ตอนที่2
ตึ่ง!
นับนทีละมือจากหน้าแป้นคอมพิวเตอร์เพื่อหยิบโทรศัพท์ที่ส่งเสียงเตือนว่ามีข้อความเข้าขึ้นมาดูก่อนจะฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าใครเป็คนส่งข้อความมา
‘คืนนี้แวะมาทานข้าวที่ร้านหน่อยมีเมนูใหม่จะให้ชิม หนีบยัยตัวเล็กของฉันมาด้วย’
นับนทีตอบกลับเอกภพไปว่าตกลงก่อนจะวางโทรศัพท์ลงที่เดิมและเริ่มต้นทำบัญชีของร้านที่ยังค้างอยู่ต่อเป็เวลาสองปีแล้วที่นับนทีเปิดร้านเสื้อผ้าเป็ของตัวเองหลังจากลาออกจากงานบริษัทเพราะเหตุจำเป็บางอย่างที่ไม่สามารถทำงานเต็มเวลาอย่างมนุษย์เงินเดือนคนอื่นๆได้และโชคดีที่เพื่อนๆต่างช่วยกันเชียร์และโปรโมททำให้ร้านเสื้อผ้าของนับนทีเป็ที่รู้จักอยู่บ้างโดยเฉพาะในแวดวงมนุษย์ออฟฟิศที่ต้องมีเสื้อสูทดีๆไว้สักตัวสองตัวร้านของนับนทีมักอยู่ในตัวเลือกแรกๆเสมอด้วยคุณภาพที่ได้มาตรฐานและราคาที่จับต้องได้
กริ๊งกริ๊ง
เสียงกระดิ่งที่ห้อยอยู่กับประตูหน้าร้านดังขึ้นเรียกให้นับนทีเงยหน้าขึ้นมองแขกผู้มาใหม่ก่อนจะต้องคลี่ยิ้มให้เมื่อเห็นว่าใครกำลังจับจูงคุณป้าเดินเข้ามาในร้าน
“คุณแม่”
“หนูตื่นแล้วเหรอคะ”
“ตื่นแล้วค่ะ”
“วันนี้ตื่นแล้วไม่งอแงเลย”คุณป้าของนับนทีที่เดินตามแรงดึงของเด็กหญิงเอ่ยบอกยิ้มๆ ก่อนแกจะปล่อยมือคุณป้าแล้ววิ่งมาหานับนทีที่กางแขนออกช้อนอุ้มแกขึ้นมานั่งบนตัก
“เก่งมากเลยค่ะตื่นแล้วหนูเป็เด็กดีกับคุณป้า”นับนทีเอ่ยชมลูกสาวเสียงสดใสก่อนจะกดจมูกลงบนขมับของแกอย่างแสนรักดวงหน้าเล็กที่คล้ายคลึงเขาเพียงดวงตาโตๆเงยขึ้นมามองเขาชั่ววินาทีที่มองจ้องลูกนับนทีถึงกับนิ่งงันไปปีนี้ลูกสาวเขาจะอายุครบสามขวบในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าและแกค่อนข้างจะฉายแววความเหมือนใครคนนั้นออกมาทุกที
“นับป้ากลับไปทำความสะอาดบ้านก่อนนะ”เสียงของคุณป้าเรียกให้นับนทีหลุดจากภวังค์ นับนทียิ้มให้ท่าน
“ผมขับรถไปส่งมั้ยครับ”
“ไม่ต้องๆใกล้แค่นี้ป้าเดินไปเองได้ นับดูแลเ้าของขวัญก็พอเดี๋ยวถ้าป้าเอาไปด้วยก็จะไปแย่งไม้กวาดป้ากวาดช่วยอยู่นั่น”
นับนทีหัวเราะให้กับวีรกรรมแสบของลูกสาวปีนี้เด็กหญิงของขวัญ เพียงพิชชากำลังจะย่างเข้าสามขวบเต็มและความอยากรู้อยากเห็นก็ล้นปรี่นับนทีต้องใช้พลังงานเป็อย่างมากในการรับมือกับลูกดีที่มีคุณป้ามาช่วยทุกอย่างจึงผ่านมาได้ด้วยดีตลอด
นับนทีอยากใช้เวลาอยู่กับลูกให้มากที่สุดเพราะเมื่อแกครบสามขวบเต็มเขาวางแผนไว้แล้วว่าคงต้องให้แกไปโรงเรียนเสียทีเพราะผู้ปกครองคนอื่นๆที่มีความจำเป็ไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้เต็มเวลาก็ส่งลูกไปเรียนั้แ่ยังไม่ครบสามขวบดีกันทั้งนั้นแต่สำหรับนับนทียังคิดว่าลูกยังเล็กและยังไม่พร้อมที่จะเข้าโรงเรียนและดีที่มีคุณป้ามาช่วยดูแลให้ดังนั้น่บ่ายหลังจากแกตื่นจากนอนกลางวันเขาจึงยังได้เห็นลูกเดินยิ้มมากับคุณป้าในทุกๆวันอยู่
“เย็นนี้เอกชวนไปทานข้าวที่ร้านคุณป้าไปด้วยกันนะครับ เดี๋ยวสักหกโมงนับไปรับที่บ้าน”
“ได้ลูกป้าไปล่ะ” ก่อนไปคุณป้ายังเดินมาวางมือลงบนศีรษะของหลานสาวอย่างเอ็นดู
“คุณแม่ของขวัญจะไปดูเสื้อผ้าฉวยๆค่ะ” นั่งอยู่บนตักนับนทีได้เพียงครู่ก็เอ่ยร้องขอ
นับนทีต้องยกร่างเล็กลงจากตักไปวางบนพื้นก่อนจะลุกตามไปเมื่อลูกสาววิ่งจี๋ไปที่ราวชุดราตรีฟูฟ่องของผู้หญิงมือเล็กๆยื่นไปแตะชุดตัวแล้วตัวเล่าอย่างชอบใจก่อนจะหันมาบอกให้นับนทีหยิบออกมาทาบที่ตัวให้นับนทีหัวเราะเอ็นดูหนักหนาแล้วก็ยอมทำให้ตามที่แก้าอย่างน้อยเสื้อผ้าที่มาจากฝีมือการออกแบบเขาก็ถูกตาต้องใจลูกสาวเขาล่ะ
มีลูกค้าเข้ามารับชุดที่สั่งตัดไว้อีกสามรายก็ถึงเวลาปิดร้านเตรียมกลับบ้านไปรับคุณป้าออกไปทานอาหารที่ร้านเอกภพนับนทีปิดล็อคประตูหน้าต่างของร้านอย่างเคยทว่าวันนี้หลังจากจูงมือลูกเดินออกมายังไม่ถึงรถเสียงข้อความแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้นให้หยุดหยิบขึ้นมาดูอีกครั้งเพราะกลัวว่าเขาจะลืมนัดหมายลูกค้าคนไหนไว้หรือลูกค้าเกิดอยากได้ชุดกระทันหันขึ้นมานับนทีจึงหยุดฝีเท้าเพื่อเปิดข้อความดูหากแต่ว่าชื่อของคนที่ส่งข้อความเข้ามาทำให้นับนทีตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะก่อนจะไล่สายตาอ่านข้อความด้วยใจระทึก
‘สัปดาห์หน้าผมจะกลับบ้านแล้วนะหวังว่าจะได้เจอพี่กับเพื่อนๆ’
นับนทีมองรูปโปรไฟล์ของชายหนุ่มที่กำลังยิ้มกว้างท่ามกลางหิมะด้วยหัวใจที่เต้นรัวกว่าปกตินานมากแล้วที่อีกฝ่ายขาดการติดต่อกับเขาและนับนทีเองก็ไม่ได้เซ้าซี้ติดต่อกลับไปหลังจากที่คุยกันประโยคสุดท้ายเมื่อสามปีก่อนตอนที่อัศดินทร์บอกว่าเริ่มปรับตัวได้แล้วและกำลังมีเพื่อนใหม่ๆหลังจากนั้นการติดต่อก็เริ่มห่างออกไปจนกลายเป็ไม่คุยกันเลยในที่สุดมีเพียงโลกโซเชียลเท่านั้นที่อัศดินทร์เคลื่อนไหวและโต้ตอบกลับกับเพื่อนๆเวลาที่คอมเมนต์รูปภาพแต่ทว่านับนทีผู้หายจากโลกโซเชียลและไม่ได้โพสต์รูปภาพอะไรเลยตลอดเกือบสี่ปีก็ได้กลายเป็คนที่หายไปจากชีวิตของอัศดินทร์โดยสิ้นเชิง
นับนทีปิดโปรแกรมแชทลงโดยไม่ได้ตอบกลับอะไรไปกำโทรศัพท์ไว้ในมือที่ชื้นเหงื่อแน่นจนสั่นหัวใจที่เต้นรัวไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงได้ง่ายๆจนเมื่อมือถูกเขย่าพร้อมเสียงน่ารักเอ่ยเรียก
“คุณแม่คุณแม่หยุดเดินทำไมคะ”
นั่นแหละนับนทีจึงได้สติรีบก้มลงยิ้มให้ลูกแล้วเอ่ยปฏิเสธ“ไม่มีอะไรค่ะ ป่ะเราไปขึ้นรถไปรับคุณป้าไปร้านลุงเอกกัน”
นับนทีสลัดความว้าวุ่นในใจทิ้งแล้วจูงมือลูกไปขึ้นรถขับกลับไปที่บ้านที่ไม่ห่างจากร้านเท่าไหร่นักสีหน้าหนักใจของนับนทีลากยาวไปถึงตอนที่ไปร้านเอกภพจนเอกภพสังเกตุได้เมื่อนับนทีเข้าไปช่วยเอกภพเตรียมวัตถุดิบในครัวจึงถูกถามทันที
“กังวลใจเื่ที่คนคนนั้นจะกลับมาเหรอ”
นับนทีที่กำลังหั่นวัตถุดิบช่วยอยู่ด้านหลังหยุดมือลงทำปากบู้และถอนหายใจออกมา“นายก็รู้เหรอว่าเค้ากำลังจะกลับมา”
“รู้สิฉันเห็นในไอจีเขาขึ้นแคปชั่นบอกลามหาวิทยาลัยที่เขาเรียนก็แสดงว่ากำลังจะกลับบ้านแน่ๆ”
“ฉันได้รับเป็ข้อความวันนี้” นับนทีบอกเอกภพตรงๆ หลายปีมานี้เอกภพคือเพื่อนสนิทที่นับนทีไว้ใจมากที่สุดที่จะเล่าเื่ทุกอย่างให้ฟังรวมถึงเื่ในอดีตที่เอกภพรู้รายละเอียดทุกอย่างเป็อย่างดีจึงไม่มีความจำเป็อะไรที่นับนทีต้องปิดบัง
เอกภพยกกระทะที่ผัดเสร็จแล้วออกจากเตาแล้วหันกลับมามองนับนทีตรงๆพร้อมตั้งคำถาม“จะไม่บอกเขาจริงๆเหรอ”
นับนทีมองหน้าเพื่อนสนิทสี่ปีก่อนเอกภพก็เคยถามนับนทีแบบนี้ั้แ่วันที่เห็นท้องโตจนไม่อาจปิดใครไว้ได้จนวันที่พานับนทีที่กำลังเจ็บท้องจะคลอดไปโรงพยาบาลตอนนั้นนับนทีปฏิเสธเสียงแน่วแน่ แต่ทว่าตอนนี้กลับไม่แน่ใจเป็อย่างมากหากแต่ก็ตอบคำตอบเดิมกลับไป “คงไม่”
“ไม่คิดว่าเขาควรจะได้รู้เหรอในฐานะพ่อ” เอกภพถามต่อ
“อนาคตเขากำลังไปได้ดีแถมเขาก็ประกาศหมั้นกับแฟนฝรั่งสาวสวยคนนั้นแล้ว ฉันไม่อยากไปทำลายชีวิตคู่ของใครที่จริงอยู่แบบนี้กับลูกก็มีความสุขดี ไม่มีใครต้องเจ็บแถมมีความสุขกันทั่วหน้าเห็นแต่ข้อดีไม่ใช่เหรอ” นั่นคือความคิดของนับนทีที่บอกตัวเองมาตลอดในเมื่อทุกคนก็มีความสุขในทางของตัวเองเขาก็ไม่ควรพรากความสุขจากทุกคนไปไม่ใช่เหรอถึงแม้คนที่เ็ปที่สุดจะเป็เขาก็ตาม
“แน่ใจว่านับมีความสุขที่จะปิดบังเขาแบบนี้เวลาที่ลูกเรียกเขาว่าน้านับจะไม่เ็ปใช่มั้ย”
นับนทีอึ้งไปเมื่อถูกตั้งคำถามแบบนี้เขาปฏิเสธที่จะหาคำตอบในข้อนี้มาตลอดแต่ในที่สุดเวลาในการปฏิเสธที่จะรับรู้ก็หมดลงเมื่อความจริงที่ว่าเขาคนนั้นกำลังจะกลับมาและของขวัญกับเขาก็ต้องเผชิญหน้ากันสักวันในฐานะน้ากับหลานนับนทีถอนหายใจยาว วางมีดที่กำลังหั่นผักในมือลงเพื่อยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆอย่างคนคิดไม่ตก
“ยอมรับว่าคงะเืใจไม่น้อยแต่จะให้ฉันทำยังไงให้บอกเขาว่านี่คือลูกเขาในขณะที่เขาประกาศหมั้นกับคนอื่นไปแล้วเหรอฉันทำไม่ได้หรอกเอก”
“หมั้นแล้วยังไงความจริงที่ว่าของขวัญเป็ลูกเขาก็ไม่เปลี่ยนนี่รู้ตอนนี้ดีกว่าไปรู้ทีหลังแล้วโกรธกันไม่ดีกว่าเหรอ” เอกภพให้เหตุผลต่อนับนทีขมวดคิ้วใส่เพื่อนและทำปากงอง้ำใส่ทันที
“อย่ามากดดันกันแบบนี้สิแค่ที่รู้ว่าเขาจะกลับมาอกฉันก็จะะเิอยู่แล้ว”
“ถ้าไม่บอกยิ่งต้องทนอกะเิไปเรื่อยๆ”
“เอก!!!”นับนทีลงเสียงหนักเรียกชื่อเพื่อนอย่างขัดใจ เขายิ่งคิดมากเพื่อนสนิทก็ยิ่งมากดดันทั้งที่เขาหวังให้เอกภพเอ่ยสนับสนุนให้เขาเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับอย่างที่ทำมาตลอดเกือบสี่ปีทว่าเอกภพกลับกำลังทำให้ความเชื่อมั่นของเขาสั่นคลอน
“โอเคๆไม่กดดันแล้วก็ได้ แต่ต้องทำใจยอมรับผลที่จะตามมานะถ้าวันหนึ่งเขาเกิดรู้เื่เข้า”
“แต่นายจะไม่บอกเค้าใช่มั้ย”นับนทีถามย้ำ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“แน่นอนถ้าวันนึงจำเป็จะต้องพูดความจริงมันต้องออกมาจากปากนายเท่านั้น”เอกภพเองก็ตอบกลับมาจริงจัง
นับนทีถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกเอกภพเป็เพื่อนที่ไว้ใจได้เสมอแม้จะถูกนับนทีหักอกทว่าเก้าเดือนที่เขาอุ้มท้องลูกและอีกเกือบสามปีที่ยัยหนูลืมตามาดูโลกเอกภพคือคนที่ช่วยเหลือนับนทีมาตลอดและมีเพียงเขาและเอกภพเท่านั้นที่รู้ว่าของขวัญเป็ลูกใครแม้กระทั่งคุณป้าท่านก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามและนับนทีเองก็ไม่ได้เปิดปากเล่าเพราะไม่รู้จะเริ่มต้นเล่ายังไงดี
“ถ้าวันหนึ่งเขาเกิดรู้เข้านายว่าเขาจะโกรธไหม” นับนทีอดจะกังวลข้อนี้ไม่ได้เขาเชื่อเสมอว่าความลับไม่มีในโลก จะช้าหรือเร็วเท่านั้นที่อีกฝ่ายจะได้รู้
“ความรู้สึกของหมอนั่นฉันเดาไม่ถูกหรอกแต่ถ้าเป็ฉัน ฉันคงโกรธมาก ไม่ว่าเด็กจะเกิดมาด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจแต่ถ้าเขาเกิดขึ้นมาจากฉันฉันก็อยากรู้การมีตัวตนั้แ่วันแรกของแกส่วนต่อไปความสัมพันธ์ของพ่อกับแม่จะดำเนินไปในทิศทางไหนนั่นเป็เื่ที่ต้องมาคุยกันอีกทีนายบอกเองว่านายไม่ได้โกรธเกลียดอะไรหมอนั่นเลยก็ยิ่งคุยกันง่ายไม่ใช่เหรอแต่ถ้ามารู้ทีหลังก็ไม่แน่ว่ายิ่งอาจจะโกรธ นายทำเหมือนนายไม่อยากให้เขารู้เขาอาจจะมองว่านายรังเกียจเขาก็ได้”
นับนทีว้าวุ่นขึ้นไปอีกเท่าตัวเมื่อได้ยินแบบนั้นถึงจะแน่ใจว่าคงไม่บอกความจริงอัศดินทร์ออกไปหากแต่ก็ปฏิเสธตัวเองไม่ได้ว่าการตัดสินใจแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาสบายใจเลยแม้แต่นิดแต่กระนั้นก็ยังยืนยันเจตนารมย์เดิมที่จะไม่บอกอัศดินทร์เื่ลูกเด็ดขาดเขากลัวว่าการเอ่ยปากบอกของเขาจะทำลายชีวิตที่กำลังสวยงามของชายหนุ่มคนหนึ่ง
“คุณแม่เป็อะไรคะทำไมคุณแม่ไม่ทานข้าว” นับนทีไม่รู้ว่าตัวเองนั่งเหม่อนานขนาดไหนจนเมื่อได้ยินเสียงลูกเอ่ยถามจึงรู้ว่าข้าวในจานไม่ได้พร่องลงเลยแม้แต่นิดในขณะที่ยัยหนูทานไปแล้วเกือบครึ่งถ้วยเล็กของแก
“อ้อแม่กำลังคิดอะไรนิดหน่อยค่ะ มาค่ะมาทานกัน” นับนทีสลัดความว้าวุ่นในใจทิ้งตักอาหารใส่ถ้วยเล็กๆของแกเพิ่มให้และเริ่มตักทานของตัวเองบ้างทว่ามือเล็กๆก็ตักอาหารยื่นมาหาก่อน
“คุณแม่ของขวัญป้อนคุณแม่ค่ะ”
นับนทียิ้มให้แกก่อนจะก้มลงไปรับอาหารจากช้อนลายการ์ตูนของแกแล้วยกมือขึ้นลูบผมสวยเอ่ยอ่อนโยน“ขอบคุณมากค่ะคนสวย”
ก้มเอ่ยกับลูกแต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเอกภพจ้องอยู่นับนทีหลบสายตาเพื่อน เขารู้ว่าเอกภพหวังดีและอยากให้บอกเื่ของขวัญกับคนคนนั้นแต่นับนทีกลัวว่าตัวเองจะทำชีวิตรักของอัศดินทร์กับแฟนพังและเกิดบอกไปแล้วเขาเกลียดลูกอีกนับนทีคงหัวใจแหลกสลายยัยหนูเองก็คงเ็ป
หลังจากทานอาหารเสร็จและอยู่คุยกับเอกภพอีกเล็กน้อยนับนทีก็พาลูกและคุณป้ากลับบ้านเด็กหญิงตัวน้อยหลับคาที่นั่งสำหรับเด็กของแกบนรถนับนทีจึงบอกให้คุณป้าเข้าบ้านก่อนได้เลยส่วนตัวเขาจะเป็คนอุ้มแกขึ้นไปนอนบนห้องเอง
“ไปนอนบนห้องกันนะคะ”นับนทีกระซิบอ่อนโยนขณะช้อนเอาร่างแกเข้ามาไว้ในอกแล้วพาเดินเข้าบ้านที่สว่างไสวขึ้นเพราะคุณป้าเดินเข้าไปเปิดไฟรอแล้วเด็กหญิงขยับตัวเล็กน้อยซุกเข้ามาในอกนับนทีลูบแผ่นหลังเล็กปลอบโยนเพราะไม่อยากให้แกตื่นมางอแงเพราะถูกรบกวนการนอนก่อนจะวางร่างน้อยลงบนเตียงเล็กๆของแกแล้วดึงผ้าห่มมาห่มให้
นับนทีหย่อนตัวลงนั่งบนเตียงของลูกเพื่อพินิจดวงหน้าเล็กใกล้ๆดวงตากลมโตของแกปิดสนิทหลับพริ้มอวดแพขนตาสวย คิ้วเข้มๆคู่นี้ จมูกอันโด่งริมฝีปากบาง ผิวขาวราวน้ำนม ทุกอย่างที่รวมเป็ตัวแกล้วนเหมือนอัศดินทร์ไม่มีผิดมีเพียงดวงตากลมโตเท่านั้นที่เอาไปจากเขา นับนทียกมือขึ้นลูบผมแกอย่างแสนรักเอ่ยเย้าออกมาเบาๆทั้งอดจะหัวเราะไม่ได้
“ทำไมหนูไม่เอาอะไรๆไปจากแม่เยอะๆหน่อยล่ะคะทำไมหนูถึงต้องเหมือนพ่อหนูขนาดนี้”ถึงจะพูดแบบนั้นหากแต่ใบหน้าของนับนทีกำลังเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มอัศดินทร์เป็คนหน้าตาดีและการรับเอาอะไรๆมาจากพ่อมากมายขนาดนี้ทำให้ยัยหนูฉายแววหน้าตาดีั้แ่เด็กด้วยแต่ก็นั่นแหละนับนทีไม่รู้เลยว่าวันที่เผชิญหน้ากันระหว่างพ่อลูกอัศดินทร์จะเกิดสะกิดใจบ้างไหม
หัวใจของนับนทีเต็มไปด้วยความว้าวุ่นนับั้แ่ได้รับข้อความจากอัศดินทร์ในครั้งแรกจนกระทั่งเสียงข้อความดังขึ้นใน่สายของสองสัปดาห์ถัดมานับนทีหยิบโทรศัพท์ขึ้นดูตามปกติเพราะคิดว่าเป็ลูกค้าหากแต่ข้อความที่เปิดเข้าไปอ่านก็ทำให้นิ่งค้างไปนานหลายนาที
‘ผมลงเครื่องก็ขึ้นแท็กซี่มาหาพี่ที่คอนโดเดิมประชาสัมพันธ์บอกว่าพี่ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว พี่ย้ายไปที่อื่นแล้วเหรอ’
นับนทีวางโทรศัพท์ลงเพื่อยกมือขึ้นกุมหัวใจที่มันเต้นแรงแทบโลดออกมานอกอกเขาคิดว่าตัวเองเตรียมตัวเตรียมใจมาพอแล้วหากแต่เมื่อเวลานี้มาถึงจริงๆจึงรู้ว่าความว้าวุ่นในใจไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่นิดเขาแค่หลอกตัวเองเท่านั้น
‘พี่ยุ่งอยู่เหรอทำไมไม่ตอบผมนั่งรอพี่ที่ข้างล่างคอนโดไม่รู้จะไปไหน ยังไม่อยากกลับบ้าน’
ข้อความถูกส่งมาอีกนับนทีมองหน้าจอโทรศัพท์อย่างว้าวุ่นใจเป็นานกว่าที่ใจจะสงบและสามารถพิมพ์ตอบกลับไปได้
[พี่ขายคอนโดมาซื้อบ้านแล้วนายมาหาพี่ที่ร้านก็ได้หรือจะให้พี่ไปรับ]
‘เดี๋ยวผมนั่งแท็กซี่ไปพี่ส่งโลเคชั่นมาให้หน่อย’
นับนทีกดส่งโลเคชั่นที่ตั้งร้านไปให้อีกฝ่ายตอบรับมาและบอกว่าจะออกไปเรียกแท็กซี่มาหาที่ร้านนับนทีมองหน้าจอโทรศัพท์ที่มีข้อความสุดท้ายที่ตอบกลับไปว่าเขาจะรอที่ร้านก่อนจะลดโทรศัพท์ลงมากุมที่อกหัวใจที่เหมือนจะสงบได้ชั่วครู่กระหน่ำจังหวะขึ้นอีกครั้งเมื่อรู้ว่าอีกไม่นานคนที่ไม่ได้เจอมานานถึงเกือบสี่ปีจะมาปรากฏตรงหน้าไม่อาจปฏิเสธเลยว่าในความตื่นเต้นว้าวุ่นในอกนี้ได้แฝงความดีใจไว้ด้วยความรู้สึกแบบนี้มีเพียงนับนทีเท่านั้นที่รู้แม้แต่เอกภพนับนทีก็ไม่อนุญาตให้ได้รู้!
100%
#ซ่อนรักอัศดินทร์
…………………………………………………….
โปรดติดตามตอนต่อไป