากไปก็เศร้าเสียใจไม่น้อย และร้องไห้เป็คนขี้แยนานแล้ว
เล่าเจี้ยงดึงมือน้อยของธิดานักปราชญ์เลื่องชื่อมาหา ให้นางได้พักพิงบนลาดไหล่น้อยของตัวเอง
“พี่เล่าเจี้ยง เอี๋ยมเอ๋อร์ไม่มีพ่อแม่แล้วใช่หรือไม่ ต่อไปจะไม่มีใครคอยรักคอยเป็ห่วงแล้วใช่หรือไหมเ้าคะ?”
เล่าเจี้ยงใช้มือปาดน้ำตาซัวเอี๋ยมทิ้งไป แล้วกระซิบปลอบโยน
“เอี๋ยมเอ๋อร์ไม่ต้องห่วง จากนี้ไปพี่จะคอยดูแลเ้า จะคอยรักคอยห่วงเ้าเอง”
เล่าเจี้ยงตัวน้อยในเวลานี้ได้เปลี่ยนเป็พี่ชายสูงใหญ่เมื่ออยู่ในสายตาของซัวเอี๋ยม
เขามองเด็กหญิงน่ารักที่อยู่ตรงหน้า ในใจก็ยิ่งหมายมั่นที่จะยึดครองใต้หล้ามากขึ้น
ไม่ควรเสียเวลาอีกแล้ว ข้าจะต้องเแข็งแกร่งขึ้น
มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะทุกอย่างได้!
…
เวลาผันผ่าน พริบตาเดียวก็ผ่านมาเจ็ดปีแล้ว
สำหรับเล่าเจี้ยงแล้ว เจ็ดปีเหมือนดั่งหนึ่งวัน เขาขันแข็งไม่มีเกียจคร้านเลยแม้แต่น้อย
เขาเสริมสร้างร่างกายด้วยประสบการณ์เทรนเนอร์ในชาติก่อน มุมานะเรียนตำราที่ซัวหยงทิ้งไว้ให้ จนกลายเป็กิจวัตรประจำวันไปแล้ว
แน่นอนว่า การแกล้งซัวเอี๋ยมเล่นก็ต้องไม่ขาดเช่นกัน
เล่าเจี้ยงในตอนนี้อายุสิบปีแล้ว ทว่าเขาไม่เหมือนเด็กอายุสิบขวบเลยสักนิด
ร่างกายสูงขึ้นมากกว่าหกฉื่อแล้ว อีกทั้งยังแข็งแรงมาก หมัดกล้ามเผยออกมาอย่างสวยงาม
ลานด้านหลังจวนผู้ตรวจการ เล่าเจี้ยงกำลังฝึกยิงเกาทัณฑ์
ฮองตงมองคุณชายที่มีร่างกายเหนือคนทั่วไปก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา และรู้สึกเสียดายอยู่ในใจ
คุณสมบัติร่างกายคุณชายสูงมากอย่างที่หาได้ยากในโลกใบนี้! แล้วเหตุใดพร์ในการฝึกยุทธ์ถึงได้แย่ปานนี้
แม้จะทุ่มเทพยายามมากแค่ไหน เกรงว่าคงยากจะบรรลุไปอีกระดับ
เล่าเจี้ยงไม่รู้ความคิดภายในใจของฮองตง เขาในตอนนี้แค่ต้องดึงสายเกาทัณฑ์ให้สุดมือ
เขากัดฟันแน่น ท่าทางดูดุร้าย ทว่าแขนที่สั่นเทาดูเหมือนจะเตือนเขาว่ายังควบคุมคันเกาทัณฑ์ไม่ได้
ไม่ วันนี้ข้าจะต้องดึงสายเกาทัณฑ์ให้สุดมือให้ได้ ข้าต้องดุดันกับตัวเองให้มากกว่านี้อีกหน่อย!
แม้แต่เื่ง่าย ๆ ยังทำไม่ได้ จะยึดครองใต้หล้าได้อย่างไร จะปกป้องได้อย่างไร
เอี๋ยมเอ๋อร์!
“อ๊าก!”
เล่าเจี้ยงคำรามออกมา เขาเข้าใจชัดแจ้ง ขีดจำกัดของร่างกายจะต้องทะลวงต่อไป หลังจากทะลวงแล้วถึงจะปรับให้เหมาะสมได้
“แยกออกมา!”
เล่าเจี้ยงคำรามเสียงดัง
จนในที่สุดก็ดึงสายเกาทัณฑ์จนกลายเป็จันทร์เต็มดวงได้
“ดีมาก! พละกำลังของคุณชายน่าทึ่งยิ่งนัก อายุสิบขวบก็สามารถควบคุมคันเกาทัณฑ์ที่มีแรงดึงหนึ่งต้านได้แล้ว!”
ฮองตงเอ่ยแสดงความยินดี และรู้สึกมีความสุขแทนเล่าเจี้ยง
คุณชายน้อยค่อย ๆ คลายสายเกาทัณฑ์ พลางมองพลคุ้มกันของตนเองด้วยสีหน้าอับอาย
“ฮั่นเซิงเลิกล้อเลียนข้าได้แล้ว เนื้อหนังร่างนี้ของข้านับว่าไร้ประโยชน์นัก!”
แม้เล่าเจี้ยงจะแข็งแรง แต่เมื่อเทียบกับฮองตงก็ยังด้อยกว่ามาก
ฮองตงสูงแปดฉื่อ รูปร่างองอาจ สง่างามน่าเกรงขาม มีรัศมีแม่ทัพ!
“คุณชายอย่าได้ดูแคลนตัวเองเกินไปเลย! แม้การฝึกยุทธ์จะพัฒนาได้เชื่องช้า ทว่าพละกำลังของคุณชายเหนือกว่าคนทั่วไป หาใครเปรียบมิได้”
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฮองตงปลอบเล่าเจี้ยง เขาทำได้แค่ปลอบโยนเท่านั้น ไม่มีวิธีอื่นแล้ว
เล่าเจี้ยงโบกมือ เขาไม่สนว่าตัวเองฝึกยุทธ์ไปถึงระดับไหนแล้ว ขอแค่ไม่ใช่คนอ่อนแอก็เพียงพอแล้ว
“ฮั่นเซิง ข้าเตรียมจะไปเรียนหนังสือที่แคว้นเซียงจิ๋ว”
“เช่นนั้นข้าขอไปเก็บสัมภาระสักครู่ จะได้คุ้มกันคุณชายออกเดินทาง!”
“ไม่ต้อง ตอนนี้ใต้หล้านับว่าสงบสุขอยู่ ข้ามีเื่อีกอย่างที่อยากวานเ้า”
“เชิญคุณชายสั่งมาได้เลย!”
ฮองตงรู้สึกซาบซึ้งต่อเล่าเจี้ยงอย่างมาก หากไม่มีเล่าเจี้ยง ลูกชายเขาคงตายไปนานแล้ว
แม้ตอนนี้จะยังป่วยไข้อยู่ กระนั้นอย่างน้อยก็ยังมีชีวิตรอด
ครอบครัวพวกเขายังอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขไร้กังวลได้
“ฮั่นเซิง แผ่นดินใกล้จะเข้าสู่่โกลาหลแล้ว…”
ใกล้ได้เวลาราชวงศ์ฮั่นตะวันออกล่มสลาย เหล่าขุนพลจะ่ชิงความเป็ใหญ่ วรรณกรรมสามก๊กกำลังจะเปิดม่านขึ้น
เล่าเจี้ยงถอนหายใจเล็กน้อย เอ่ยประโยคที่ทำให้ฮองตงใออกมา
“คุณชายหมายความว่าอย่างไร?”
เล่าเจี้ยงไม่ตอบ แค่ส่ายหัวเล็กน้อย
“วิชาเกาทัณฑ์ของฮั่นเซิงยอดเยี่ยมนัก ข้าอยากให้ฮั่นเซิงรับสมัครขุนพลร้อยคนมาฝึกวิชาเกาทัณฑ์!”
“เงินให้ทางจวนเป็คนออก ทว่าสมาชิก ฮั่นเซิงต้องเป็คนเลือกเอง และพยายามเลือกคนที่ไร้ครอบครัวไร้บ้านให้กลับไปหา”
“คุณชาย้าฝึกกองกำลังของตัวเองหรือ?”
“นี่เป็ความผิดร้ายแรงนัก!”
เล่าเจี้ยงไม่ตอบ เอาแต่มองฮองตงอยู่อย่างนั้น
พลคุ้มกันลังเลยิ่งนัก เขาเป็ทหารมานาน ย่อมเข้าใจจุดจบของผู้ซ่องสุมกองกำลังของตัวเองเป็อย่างดี
“ทางด้านท่านผู้ตรวจการเล่าขอรับ?”
“ส่วนบิดาข้าจะเป็คนบอกเอง เ้าไม่จำเป็ต้องคิดเื่นี้”
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้ารับปาก คุณชาย!”
ฮองตงกัดฟันตอบ
“ฮั่นเซิง เ้าถือเป็คนสนิทของข้า”
เล่าเจี้ยงมองชายผู้ทรงพลังอย่างลึกซึ้ง ก่อนหมุนตัวจากไป