ตอนที่85 แผนตอบโต้หยางจุ้น
เสิ่นลี่อิงสามารถล่วงรู้วิชาหรือเนื้อหาที่จะเรียนก็ต่อเมื่อเข้าไปเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฟิวเจอร์แล้วเท่านั้น
ถึงอย่างนั้นเธอไม่เป็นกังวลเท่าใดนักเพราะคิดว่าแต่ละมหาวิทยาลัยไม่ควรมีวิชาการเรียนการสอนที่แตกต่างกันเกินไป จึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้
..........
ตอนเย็นสวีเหยียนได้โอกาสจึงเอ่ยบอกสามีเรื่องการตัดสินใจไปเรียนของลูกสาวเพราะพรุ่งนี้เสิ่นลี่อิงจำเป็นต้องยื่นหนังสือตอบกลับโดยผ่านการลงนามจากทางโรงเรียนร่วมด้วยมีเพียงพ่อแม่ที่ไม่ได้ลงนามแต่รับทราบไว้เท่านั้น
เสิ่นลี่คุนแสดงความคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกับภรรยาโดยเขาเชื่อว่าภรรยาพูดคุยกับลูกสาวดีแล้ว จึงกล่าวให้กำลังใจลูก พลางนึกถึงวันที่ลูกต้องเดินทางไกลห่างไกลพ่อแม่ด้วยความรู้สึกใจหายว่า
“ในเมื่อแม่อนุญาตไปแล้วพ่อก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ มีแต่ห่วงที่ลูกต้องไปเรียนไกลแต่ก็เข้าใจได้อยู่ว่าลูกโตแล้ว คงถึงเวลาบินเสียทีนะ”
“ขอบคุณมากค่ะพ่อ”เสิ่นลี่อิงยิ้มพร้อมขอบคุณพ่อด้วยน้ำตาคลอเบ้าอย่างตื้นตันใจ
“เจี่ยเจียไม่อยู่ผมคงเหงาแย่เลย กว่าจะเรียนจบแล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัย อีกตั้งสองปีแน่ะ”
เสิ่นลี่หยางแสดงความคิดเห็นอย่างหงอยเหงาเพราะเขาจะมีเวลาอยู่ด้วยกันกับพี่สาวอีกไม่กี่เดือนทั้งนี้พี่จะต้องเดินทางไปรายงานตัวเพื่อเข้าเรียนตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมจึงรู้สึกหดหู่ที่จะต้องอยู่กับพ่อแม่โดยไม่มีพี่อีกต่อไป
อนึ่งเสิ่นลี่อิงเปิดเรียนวันที่หนึ่งเดือนกันยายน ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียงสี่ห้าเดือนในการอยู่ร่วมกับครอบครัวเสิ่น
“พี่จะพยายามกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ อยู่บ้านก็ตั้งใจเรียน ดูแลพ่อแม่ให้ดีล่ะ.....เข้าใจไหม?”
เสิ่นลี่อิงขยี้หัวน้องชายที่นั่งข้างอย่างมันเขี้ยวเธอรู้สึกได้ว่าเขาโตเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถดูแลพ่อแม่แทนเธอได้แล้วจึงไม่เป็นกังวลเท่าใดนักพลางมอบหมายหน้าที่ให้เขาทำแทนเธอระหว่างที่ไปเรียนยังต่างแดน
“รู้แล้วน่าอย่าเล่นกับหัวผมสิ” เสิ่นลี่หยางกล่าวตอบรับ พลางปัดมือพี่สาวที่พยายามเล่นหัวตนเองออกไป
เขารู้ดีว่าไม่สามารถต่อสู้ชนะพี่สาวได้จึงได้แต่ถลึงตาใส่ด้วยความโมโห
เสิ่นลี่อิงไม่ยอมแพ้น้องชายเธอถลึงตาต่อสู้กับน้องโดยตรง ทำให้เสิ่นลี่คุนและสวีเหยียนหัวเราะท่าทางของทั้งคู่
บรรยากาศของครอบครัวเสิ่นกลับคืนสู่ความอบอุ่นและครื้นเครงอีกครั้ง
ตอนค่ำเสิ่นลี่อิงกลับเข้าห้องนอนแล้วเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อค้นหาข้อมูลบริษัทรับซื้อมันฝรั่งของอดีตสามีเธอสงสัยว่าเขาอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการส่งกลุ่มชายฉกรรจ์เข้ามาสอดแนมภายในฟาร์มของตนเอง
พลันได้ยินเสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าจากวีแชตส่วนตัวและอีเมลพอเปิดดูในวีแชตแล้วเห็นว่าเป็นข้อความจากหยางจุ้น เธอพูดด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ว่า
“หึ ๆ หยางจุ้น! อาจารย์มังกรดำ!คุณกล้าหลอกลวงฉัน ถึงเวลาฉันเอาคืนแล้ว ฝันไปเถอะว่าฉันจะคุยกับคุณอีกจนกว่าจะมีภารกิจเข้ามาโน่นแหละ ลองดูสิว่าคุณจะเป็นยังไง?”
พอเปิดดูอีเมลและพบว่าเป็นข้อความสอบถามเธอด้วยความห่วงใยจากเขาเธอพึมพำอ่านด้วยความรู้สึกหลากหลายว่า
“อิงเอ๋อร์ถึงบ้านปลอดภัยดีใช่ไหมครับ ผมขอโทษนะที่ต้องทำแบบนี้ แต่ผมอยากบอกว่าให้โอกาสผมด้วย”
เสิ่นลี่อิงแลบลิ้นใส่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทันทีเมื่ออ่านจบเธอต้องการทดสอบความอดทนของเขาให้ถึงที่สุดเป็นการแก้แค้นกลับคืนโทษฐานที่เขากล้าหลองลวงเธอให้มาเป็นแฟน
“ชิ! ลองดูกันสิว่า ใครจะอึดมากกว่ากัน? อยากเป็นแฟนฉันต้องอดทนจนกว่าฉันจะพอใจ”
เด็กสาวยิ้มเยาะเย้ยหยางจุ้นโดยคิดว่าการกระทำตอบโต้ของตนย่อมทำให้ชายหนุ่มอยู่ไม่เป็นสุขแน่นอน
……….
เช้าวันจันทร์เสิ่นลี่อิงไปโรงเรียนเธอมอบหนังสือเชิญเข้าเรียนของมหาวิทยาลัยฟิวเจอร์ให้กับผู้อำนวยการจ้วงส่วนหนังสือเชิญจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งอื่นก็นำไปคืนให้เขาด้วยเพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเก็บเอาไว้ดูต่างหน้าแต่อย่างใด
“ผู้อำนวยการจ้วงคะฉันตัดสินใจจะไปเรียนต่อที่มหาลัยฟิวเจอร์ค่ะ”
ผู้อำนวยการจ้วงเลิกคิ้วขึ้นมองเด็กนักเรียนหญิงที่เขาภาคภูมิใจด้วยความแปลกใจเนื่องจากเขามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยฟิวเจอร์น้อยกว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งอื่นจึงสอบถามเด็กสาวด้วยความแปลกใจ
“นักเรียนเสิ่นทำไมถึงเลือกไปเรียนไกลนักเล่า?หนังสือเชิญของฮาร์วาร์ดหรือออกซฟอร์ด...ไม่สนใจเลยหรือ?”
“ไม่ค่ะ ฉันอยากไปหาประสบการณ์ลองดูหากจะไปเรียนที่นั่น แค่เรียนที่ชิงหวาก็ได้แล้วแต่มหาลัยฟิวเจอร์น่าจะมีความแปลกใหม่มากกว่า ฉันคิดว่าควรให้โอกาสตัวเองได้เห็นโลกกว้างบ้างค่ะ”
เสิ่นลี่อิงส่ายหน้าพร้อมอธิบายเหตุผลที่เธอตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัยฟิวเจอร์ตามจริงเธอเข้าใจความห่วงใยจากเขาเป็นอย่างดีเพราะข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยฟิวเจอร์มีให้สืบค้นจากโลกอินเทอร์เน็ตได้น้อยมากจึงไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายจะแสดงความกังวลใจออกมา
“ถ้านักเรียนเสิ่นตัดสินใจดีแล้วผมก็จะจัดการส่งหนังสือกลับคืนไปให้ หากหนังสือตอบรับจากทางนั้นมาแล้วจะแจ้งผ่านครูหลิวอีกทีนะ”
ผู้อำนวยการจ้วงพยักหน้ายอมรับการตัดสินใจของเสิ่นลี่อิงเพราะคิดว่าเธอคงได้ปรึกษาพ่อแม่มาเป็นอย่างดีแล้วโดยบอกถึงหนังสือตอบกลับที่จะมีมาจากทางมหาวิทยาลัยฟิวเจอร์อีกครั้งเพื่อที่เด็กสาวจะได้นำติดตัวไปด้วยในวันรายงานตัวที่นั่นเดือนสิงหาคม
“ขอบคุณมากค่ะผู้อำนวยการจ้วง”เสิ่นลี่อิงลุกขึ้นยืนโค้งคำนับ ก่อนเดินกลับห้องห้าเพื่อไปเรียนต่อ
..........
เลิกเรียนเสิ่นลี่อิงขลุกอยู่ในห้องทดลองที่ติดตั้งอุปกรณ์ทันสมัยเสร็จเรียบร้อยเธอเรียนรู้การใช้อุปกรณ์ทั้งหลายจากทางอินเทอร์เน็ตที่มีคลิปสอนของอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ
แม้แต่คลิปการสอนของนักเคมีเพี้ยนที่ชอบทำการทดลองประหลาดเพื่ออัปลงโซเชียลได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทีดีสำหรับเธอ ทำให้มีความรู้ความเข้าใจระดับหนึ่งนอกเหนือจากการเรียนในห้องแล็บที่โรงเรียน จึงเพียงพอที่จะใช้อุปกรณ์ทั้งหลายได้
เสิ่นลี่อิงสืบค้นข้อมูลเพื่อหารูปแบบในการทดลองของตนเองโดยพบเข้ากับบทความหนึ่งที่น่าสนใจ
“น่าสนใจเรื่องนี้แฮะมีการทำกากน้ำตาลจากส้มด้วย พอดีจะได้ไม่ต้องมีขยะเหลือให้เป็นปัญหาเปลือกมันฝรั่งและเศษส้มที่เหลือจากทำน้ำส้มคั้นก็ยังเอามาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้อีกด้วย”
เสิ่นลี่อิงตาโตเป็นประกายอย่างยินดีเมื่อสืบค้นข้อมูลแล้วพบเนื้อหาที่น่าสนใจ เป็นเรื่องการใช้ผลส้มมาทำเป็นกากน้ำตาล กระบวนการผลิตคล้ายกับการนำอ้อยมาทำกากน้ำตาล
เธอตั้งใจที่จะค้นหาวิธีกำจัดขยะจากสองโรงงานเพื่อลดปัญหามลพิษแก่ชุมชนอีกทั้งยังเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตมันฝรั่งและส้มไปในตัวเนื่องจากปุ๋ยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จำเป็นต้องใช้เพื่อให้ผลผลิตมีจำนวนและคุณภาพตามเกณฑ์
“งั้นทดลองทั้งการทำกากน้ำตาลและการหารสชาติที่ลงตัวที่สุดของรสต้มยำกุ้งละกัน”
เสิ่นลี่อิงตัดสินใจวางเป้าหมายการทำงานของตนเองในระยะหนึ่งเดือนให้สำเร็จโดยเร็วเพื่อให้ทันกับผลผลิตที่พร้อมเก็บเกี่ยวและป้อนเข้าสู่โรงงาน โดยหวังให้การเปิดดำเนินงานของสองโรงงานเกิดขึ้นได้ทันท่วงที
ในวันที่สองของการขลุกตัวอยู่ในห้องทดลองเธอได้รับสัญญาณเคาะประตูหน้าห้องทดลองกลางดึกโดยเป็นสัญญาณการเคาะจากองครักษ์เพราะเคยแจ้งวิธีสื่อสารกันไว้ก่อนแล้วจึงรับรู้ได้ว่ามีเรื่องฉุกเฉินเกิดขึ้นภายในฟาร์ม
เสิ่นลี่อิงปิดไฟพร้อมล็อกห้องทดลองก่อนวิ่งตรงไปยังจุดนัดพบประจำของเธอและองครักษ์โดยเป็นจุดที่มีการติดตั้งหลอดไฟให้แสงสว่างจากอาคารใกล้เคียงทำให้แสงไฟสาดส่องตรงมายังตำแหน่งที่มีองครักษ์สี่คนยืนอยู่ พร้อมกับชายฉกรรจ์นอนคุดคู้อยู่บนพื้นสองคน
เด็กสาวเหลือบมองเห็นร่องรอยฟกช้ำและเลือดไหลซึมออกจากบาดแผลตามร่างกายของชายฉกรรจ์ทั้งสองจึงเข้าใจได้ทันทีว่าทั้งคู่ผ่านการต่อสู้กับองครักษ์ของตนเองมาอย่างโชกโชน
“เป็นพวกเดิมที่เคยเข้ามาไหม?”เสิ่นลี่อิงสอบถามองครักษ์ด้วยความสงสัย
“ไม่ครับนายท่านหน้าตาไม่คุ้น แต่อาจเป็นพวกเดียวกัน” กั้วโต๊ระตอบเด็กสาวตามจริง
“จับตัวพวกมันขึ้นมาสิ”เธอสั่งการให้องครักษ์จับตัวชายต้องสงสัยขึ้นมาเพื่อทำการสอบถามทันที
มีเสียงสบถอย่างไม่พอใจและท่าทางแสดงความเจ็บปวดจากชายสองคนที่ถูกกระชากตัวให้ลุกขึ้นมายืนต่อหน้าเสิ่นลี่อิงองครักษ์กระชากตัวคนร้ายให้ลุกขึ้นยืนโดยไม่สนใจอาการบาดเจ็บที่มีอยู่ทั่วร่างกายของคนร้าย
“พวกแกเข้ามาที่นี่ทำไม? มีจุดประสงค์อะไร?”เสิ่นลี่อิงสอบถามชายสองคนด้วยน้ำเสียงเข้มจริงจัง
“บัดซบ! ฉันไม่ตอบหรอกสาวน้อย หากไม่ปล่อยฉันไปพวกเธอเดือดร้อนแน่”
ชายคนหนึ่งเอ่ยข่มขู่เสิ่นลี่อิงอย่างไม่เกรงกลัวถึงแม้จะได้รับบาดเจ็บทั่วร่างกาย แต่เขายังมั่นใจว่าเจ้านายย่อมส่งคนมาช่วยเหลือในภายหลังแน่นอนอีกทั้งอาจแก้แค้นให้กับฟาร์มที่กล้าแข็งข้อกับเจ้านายด้วย
“งั้นหรือ?” เสิ่นลี่อิงเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจที่เขากล้าข่มขู่เธอ
ป้าบ !
“โอ๊ย!....” ชายปากดีกล้าโต้แย้ง เขาถูกเด็กสาวเตะอย่างแรงเข้าที่หว่างขา
พลันสะดุ้งโหยงพร้อมส่งเสียงกรีดร้องออกมาได้เพียงครึ่งคำแต่ถูกอูโน่รีบเอาผ้ายัดปากทันควัน ทำให้เสียงร้องหายไป เขาดิ้นไปมาด้วยความเจ็บปวดทว่าตัวยังคงถูกโด๊สจับตรึงไว้อย่างแน่นหนาด้วยร่างกายที่สูงใหญ่แตกต่างกัน