เล้นรักในสวนน้อย

    ตอนที่ 39.1: พละกำลังของพยัคฆ์และรสชาติแห่งราคะ

    หลังจากบทรักที่น้ำตกลับผ่านพ้นไป แสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าทิ้งไว้เพียงความสลัวรางที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของกามารมณ์ อาหรงยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางสี่สาวงามที่นอนระเนระนาดอยู่บนโขดหิน เขาแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะก่อนจะเริ่มแสดงพละกำลังอันมหาศาลที่ทำให้พวกนางต้องทึ่ง

     

    ร่างกายของสี่สาวยังคงสั่นไหวเล็กน้อยจากคลื่นความสุขที่เพิ่งผ่านไป หลิวเหมยนอนหอบหายใจรัวด้วยใบหน้าที่ยังคงแดงก่ำ ซูหลินปิดตาลงด้วยความเหนื่อยล้าแต่ริมฝีปากยังคงยิ้มด้วยความพึงพอใจ หวังฟางและจางซินกอดกันนอนอย่างหวานใส ผิวหนังของทั้งสี่คนยังคงเปล่งประกายจากเหงื่อและผงมนต์ที่เหลืออยู่

     

    อาหรงมองดูผลงานของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ เขาได้พิสูจน์แล้วว่าตัวเองสามารถทำให้ผู้หญิงทั้งสี่คนมีความสุขพร้อมกันได้ แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคืนที่ยาวนาน เขามีแผนการที่จะทำให้คืนนี้กลายเป็นคืนที่พวกนางจะจดจำไปตลอดชีวิต

     

    "พักผ่อนกันเถอะ สาวๆ" อาหรงเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ "คืนนี้ยังยาวไกล และข้ายังมีสิ่งพิเศษรออยู่อีกมาก"

     

    อาหรงก้มลงช้อนร่างของหลิวเหมยและซูหลินขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนซ้ายและขวาพร้อมกันอย่างง่ายดายราวกับอุ้มปุยฝ้าย พละกำลังที่ดูเหมือนไม่มีขีดจำกัดของเขาทำให้สี่สาวถึงกับตาค้าง หลิวเหมยที่ซบอยู่กับอกแกร่งรู้สึกได้ถึงมัดกล้ามที่แข็งดุจเหล็กกล้าซึ่งกำลังบดเบียดกับทรวงอกอวบอิ่มของนางในทุกก้าวที่เขาเดิน

     

    การที่อาหรงสามารถอุ้มผู้หญิงสองคนพร้อมกันได้อย่างง่ายดายนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา น้ำหนักรวมของหลิวเหมยและซูหลินคงจะไม่ต่ำกว่าร้อยกิโลกรัม แต่สำหรับอาหรงแล้วมันเหมือนการอุ้มเด็กทารก แขนของเขาไม่สั่นแม้แต่นิดเดียว กล้ามเนื้อที่เรียงรายไปตามแขนและไหล่เด่นชัดขึ้นเมื่อรับน้ำหนัก แต่ไม่มีสีหน้าที่แสดงถึงความเหนื่อยล้า

     

    "ท่านแข็งแรงเหลือเกิน" ซูหลินกระซิบด้วยความทึ่ง "ข้าไม่เคยเห็นชายใดที่แข็งแรงเท่านี้มาก่อน"

     

    หลิวเหมยพยักหน้าเห็นด้วย นางรู้สึกปลอดภัยและมั่นคงในอ้อมแขนของเขา ความแข็งแรงนี้ไม่ใช่เพียงแค่กำลังกาย แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นผู้นำและความสามารถในการปกป้อง

     

    ระหว่างทางที่มุ่งหน้าสู่กระโจมขนาดใหญ่ อาหรงไม่ได้เพียงแค่อุ้มพวกนางไปเฉยๆ มือหนาที่โอบอุ้มบั้นท้ายกลมกลึงของหลิวเหมยและซูหลินเริ่มขยับลูบไล้อย่างจาบจ้วง นิ้วแกร่งของเขาจงใจกดลึกเข้าไปในร่องสวาทที่ยังคงชุ่มฉ่ำผ่านเนื้อผ้าบางเบา ทำให้นางเอกสาวถึงกับต้องสะดุ้งและครางออกมาเบาๆ ข้างหูเขา

     

    "ท่านอาหรง... ท่านช่างแข็งแรงเหลือเกิน" ซูหลินพึมพำเสียงสั่น นางเผลอใช้ลิ้นเลียยอดอกของเขาที่อยู่ตรงหน้าด้วยความหลงใหลในความดิบเถื่อนนี้

     

    รสชาติเค็มจากเหงื่อผสมกับกลิ่นผู้ชายที่เข้มข้นทำให้ซูหลินรู้สึกเมามัน นางเลียไปตามร่องลึกระหว่างมัดกล้ามอย่างเซ็กซี่ ทำให้อาหรงต้องคำรามเบาๆ ด้วยความเสียวซ่าน

     

    เมื่อถึงกระโจม อาหรงวางสองสาวลงบนฟูกหนานุ่มก่อนจะเดินกลับไปอุ้มหวังฟางและจางซินมาในลักษณะเดียวกัน พละกำลังที่คงเส้นคงวาของเขาทำให้พวกนางรู้สึกยำเกรงและต้องการที่จะถูกเขาครอบครองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

     

    หวังฟางที่ยังคงอ่อนแอจากการมีความสุขเมื่อครู่ พิงพาอยู่กับอกกว้างของเขาอย่างไว้วางใจ นางรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าหญิงที่ถูกอัศวินกล้าอุ้มไป จางซินก็เช่นกัน นางใช้มือเล็กๆ ลูบไล้ไปตามกล้ามเนื้อของเขาด้วยความชื่นชม

     

    ภายในกระโจมถูกจัดเตรียมไว้อย่างหรูหราเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ฟูกนอนขนาดมหึมาปูด้วยขนสัตว์หนานุ่มส่งกลิ่นหอมจางๆ ที่ชวนให้เคลิบเคลิ้ม ตรงกลางมีโต๊ะเตี้ยที่วางอาหารป่ารสเลิศและไหเหล้าจากชายแดนไว้พร้อมสรรพ

     

    ผนังของกระโจมประดับด้วยผ้าไหมสีต่างๆ ที่ปลิวไสวในลมเบาๆ สร้างบรรยากาศที่โรแมนติกและลึกลับ ตะเกียงน้ำมันหอมวางอยู่ตามมุมต่างๆ ส่องแสงอ่อนๆ ที่ทำให้ทุกอย่างดูอบอุ่นและเย้ายวน

     

    บนโต๊ะมีผลไม้สดใหม่หลากหลายชนิด มีทั้งองุ่นสีม่วงที่หวานฉ่ำ ลูกพีชที่นุ่มนวล และผลไม้แปลกๆ จากดินแดนไกล นอกจากนี้ยังมีขนมหวานที่ทำจากน้ำผึ้งและถั่วต่างๆ ที่มีรสชาติหอมหวานและเป็นยาบำรุงกำลัง

     

    อาหรงสั่งให้สาวๆ เปลี่ยนชุดที่เขาเตรียมไว้ให้ ซึ่งเป็นชุดผ้าไหมรัดรูปสีแดงเพลิงและสีม่วงเข้มที่เน้นสัดส่วนจนเห็นส่วนโค้งเว้าชัดเจน

     

    "ชุดเหล่านี้ข้าสั่งทำพิเศษจากช่างฝีมือที่เก่งที่สุดในดินแดน" อาหรงอธิบายด้วยความภาคภูมิใจ "มันจะทำให้ความงามของพวกเจ้าเปล่งประกายยิ่งขึ้น"

     

    ชุดที่อาหรงเตรียมไว้ให้สี่สาวนั้นไม่ใช่เพียงผ้าไหมธรรมดา แต่เป็นชุดที่ตัดเย็บด้วยเทคนิคพิเศษจากชนเผ่าชายแดน ตัวชุดทำจากผ้าไหมเนื้อละเอียดบางเบาจนแทบจะมองทะลุเห็นผิวเนื้อนวลเนียนด้านใน ดีไซน์ของมันเน้นการเปิดเผยแผ่นหลังทั้งหมดและเว้าลึกตรงช่วงอกจนเห็นร่องอกอวบอิ่มอย่างหมิ่นเหม่

     

    ความพิเศษที่สุดคือชุดนี้ไม่มีกระดุมหรือตะเข็บเย็บตายตัว แต่ถูกยึดโยงไว้ด้วย "เชือกไหมเส้นเล็ก" เพียงไม่กี่เส้นที่ไขว้สลับไปมาตามร่างกาย ราวกับเป็นพันธนาการที่เย้ายวนใจ เชือกเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ยึดเสื้อผ้า แต่ยังเป็นการตกแต่งที่เพิ่มความเซ็กซี่ให้กับผู้สวมใส่

     

    ผ้าไหมที่ใช้ทำชุดมีคุณสมบัติพิเศษ เมื่อสัมผัสกับความร้อนของร่างกายจะกลายเป็นโปร่งใสมากขึ้น และเมื่อเปียกชื้นจะแนบสนิทกับผิวหนังจนเห็นทุกรายละเอียดของร่างกาย การออกแบบนี้ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกเซ็กซี่และมั่นใจ ขณะเดียวกันก็เป็นการยั่วยวนผู้ชมอย่างไม่รู้ตัว

     

    เมื่อสี่สาวสวมใส่ชุดเหล่านี้ รูปร่างที่ร้อนแรงของพวกนางก็ถูกขับเน้นออกมาจนถึงขีดสุด หลิวเหมยในชุดสีแดงเพลิงดูราวกับนางพญาที่พร้อมจะแผดเผาทุกสายตา เชือกไหมรัดรึงผ่านร่องอกและเอวบางจนเนื้อนวลเนียนปลิ้นออกมาเล็กน้อยดูน่าบดขยี้

     

    ซูหลินในชุดสีม่วงเข้มดูลึกลับและเย้ายวน เชือกที่ไขว้ผ่านแผ่นหลังเนียนนุ่มของนางเน้นให้เห็นส่วนโค้งเว้าของสะโพกมนอย่างชัดเจน ทุกครั้งที่นางเดิน เชือกจะเสียดสีกับผิวหนังสร้างความรู้สึกที่เสียวซ่าน

     

    หวังฟางในชุดสีเขียวมรกตดูสดใสและน่ารัก เชือกที่รัดรึงรอบเอวทำให้เอวบางของนางดูเล็กลงไปอีก ส่วนที่อกที่อวบอิ่มถูกขับเน้นด้วยการรัดเชือกที่ชาญฉลาด

     

    จางซินในชุดสีทองสว่างดูหรูหราและสง่างาม ผิวหนังขาวนวลของนางเด่นชัดกับสีทองของผ้า เชือกที่พันรอบต้นขาทำให้ขายาวเรียวของนางดูเซ็กซี่ยิ่งขึ้น

     

    "ชุดนี้... มันช่างเปิดเผยนักท่านอาหรง" หลิวเหมยพึมพำพลางพยายามจัดเชือกที่รัดรึงยอดถันของนางให้เข้าที่ แต่ยิ่งขยับ เชือกเหล่านั้นกลับยิ่งเสียดสีกับจุดอ่อนไหวจนนางต้องลอบครางออกมา

     

    การออกแบบของเชือกไหมนั้นมีเจตนาซ่อนเร้น เมื่อผู้สวมใส่เคลื่อนไหว เชือกจะเสียดสีไปตามจุดอ่อนไหวต่างๆ ของร่างกาย สร้างความรู้สึกเสียวซ่านอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกตื่นเต้นและมีอารมณ์ทางเพศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

     

    อาหรงจ้องมองผลงานของเขาด้วยสายตาที่ลุกโชน ชุดเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ "กระตุกเพียงครั้งเดียว" ก็จะหลุดล่วงลงสู่พื้นทันที แสงตะเกียงที่ส่องผ่านเนื้อผ้าไหมบางเบาทำให้เห็นเงาร่างที่เปลือยเปล่าและยอดถันที่ชูชันของสี่สาวอย่างชัดเจน พวกนางดูเหมือนกุหลาบงามที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยเส้นไหม รอคอยให้พยัคฆ์ร้ายอย่างเขาเข้าไปฉีกกระชากและครอบครองอย่างบ้าคลั่งในค่ำคืนนี้

     

    ความประณีตของการออกแบบชุดเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่แท้จริงของอาหรง เขาไม่เพียงแต่เป็นนักรบที่แข็งแกร่ง แต่ยังเป็นผู้ที่เข้าใจจิตใจของผู้หญิงอย่างลึกซึ้ง รู้ว่าอะไรที่จะทำให้พวกนางรู้สึกสวยงามและเซ็กซี่ ในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือที่จะทำให้เขาสามารถควบคุมและครอบครองพวกนางได้อย่างสมบูรณ์

     

    "มาเถอะ... ข้าหิวแล้ว" อาหรงเอ่ยเสียงทุ้มต่ำพลางเดินไปนั่งที่โต๊ะเตี้ย "แต่ไม่ใช่หิวอาหารธรรมดา... ข้าหิวรสชาติของความปรารถนาที่จะได้แบ่งปันกับพวกเจ้า"

     

    "กินเสีย... อาหารพวกนี้ข้าสั่งให้ลูกน้องเตรียมมาเป็นพิเศษสำหรับพวกเจ้า" อาหรงเอ่ยพลางรินเหล้าสีอำพันลงในจอก

     

    อาหารป่าที่ปรุงด้วยเครื่องเทศลับจากชายแดนมีรสชาติที่เผ็ดร้อนและแปลกลิ้น ทุกคำที่พวกนางกลืนลงไปกลับยิ่งสร้างความร้อนรุ่มในช่องท้องอย่างประหลาด หลิวเหมยเริ่มรู้สึกว่าร่างกายของนางร้อนผ่าว ใบหน้าแดงก่ำ ลมหายใจเริ่มหอบกระชั้นจนทรวงอกอวบอิ่มกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง ยอดถันที่ชูชันเริ่มดันเนื้อผ้าไหมออกมาจนเห็นเป็นรูปทรงชัดเจน

     

    "ทำไม... ทำไมเหล้านี้มันถึงร้อนแรงนัก" หวังฟางพึมพำพลางใช้มือลูบไล้ไปตามลำคอขาวเนียนเพื่อระบายความร้อน

     

    อาหรงจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาที่ลุกโชน เขาจงใจหยิบชิ้นเนื้อย่างที่ชุ่มไปด้วยน้ำซอสสีแดงเข้มขึ้นมา แล้วป้อนให้หลิวเหมยด้วยมือของเขาเอง นิ้วหนาของเขาจงใจสอดเข้าไปในปากของนางเพื่อให้หลิวเหมยได้ดูดเล็มรสชาติอาหารและรสชาติของเขาไปพร้อมๆ กัน

     

    "มันคือเหล้าพยัคฆ์คำราม... ยิ่งกิน เจ้าจะยิ่งรู้สึกถึงพลังที่พลุ่งพล่าน" อาหรงกล่าวเสียงทุ้มต่ำ

     

    บรรยากาศการทานอาหารเริ่มเปลี่ยนเป็นความยั่วยวน สี่สาวงามที่เริ่มเมามายด้วยฤทธิ์เหล้าและยาปลุกกำหนัดที่แฝงมาในอาหารเริ่มขยับกายเข้าหาอาหรง พวกนางใช้มือไม้ลูบไล้ไปตามแผงอกกำยำของเขาอย่างลืมอาย จางซินถึงกับแลบลิ้นเลียหยดเหล้าที่กระเด็นไปติดอยู่บนหน้าท้องที่เต็มไปด้วยลอนกล้ามของเขา

     

    "เอ๊ย... ข้าไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย" หวังฟางพึมพำเสียงเซ็กซี่พลางใช้นิ้วเล็กๆ วาดเส้นไปตามแขนของอาหรง "วันนี้ท่านทำให้ข้ารู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่"

     

    "ข้าก็เหมือนกัน" จางซินเสริมด้วยเสียงหวานใส "ไม่เคยคิดว่าจะมีความสุขขนาดนี้ได้" นางหยิบองุ่นเม็ดหนึ่งขึ้นมาป้อนให้ซูหลิน "เอ้า พี่ซูหลิน ลองชิมดูสิ... หวานมากเลย"

     

    ซูหลินเปิดปากรับองุ่นจากมือจางซิน แต่จงใจใช้ลิ้นเลียปลายนิ้วของนางเล็กน้อย "อื้ม... หวานจริงๆ" นางพึมพำ "แต่ไม่หวานเท่าเสียงครางของเจ้าเมื่อครู่นี้หรอก"

     

    "พี่ซูหลิน!" จางซินอุทานด้วยความเขิน แต่ก็หัวเราะคิกคัก

     

    หลิวเหมยที่นั่งอยู่ข้างๆ อาหรงก็ไม่ยอมแพ้ นางหยิบผลพีชชิ้นหนึ่งขึ้นมาป้อนให้หวังฟาง "ฟางเอ๋ย ลองชิมนี่ดู... เนื้อนุ่มและหวานฉ่ำ เหมือนกับ..." นางหยุดพูดแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์

     

    "เหมือนกับอะไร?" หวังฟางถามด้วยความอยากรู้

     

    "เหมือนกับร่องรักของเจ้าไง" หลิวเหมยกระซิบเสียงเบา ทำให้หวังฟางแดงก่ำไปทั้งหน้า

     

    "เหมย!" หวังฟางอุทานแต่ก็ไม่ได้โกรธ แต่กลับรู้สึกตื่นเต้น "เจ้าช่างพูดจาแบบนี้ได้อย่างไร"

     

    "เพราะวันนี้ทำให้ข้าเปลี่ยนไป" หลิวเหมยตอบพลางมองไปที่อาหรง "ท่านอาหรงทำให้ข้ากล้าพูดในสิ่งที่คิด... กล้าแสดงออกในสิ่งที่ต้องการ"

     

    อาหรงหยิบผลองุ่นเม็ดใหญ่ขึ้นมา แล้วใช้ฟันกัดให้แตกเล็กน้อย น้ำองุ่นหวานฉ่ำไหลออกมาหยดลงบนอกของเขา "อุ๊ย... หกเลอะเทอะไปหมด" เขาแกล้งพูดเสียงเศร้า "ใครจะช่วยเก็บให้ข้าหน่อย?"

     

    สี่สาวมองกันแล้วหัวเราะคิกคัก ก่อนที่จางซินจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงซุกซน "ข้าจะช่วยเก็บให้ท่าน" นางโน้มตัวลงไปเลียน้ำองุ่นที่หยดอยู่บนอกของเขาอย่างช้าๆ ลิ้นเล็กๆ ของนางเลียไปตามร่องลึกระหว่างกล้ามเนื้อ ทำให้อาหรงต้องคำรามเบาๆ

     

    "ซินเอ๋ย เจ้าเก่งมาก" หวังฟางชมด้วยเสียงเซ็กซี่ "แต่ข้าคิดว่าข้าเก่งกว่า" นางหยิบผลเชอร์รี่ขึ้นมาใส่ปาก แล้วใช้ฟันกัดจนน้ำผลไม้ไหลออกมาที่มุมปาก ก่อนจะโน้มตัวไปจูบอาหรงอย่างเร่าร้อน แบ่งปันรสชาติหวานๆ ให้เขา

     

    "เก่งจริงๆ" อาหรงชมพลางลิ้นเลียริมฝีปากตัวเอง "แต่ข้าคิดว่าเรายังทำได้ดีกว่านี้อีก"

     

    ซูหลินที่ดูอยู่ก็อดใจไม่ไหว นางหยิบน้ำผึ้งขึ้นมาหยดลงบนนิ้วของตัวเอง แล้วเอานิ้วที่เปียกน้ำผึ้งไปป้ายที่ริมฝีปากของหลิวเหมย "เหมยเอ๋ย ลองชิมดูสิ... หวานมาก" 

     

    หลิวเหมยเลียริมฝีปากตัวเอง แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ "หวานจริง... แต่ข้าคิดว่าจะหวานกว่านี้ถ้าเจ้าป้ายให้ท่านอาหรงด้วย" นางหยิบน้ำผึ้งมาหยดลงบนนิ้วของตัวเอง แล้วป้ายไปที่หน้าอกของอาหรง "ท่านลองชิมดูสิ"

     

    อาหรงมองดูน้ำผึ้งที่เหนียวหนืดไหลลงมาตามอกของเขา แล้วมองไปที่สี่สาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา "พวกเจ้าช่างซุกซนจริงๆ... แต่ข้าชอบ" เขาจับมือหลิวเหมยขึ้นมาเลียน้ำผึ้งที่เหลืออยู่ที่นิ้วของนาง "รสชาติของเจ้าหวานกว่าน้ำผึ้งเสียอีก"

     

    บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ สี่สาวต่างแข่งขันกันป้อนอาหารให้อาหรงด้วยวิธีที่เซ็กซี่และยั่วยวน บางครั้งก็ใช้ปากป้อน บางครั้งก็ใช้นิ้วป้อนแล้วให้เขาดูดเล็ม ทำให้อาหรงรู้สึกเหมือนเป็นจักรพรรดิที่มีนางสนมสี่คนคอยรับใช้

     

    "ท่านรู้ไหม" จางซินกระซิบเสียงเซ็กซี่ "ข้าคิดว่าอาหารที่อร่อยที่สุดคือ..." นางหยุดพูดแล้วเลียริมฝีปากตัวเอง

     

    "คืออะไร?" อาหรงถามด้วยความอยากรู้

     

    "คือท่านไง" นางตอบแล้วหัวเราะคิกคัก ทำให้ทุกคนหัวเราะตาม

     

    อาหรงหัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจ เขาเริ่มบ่นว่าร้อนก่อนจะจัดการถอดเสื้อตัวนอกออก เผยให้เห็นร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยสักนักรบที่ดูดุดันและน่าเกรงขาม แสงตะเกียงที่สั่นไหวทำให้มัดกล้ามของเขาดูทรงพลังยิ่งขึ้น จนสี่สาวต้องลอบกลืนน้ำลายและเผลอครางออกมาด้วยความโหยหา

     

    "ในเมื่อพวกเจ้าร้อนกันนัก... เรามาเต้นระบำดับร้อนกันหน่อยเป็นไง?" อาหรงเอ่ยพลางลุกขึ้นยืน ความยิ่งใหญ่ของเขาที่ซ่อนอยู่ภายใต้กางเกงเริ่มขยายตัวจนเห็นเป็นรูปทรงที่น่าหวาดเสียว

     

    สี่สาวงามต่างพยักหน้าอย่างเห็นดีเห็นงาม พวกนางไม่รู้เลยว่าระบำที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นนี้ คือกับดักราคะที่อาหรงวางไว้เพื่อรวบหัวรวบหางพวกนางพร้อมกันในคืนเดียว!