ตอนที่ 4 ไม่น่าเชื่อว่านี่คือเซิ่งอันหนิง
เซิ่งอันหนิงยังนั่งอยู่ตรงโต๊ะกำลังยกชามขึ้นดื่มน้ำ เมื่อเห็นจดหมายหนึ่งฉบับที่จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า เธอเลยคิดจะเอื้อมมือไปรับ แต่ก็นึกถึงบุคลิกเ้าของร่างเดิมขึ้นมาได้ จึงแค่นเสียงเ็าหรี่ตาลงดื่มน้ำต่อโดยไม่สนใจไยดีโจวสือซวิน
โจวสือซวินนั่งลงตรงหน้าเซิ่งอันหนิง วางจดหมายลงบนโต๊ะและผลักไปตรงหน้าหญิงสาว “ในนี้มีคูปองอาหาร แล้วก็มีเงินอีกเล็กน้อย เมื่อครู่นี้ผมใจร้อนไปหน่อย ขอโทษนะ”
เซิ่งอันหนิงแปลกใจไม่น้อย ว่ากันว่าในยุคนี้โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ แิผู้ชายเป็ใหญ่ถือว่าค่อนข้างเข้มงวดทีเดียว
แต่โจวสือซวินกลับเป็ฝ่ายขอโทษก่อน ซึ่งเป็เื่ที่หาได้ยากมาก เธอจึงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเฉยชา “ฉันแค่ทนเห็นเด็กทรมานไม่ได้ ถ้าเปลี่ยนเป็แม่เด็กแทน ใครจะสนว่าหล่อนจะตายหรือจะอยู่”
เธออยากจะพูดให้เด็ดขาดว่าเอาเงินและคูปองอาหารนั่นกลับไปเถอะ ฉันไม่้า
แต่พอคิดถึงเงินไม่กี่สิบหยวนและคูปองอาหารสิบกว่าชั่งที่เธออาจได้ใช้ จึงกลืนคำนั้นกลับไป หากเธออยากจะมีชีวิตที่ดีในยุคนี้ เงินและคูปองอาหารยังเป็สิ่งจำเป็
โจวสือซวินเห็นเซิ่งอันหนิงไม่ได้ปฏิเสธ จึงเอ่ยขอบคุณ ทั้งยังเก็บถ้วยชามตะเกียบบนโต๊ะไปล้างอย่างเงียบ ๆ
จนกระทั่งโจวสือซวินออกไปทำงาน เซิ่งอันหนิงจึงหยิบจดหมายออกมา หยิบคูปองอาหารและเงินในนั้นออกมา มีเงินถึงยี่สิบห้าหยวนและคูปองอาหารอีกห้าสิบชั่ง พร้อมสมุดบาง ๆ หนึ่งเล่ม
เซิ่งอันหนิงอ่านมันอยู่ครู่หนึ่ง สมุดเล่มเล็กดูเหมือนเป็ส่วนแบ่งอาหารของโจวสือซวิน แค่มีสมุดเล่มนี้ก็สามารถไปแลกรับแป้งหมี่ขาวและน้ำมันได้ แต่จะถูกจัดส่งให้อย่างจำกัดในแต่ละเดือน
เมื่อเธอเห็นว่ายังมีแป้งหมี่ขาวอีกยี่สิบห้าชั่งที่ยังไม่ได้รับในเดือนนี้ก็ตื่นเต้นยิ่งนัก เป็แบบนี้เธอก็จะได้กินหมั่นโถวที่ทำจากแป้งหมี่ขาวแล้วใช่หรือไม่?
เซิ่งอันหนิงสำรวจคูปองอาหารที่ไม่คุ้นเคยเหล่านี้อย่างละเอียด อีกทั้งธนบัตรแบบเก่า เธอเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้อย่างระมัดระวัง เมื่อเธอเก็บเงินพอแล้วก็จะขอหย่ากับโจวสือซวินและไปจากที่นี่
แม้การใช้ประโยชน์จากโจวสือซวินจะถือเป็เื่เลวทราม แต่ถึงตอนนั้นเธอหาเงินมาคืนเขาสักครึ่งหนึ่งได้ก็ยังดี อีกอย่างพวกเขาสองคนก็ถูกผูกติดไว้ด้วยกันทั้งที่ไม่ได้รักกัน เธอจึงไม่อยากถ่วงเวลาโจวสือซวิน
เซิ่งอันหนิงหาข้ออ้างให้การกระทำเลวทรามของตัวเอง จากนั้นก็เดินกลับห้องไปอย่างสบายใจ และเริ่มจัดระเบียบข้าวของในห้องเ้าของร่างเดิม
สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องของเ้าของร่างเดิมดูเหมือนไม่มีอะไรมากนัก เธอไม่ชอบเรียนหนังสือแต่กลับเป็คนคลั่งรัก ถึงขั้นเก็บสมุดจดบันทึกประจำวันเอาไว้ ลายมือในนั้นเหมือนลายมือเด็กประถมศึกษา เนื้อหาในสมุดบันทึกล้วนเกี่ยวข้องกับความรัก
หน้าสุดท้ายเขียนไว้ว่า เฉิงกัง รอฉันนะ คุณคือคนรักที่ฉันอยากใช้ชีวิตด้วยตลอดไป
เซิ่งอันหนิงอ่านไปสองสามหน้าก็เริ่มปวดหัว จึงนำสมุดบันทึกยัดเข้าไปในกล่อง แล้วจัดห้องให้เรียบร้อย ข้อดีอย่างเดียวของเ้าของร่างเดิมคงจะเป็การรักความสะอาดและรักสวยรักงามของหล่อน
หลังจากจัดห้องเรียบร้อยแล้ว เซิ่งอันหนิงก็สวมเสื้อนวมบุฝ้ายสีแดง เตรียมจะไปรับแป้งหมี่ขาวที่ศูนย์แจกอาหาร และจะได้ทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ด้วย เพื่อดูว่าพอจะหาลู่ทางทำมาค้าขายได้หรือไม่ ถ้าปัจจัยเอื้ออำนวยมากพอ เซิ่งอันหนิงก็หวังว่าตนจะได้เรียนหนังสือและทำในสิ่งที่ตนชอบ
เธอสวมผ้าพันคอสีขาวออกจากบ้าน ผู้หญิงสองสามคนกำลังยืนพูดคุยกันอยู่ไม่ไกลศูนย์แจกอาหาร เมื่อเห็นเซิ่งอันหนิงออกมาจากบ้าน จึงรีบหยุดพูดคุยกันและหันกลับมาทันที
เซิ่งอันหนิงรู้ว่าคนพวกนี้พอว่างไม่มีอะไรทำก็จะพูดถึงเื่ของเธอ และเธอเองก็ไม่ได้เตรียมจะทักทายคนเหล่านี้ การเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างใหญ่เช่นนี้จึงทำให้คนเกิดสงสัยขึ้นมาได้ง่าย ๆ
เธอดึงผ้าพันคอขึ้นมาปิดจมูก และเดินผ่านสตรีกลุ่มนั้นด้วยสีหน้านิ่งสงบ
เมื่อเซิ่งอันหนิงจากไป สตรีพวกนั้นก็รีบสุมหัวกันนินทา “ได้ยินว่าตอนเที่ยงเซิ่งอันหนิงช่วยซานจื่อหรือ?”
“ใช่ ฉันเห็นจากทางหน้าต่าง”
“หล่อนช่วยคนด้วยเจตนาดีหรือเปล่า? เมื่อก่อนเห็นใครก็มีแต่เชิดหน้ามองฟ้าไม่ใช่หรือ หรือคิดจะหาเื่หัวหน้าโจวอีก”
“หัวหน้าโจวไม่น่าไปแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้เลย แต่งกับหมอเซี่ยวยังจะดีเสียกว่า ดูหมอเซี่ยวกับหัวหน้าโจวก็เหมาะสมกันดีนะ”
“ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก ฉันได้ยินคนในครอบครัวบอกว่า เมื่อก่อนน่ะหัวหน้าโจวก็เคยมีแฟน ที่เขาแต่งงานกับเซิ่งอันหนิงในครั้งนี้ก็เพื่อตอบแทนบุญคุณอะไรกันนี่แหละ”
“ฉันเองก็เคยได้ยินมาว่าทั้งสองคนอยู่หมู่บ้านเดียวกัน ความสัมพันธ์ไปกันด้วยดีเลยล่ะ ผู้หญิงคนนั้นจะซื้อรองเท้าเสื้อขนสัตว์ให้ทุกปี”
เซิ่งอันหนิงเดินไปได้สักพักก็นึกขึ้นมาได้ว่าเธอควรหยิบถุงมาใส่แป้ง ไม่อย่างนั้นจะใช้อะไรใส่แป้งกลับ พอหันกลับมาก็ได้ยินคำพูดเหล่านี้ จึงอดตอบกลับไปไม่ได้ “จะว่าไป แฟนเก่าของโจวสือซวินคนนั้นก็คือเฉินชื่อเหม่ยใช่หรือเปล่า?”
เป็เพราะผู้หญิงเหล่านี้พูดมากเกิน จึงไม่ได้สนใจเซิ่งอันหนิงที่เดินกลับมา
เมื่อมีเสียงแทรกเข้ามากะทันหัน พวกหล่อนก็ใจนสะดุ้ง เมื่อหันกลับไปก็เห็นเซิ่งอันหนิงยืนหรี่ตามองอยู่ด้านหลัง ความกระอักกระอ่วนปรากฏในทันที
เซิ่งอันหนิงมองผู้หญิงเ่าั้อยู่นาน ถึงได้เดินกลับบ้านไปหยิบถุง
แต่ความสามารถในการแยกถูกผิดของพวกผู้หญิงเหล่านี้ทำให้เธอได้เปิดโลกทัศน์ พอคิด ๆ ดูแล้ว พวกหล่อนเหล่านี้อาจจะเป็แหล่งข่าวสำคัญของหมู่บ้านในอนาคตก็ได้
หมู่บ้านอยู่ไม่ไกลจากตัวอำเภอนัก ใช้เวลาเดินทางครึ่งชั่วโมง
เซิ่งอันหนิงมองดูหิมะที่ยังไม่ทันละลายอยู่ในทุ่งนา ทั้งยังมีเนินเขาหัวโล้นอยู่ไกล ๆ นอกจากอากาศที่เย็นเยียบแล้ว ก็มีเพียงที่ดินว่างเปล่า
ในหัวใจเธอพลันว่างเปล่าตามไปด้วย ก่อนจะถอนหายใจแล้วเดินทางไปในตัวอำเภอ
ในตัวอำเภอมีชีวิตชีวามากกว่าที่เซิ่งอันหนิงคิดไว้ แสงแดดในตอนบ่ายกำลังอบอุ่น บนถนนมีผู้คนมากมาย และยังมีรถเข็นขายของ
เซิ่งอันหนิงทอดสายตามองดูรอบ ๆ เมืองนี้มีขนาดไม่ใหญ่มาก มีแค่ร้านอาหารของรัฐหนึ่งร้าน ข้างถนนมีแผงลอยขายบะหมี่ แป้งทอด นอกนั้นก็ไม่มีธุรกิจอื่นแล้ว เถ้าแก่คนหนึ่งกำลังนั่งหาวอยู่หน้าแผงลอยขายของ
ร้านขายขนมเหมือนในยุคปัจจุบันก็ไม่มี มีแค่รถเข็นที่ขายเมล็ดแตงโม ลูกกวาด และติ่มซำ พอเห็นสีของติ่มซำก็ไม่รู้ว่าวางขายอยู่ตรงนั้นมานานเท่าไรแล้ว
ด้านข้างไปรษณีย์มีรถรับส่งระหว่างจังหวัดและอำเภอ รถประจำทางที่วิ่งเข้าตัวอำเภอมีวันละเที่ยว ออกเดินทางในตอนเช้าและกลับมาตอนบ่ายโมง ส่วนรถประจำทางเข้าจังหวัดจะวิ่งทุกสามวันต่อหนึ่งครั้ง
เมื่อเซิ่งอันหนิงสังเกตทุกอย่างแล้ว ในใจก็ยิ่งหดหู่ ด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้แล้ว เธอจะมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ปัจจุบันนี้ได้มากขนาดไหน?
เธอหิ้วถุงใส่แป้งไปที่ศูนย์แจกอาหารด้วยความรู้สึกหดหู่ เพราะกลัวว่าตนจะแบกแป้งยี่สิบห้าชั่งไม่ไหว จึงหิ้วไปก่อนสิบชั่ง
เธอหิ้วแป้งสิบชั่งออกมาจากศูนย์แจกอาหาร และกำลังคิดหาวิธีเดินทางไปสำรวจในตัวอำเภอด้วย
แต่ไม่ทันระวังตัวก็ถูกคนชนไหล่เข้า เซิ่งอันหนิงขมวดคิ้วมุ่น แต่เดินไปได้สองก้าวก็รู้สึกว่ามันไม่ปกติจึงรีบจับกระเป๋าของตัวเอง
สมุดเสบียงและเงินห้าหยวนนั่นหายไปแล้ว
เซิ่งอันหนิงพลันโมโหขึ้นมาทันที ทั้งที่เธอยากจนขนาดนี้ก็ยังมีคนกล้ามาขโมยเงินเธออีก เธอจึงแบกถุงแป้งเดินตามคนที่ชนเธอเมื่อครู่นี้ไป
เธอจำได้ว่าคนที่ชนเธอนั้นเป็ชายหนุ่มสวมชุดสีฟ้าเข้มสวมหมวกสีเทา
เมื่อหัวขโมยเห็นว่ามีคนตามมาด้านหลัง ในใจก็เกิดกลัวขึ้นมาจึงรีบวิ่งหนีทันที
เดิมทีเซิ่งอันหนิงยังไม่แน่ใจ ตอนนี้เมื่อเห็นว่าเงาคนผู้นั้นวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน เธอจึงมั่นใจมากว่าคนคนนี้คือคนที่ขโมยเงินของเธอ
เมื่อคิดถึงเงินห้าหยวนที่เสียไป ทั่วทั้งร่างก็เต็มไปด้วยเรี่ยวแรง เธอวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว
“หัวหน้า ดูนั่นสิครับ นั่นภรรยาหัวหน้าหรือเปล่า?”
โจวสือซวินและเก่อต้าจ้วงมารับของให้หน่วยงานที่ไปรษณีย์ ขณะที่ออกมาจากประตูไปรษณีย์ ก็เห็นเงาร่างสีแดงวิ่งผ่านหน้าไป
ไม่จำเป็ต้องให้คนอื่นเตือน เขาก็จำได้ว่านั่นคือเซิ่งอันหนิง
เพียงแต่ไม่กล้าเชื่อว่าผู้หญิงที่แบกถุงแป้งไว้บนหลังพร้อมกับวิ่งเร็วปานลมกรดจะเป็เซิ่งอันหนิง?
……………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
อันหนิงสู้ ๆ วิ่งตามไปกระทืบหัวขโมยนั่นเลยค่ะ บังอาจมากที่มาขโมยเงินคนไม่มีจะกินอยู่แล้ว
ไหหม่า(海馬)