ผมไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่ง ชีวิตของชายวัยสามสิบสี่ปีผู้ครองตำแหน่งประธานกรรมการบริหารสูงสุดของ T-Group จะต้องมาสะดุดกับสิ่งมีชีวิตขนาดกะทัดรัดที่สูงไม่พ้นหัวไหล่ของตัวเอง
แสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้าทอดผ่านกระจกบานใหญ่ตึกสูงระฟ้ากลางย่านสาทร ส่องเข้ามาในห้องทำงาน CEO ที่ตกแต่งด้วยโทนสีเทาดำสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก ทุกตารางนิ้วในห้องนี้สะท้อนถึงระเบียบวินัย ความเฉียบขาด และความเงียบสงบที่ผมพึงพอใจมาโดยตลอด แต่ในเช้าวันนี้... ความคิดในหัวของผมกลับไม่ได้ถูกเติมเต็มด้วยตัวเลขอัตราการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ หรือกราฟวิเคราะห์ยอดขายประจำไตรมาสเหมือนอย่างเคย
บนหน้าจอคอมพิวเตอร์หน้าผมโชว์อีเมลเอกสารงบการเงินค้างคาไว้ แต่ในมโนภาพของผมกลับฉายภาพแก้มกลมใสที่ขึ้นสีแดงระเรื่อจนเกือบจะเป็สีมะเขือเทศสุกของเด็กฝึกงานตัวน้อยคนนั้น
‘พู่กัน’
เพียงแค่คิดถึงชื่อนี้ขึ้นมา อกข้างซ้ายของผมก็คล้ายจะเต้นผิดจังหวะไปเสียดื้อๆ ผมยังจำภาพเหตุการณ์เมื่อวานในห้องแพนทรีได้ดี เ้ากระต่ายตัวเล็กที่พยายามทำตัวลีบแบนจนแทบจะสิงเข้าไปในตู้เย็นขนาดใหญ่เพื่อหลบเลี่ยงสายตาของผม ดวงตาโตใสซื่อคู่นั้นเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกทุกครั้งที่ผมก้าวเข้าไปใกล้ และท่าทางเก้ๆ กังๆ ซุ่มซ่ามจนเกือบจะทำขวดน้ำหล่นพื้น แต่กลับดูน่าเอ็นดูเสียจนผมต้องพยายามกลั้นยิ้มจนมุมปากเกร็ง
ความน่ารักที่ปราศจากการเสแสร้งของเด็กคนนั้นทำให้ผมรู้สึก... อุ่นวาบในอกอย่างประหลาด มันเป็ความรู้สึกผ่อนคลายที่หาได้ยากยิ่งในชีวิตการทำงานที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดของผม
มุมปากของผมยกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ความว่างเปล่าเบื้องหน้า พลางจิบกาแฟดำร้อนดับเบิลช็อตเอสเพรสโซในแก้วเซรามิกสีดำสนิท รสชาติที่เคยขมปร่าและเข้มข้นจนคนอื่นแทบไม่กล้าแตะ กลับรู้สึกว่าวันนี้มันมีรสหวานเจือปนอยู่บางเบา
ก๊อก ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำลายความเงียบสงบ ผมรีบปรับสีหน้ากลับมาขรึมนิ่ง ดวงตาคมดุจ้องมองไปยังบานประตูทันทีตามสัญชาตญาณเมื่อเลขาอรเดินก้าวเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารสามสี่เล่มในอ้อมแขน
"ตารางงานวันนี้ค่ะบอส ่เช้าไม่มีประชุมด่วน มีเซ็นอนุมัติงบโครงการ T-Forest และ่บ่ายสองโมงมีประชุมติดตามงานดีไซน์ของแผนก Creative Design... อุ๊ย!"
เลขาอรที่กำลังร่ายยาวรายงานตารางงานจู่ๆ ก็ชะงักคำพูดไปดื้อๆ ร่างของเธอเกือบจะเซถอยหลังเมื่อเห็นใบหน้าของผม แฟ้มเอกสารในมือถูกกอดกระชับแน่น ดวงตาภายใต้กรอบแว่นทรงเฉี่ยวเบิกกว้างจ้องมองตรงมาที่ผมอย่างตระหนกปนระแวง
ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย "มีอะไร อร"
"บอสคะ..." เลขาคู่ใจที่ร่วมงานกันมาเกือบแปดปีลดเสียงลงต่ำ พลางสอดสายตามองไปรอบห้องทำงานของผมราวกับกำลังประเมินสถานการณ์ลี้ลับ
"เมื่อกี้... อรตาฝาดไปใช่ไหมคะ? บอสกำลังนั่งยิ้มอยู่คนเดียวหน้าคอมพิวเตอร์"
"ผมแค่คิดเื่งาน" ผมตอบเสียงเรียบ หน้านิ่งสนิทราวกับรูปสลักหินแกรนิต
"ไม่จริงค่ะ อรทำงานกับบอสมานาน รอยยิ้มแบบนั้นไม่ใช่รอยยิ้มตอนคิดโครงการพันล้านแน่ๆ ค่ะ มันเป็ยิ้มละมุน ยิ้มอ่อนโยน ยิ้มเหมือน..."
อรเว้นจังหวะ พลางทำท่าทางประกอบด้วยการเอามือทาบอก
"เหมือนคนมีความรัก หรือไม่ก็... บอสโดนคุณไสยเ้าไหนมาหรือเปล่าคะ? ผีเข้าหรือเปล่าบอส? เดี๋ยวอรไปตามซินแสหรือพระอาจารย์วัดดังมาทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้ไหมคะ?"
จินตนาการของเลขาผมช่างล้ำลึกเหลือเกิน
ผมถอนหายใจยาว แววตาดุจ้องมองเธอเขม็งเพื่อเรียกสติ
"ถ้าคุณอรยังไม่เลิกพูดจาไร้สาระ ผมจะหักโบนัสปลายปีของคุณเอาไปทำบุญสะเดาะเคราะห์แทน เอาแฟ้มงานมาวางไว้ แล้วออกไปทำงานต่อได้แล้ว"
"อุ๊ย! ขอโทษค่ะบอส อรรีบไปเดี๋ยวนี้แหละค่ะ"
เลขาอรปรับท่าทีทันควันด้วยความรวดเร็วระดับมืออาชีพ เธอรีบวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะทำงานของผมอย่างเป็ระเบียบ ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังประตู แต่ก่อนที่เธอจะเอื้อมมือไปเปิดประตูห้องทำงาน ผมก็กระแอมไอขึ้นมาเบาๆ
"เดี๋ยว อร"
เลขาอรหันกลับมามองผมอย่างระแวดระวัง
"มีคำสั่งเพิ่มเติมอะไรหรือเปล่าคะบอส?"
ผมเคาะนิ้วลงบนโต๊ะทำงานไม้เนื้อดีเบาๆ ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวอย่างอดไม่ได้ พู่กันเพิ่งหายไข้ ร่างกายยังไม่แข็งแรงเต็มที่ การทำงานออกแบบในห้องแอร์เย็นๆ ตลอดทั้งวันอาจจะทำให้เด็กคนนั้นรู้สึกเพลียหรือล้าได้ง่ายๆ และเท่าที่ผมสังเกตเห็นเมื่อวาน ใบหน้าหวานนั้นยังดูอิดโรยอยู่ไม่น้อย
"่นี้พนักงานในแผนก Creative Design ทำงานกันหนักมากใช่ไหม" ผมเริ่มเกริ่นเสียงขรึม
"เอ่อ... ก็ตามมาตรฐาน่ปิดโปรเจกต์ค่ะบอส แต่ก็ไม่ได้หนักหนาจนเกินไปนะคะ"
อรรายงานอย่างแปลกใจที่จู่ๆ บอสจอมมารก็ถามถึงสารทุกข์สุกดิบของระดับพนักงานปฏิบัติการ
"อืม... ในฐานะผู้บริหาร ผมคิดว่าเราควรมีสวัสดิการเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้พวกเขา"
ผมพูดหน้าตาเฉย น้ำเสียงเป็ทางการเหมือนกำลังแถลงนโยบายระดับชาติ
"คุณสั่งขนมเค้กอร่อยๆ กับเครื่องดื่มจากร้านดังส่งไปให้คนในแผนกนั้นทุกคน อ้างว่าเป็รางวัลสำหรับความขยันในการทำงาน"
เลขาอรทำหน้าอึ้งไปสามวิ ก่อนจะหรี่ตามองผมอย่างมีเลศนัย
"ให้ทุกคนเลยเหรอคะบอส? แผนกอื่นจะน้อยใจไหมคะเนี่ย ปกติบอสไม่เคยสปอยล์แผนกไหนเป็พิเศษแบบไม่มีสาเหตุเลยนะคะ"
"แผนกอื่นถ้าผลงานดีเด่น ผมก็มีรางวัลให้อยู่แล้ว คุณจัดการตามที่สั่งก็พอ" ผมตัดบทเสียงเข้ม
"รับทราบค่ะบอส เดี๋ยวอรประสานงานให้เลยค่ะ"
"เดี๋ยวก่อน..."
ผมรั้งเธอไว้อีกรอบ แสร้งทำเป็พลิกเปิดดูแฟ้มเอกสารงบประมาณในมือเพื่อหลบเลี่ยงสายตาจับผิดของเลขาตัวเอง
"สำหรับพู่กัน..."
"คะ?" เลขาอรประสานมือไว้ข้างหน้า หูผึ่งทันทีเมื่อได้ยินชื่อนี้
"เด็กนั่น... เพิ่งหายไข้"
ผมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าพยายามคุมโทนเสียงไม่ให้ดูใส่ใจเกินเหตุ ทั้งที่ในใจรู้สึกร้อนรุ่มแปลกๆ
"สั่งเค้กสตรอว์เบอร์รี่หวานน้อยที่เป็ของโปรดของเขามาให้... แล้วสั่งนมอุ่นๆ เพิ่มให้อีกแก้วแทนที่จะเป็พวกกาแฟหรือน้ำอัดลม กำชับร้านด้วยว่าขอแบบพรีเมียมที่สุด"
เลขาอรอมยิ้มแก้มแทบแตกจนเห็นลักยิ้มชัดเจน แววตาระยิบระยับล้อเลียนอย่างปิดไม่มิด
"อ๋อ... สองมาตรฐานอีกแล้วสินะคะ คนอื่นได้ขนมกับเครื่องดื่มแบบสุ่มทั่วไป แต่น้องพู่กันต้องได้เค้กสตรอว์เบอร์รี่หวานน้อยกับนมอุ่นสูตรพิเศษส่งตรงจากบอส แถมยังระบุด้วยว่าเป็ของโปรดน้อง อรจดคำสั่งเรียบร้อยค่ะบอส รับรองส่งถึงมือกระต่ายน้อยแน่นอนค่ะ"
"ผมสั่งงานในฐานะหัวหน้างานที่เป็ห่วงลูกน้องที่เพิ่งหายป่วย"
ผมพูดด้วยน้ำเสียงดุขรึมหวังจะกลบเกลื่อนความนุ่มฟูในอกที่เริ่มขยายตัว
"ออกไปได้แล้ว อร"
"ค่ะบอส อรจะเก็บความลับสุดยอดของ 'หัวหน้างานผู้อารี' นี้ไว้เป็ความลับระดับชาติเลยค่ะ!"
เลขาอรรับคำด้วยท่าทางทะเล้น ก่อนจะรีบเดินออกจากห้องไปพร้อมเสียงหัวเราะคิกคักเบาๆ ที่ไล่หลังมา
เมื่อประตูห้องทำงานปิดสนิทลง ผมก็อดไม่ได้ที่จะพิงแผ่นหลังลงกับพนักเก้าอี้ทำงานหนังแท้หนานุ่ม ในหัวจินตนาการไปถึงภาพใบหน้าหวานของเด็กฝึกงานตัวน้อยตอนที่เปิดกล่องเค้กและได้รับนมอุ่น พู่กันจะทำหน้าอย่างไรนะ? จะหน้าร้อนผ่าวและหันไปมองรอบตัวอย่างระแวงว่าใครเป็คนสั่งมาให้หรือเปล่า? หรือเด็กดีคนนั้นจะรู้ทันทีว่าเป็ฝีมือของผม แล้วส่งสายตาอ้อมแอ้มแก้มแดงผ่านมาทางเลขาอร?
เพียงแค่คิดว่าตัวเองสามารถทำให้แก้มใสๆ นั้นขึ้นสีระเรื่อและหัวใจดวงน้อยเต้นแรงขึ้นมาได้ ความรู้สึกเอ็นดูและอยากทะนุถนอมก็เอ่อล้นขึ้นมากลางอก
ทำงานต่อไปเถอะธีร์... บ่ายนี้ยังมีศึกใหญ่ในห้องประชุมที่นายต้องรักษามาดประธานจอมมารไว้ให้มั่น
---
บ่ายสองโมงตรง บรรยากาศภายในห้องประชุมย่อยของแผนก Creative Design เต็มไปด้วยความตึงเครียด แอร์ในห้องปรับอุณหภูมิไว้ที่ยี่สิบสามองศา แต่สำหรับพนักงานทุกคนที่นั่งเรียงรายอยู่รอบโต๊ะประชุมยาวสีขาวนวลแล้ว อุณหภูมิกลับรู้สึกเหมือนติดลบสิบองศาเมื่อประธานจอมมารอย่างผมก้าวเท้าเข้ามานั่งประจำตำแหน่งประธานในที่ประชุม
ผมสวมสูทสามชิ้นสีชาร์โคลเกรย์ (Charcoal Grey) เนี้ยบกริบ ไม่มีรอยยับแม้แต่จุดเดียว ใบหน้านิ่งคมคายปราศจากรอยยิ้ม ดวงตาดุเฉียบคมกวาดมองผู้เข้าประชุมทุกคนจนแต่ละคนสะดุ้งตัวลีบ เลี่ยงที่จะสบตากับผมโดยตรง แม้กระทั่งคุณส้ม หัวหน้าแผนกผู้มากประสบการณ์ยังแอบกลืนน้ำลายเอื้อมมือไปหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเช็กความเรียบร้อยของสไลด์นำเสนอด้วยมือที่สั่นเบาๆ
"เริ่มประชุมได้" ผมกล่าวเสียงเรียบต่ำ
การนำเสนอโปรเจกต์งานดีไซน์โครงสร้างภายในของคอนโดมิเนียมหรูตัวใหม่เริ่มต้นขึ้น ดีไซเนอร์รุ่นพี่สองสามคนสลับกันก้าวออกไปอธิบายแิและการเลือกใช้วัสดุ ซึ่งผมรับฟังด้วยความเงียบสงบ แต่เป็ความเงียบที่กดดันจนคนพูดเสียงสั่นเครือ
"แบบตรงนี้ยังใช้ไม่ได้"
ผมเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดขณะที่รุ่นพี่ดีไซเนอร์คนหนึ่งกำลังพรีเซนต์
"โทนสีห้องนอนหลักดูทึบเกินไป คอนเซ็ปต์ของเราคือความหรูหราที่ผ่อนคลาย ไม่ใช่ความอึดอัดเหมือนห้องใต้ดิน ไปปรับเฉดสีและเปลี่ยนวัสดุบุผนังใหม่ทั้งหมด แล้วส่งให้ผมตรวจภายในวันศุกร์นี้"
"ด...ได้ครับบอส เดี๋ยวผมจะรีบแก้ไขด่วนที่สุดครับ"
ดีไซเนอร์รุ่นพี่คนนั้นปาดเหงื่อพลางก้มหัวรับคำสั่งอย่างกลัวเกรง
บรรยากาศในห้องประชุมยิ่งดิ่งลงสู่ความเกร็งสุดขีด ทุกคนพากันนั่งตัวตรงแหน็บลุ้นระทึกว่าใครจะเป็รายต่อไปที่โดนจอมมารเชือดกลางห้องประชุม จนกระทั่งคุณส้มหันไปพยักหน้าส่งสัญญาณให้พนักงานใหม่คนล่าสุดของแผนก
"ต่อไป... เป็ส่วนการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางและมุมพักผ่อนหย่อนใจของโครงการค่ะ ให้พู่กันเป็ผู้นำเสนอค่ะบอส"
หัวใจของผมกระตุกวูบหนึ่งอย่างห้ามไม่ได้เมื่อได้ยินชื่อนั้น
พู่กันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ร่างเล็กก้าวออกไปยืนที่หน้ารูปโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ มือทั้งสองข้างกอดแท็บเล็ตคู่ใจไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ใบหน้าหวานดูตื่นเต้นและประหม่าอย่างชัดเจน ดวงตาโตใสซื่อคู่นั้นช้อนขึ้นสบตากับผมแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบหลบตาต่ำลงไปมองหน้าจอแท็บเล็ต
กระต่ายน้อยของผมกำลังสั่น... ท่าทางตื่นกลัวเหมือนลูกนกตกน้ำนั้นทำให้ความดุดันเฉียบขาดที่ผมเพิ่งแสดงออกไปเมื่อครู่ละลายหายไปในพริบตา แววตาคมดุของผมแปรเปลี่ยนเป็อ่อนโยนลงหลายส่วนโดยที่ผมเองก็ห้ามตัวเองไม่ทัน โทนเสียงที่ใช้พูดก็เบาลงและทุ้มนุ่มนวลขึ้นจนเลขาอรที่นั่งจดบันทึกการประชุมอยู่ข้างๆ ถึงกับแอบหันมาเหลือบมองแล้วอมยิ้ม
"ไม่ต้องรีบ พู่กัน... ค่อยๆ พูด" ผมเอ่ยปากบอกเสียงนุ่ม
คำพูดประโยคนั้นทำให้คนทั้งห้องประชุมหันขวับมามองผมเป็ตาเดียว บางคนอ้าปากค้างเล็กน้อยด้วยความช็อก เพราะน้ำเสียงเมื่อกี้ของผมกับน้ำเสียงที่ใช้ดุดันใส่ดีไซเนอร์รุ่นพี่เมื่อครู่ช่างแตกต่างกันราวกับคนละคน สองมาตรฐานจนเห็นได้ชัดว่าบอสจอมมารเปลี่ยนโหมดเป็บอสผู้อ่อนโยนในพริบตา
พู่กันหน้าขึ้นสีแดงจางๆ พยักหน้ารับเบาๆ
"ข...ขอบคุณครับบอส คือในส่วนของพื้นที่ส่วนกลาง ผมเลือกใช้แิ 'Natural Sanctuary' เพื่อเน้นการดึงแสงธรรมชาติเข้ามา และใช้วัสดุไม้โทนอุ่นสลับกับกระจกโปร่งแสงครับ..."
เด็กน้อยค่อยๆ นำเสนอไอเดียของตัวเองอย่างตั้งใจ น้ำเสียงของพู่กันเริ่มนิ่งขึ้นและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเมื่อเข้าสู่เื่งานออกแบบที่เ้าตัวรัก ผมนั่งฟังอย่างตั้งใจ แววตาที่จ้องมองร่างเล็กตรงหน้าเต็มไปด้วยความชื่นชมและเอ็นดู สายตาของผมแทบไม่ได้ละไปจากใบหน้าหวานและริมฝีปากอิ่มที่กำลังขยับจดจ่ออยู่กับการอธิบายงานเลยสักวินาที
เมื่อพู่กันนำเสนอเสร็จ เ้าตัวก็ยืนนิ่งก้มหน้าลงเล็กน้อย ลุ้นระทึกรอคอยคำวิจารณ์จากปากของประธานจอมมารที่ขึ้นชื่อเื่ความเคี่ยวและเฮี้ยบที่สุดในบริษัท
ผมประสานมือไว้บนโต๊ะ มองตรงไปที่ร่างเล็กด้วยความรู้สึกอ่อนโยนที่เอ่อล้น
"งานออกแบบดีมาก เลือกใช้วัสดุได้ลงตัวและเข้าใจความ้าของกลุ่มเป้าหมายได้ดี โดยรวมไม่มีจุดแก้ไขใหญ่ๆ ทำต่อได้เลย"
"จริงเหรอครับบอส!"
ดวงตาของพู่กันเปล่งประกายสดใส รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าหวานจนลักยิ้มบุ๋มลงไป น่ารักเสียจนผมอยากจะลุกขึ้นเดินไปบีบแก้มยุ้ยนั่นต่อหน้าทุกคนในห้องประชุม
"จริง" ผมตอบ พลางขยับเปลี่ยนท่านั่งเล็กน้อย แสร้งทำเป็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าซ่อนความห่วงใยไว้อย่างมิดชิด
"แล้วนี่... หายไข้ดีสนิทแล้วใช่ไหม?"
"เอ๊ะ... ครับ หายดีแล้วครับ!"
พู่กันตอบตะกุกตะกัก ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่อลามไปจนถึงใบหูด้วยความเขินอายที่จู่ๆ ก็โดนประธานบริษัทถามเื่ส่วนตัวในห้องประชุมที่เป็ทางการขนาดนี้
"ดีแล้ว ทำงานเหนื่อยก็พัก อย่าหักโหม ร่างกายเพิ่งฟื้นไข้ยัง้าการพักผ่อน"
ผมกล่าวย้ำน้ำเสียงทุ้มลึก แววตาหวานเชื่อมที่ส่งไปหาพู่กันทำให้คุณส้มและพวกดีไซเนอร์คนอื่นๆ ในห้องประชุมถึงกับหันมามองสบตากันอย่างเลิ่กลั่ก
พี่ส้มส่งสายตาทำนองว่า ‘ฉันบอกพวกเธอแล้วใช่ไหมว่าสองคนนี้มีอะไรในกอไผ่’ ขณะที่รุ่นพี่ดีไซเนอร์คนอื่นพากันทำหน้าเหมือนเห็นผีเข้าประธานบริษัทจริงๆ เพราะบอสธีร์ผู้ไม่เคยประนีประนอมกับใครในเื่งาน กลับสปอยล์เด็กฝึกงานเพิ่งหายไข้ด้วยคำพูดแสนอ่อนหวานและสายตาเชื่อมหวานที่แทบจะละลายพู่กันคาห้องประชุม
เลขาอรพยายามกลั้นหัวเราะจนตัวสั่นระริก รีบยกสมุดโน้ตขึ้นมาปิดครึ่งหน้าของตัวเองเพื่อไม่ให้ส่งเสียงดังออกมา
"ข...ขอบคุณครับบอส"
พู่กันตอบเสียงเบาหวิว ก้มหน้าจนคางแทบจะชิดอก แก้มกลมแดงซ่านไปหมดแล้ว ท่าทางเขินอายจนตัวม้วนของกระต่ายน้อยทำให้หัวใจของผมเต้นแรงระรัวด้วยความรู้สึกเอ็นดูปนคลั่งรักในอกจนแทบเก็บอาการหน้านิ่งไม่อยู่
การประชุมจบลงด้วยความราบรื่น พนักงานทุกคนรีบเก็บของออกจากห้องประชุมด้วยความรวดเร็วราวกับกลัวว่าจอมมารจะเปลี่ยนโหมดกลับมาร้ายกาจอีกครั้ง ส่วนผมก็เดินกลับห้องทำงานของตัวเองด้วยความรู้สึกโปร่งสบายใจอย่างที่สุดในรอบวัน
---
่ห้าโมงเย็น ท้องฟ้าด้านนอกตึก T-Group เริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีเทาครึ้ม เมฆฝนก้อนใหญ่ตั้งเค้าลอยต่ำลงมาบดบังแสงอาทิตย์ยามเย็น ลมกระโชกแรงพัดพาเอาฝุ่นละอองและไอเย็นะเืมาัักระจกห้องทำงาน เสียงฟ้าร้องครืนๆ ดังแว่วมาแต่ไกลเป็สัญญาณเตือนว่าสายฝนชุดใหญ่กำลังจะเทกระหน่ำลงมาในไม่ช้า
ผมยืนกอดอกมองลงไปที่ถนนเบื้องล่าง รถยนต์เริ่มติดขัดหนาแน่นเป็แพยาวเนื่องจากทุกคนเร่งรีบเดินทางกลับบ้านก่อนฝนตก ภาพฝูงคนจำนวนมหาศาลที่กำลังเบียดเสียดกันเดินมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสลอยเข้ามาในหัวของผม
สถานีรถไฟฟ้า่ฝนตกที่คนหนาแน่น อับชื้น และระบายอากาศไม่ดี...
ความคิดที่ว่าเด็กฝึกงานตัวน้อยที่เพิ่งฟื้นไข้ของผมจะต้องไปยืนเบียดเสียด ดมกลิ่นอับ และเผชิญกับลมหนาวเย็นชื้นท่ามกลางสายฝนเพื่อเดินทางกลับคอนโดเพียงลำพัง ทำให้ผมรู้สึกขมวดคิ้วแน่นด้วยความกังวล
ผมหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันไลน์ทันที นิ้วมือเรียวยาวกดเข้าไปที่หน้าแชทส่วนตัวของพู่กัน ซึ่งประดับไปด้วยภาพโปรไฟล์รูปสัตว์เลี้ยงตัวกลมป้อมหน้าตากวนๆ ผมเริ่มพิมพ์ข้อความด้วยน้ำเสียงกึ่งคำสั่ง เผด็จการแสนอบอุ่นตามสไตล์ของผมเอง
T-Group_CEO: เลิกงานแล้วลงมารอที่ลานจอดรถ VIP ชั้นใต้ดิน ห้ามกลับรถไฟฟ้าเด็ดขาด ยาที่ให้ไปยังกินอยู่ใช่ไหม?
ผมกดส่งไปแล้วจ้องมองหน้าจอเงียบๆ รอคอยการตอบกลับ เพียงไม่ถึงนาที ข้อความก็ขึ้นว่าอ่านแล้ว พร้อมสติกเกอร์รูปกระต่ายถือกระทะทำหน้าโวยวายถูกส่งกลับมา
Pookan_Design: บอสครับ! ผมกลับเองได้ครับ เกรงใจบอสแย่เลย อีกอย่างวันนี้ฝนตก รถติดแน่ๆ บอสรีบกลับไปพักผ่อนเถอะครับ รถไฟฟ้าสะดวกกว่าเยอะเลย
สะดวกตรงไหน? ต้องไปยืนเบียดจนไหล่ลีบ ดมลมหายใจคนอื่นเนี่ยนะ?
ผมขมวดคิ้ว พิมพ์ตอบกลับไปด้วยความรวดเร็วและเด็ดขาด
T-Group_CEO: ลมแรง ฝนกำลังจะตก อากาศเย็นจัด ถ้าเธอไปตากฝนแล้วไข้กลับขึ้นมาอีก ใครจะรับผิดชอบงานดีไซน์ส่วนกลางที่ส่งมา? ลงมารอที่ลานจอดรถ VIP ชั้นใต้ดิน ตอนนี้
Pookan_Design: แต่บอสครับ... เกรงใจพี่ๆ ในแผนกด้วย ถ้าใครเห็นเข้ามันจะดูไม่ดีนะครับ (สติกเกอร์กระต่ายคุกเข่าร้องไห้กราบกราน)
T-Group_CEO: รถของผมติดฟิล์มมืด ไม่มีใครเห็น และนี่คือคำสั่งของประธานบริษัท ถ้าห้านาทีผมลงไปแล้วไม่เจอเธอรออยู่ ผมจะเดินขึ้นไปอุ้มเธอลงมาจากแผนก Creative Design ด้วยตัวเอง เลือกเอา
คำขู่ของผมได้ผลชะงัด ข้อความตอบกลับของพู่กันหยุดนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะส่งสติกเกอร์รูปกระต่ายหูตก ยอมยกธงขาวจำนนตอบกลับมาสั้นๆ
Pookan_Design: ยอมแล้วครับ... ผมจะลงไปรอที่ลานจอดรถ VIP ครับ
ผมเก็บสมาร์ตโฟนใส่กระเป๋ากางเกงสแลกซ์ มุมปากหยักเผยรอยยิ้มจางๆ ด้วยความพอใจปนเอ็นดู ความดื้อรั้นเล็กๆ ของพู่กันนั้นไม่ได้ทำให้ผมหงุดหงิดเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับทำให้อยากแกล้งและอยากต้อนกระต่ายตัวนี้ให้จนมุมภายใต้อ้อมแขนของผมมากกว่าเดิม
ผมหยิบสูทตัวนอกพาดบ่าสะพาย พยักหน้าให้เลขาอรที่กำลังเก็บของเตรียมกลับบ้านเช่นกัน อรส่งยิ้มหวานแซวมาตามระเบียบ แต่ตอนนี้ผมไม่มีเวลาจะปะทะคารมด้วยแล้ว จึงทำเพียงเดินตรงไปยังลิฟต์ผู้บริหารเพื่อกดตรงลงสู่ลานจอดรถชั้นใต้ดินทันที
---
ลานจอดรถ VIP ชั้นใต้ดินของตึก T-Group ค่อนข้างเงียบสงบเนื่องจากเป็พื้นที่เฉพาะสำหรับผู้บริหารระดับสูง ลมเย็นจากพายุฝนด้านนอกพัดกรรโชกเข้ามาตามช่องระบายอากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิใต้ตึกเย็นเยือกขึ้นมาถนัดตา
ผมก้าวออกจากลิฟต์พลางสอดสายตามองหาเป้าหมาย แล้วก็พบร่างโปร่งบางของพู่กันยืนห่อไหล่ทำตัวลีบแอบอยู่ข้างเสาปูนต้นใหญ่ใกล้ๆ กับพื้นที่จอดรถส่วนตัวของผม เด็กน้อยสวมเพียงเสื้อเชิ้ตทำงานสีขาวบางๆ แขนยาวที่พับขึ้นมาถึงข้อศอก สองมือกอดกระเป๋าเป้สะพายหลังไว้แนบอก ร่างเล็กสั่นเทาเบาๆ จากลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามา
พู่กันดูเหมือนพยายามทำตัวเองให้เล็กที่สุดเพื่อไม่ให้สะดุดตาผู้คนที่อาจจะผ่านไปมา ท่าทางลับๆ ล่อๆ น่าเอ็นดูนั่นทำให้ผมต้องเดินเข้าไปหาด้วยฝีเท้าเงียบกริบ
"มายืนหลบมุมตรงนี้ทำไม" ผมเอ่ยถามเสียงเรียบทุ้มจากด้านหลัง
"อุ๊ย บอส!" พู่กันสะดุ้งสุดตัว หันกลับมามองผมด้วยดวงตาโตตื่นๆ พลางรีบยกมือไหว้พัลวัน
"สวัสดีครับบอส... เอ่อ ผมมารอตามที่บอสสั่งแล้วครับ"
ผมปรายสายตามองร่างเล็กที่ยังคงสั่นน้อยๆ ผิวแก้มใสที่เคยแดงซ่านในห้องประชุมบัดนี้กลับซีดลงเล็กน้อยเพราะลมหนาว ผมไม่ชอบใจเลยเวลาเห็นเด็กคนนี้มีสีหน้าซีดเผือดหรือดูอ่อนแอลงเพราะความเจ็บไข้ได้ป่วย
ผมไม่พูดพร่ำทำเพลง ปลดเสื้อสูทนอกสีชาร์โคลเกรย์เนื้อผ้าแคชเมียร์ชั้นดีที่พาดบ่าอยู่ออก จากนั้นก้าวเข้าไปประชิดร่างเล็กแล้วกางเสื้อสูทคลุมทับลงบนลาดไหล่บางของพู่กันทันที
"อ๊ะ! บอสครับ ไม่เป็ไรครับ..." พู่กันพยายามจะถอดเสื้อสูทคืนให้ผมด้วยท่าทีเกรงใจ ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงก่ำสลับกับความเลิ่กลั่ก
"ใส่ไว้ ห้ามถอด" ผมใช้น้ำเสียงเฉียบขาดข่มขู่ พลางจับสาบเสื้อสูททั้งสองข้างดึงเข้าหากันเพื่อห่อหุ้มร่างเล็กของน้องให้กระชับแน่นขึ้น
เสื้อสูทตัวใหญ่ของผมคลุมทับร่างของพู่กันจนแทบไม่เห็นตัว ชายเสื้อยาวลงมาเกือบถึงต้นขา กลิ่นอายประจำตัวของผมที่เป็น้ำหอมแนว Woody และ Smoky ผสมผสานกับกลิ่นกายอุ่นร้อนอบอวลรอบตัวพู่กันอย่างจัง เด็กน้อยหน้าร้อนวาบ ซุกใบหน้าลงกับปกเสื้อสูทตัวใหญ่อย่างเขินอายปนขัดเขิน ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูนั่นทำให้ผมแทบจะระงับอารมณ์อยากดึงน้องเข้ามากอดไว้ในอกไม่ไหว
"ขึ้นรถได้แล้ว ลมเริ่มแรงขึ้นแล้ว"
ผมเปิดประตูรถซูเปอร์คาร์ Aston Martin Vantage คันหรูสีดำขลับให้พู่กันก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่เบาะผู้โดยสารตอนหน้า ก่อนที่ผมจะอ้อมไปขึ้นฝั่งคนขับ เสียงประตูปิดลงเสียงดังอึกกั้นเสียงลมพายุฝนจากภายนอกไว้ได้อย่างสิ้นเชิง ภายในรถตลบอบอวลไปด้วยความอุ่นจากระบบทำความร้อนและกลิ่นอายที่แสนปลอดภัย
ผมสตาร์ตเครื่องยนต์ ปรับอุณหภูมิของระบบปรับอากาศให้พ่นไออุ่นออกมาเบาๆ เพื่อไล่ความหนาวชื้นออกจากร่างของพู่กัน หันไปมองคนข้างกายที่นั่งเกร็งกริบหลังตรง มือเล็กยังคงจับสาบเสื้อสูทของผมไว้แน่น
"หนาวไหม?" ผมถามพลางเอื้อมมือไปปรับทิศทางช่องแอร์ให้ออกจากตัวน้องเล็กน้อยป้องกันไม่ให้โดนลมแอร์โดยตรง
"ม...ไม่หนาวแล้วครับ เสื้อสูทของบอสอุ่นมากเลยครับ"
พู่กันตอบอ้อมแอ้ม เสียงเบาราวกระซิบ ดวงตาหวานช้อนขึ้นมองผมอย่างขอบคุณ
ผมมองมือเล็กของพู่กันที่ยังคงสั่นเทาอยู่เล็กน้อยบนตักด้วยความรู้สึกห่วงใย มือคู่นั้นยังคงเย็นชื้นจากลมหนาวด้านนอกตึก ผมไม่ได้คิดทบทวนอะไรให้เสียเวลา ละมือซ้ายจากพวงมาลัย เอื้อมข้ามคอนโซลกลางไปกุมมือเล็กของพู่กันไว้แน่น
"บอสครับ...!"
พู่กันสะดุ้งตัวโยนพยายามจะชักมือกลับด้วยความใ แต่ผมกระชับฝ่ามือให้แน่นขึ้น สอดประสานนิ้วมือของผมเข้ากับนิ้วเรียวเล็กของน้องจนแแ่ไร้ช่องว่าง
"กุมไว้เฉยๆ มือเธอเย็นเหมือนน้ำแข็ง ทนหน่อย เดี๋ยวก็อุ่น"
ผมสั่งเสียงทุ้ม แฝงความอ่อนโยนลึกซึ้ง แววตาคมทอดมองสบตากับดวงตาใสซื่อคู่นั้นอย่างสั่นะเืความรู้สึก
ฝ่ามือหนาใหญ่และอุ่นจัดของผมที่กุมประสานมือของน้องไว้ค่อยๆ แผ่ซ่านไออุ่นเข้าทดแทนความหนาวเหน็บ พู่กันเม้มริมฝีปากอิ่มแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนผมรู้สึกได้ผ่านชีพจรตรงข้อมือเล็กที่ัักัน น้องเลิกขัดขืน ยอมปล่อยให้ผมกุมมือไว้ตลอดการเดินทางโดยไม่มีท่าทีกระอักกระอ่วนใจอีกต่อไป มีเพียงพวงแก้มกลมสองข้างที่แดงระเรื่อปานผลเชอร์รี่สุกใส
ผมขับรถ Aston Martin Vantage ทะยานออกสู่ถนนสายสาทรท่ามกลางสายฝนที่เริ่มเทกระหน่ำลงมาหนาเม็ด เสียงหยดน้ำฝนกระทบกระจกหน้ารถช่วยสร้างโลกส่วนตัวที่แสนอบอุ่นและเงียบสงบขึ้นมาในรถคันหรู
"กินยาตามที่หมอสั่งครบทุกมื้อหรือเปล่า"
ผมเอ่ยถามไถ่อาการไข้ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางบีบกระชับมือเล็กเบาๆ เป็ระยะเพื่อส่งความอบอุ่นให้
"ครบครับ ทานหลังอาหารทุกมื้อเลยครับ"
พู่กันตอบเสียงละมุน ความเกร็งกลัวเ้านายในยามแรกเริ่มมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกสบายใจและอบอุ่นใจที่เปี่ยมล้น
"ขอบคุณบอสมากๆ นะครับที่คอยดูแลผมตลอดเลย ทั้งค่ายา... ทั้งมาเฝ้าไข้ แล้วยังขับรถมาส่งอีก..."
"ผมบอกแล้วไงว่าผมดูแลพนักงานในความดูแลอย่างดีเสมอ"
ผมพูดแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ทั้งที่ความจริงแล้วผมสปอยล์และสองมาตรฐานแค่กับกระต่ายตัวนี้คนเดียวเท่านั้น
"บอสใจดีกว่าที่พี่ๆ ในออฟฟิศเล่าเยอะเลยครับ"
พู่กันพูดปนหัวเราะคิกคักเบาๆ แววตาสดใสจ้องมองหน้าผมอย่างจริงใจ
"ตอนแรกผมกลัวบอสแทบแย่ คิดว่าบอสจะดุเหมือนจอมมารตามข่าวลือเสียอีก"
"แล้วตอนนี้ยังกลัวอยู่ไหม?" ผมปรายสายตามองสบตาหวาน แกล้งเลิกคิ้วถาม
"อืม... ตอนนี้ไม่กลัวแล้วครับ เพราะบอสใจดีที่สุดเลย"
พู่กันตอบพร้อมรอยยิ้มหวานเชื่อมที่สะกดสายตาของผมไว้จนผมแทบไม่อยากมองทางข้างหน้า
ความนุ่มฟูและอุ่นวาบในอกของผมพองโตขึ้นจนแทบคับแน่น ร่างกายและจิตใจที่เคยเหน็ดเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวันได้รับการเยียวยาด้วยคำพูดสั้นๆ และรอยยิ้มแสนสดใสของเด็กฝึกงานคนนี้เพียงคนเดียว
ตลอดการเดินทางท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดอย่างยาวนาน ท่ามกลางเสียงเม็ดฝนตกหนักภายนอก พู่กันคุยจ้อถามตอบเื่งานและเื่ทั่วไปด้วยน้ำเสียงงุ้งงิ้งน่าเอ็นดู ผมคอยตอบรับเสียงนุ่มและคอยกุมประสานมือเล็กไว้ไม่ยอมปล่อย ไออุ่นจากฝ่ามือของผมทำหน้าที่ซับความเย็นชื้นจนมือน้องอุ่นซ่านขึ้นมา
จนกระทั่งผ่านไปเกือบชั่วโมงครึ่ง เสียงคุยจ้อของเด็กดีคนข้างกายค่อยๆ เงียบเสียงลง ผมหันไปมองคนข้างกายอีกครั้งพบว่าพู่กันซุกใบหน้าหวานลงกับเสื้อสูทตัวใหญ่ของผม ตาโตใสซื่อคู่นั้นปิดพริ้มลง ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอเป็จังหวะบ่งบอกว่าเ้ากระต่ายน้อยได้เข้าสู่ห้วงนิทราแสนหวานไปเรียบร้อยแล้วด้วยความเพลียไข้และรู้สึกปลอดภัยเต็มหัวใจในอาณาเขตของผม
ผมผ่อนความเร็วของรถลง ลูบไล้นิ้วโป้งััหลังมือเล็กเบาๆ ด้วยความอ่อนโยนสุดซึ้งในหัวใจ
เด็กดี... หลับเถอะนะ พี่จะดูแลและคอยโอบอุ้มเธอไว้แบบนี้ตลอดไปเอง
ความรู้สึกในอกของผมเวลานี้ช่างชัดเจนเหลือเกินว่า ผมคลั่งรักเด็กฝึกงานตัวน้อยคนนี้จนไม่มีทางถอนตัวขึ้นได้อีกแล้ว และผมยินดีที่จะทำทุกอย่างเพื่อเธออย่างไม่มีเงื่อนไขตลอดไป