บทที่ 1 ข้าเคยพบเห็นเซียน
แคว้นต้าเซี่ยอาณาจักรระดับเก้า นับั้แ่พ่ายแพ้อย่างย่อยยับในากับแคว้นชิงซงที่เขาสามภพเมื่อห้าปีก่อน ทำให้แคว้นบอบช้ำอ่อนแอลงอย่างมาก จนถูกบังคับให้ลงนามในสนธิสัญญาที่ไม่เป็ธรรมหลายฉบับ ส่งผลให้ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ทั้งในราชสำนักและราษฎรต่างเต็มไปด้วยเสียงด่าทอ
ั้แ่ขุนนางผู้สูงศักดิ์ลงมาจนถึงสามัญชนทั่วไป ทุกคนต่างสาปแช่งด่าทอคนผู้เดียวเท่านั้น ซึ่งนั่นก็คือฟางเฉิน บุตรชายคนโตแห่งจวนแม่ทัพตระกูลฟาง!
เมื่อห้าปีก่อนฟางเฉินในวัยเพียงสิบแปดปี ได้นำกองทัพออกไปทำศึกในฐานะนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดของแคว้นต้าเซี่ย เขาเชี่ยวชาญทั้งกลยุทธ์และการโจมตีที่ดุดัน นับั้แ่ออกรบไม่เคยพ่ายแพ้แม้แต่ครั้งเดียว จนได้รับการยกย่องจากทั่วทั้งแคว้นขนานนามเขาเป็ "เทพแห่งา"
อย่างไรก็ตาม ในการศึกครั้งนั้น กองทัพแปดแสนนายที่ฟางเฉินนำไป กลับต้องสังเวยชีวิตถึงหกแสนคน! แม้แต่ตัวเขาเองซึ่งเป็แม่ทัพใหญ่ ก็ถูกทำลายดวงตาทั้งสองข้าง และถูกทำลายจุดตันเถียนจนกลายเป็คนพิการไร้ค่าั้แ่นั้นมา
ณ จวนแม่ทัพอันยิ่งใหญ่ บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกำลังยืนมองท้องฟ้าอย่างเงียบงัน จมูกโด่งเป็สัน คิ้วคมดุจกระบี่ เพียงแค่ยืนสงบนิ่ง ร่างทั้งร่างก็แผ่กลิ่นอายแห่งความงามสง่าที่ยากแท้หยั่งถึง ทว่าในความจริงแล้ว เขามองไม่เห็นสิ่งใดเลย ดวงตาของเขากลายเป็สีเทาขาวที่ดูแปลกประหลาด จนแทบมองไม่เห็นม่านตาแล้ว เมื่อห้าปีก่อน เขาพ่ายแพ้ในการดวลกับ ‘แม่ทัพหมาป่าเซียว’ แม่ทัพอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรชิงซง ทั้งที่เดิมทีเขาน่าจะเป็ฝ่ายชนะ แต่เพราะอาณาจักรชิงซงได้เชิญยอดฝีมือจากอาณาจักรระดับแปดมาลอบโจมตีอย่างลับ ๆ สถานการณ์จึงพลิกผันโดยสิ้นเชิง!
เขาพ่ายแพ้ จุดตันเถียน*[1] ถูกทำลาย กลายเป็คนไร้ค่า
ในยามที่าเ็สาหัสใกล้ตาย เขาคล้ายกับมองเห็นเทพธิดาองค์หนึ่งกำลังก้มมองลงมายังโลกมนุษย์ ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่แผดจ้าจากสรวง์ เขามองนาง และนางก็มองลงมาที่เขา จากนั้นแสงศักดิ์สิทธิ์อันเจิดจ้าก็สาดส่องใส่เขาอย่างท่วมท้น หลังจากนั้น เขาก็กลายเป็คนตาบอด
แม่ทัพหมาป่าอันดับหนึ่งไม่ได้ฆ่าเขา แต่กลับเลือกที่จะปล่อยเขาไป เขาจำคำพูดที่แม่ทัพหมาป่าผู้นั้นทิ้งไว้ก่อนจากไปได้อย่างแม่นยำ…
"เ้ากลับไปที่ต้าเซี่ยเถอะ แล้วเ้าจะได้รู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าอยู่ไม่สู้ตายเป็อย่างไร การปล่อยให้เ้ามีชีวิตอยู่ คือการทรมานที่ดีที่สุดสำหรับเ้า"
และเป็เช่นนั้นจริง ๆ ตลอดห้าปีที่ผ่านมานี้ เขาต้องทนแบกรับคำด่าทอและการเหยียดหยามนานัปการ แม้แต่ผู้คนที่เคยแย่งชิงกันเข้ามาผูกมิตร ต่างพากันหลบหน้าราวกับเขาเป็งูพิษ
"น้องรอง ปีนี้เ้าอายุสิบแปดแล้วมิใช่หรือ? ถึงวัยที่ต้องออกเรือนแล้ว ยังจะมาเล่นสนุกกับพี่ใหญ่ของเ้าอีกหรือ?" ฟางเฉินพูดขึ้นอย่างกะทันหัน
ฟางจื่อเสวี่ยที่กำลังย่องเข้ามาห่างจากฟางเฉินไม่กี่สิบก้าวพลันทำหน้ามุ่ย "พี่ใหญ่ ทำไมพี่ถึงรู้ตัวตลอดเลย? พลังฝึกตนของข้าถึงขั้นป่าวชี่แล้วนะ!" ขั้นพลังของมนุษย์วิเศษมีทั้งหมดสี่ขั้น*[2] ได้แก่: หนิงชี่, ป้าวชี่, อวี้ชี่ และตานชี่
ขั้นป้าวชี่ในแคว้นต้าเซี่ยถือว่าไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปแล้ว สามารถเรียกได้ว่าเป็ยอดฝีมือชั้นแนวหน้า หากเป็ขั้นอวี้ชี่นั้น คือการมีอยู่ในระดับที่สามารถสร้างสำนักและตั้งลัทธิเองได้แล้ว เดิมทีฟางเฉินมีพร์ไร้เทียมทาน ด้วยวัยเพียงสิบแปดปีเขาก็ก้าวข้ามคอขวด ทะลวงข้อจำกัดของขั้นอวี่ชี่ก้าวขึ้นสู่ขั้นขั้นตานเซี่ย และเป็ยอดฝีมือระดับตานซี่เพียงหนึ่งเดียวของอาณาจักรต้าเซี่ย!
"หาข้ามีธุระอันใด?" ฟางเฉินกล่าวเสียงเรียบ
"พี่ใหญ่ ฮ่องเต้ทรงพระราชทานงานสมรสให้พี่แล้ว..." ดวงตาของฟางจื่อเสวี่ยหม่นแสงลงทันที
"พระราชทานงานสมรส? ฮ่องเต้จะประทานคู่สมรสให้กับคนพิการอย่างข้าทำไม? แล้วธิดาตระกูลใดกันที่จะเห็นคุณค่าของข้า?"
ฟางเฉินหัวเราะเบา ๆ "เื่นี้มีเล่ห์กลอะไรซ่อนอยู่?"
"ฮ่องเต้้าให้พี่แต่งเข้าตระกูลเซียว เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างอาณาจักรต้าเซี่ยกับอาณาจักรชิงซง ่นี้อาณาจักรชิงซงเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง ฮ่องเต้ทรงหวั่นเกรงขึ้นมา"
ฟางจื่อเสวี่ยกำหมัดแน่น ขอบตาเริ่มแดงก่ำ "ท่านพ่อ...ตกลงรับปากไปแล้ว"
"ตระกูลเซียว...ตระกูลอันดับหนึ่งแห่งแคว้นชิงซง? ตระกูลเซียวที่มีแม่ทัพหมาป่าเซียวอยู่น่ะหรือ?"
ฟางเฉินชะงักเล็กน้อยก่อนสีหน้าจะกลับมาสงบนิ่ง "ทำไม? ข้าเป็เพียงคนพิการ ตระกูลเซียวก็คงไม่สนใจข้าหรอก อีกอย่างข้าเคยเป็ศัตรูคู่อาฆาตของแม่ทัพหมาป่าเซียวด้วย"
"เป็ข้อเสนอของคุณหนูใหญ่ตระกูลเซียวเ้าค่ะ นางบอกว่านางเคยเห็นผู้ชายมานับไม่ถ้วน แต่อยากลองลิ้มรสของอดีตเทพาอันดับหนึ่งของต้าเซี่ยดูบ้าง นางจึงใช้เื่นี้เป็ข้อต่อรองบีบบังคับฮ่องเต้ยอมตกลง หากฮ่องเต้ไม่ประทานงานแต่งครั้งนี้ แคว้นชิงซงจะยกทัพกลับมาอีกครั้ง และครั้งนี้จะตีให้ถึงเมืองหลวงจิงตูถึงจะยอมเลิกรา" ฟางจื่อเสวี่ยกล่าวเสียงต่ำ
"บุตรสาวของศัตรูของข้า อยากให้ข้าแต่งเข้าบ้านนาง? หึหึ..." ฟางเฉินเปล่งเสียงหัวเราะเบา ๆ
ฟางจื่อเสวี่ยกลับเร่งรีบขึ้นมาทันที: "พี่ใหญ่ ให้ข้าพาท่านออกจากเมืองหลวงจิงตูเถิด พวกเราหนีไปทีู่เาที่ไม่มีคน พวกเขาคงหาพวกเราไม่พบแน่"
"น้องรอง หากข้าจากไป เ้าคิดว่าตระกูลฟางจะต้องเผชิญชะตากรรมเช่นไร? ฮ่องเต้จะปล่อยคนที่เหลือในตระกูลฟางไปหรือ?"
ฟางเฉินส่ายหน้าเบา ๆ "ข้าเป็เพียงคนไร้ค่า ถ้าหากร่างไร้ค่านี้จะสามารถยื้อเวลาให้แคว้นต้าเซี่ยได้อีกสองสามปี บางทีภายหน้าอาจจะมีโอกาสพลิกสถานการณ์ ไม่ถึงขั้นต้องสูญเสียแคว้นไป"
"พี่ใหญ่ ท่านไม่รู้หรือว่าเหล่าขุนนางและราษฎรพวกนั้นด่าทอท่านอย่างไร? ทำไมถึงยามนี้แล้ว ท่านยังคิดถึงพวกเขาอยู่อีก? ตลอดห้าปีมานี้ แม้แต่พวกพ่อค้าหาบเร่ยังกล้าด่าพี่ลับหลัง เพื่อพวกเขาแล้วมันคุ้มค่าหรือ?" ฟางจื่อเสวี่ยโกรธขึ้นมาทุกครั้งที่นึกถึงภาพเ่าั้
"ก็ยังมีเ้า มีท่านพ่อ ท่านแม่อยู่ไม่ใช่หรือ? แค่เพื่อพวกเ้า มันก็คุ้มค่าแล้ว อีกอย่าง ยังมีเด็กน้อยที่ยังไม่หย่านมอีกตั้งมากมาย พวกเขาไม่รู้อะไรเลย พวกเขาเคยด่าทอข้าเสียเมื่อไหร่?"
ฟางเฉินโบกมือ "เ้าไปได้แล้ว ข้าอยากอยู่คนเดียวสักพัก"
ฟางจื่อเสวี่ยชะงักเล็กน้อย ถอนหายใจเบา ๆ แล้วหันหลังเดินจากไป
นางรู้ดีว่านิสัยของพี่ใหญ่นั้น เมื่อตัดสินใจอะไรแล้ว ไม่ว่าจะโน้มน้าวอย่างไร ใครก็ห้ามไม่ได้
ฟางเฉินยังคงเหม่อมองท้องฟ้าต่อไป ดวงตาสีเทาขาวไร้ชีวิตชีวา ช่างน่าเสียดายที่นอกจากภาพที่เห็นเพียงแวบเดียวในวันนั้น เขาก็ไม่เคยเห็นเทพธิดาองค์นั้นอีกเลย
เขาอยากรู้เื่ราวทั้งหมดนี้ให้กระจ่าง และอยากรู้ว่าทำไมหลังจากวันนั้น เขาถึงมีความสามารถถอดจิตได้
ไม่รู้ั้แ่เมื่อไหร่ที่ิญญาของฟางเฉินได้ถอดออกจากร่าง บินขึ้นไปเหนือเมืองหลวงจิงตู เพื่อเฝ้ามองทุกสิ่ง เสียงหัวเราะเริงร่าในวังหลวง เสียงะโขายของตามท้องถนน ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏสู่สายตาเขาอย่างชัดเจน
เขาเห็นนักรบของแคว้นชิงซงวางอำนาจบาตรใหญ่ในเมืองหลวงต้าเซี่ย ทุบตีชาวบ้านตามอำเภอใจ แม้แต่ขุนนางบางคนที่เดินชนพวกมัน ก็ยังถูกทุบตีอย่างโเี้ เขาเห็นความโกรธแค้นในดวงตาของประชาชนโดยรอบ เขาเห็นความเศร้าโศกในดวงตาของทหาร เขาเห็นความอัปยศที่ซ่อนอยู่ลึกในสายตาของขุนนางที่ถูกทุบตี
"ฮ่า ๆ ๆ ! พวกเ้าต้าเซี่ยมันช่างไร้ความสามารถเสียจริง! ต่อไปถ้าเจอพวกเาาวชิงซง ต้องเรียกว่า 'ท่านใต้เท้า' ไม่งั้นระวังแม่ทัพหมาป่าอันดับหนึ่งจะนำทัพมาถล่มเมืองหลวงจิงตู แล้วเตะฮ่องเต้แก่ ๆ ของพวกเ้าตกจากบัลลังก์ั!"
เสียงหัวเราะที่อวดดีนั้นทำให้ผู้คนโกรธแค้น เ็ป แต่ก็เต็มไปด้วยความจนใจ
"เอ๊ะ อาณาจักรเล็ก ๆ เช่นนี้ กลับมีสหายเต๋า*[3] ที่ถอดจิตได้ด้วยหรือ?"
จู่ ๆ เสียงอุทานด้วยความประหลาดใจก็ดังขึ้นข้างหูของฟางเฉิน
ฟางเฉินใเล็กน้อย หันไปมอง แล้วเห็นร่างของนักพรตที่มีรูปร่างกึ่งโปร่งใสยืนอยู่กลางอากาศ อีกฝ่ายมองเขาด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ในใจของฟางเฉินตื่นตระหนกยิ่งนัก ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ในสภาวะถอดจิตเขาไม่เคยถูกใครมองเห็นมาก่อน อย่าว่าแต่จะเข้ามาทักทายเขาเลย!
ฟางเฉินยังคงท่าทีสงบนิ่ง เขาประสานมือคารวะ "คารวะสหายเต๋า ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอะไร"
ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามเรียกเขาว่าสหายเต๋า เขาก็เรียกกลับว่าสหายเต๋า เช่นนี้ย่อมไม่ผิดพลาด
[1] จุดตันเถียน : ศูนย์รวมพลังงาน "ชี่" (Qi) หรือ "ลมปราณ" ในศาสตร์การแพทย์แผนจีนและศิลปะการต่อสู้ มี 3 จุดหลัก ได้แก่ ตันเถียนล่าง (ใต้สะดือ 2-3 นิ้ว) เป็ศูนย์กลางพลังงานและแหล่งสะสมชี่หลัก ตันเถียนกลาง (กลางอก) เกี่ยวข้องกับอารมณ์ และ ตันเถียนบน (หน้าผากระหว่างคิ้ว) เกี่ยวข้องกับจิติญญา การฝึกหายใจและทำสมาธิที่จุดเหล่านี้ช่วยบำรุงสุขภาพและเสริมสร้างพลังงานร่างกาย
[2] ขั้นพลังมีทั้งหมด 4 ขั้น ตามลำดับ คือ ขั้นหนิงชี่-ขั้นรวบรวมลมปราณ, ขั้นป้าวชี่-ขั้นปราณะเิ (ระดับของฟางจื่อเสวี่ย), ขั้นอวี้ชี่-ขั้นควบคุมลมปราณ และขั้นตานชี่-ขั้นปราณโอสถ (ระดับสูงสุดที่ฟางเฉินเคยไปถึงตอนอายุสิบแปดดี)
[3] ‘สหายเต๋า’ ใช้เรียกผู้ฝึกฝนในระดับเดียวกัน หรือใช้เรียกผู้ที่เคารพในหลักการของเต๋าอย่างกว้างขวาง เช่น ในนิกายเต๋าจะใช้เรียก "สหายธรรม" หรือ "สหายร่วมทาง" แทนคำว่าญาติธรรม และในระดับทั่วไปหากมีอายุไม่มากก็จะใช้คำที่เน้นความเสมอภาคและเป็กันเอง เช่น "สหายเต๋า” หรือ "สหายร่วมทาง"