เรื่องราวเหล่านี้ผ่านมานานแค่ไหนแล้วนะ สิบปี?หรืออาจจะสิบห้าปี? ผมเองก็จำไม่ได้แน่ชัด เช่นเดียวกับที่ผมไม่เคยนับว่าเป็นเพื่อนกับคิณณ์มานานเท่าไหร่ พวกเราสนิทกันมากถึงขั้นที่ว่าตายแทนกันได้เลย แต่สุดท้ายแล้ว จุดเปลี่ยนที่ทำให้ทุกอย่างพังทลายก็คือ "ผู้หญิง"
เธอคนนั้นใบหน้าน่ารัก ตัวเล็กน่าทะนุถนอม ผมได้รู้จักเธอครั้งแรกในงานสังคมของผู้ใหญ่ ซึ่งตอนนั้นทั้งสองครอบครัวเคยพูดคุยกันเล่น ๆ ถึงเรื่องการหมั้นหมายระหว่างผมกับเม็ดทราย ผมเองก็ไม่รู้ว่าคำพูดเหล่านั้นมีความจริงจังแค่ไหน แต่สุดท้ายความสัมพันธ์ของผมกับเธอก็ค่อย ๆ พัฒนาไปจนถึงขั้นลึกซึ้งตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมภาคภูมิใจที่ได้รักเธอคนนี้ แม้ว่าเราจะไม่ได้เปิดเผยความสัมพันธ์ให้ใครรับรู้ แต่ในเมื่อเธออยู่กับผมแล้ว การประกาศให้โลกรู้หรือไม่นั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ ทว่าผมคิดผิด
เมื่อผมขึ้นปีสองผมเลือกเรียนคณะนิติศาสตร์เช่นเดียวกับคิณณ์ เราสองคนมีอะไรคล้ายกันหลายอย่าง เพียงแต่เส้นทางของเราแตกต่างกัน ผมใฝ่ฝันอยากเป็นอัยการมากกว่าที่จะเป็นผู้พิพากษาเหมือนคิณณ์มัน แต่ใครจะไปคิดว่าความชอบเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะสุดท้ายแล้วเราทั้งคู่กลับตกหลุมรักผู้หญิงคนเดียวกันนั่นก็คือ เม็ดทราย
วันที่คิณณ์พาเม็ดทรายมาเปิดตัวกับพวกผม ผมรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้า ความจริงที่ปรากฏทำให้หัวใจผมสั่นสะท้าน เธอคบกับคิณณ์ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยแสดงท่าทีว่าจะทอดทิ้งผมไปเลยแม้แต่น้อย แล้วทำไมกัน ทำไมเธอถึงเลือกคิณณ์? เพื่อนที่ผมรักและไว้ใจที่สุด
ความเสียใจมันกัดกินหัวใจผมช้า ๆ ยิ่งเห็นเธอยิ้มอย่างมีความสุข คอยดูแลคิณณ์ต่อหน้าผม มันยิ่งเหมือนมีดที่ค่อย ๆ กรีดลงกลางใจ ลึกลงไปจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
แต่สิ่งที่เจ็บปวดร้าวรานยิ่งกว่าคือ เธอไม่แม้แต่จะชายตามองผม ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีแม้แต่ความลังเล ราวกับเรื่องราวของเราที่เคยเกิดขึ้นเป็นเพียงหมอกหนายามเช้า ดูเหมือนจับต้องได้แต่สุดทว่ากลับจางหายไปอย่างไร้ร่องรอยสุดท้ายผมไม่อาจทนเห็นภาพบาดตานั้นได้อีกต่อไปจึงขอตัวเอ่ยลา
‘ลาก่อนนะเม็ดทราย เรารักเธอมากนะ’
สุดท้ายแล้วผมก็ไม่อาจตัดใจจากเธอได้จริง ๆ เมื่อเม็ดทรายกลับมาขอคืนดี เธอร้องไห้ขอโทษสำหรับการนอกใจ ยอมรับว่าเธอไม่เคยคิดว่าคิณณ์จะประกาศเปิดตัวแบบนั้น เธอขอเวลาที่จะบอกเลิกกับมันเสียก่อน ผมก็ยอมตามใจเธอ เพราะในใจลึก ๆ ผมยังเชื่อว่าเธอรักผม หากไม่รักเธอคงไม่กลับมาตามง้อขอให้ผมอยู่เคียงข้างเธออีกครั้งเช่นนี้
แต่สิ่งที่ผมคิดไว้ก็ผิดอีกเช่นเคย จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี เวลาผ่านไปแต่เธอก็ยังไม่เลิกกับคิณณ์ ผมควรจะมองออกตั้งนานแล้วแต่กลับโง่จมปลักอยู่ในความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ซ้ำร้ายเป็นความสัมพันธ์รักสามเส้าเราสามคน โดยที่เพื่อนผมก็ยังคงไม่รู้เรื่องอะไรเลย ผมคงสันดานเลวทรามยิ่งนักถึงกล้าหักหลังเพื่อนรักได้ถึงขนาดนี้
จนกระทั่งวันหนึ่งเธอนัดให้ผมไปที่คอนโดของคิณณ์ ในตอนแรกผมปฏิเสธเพราะแค่ที่เราต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ แบบนี้ก็แย่มากพอแล้ว แต่เธอเซ้าซี้ไม่หยุดสุดท้ายผมก็ใจอ่อน ยอมไปหาเธอจนได้และนั่นคือจุดเริ่มต้นของจุดจบ
คิณณ์กลับมาที่คอนโดทั้งที่เขาควรจะค้างที่บ้านตามที่บอกไว้ ประตูห้องถูกเปิดออกภาพของผมกับเม็ดทรายในสภาพเปลือยเปล่ากำลังร่วมรักกันถูกสะท้อนผ่านดวงตาของคิณณ์ที่เบิกกว้าง เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความทรยศ ผมสบตาของมันและในเสี้ยววินาทีนั้น ผมรู้ดีว่าตัวเองได้สูญเสียเพื่อนรักคนนี้ไปตลอดกาลแล้ว
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมก็ไม่ได้เจอกับคิณณ์มันอีกเลยและเช่นเดียวกันผมก็ตัดขาดกับเม็ดทรายดังเช่นความสัมพันธ์ที่พังทลายมิตรภาพสิบกว่าปีสลายมหายสิ้น ทำไมตอนนั้นผมถึงคิดไม่ได้นะ ทำไมถึงหลงมัวเมาอยู่กับตัณหาราคะจนทรยศเพื่อนรักคนนี้ได้ลง
หลังจากเวลาผ่านมาห้าปีเมื่อผมมาขึ้นศาลที่คิณณ์ประจำอยู่ ถึงเวลาจะผ่านมานานขนาดนี้ผมก็ยังไม่กล้าสู้หน้ามันเลย ผมควรจะทำอย่างไรดี แต่เหมือนว่าโชคชะตาก็ไม่เข้าข้างผมนักเมื่อคดีที่ผมรับผิดชอบส่วนใหญ่นั้นมีคิณณ์มันเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน แต่ก็เท่านั้นมันแทบไม่มองหน้าผมเลยด้วยซ้ำ
ถามว่าผมมีโอกาสไหมที่จะเคลียร์เรื่องราวและขอโทษมันไหม ผมก็ตอบได้เลยครับว่ามีตลอดแต่ผมมันขี้ขลาดตาขาว กล้าทำเรื่องแบบนั้นกับมันแต่กลับไม่กล้าสู้หน้า ผมนี่มันสารเลวเสียชาติเกิดจริงๆ ถ้าเป็นไปได้ผมอยากมีโอกาสที่จะได้ปรับความเข้าใจกับมัน
จนกระทั่งโอกาสนั้นมาถึงเมื่อผมไปฉลองวันเกิดของลัลน์เมียของมัน เจษฎามันก็ปกป้องเต็มที่ไม่ให้เขาสนใจเมียของคิณณ์ได้ ซึ่งผมก็เข้าใจคนเคยมีประวัติไว้ดีอย่างผมสมควรแล้วล่ะที่จะโดนแบบนี้ ผมจึงไม่ยุ่งหรือแม้แต่มองหน้าเมียเพื่อนเลย ประกอบกับผมสนใจในตัวหนูนาจึงเทความสนใจไปที่หนูนาเป็นหลัก แต่ดูเหมือนว่าเจษฎามันก็สนใจเธอเช่นเดียวกัน
จู่ๆคิณณ์มันก็เดินเข้ามาหาเมียมัน แต่สายตามันสะดุดที่ผมถึงกับชะงักสีหน้าเปลี่ยนสีทันที เรื่องผ่านมาหกปีแล้วแต่มันก็คงไม่อยากจะเจอหน้าผมอยู่ดีถ้าเลือกได้ ไม่รู้ว่าเจษฎามันพูดอะไรมันถึงยอมมากินอะไรด้วยกับผม ตลอดมื้ออาหารวันนั้นผมอยากพูดกับมันใจแทบขาดมันทำตัวปกติได้ราวกับผมเป็นฝุ่นผงไม่อยู่ในสายตา แต่ก็อีกเช่นเคยผมเมื่อผมเห็นดังนั้นก็ไม่กล้าพอที่จะทำ
สุดท้ายผมก็คว้าน้ำเหลวอีกครั้งในฐานะอัยการผมสามารถชนได้หมดไม่ว่าใครจะเส้นใหญ่แค่ไหนเขาก็หาได้กลัวไม่ เพราะผมก็เส้นใหญ่พอตัวเช่นเดียวกัน แต่พอเป็นเพื่อนรักผมทำไมผมถึงไม่มีความกล้าแม้แต่เศษเสี้ยวกันนะ
แม้กระทั่งวันแต่งงานของมัน มันก็ไม่ได้เชิญผมไปหรอกนะแต่ผมก็หน้าด้านไป ไม่รู้ว่ามันจะเห็นผมไหมแต่ผมนั้นก็นั่งหลังสุดแล้ว แต่คนเยอะแบบนั้นคงไม่เห็นผมหรอก ขอแค่ได้อยู่ในช่วงเวลาสำคัญของมันผมก็ภูมิใจแล้วเพื่อนเลวคนนี้หวังให้คิณณ์มันมีความสุข ขอให้เจอคนที่รักมันอย่างแท้จริงไม่ถูกหลอกเหมือนผมกับเม็ดทรายอีกเลย
“มึงมีอะไรจะพูดก็พูดไปสิ” เจษฎาเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความตึงเครียดของเพื่อนเก่าที่นั่งจ้องหน้า ส่วนอีกคนก็ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาคมของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
“กูควรพูดกับมันงั้นเหรอ” คิณณ์แค่นเสียงในลำคอ แววตาฉายชัดถึงความสมเพช
“กูขอโทษมึงนะคิณณ์ กูไม่มีอะไรจะแก้ตัว” กว่าที่คณาภัทรจะหาเสียงตนเองได้ก็ผ่านมาชั่วอึดใจ สบตาคมของอดีตเพื่อนรักที่เขายังรักมันอยู่ฝ่ายเดียว
“ไม่มีอะไรจะพูดก็ไสหัวไปซะ”
“มึงใจเย็นคิณณ์ให้โอกาสมันพูดอะไรก่อน ส่วนมึงจะพูดอะไรก็พูดนี่คงโอกาสครั้งสุดท้ายแล้วล่ะ” เจษฎาเอ่ยเตือนเพื่อนซึ่งปกติเป็นคนใจเย็นถึงแม้ว่ามันจะปากหมาก็ตาม ก่อนจะหันไปตบไหล่หนาของคณาภัทรราวกับให้กำลังใจหันตัวเดินจากไปเปิดโอกาสให้คนทั้งสองได้ปรับความเข้าใจกัน
“มึงไม่ต้องไปหรอก ส่วนมึงมีอะไรจะพูดก็เชิญ” คิณณ์เอ่ยห้ามไม่ให้เจษฎาออกไปให้อยู่ฟังด้วยกัน ก่อนจะหันกลับมามองคณาภัทรสายตาเฉยชา
“กูพูดอะไรไปก็เหมือนกูแก้ตัว แต่กูรู้สึกผิดกับมึงจริงๆนะคิณณ์”
“แล้วไหนพูดข้ออ้างของมึงมาสิ กูจะตัดสินมึงเองว่าเป็นข้อแก้ตัวที่ฟังขึ้นไหม”
“ก่อนหน้าที่เม็ดทรายจะคบกับมึง กูกับเธอมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันแต่ก็ไม่มีสถานะอะไร เธอบอกว่าคนรักกันจริงไม่ต้องป่าวประกาศในตอนนั้นกูก็เชื่อ แต่สุดท้ายเธอก็ไปคบกับมึงกูเสียใจมากและก็รักมึงมากเช่นเดียวกัน ในตอนแรกกูก็ตั้งใจจะออกจากความสัมพันธ์นี้แต่เธอก็มายื้อกูไว้ จะโทษเม็ดทรายคนเดียวก็ไม่ได้ในเมื่อตบมือข้างเดียวไม่ดัง แต่กูกลับเลือกที่จะทรยศมึงกูขอโทษ”
“แล้วทำไมมึงไม่บอกกูตรงๆ ทิ้งไว้ให้คาราคาซังมาตลอดจนกูคบกับเธอนานขนาดนั้น”
“กูเห็นว่ามึงไม่มีใครและเห็นมึงรักเธอมาก กูเลยไม่อยากให้มึงเสียใจ แต่หลังจากนั้นมันคือความผิดของกูเอง”
“แล้วยังไง” คิณณ์เอ่ยเสียงเรียบพอ ๆ กับแววตาเย็นชาที่นิ่งดุจผืนน้ำไร้คลื่น ทำเอาอดีตเพื่อนรักอย่างคณาภัทรแทบถอดใจ
“กูไม่ขอให้ถึงขนาดกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่กูขอให้มึงให้อภัยกูได้ไหม” ตาเรียวยาวของคณาภัทรฉายแววเว้าวอน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงความเงียบงัน คิณณ์ไม่ตอบอะไร ดวงตาคมเพียงแค่มองนิ่ง ก่อนที่ร่างสูงจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาเย็นชานั้นทำให้คณาภัทรใจหล่นวูบ เขาแทบหยุดหายใจเมื่อเห็นคิณณ์เดินผ่านเลยไปโดยไม่พูดอะไรเลยสักคำ มันจบแล้วจริง ๆ สินะ ความผิดของเขาคงไม่มีวันได้รับการให้อภัยอีก
แต่ทว่าฝีเท้าของคิณณ์หยุดลงตรงข้างกาย มือใหญ่แตะลงบนบ่าของคณาภัทร ก่อนจะตบเบา ๆ ร่างสูงโน้มตัวลงมากระซิบเสียงแผ่วข้างหูและเดินจากไป คณาภัทรนิ่งค้าง หัวใจเต้นกระหน่ำ น้ำตาลูกผู้ชายไหลอาบแก้มอย่างไม่อาจห้ามความดีใจ ความโล่งอกปะปนกันจนไม่อาจบรรยายได้ เสียงของเพื่อนรักยังดังก้องในหูซ้ำไปซ้ำมา รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของคณาภัทร เขายกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วลุกขึ้นยืนพาตัวเองเดินตามเพื่อนรักไป
‘กูให้อภัยมึงนานแล้วแค่รอมึงกลับมา ขอบใจมากที่มางานแต่งกู กูยังคิดว่ามึงเป็นเพื่อนสนิทเสมอไอ้แดน ถ้าว่างคืนนี้ก็ไปฉลิงที่คอนโดกูก็แล้วกัน’