ในคืนเดียวกัน ขณะที่พวกเขากำลังนั่งล้อมวงรอบกองไฟ เสียงคำรามต่ำๆดังขึ้นจากป่าด้านข้าง
อวิ๋นหลัวหยุดการสนทนาและมองไปยังความมืด
"บางสิ่งบางอย่างกำลังมา"
ก่อนที่ใครจะตอบสนอง ปีศาจรูปร่างสูงใหญ่ก็พุ่งทะลุแนวป่ามามันมีลักษณะเหมือนเสือขนาดใหญ่
มีสีขนเป็สีส้มทองและดำแต่กลับมีแสงเรืองรองที่เปล่งออกมาจากร่างกายเหมือนเปลวไฟปกคลุมร่างมัน
เขี้ยวที่ยาวและแหลมคม สะท้อนซึ่งความโกรธและความหิวโหยที่ไม่มีที่สิ้นสุด
"พวกมันมาตามข้าอีกแล้ว" ซูลี่พูดพร้อมกับลุกขึ้นเตรียมพร้อม
ซ่งหลิงอันหัวเราะ
"ดูเหมือนเ้าจะระแวงว่าทุกสิ่งที่เข้ามา คือศรัตรูของเ้าเสมอ"
“หูเหม่ สัตว์เทพในตำนาน” อวิ๋นหลัวตาโตพร้อมพูดออกมาเบาๆ
“มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร" หลงเฟยอวิ๋นพึมพำออกมาเบาๆ เขาแสดงสีหน้าประหลาดใจ
เ้ารู้หรือไม่ว่าจะจัดการมันอย่างไร” หลิงชางซูถามออไป พร้อมถือพัดหยกของเขาอย่างเตรียมพร้อม
“’ง่ายนิดเดียว... ซุลี่ปล่อยพลังนกฟีนิกส์ในตัวเ้าซิปีศาจอย่างหูเหม่มักจะกลัวแสงสว่าง"
ซ่งหลิงอัน บอกซูลี่ออกไป เขาเองก็อยากเห็นพลังของหญิงสาว ได้เวลาประจวบเหมาะพอดี
"โดยเฉพาะแสงที่มีพลังบริสุทธิ์แบบเ้า” ซ่งหลิงอันพูดต่อ พร้อมเดินถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“ข้าจะปล่อยพลังอย่างไรล่ะ ข้ายังควบคุมพลังไม่ได้”ซุลี่ร้องะโ
“แล้ววันนี้ตอนต่อสู้กับท่านนักพรต ทำไมเ้าถึงเปิดพลังได้” หลงเฟยอวิ๋นปรายตามองซูลี่และเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“ข้าไม่รู้ พลังมันเกิดขึ้นมาเอง ... แต่ตอนนี้ข้าปล่อยพลังออกมาไม่ได้” ซูลี่ตอบด้วยความร้อนใจ
“แล้วจะทำเช่นไรดี” อวิ๋นหลัวเดินไปเกาะแขนซูลี่แน่น
ยังไม่ทันที่ใครจะตอบอะไรกลับมา หูเหม่ ได้เข้าจู่โจมพวกเขามันพุ่งชนเข้าไปในกลุ่มที่พวกเขายืนอยู่
แต่พวกเขาหลบทันหูเหม่จึงพุ่งชนต้นไม้ขนาดใหญ่แทน
ต้นไม้ล้มโค่นลงมาทำให้เกิดเสียดังกระหึ่มทั่วป่าดังพอๆกับเสียงคำรามของมันซึ่งกระตุ้นพลังที่น่าสะพรึงกลัวในผู้ที่ได้ยิน
การต่อสู้เกิดขึ้นอย่างดุเดือด ทุกคนในกลุ่มแสดงความสามารถที่น่าทึ่ง
เหยียนจ้าวหลงโจมตีอย่างเฉียบขาดด้วยดาบของเขา
หลิงชางซูเคลื่อนตัวรวดเร็วหลอกล่อปีศาจ พร้อมกวัดแกว่งพัดหยกในมือทำให้ปีศาจาเ็อยู่บ้าง
แต่ไม่ได้ลดความดุร้าย หรือทำให้มันอ่อนพลังลงเลย
อวิ๋นหลัวใช้สมุนไพรบางชนิดสร้างควันพิษที่ทำให้ปีศาจเคลื่อนไหวช้าลงแต่ความช้าลงของมันก็ยังรวดเร็วกว่ามนุษย์อยู่ดี
ขณะเดียวกันซูลี่และหลงเฟยอวิ๋นก็ใช้พลังของพวกเขาประสานกันพยายามสร้างแสงไฟบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้น
แต่เนื่องจากวันนี้พวกเขาใช้พลังไปมาก แทบจะไม่เหลือกำลังในการต่อสู้อีกแล้ว
แสงไฟเกิดขึ้น่สั้นๆก็ดับลง พวกเขาไม่สามารถต้านทานการโจมตีหนักหน่วงของหูเหม่ได้เลย ทำได้แค่เพียงหลบหลีกไปมา
ซ่งหลิงอัน เดินออกไปอยู่เบื้องหน้าของปีศาจหูเหม่เขาควักเข้าไปในอกเสื้อ หยิบบางอย่างออกมา
มันคือกระจกศักดิ์สิทธิ์ “กระจกเหมันต์แห่งสายน้ำ” และส่องไปที่มัน
ปีศาจตัวใหญ่ส่งเสียงคำรามครั้งสุดท้ายก่อนจะล้มลงไปกับพื้นกองไฟที่ใกล้ดับกลับถูกพลังจากการต่อสู้ทำให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
** กระจกเหมันต์แห่งสายน้ำ เป็ของวิเศษจาก สำนักเซียนวารีพิสุทธิ์ เป็กระจกที่สะท้อนพลังของน้ำแข็งและฤดูหนาวสามารถหยุดยั้งพลังแห่งไฟหรือความร้อนแรงจากศัตรูใช้ในการปกป้องและปราบปรามพลังอันอันตรายจากปีศาจที่เกี่ยวข้องกับไฟ เช่น หูเหม่
"ข้าไม่เลวเลยใช่ไหม?" ซ่งหลิงอันเอ่ยขึ้นพลางปัดเศษฝุ่นออกจากชุด
"ท่านไม่ใช่แค่ศิษย์เซียนแล้วมั้งถึงมีของวิเศษของสำนักวารีพิสุทธิ์ได้"
เหยียนจ้าวหลงกล่าวพร้อมเก็บดาบของเขาลงในฝักสายตาของเขาจับจ้องไปที่ซ่งหลิงอันด้วยความสงสัยแฝงไว้ในท่าทีเยือกเย็น
ซ่งหลิงอันยิ้มอย่างยั่วเย้าพลางยักไหล่และตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความขี้เล่น
"ข้าก็แค่เซียนพเนจรเล็ก ๆ เท่านั้น ไม่ได้มีอะไรมากมาย"ท่าทางเขานิ่งและร่าเริง แต่แววตากลับบ่งบอกถึงความลึกซึ้งที่ยากจะคาดเดา
ทุกคนต่างหันมามองเขาอย่างจริงจังหลายคนในกลุ่มรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ไม่ธรรมดาในตัวเขาบางทีซ่งหลิงอันอาจจะไม่ใช่แค่แค่ศิษย์เซียนธรรมดา ๆ อย่างที่เขาพูด
ซ่งหลิงอันจับหัวยิ้มเขินๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางขี้เล่น
"ท่านพ่อข้าคือเ้าสำนักของสำนักวารีพิสุทธิ์... ของวิเศษที่ข้าใช้มันก็แค่ของ ที่ข้าหยิบมาใช้ชั่วคราวเท่านั้น"
เขาพูดอย่างไม่แยแสแต่ในคำพูดนั้นแฝงไว้ด้วยความท้าทายราวกับกำลังทดสอบว่าคนในกลุ่มจะเชื่อหรือไม่”
อวิ๋นหลัวมองเขาด้วยความสงสัยผมยาวที่ถักเปียทั้งสองข้างพลิ้วไหวขณะเธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ออกจะตรงไปตรงมา
"เ้าเป็ขโมยงั้นหรือ? หยิบของวิเศษจากสำนักมาใช้แบบนี้ได้อย่างไร?"
ซ่งหลิงอันยิ้มกว้างพร้อมเอ่ยด้วยท่าทางยียวน
"แหม...ท่านเซียนหญิงพูดอย่างนี้ ข้าก็ไม่อยากโต้แย้งหรอกนะเพียงแต่หยิบของที่บ้านมาใช้ก่อน
ใช้เสร็จแล้วก็เอากลับไปเก็บที่เดิมไม่ได้เรียกว่าขโมยหรอก"
คำตอบของเขาทำให้อวิ๋นหลัวเบิกตากว้างและยิ้มออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
"ก็จริง ข้าก็เคยหยิบตำราแพทย์ของอาจารย์มาอ่านแล้วก็เอาไปเก็บที่ห้องตำราเหมือนเดิมหลังอ่านเสร็จ"
ซ่งหลิงอันมองหญิงสาวอย่างสนุกสนานและพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
"ใช่ไหมล่ะ? แบบนั้นแหละ เหมือนกันเลย"
อวิ๋นหลัวพยักหน้าหมายมั่นด้วยความใสซื่อ
"อือ..." เธอเชื่อคำพูดของเขาอย่างหมดใจทำให้ทุกคนในกลุ่มอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างมีชีวิตชีวาในขณะที่ความเงียบและความตึงเครียดจากการต่อสู้เมื่อครู่เริ่มคลี่คลาย
แต่ท่ามกลางเสียงหัวเราะนั้น ซูลี่กลับเงียบลงไป สายตาของเธอกวาดมองทุกคนรอบตัว ความไม่ไว้ใจกันในตอนแรกเริ่มคลี่คลายลง
ซูลี่หันไปมองหลงเฟยอวิ๋นที่ยืนข้าง ๆ และหลิงชางซูที่ยิ้มบาง ๆราวกับจะบอกว่าเขาก็เริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง
"จริงสิ..." ซูลี่พูดขึ้นมาเสียงเบา แต่ความหมายลึกซึ้ง
"แม้การพบเจอกันในวันนี้จะดูเหมือนเริ่มต้นจากการระแวงซึ่งกันและกันแต่บางที... บางทีเราคงจะได้เริ่มมิตรภาพจากที่นี่ก็ได้"
หลงเฟยอวิ๋นพยักหน้าอย่างเห็นด้วยพร้อมสอดสายตามองกลุ่มใหม่ที่เกิดขึ้น
"การเดินทางของเรายังอีกยาวไกลเื่ราวต่อไปคงไม่ง่ายนัก แต่ถ้าเรารวมกันได้... เราก็อาจจะก้าวผ่านไปได้"
ทุกคนยังคงนั่งล้อมวงรอบกองไฟ แม้ว่าบางคนอาจยังมีคำถามในใจแต่ในตอนนี้พวกเขาก็ได้เริ่มเปิดใจให้กับสิ่งใหม่ ๆและมิตรภาพที่กำลังจะเริ่มเติบโตอย่างช้า ๆ ทุกอย่างในตอนนี้ยังคงไม่แน่ชัดแต่พวกเขาก็รู้ว่า ณ ที่นี่ และ ณ ตอนนี้ พวกเขาไม่ใช่แค่ผู้คนที่บังเอิญมาพบกันเท่านั้นแต่เป็พันธมิตรที่อาจจะต้องพึ่งพาอาศัยกันไปในอนาคต
"ไม่ว่าอนาคตอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อวันนั้นมาถึง พวกเราจะก้าวผ่านไปด้วยกัน" ซูลี่คิดในใจ ขณะมองกลุ่มที่เริ่มเปิดใจต่อกัน
และเมื่อมองไปที่แสงแห่งมิตรภาพที่เริ่มส่องประกายในใจแม้เธอจะยังไม่แน่ใจว่าอนาคตจะเป็อย่างไร
แต่วินาทีนี้พวกเขาได้ตัดสินใจแล้วที่จะเดินทางไปด้วยกัน