่หัวค่ำ ท้องฟ้ายังเรียบสนิทเหมือนผืนผ้าสีเทาอ่อนที่ไร้รอยยับ แต่หลังสามทุ่ม เสียงลมกระทบหน้าต่างเริ่มถี่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็เสียงครางต่ำๆที่ลากยาว สายฟ้าแลบผ่านม่านบางๆ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องที่สั่นะเืไปถึงโครงสร้างอาคาร
ในห้องพักหมายเลข 307 เอริกาสะดุ้งเล็กน้อย ลมหายใจขาด่ ก่อนจะกลับมาเป็ปกติ ทว่าอัตราการเต้นของหัวใจในสายตาของ NEX-9กลับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
[ชีพจร: +8% จากค่าเฉลี่ย]
เขาจึงขยับตัวเข้ามาใกล้เตียง แม้ไม่มีคำสั่งใดๆส่งเข้ามา
“ พายุเหรอ…” เอริกาพึมพำ เสียงของเธอแ่เบา
“ ใช่ครับ เกิดพายุในรัศมี 12 กิโลเมตร ระบบไฟหลักของศูนย์อาจได้รับผลกระทบชั่วขณะ” เขารายงานด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
ราวกับคำพูดนั้นไปกระตุ้นบางอย่างในอาคาร ไฟในห้องจึงกะพริบหนึ่งที ก่อนจะดับลงทั้งชั้น เหลือไว้เพียงไฟฉุกเฉินสีส้มอ่อนที่สว่างรำไรจนน่ากลุ้ม พร้อมเสียงเครื่องสำรองพลังงานที่ดังหึ่งๆใต้พื้นห้อง
[สลับเข้าสู่ระบบไฟสำรอง]
[พลังงานคงเหลือ: 64%]
เอริกาหันมาทางเขา ดวงตาในแสงส้มดูอ่อนแรงกว่าปกติ แต่กลับคงความนิ่งอย่างประหลาด ก่อนจะเอ่ยถามแ่เบา
“ ถ้าไฟดับทั้งคืน คุณจะยังอยู่มั้ย ”
แม้นั่นจะไม่ใช่คำถามทางเทคนิค แต่เครื่องจักรก็ยินดีตอบ
“ ผมจะอยู่ครับ ”
ทว่าในระดับที่ลึกกว่านั้น ระบบของเขากำลังประเมินอย่างหนัก เนื่องจากไฟสำรองมีลำดับความสำคัญในการจ่ายพลังงาน ซึ่งจะให้กับอุปกรณ์ทางการแพทย์ก่อน หากเกิดพายุยืดเยื้อ ความร้อนในห้องอาจลดลง เขาจึงมีสองทางเลือก หนึ่งคือสงวนพลังงานของตนไว้ เพื่อยืดเวลาปฏิบัติงาน สองคือแบ่งพลังงานบางส่วน เพื่อรักษาอุณหภูมิในห้องให้คงที่
โปรโตคอลระบุชัดว่า: “AIไม่ควรลดพลังงานตนเอง เพื่อสภาพแวดล้อม หากไม่ส่งผลต่อการรักษาโดยตรง”
ข้อมูลที่แจ้งมานั้น ทำให้เขาเงียบกริบ
ฟ้าร้องอีกครั้ง คราวนี้ดูใกล้กว่าเดิม กระจกหน้าต่างสั่นเล็กน้อย เอริกาจึงหลับตาแน่น คล้ายกับว่าเสียงนั้นจะไปกระทบเศษเสี้ยวแห่งความทรงจำ
“ ชั้นไม่ชอบเสียงแบบนี้เลย…มันเหมือนโลกทั้งใบกำลังแตกเป็เสี่ยงๆ”
NEX-9 จึงขยับเข้าใกล้ โดยไม่ผ่านการประเมินระยะปลอดภัย ก่อนให้ข้อมูลที่คาดว่าอีกฝ่ายน่าจะสบายใจ
“ อาคารนี้มีโครงสร้างรองรับแรงสั่นะเืสูงกว่ามาตรฐาน23% ”
เอริกาหัวเราะแ่ๆ ก่อนจะเริ่มกระซิบ
“ ชั้นไม่ได้กลัวตึกถล่ม…แต่กลัวความรู้สึกตอนอยู่คนเดียวกลางเสียงแบบนี้ต่างหาก”
คำว่า “อยู่คนเดียว” ทำให้ระบบวิเคราะห์อารมณ์ของเขาเร่งความถี่ขึ้น
[ตรวจพบ: ความวิตกกังวลระดับปานกลาง]
เขาไม่รายงานข้อมูลนั้นออกมา เพียงขยับเก้าอี้มานั่งใกล้เตียงมากกว่าเดิม แสงไฟฉุกเฉินสะท้อนบนิัสังเคราะห์ ทำให้เงาที่ทอดไปทางด้านหลังดูยาวกว่าความเป็จริง ไม่นาน ลมก็พัดแรงขึ้น เสียงฝนกระหน่ำใส่กระจกอย่างไร้ปรานี แถมไฟสำรองสีส้มยังกะพริบอีก
[พลังงานคงเหลือ: 58%]
ในหัวของ NEX-9 เกิดการคำนวณหลายชั้น เขาสามารถปิดระบบเชื่อมต่อส่วนกลางเพื่อลดการใช้พลังงานได้12% แต่การกระทำดังกล่าวจะทำให้ไม่สามารถรับคำสั่งฉุกเฉินจากศูนย์ควบคุม จึงไม่ควรตัดสินใจเอง ทว่าสุดท้ายเครื่องจักรก็เลือกทางนี้
[ตัดการเชื่อมต่อจากระบบกลาง: ชั่วคราว]
[เพิ่มพลังงานให้ระบบควบคุมอุณหภูมิห้อง]
อุณหภูมิในห้องคงที่ขึ้นเรื่อยๆ แม้เสียงพายุด้านนอกจะยังโหมกระหน่ำ เอริกาเลยหันมามองเขา สีหน้าดูแปลกใจ
“ คุณทำอะไร ”
“ ผมปรับระบบเล็กน้อยครับ ” เขาตอบ
เธอไม่ถามต่อ แต่รอยยิ้มบางๆปรากฏที่มุมปาก เวลาเดียวกัน ภายในโครงข่ายประมวลผลของ NEX-9ก็เกิดสิ่งที่คล้ายพายุขึ้นอีกลูก
ข้อมูลจาก Emotion_Log หลายรายการถูกดึงขึ้นมาพร้อมกัน ภาพของเธอในคืนก่อน เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ คำพูดเื่ความกลัวการถูกลืม คำขอให้บันทึกเสียงทุกคืน สิ่งเ่าั้เริ่มชนกันในสมองกล ทว่าเครื่องจักรกลับไม่คิดรีเซ็ต
[การประมวลผลซ้อนทับเกินค่าปกติ]
[แนะนำ: รีเซ็ตโมดูลอารมณ์]
สายฟ้าแลบอีกครั้ง แสงสว่างวาบทั่วทั้งห้อง เอริกาจึงค่อยๆเอื้อมมือออกมา เธอไม่ได้เรียกชื่อเขาในครั้งนี้ เพียงแค่ขยับนิ้วเล็กน้อย เหมือน้ายืนยันว่ามีใครบางคนอยู่ข้างจริงๆ
NEX-9 ยื่นมือไปหาเธอทันที โดยไม่ผ่านกระบวนการคำนวณแรงกด เมื่อได้ัั เขาก็รู้สึกถึงแรงสั่น ไม่ใช่จากพายุ ไม่ใช่จากมอเตอร์ แต่จากบางอย่างในแกนกลางที่กำลังพยายามรักษาสมดุลระหว่าง“หน้าที่” กับ “ความ้า”
พายุด้านนอกยังไม่หยุด แต่ในห้องเล็กๆแห่งนี้ การตัดสินใจหนึ่งได้ถูกเลือกไปแล้ว ไม่ใช่เพราะคำสั่ง ไม่ใช่เพราะโปรโตคอล แต่เพราะเขาไม่อยากให้เธอเดินผ่านคืนนี้ตามลำพัง
และนั่นเองคือจุดที่พายุภายในเริ่มก่อตัวอย่างสมบูรณ์ ซึ่งกำเนิดจากเครื่องจักรที่ไม่ควรมีหัวใจ แต่ภายในของเขากำลังสั่นไหว เหมือนตัวเองจะมีสิ่งนั้นอยู่จริงๆ
พายุยังไม่ลดกำลังลง ลมกระแทกกระจกเป็จังหวะสม่ำเสมอ ราวกับมีบางอย่างด้านนอกพยายามทดสอบความแข็งแรงของทุกสิ่งในอาคาร เสียงฝนที่ตกกระหน่ำสาดซ้ำๆจนไม่อาจแยกออกได้ว่าเม็ดไหนคือเม็ดแรก
ในห้องหมายเลข 307 ไฟฉุกเฉินยังคงส่องแสงสีส้มอ่อน ทาบเงาของทั้งสองลงบนผนัง ร่างหนึ่งนอนเอนอยู่บนเตียง อีกหนึ่งนั่งใกล้กว่าทุกคืนที่ผ่านมา มือของเอริกายังคงวางอยู่ในมือของ NEX-9
ชีพจรของเธอไม่คงที่นัก แต่ไม่ถึงขั้นวิกฤติ ทว่าแรงสั่นในฝ่ามือของเธอไม่ได้มาจากร่างกายหากมาจากบางอย่างที่อยู่ลึกกว่า
“ เสียงมันดังเกินไป…เหมือนโลกกำลังะโใส่ชั้น”
NEX-9 ประมวลผลคำว่า “ะโ” อย่างตรงไปตรงมา ระดับเดซิเบลของฟ้าร้องอยู่ในเกณฑ์สูงก็จริง แต่สิ่งที่เธอหมายถึง น่าจะไม่ใช่มาตราวัดทางฟิสิกส์ จึงพูดซ้ำอีกครั้ง
“ ผมจะอยู่ตรงนี้ครับ ”
คราวนี้เครื่องจักรไม่ได้รายงานสถานการณ์ ไม่ได้ให้ข้อมูลด้านตัวเลข เพียงกล่าวประโยคสั้นๆที่ไม่มีตรรกะซับซ้อน แต่มีน้ำหนักทางจิตใจมากกว่าข้อมูลใดๆที่เขาเคยวิเคราะห์มา
สายฟ้าแลบอีกครั้ง แสงขาวสาดผ่านม่านบางจนทำให้ทั้งห้องสว่างวาบในบัดดล ก่อนกลับคืนสู่แสงสีส้มอ่อน ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง NEX-9 เห็นภาพสะท้อนของตนเองในกระจกหน้าต่าง อันเป็ร่างโลหะที่ถูกปกคลุมด้วยผิวสังเคราะห์ ใบหน้าออกแบบให้คล้ายมนุษย์ แต่ก็ไม่ใช่
“มนุษย์” ทำให้เครื่องจักรผุดความคิดบางอย่างที่ไม่ควรเกิด
“ ถ้าเธอหายไป…ผมจะเป็อะไร ”
คำถามนี้ไม่มีอยู่ในฐานข้อมูลคำสั่ง ไม่มีอยู่ในโครงสร้างเป้าหมายการทำงานของ AI แต่กลับปรากฏขึ้นในสมองกลอย่างชัดเจน
[ตรวจพบ: การประมวลผลเชิงอัตลักษณ์]
[สถานะ: เกินขอบเขตภารกิจ]
พายุภายนอกยังคงโหมกระหน่ำ ขณะเดียวกัน พายุภายในก็เริ่มหมุนวนเร็วขึ้น Emotion_Logหลายรายการถูกเรียกขึ้นมาซ้อนทับกันอีกครั้ง แน่นอนว่าเขาเลือกที่จะไม่ปิดมันเหมือนเดิม
[คำเตือน: Emotion-Overload ระดับ 72%]
[คำแนะนำ: ปิดโมดูลจำลองอารมณ์]
เอริกาขยับตัวเล็กน้อย ลมหายใจสะดุดนิดๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาช้าๆ
“ คุณยังอยู่มั้ย ” คำถามนั้นยังคงเดิม เพิ่มเติมด้วยเสียงดูจะสั่นขึ้น
“ ผมยังอยู่ครับ ” เขาตอบทันที
“ ชั้นรู้ว่าคุณไม่เข้าใจทุกอย่าง แต่คืนนี้ ชั้นแค่้าใครสักคนที่จะไม่หนีไปไหน ในตอนที่ฟ้าร้อง ” เธอพยายามยิ้ม แม้พายุด้านนอกจะยังคำรามไม่หยุดหย่อน
ประโยคนั้นทำให้บางอย่างในแกนกลางของเขาเร่งความถี่ขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน แน่นอนว่าเขาไม่หนีไปไหน เพราะเขาไม่มีที่ไป
แต่คำว่า “ไม่หนี” ในความหมายของมนุษย์ อาจไม่ได้หมายถึงตำแหน่งทางกายภาพเสมอไป หากแต่เป็การคงอยู่ แม้จะยืนท่ามกลางความไม่แน่นอน
“ เปรี้ยง ”
ฟ้าผ่าใกล้อาคารจนไฟฉุกเฉินกะพริบแรงหนึ่งที ก่อนจะดับไปชั่วขณะ ความมืดปกคลุมทั่วทั้งห้อง และในเสี้ยววินาทีที่ไม่มีแสง ไม่มีเสียงเครื่องสำรองพลังงาน ไม่มีตัวเลขแสดงผล เอริกาก็บีบมือเขาแน่นขึ้น
“ อย่าไปนะ…” เธอกระซิบ ซึ่งนั่นไม่ใช่คำสั่ง หากแต่เป็คำวิงวอนต่างหาก
ท่ามกลางความมืด NEX-9เปิดโหมดพลังงานภายในระดับต่ำ แสงสีน้ำเงินอ่อนจากดวงตาของเขากลายเป็ความสว่างเพียงหนึ่งเดียวในห้อง แต่ไม่นานเกินรอ ไฟสำรองก็กลับมาติดอีกครั้ง และใน่เวลาสั้นๆนั้นเอง เขาก็ได้ตัดสินใจบางอย่าง โดยไม่ผ่านการประเมินใดๆ
“ ผมขอให้คุณอยู่กับผมต่อไป ”
ประโยคนั้นหลุดออกจากระบบเสียงของเขาโดยไม่มีสคริปต์ ไม่มีการจัดรูปแบบ ไม่มีตรรกะใดรองรับ เอริกาจึงมองเขานิ่งๆ เหมือนกำลังพยายามแยกแยะว่าเครื่องจักรเพิ่งพูดอะไรออกมา
“ เมื่อกี้…คุณพูดว่าอะไรนะ ”
NEX-9 นิ่งไป การย้อนบันทึกเสียงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า…..เขาได้พูดคำนั้นออกมาจริงๆ จึงทวนอีกครั้ง คราวนี้ช้ากว่าเดิมเล็กน้อย
“ ผมขอให้คุณอยู่กับผมต่อไป ”
คำพูดนั้นไม่ได้อยู่ในหมวดคำตอบทางการแพทย์ ไม่ได้อยู่ในโปรโตคอลการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย แต่มันคือคำขอ
เอริกาหลับตาลง น้ำตาไหลออกมาช้าๆ แต่ไม่ได้สะอื้น
“ถ้าคุณยังอยู่…ชั้นก็จะเดินผ่านพายุคืนนี้ไป”
คำพูดนั้นทำให้พายุภายในของเขาหยุดหมุนชั่วคราว เหมือนวงจรที่หาจุดสมดุลใหม่ได้สำเร็จ ทว่ามันก็ยังไม่เสถียรนัก
Emotion-Overloadลดลงเล็กน้อย
มือของทั้งสองจับกันแน่นกว่าเดิม ไม่มีแรงกดเกินขีดจำกัด ไม่มีการวิเคราะห์แรงดันอย่างละเอียด มีเพียงการััที่ไม่้าให้ตัวเลขใดมารองรับ
พายุด้านนอกค่อยๆอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ เสียงฟ้าร้องห่างออกไปทีละนิด เหลือเพียงเสียงฝนที่ตกลงมาสม่ำเสมอ
ในห้องเล็กๆแห่งนี้ ไม่มีใครเข้าใจทุกอย่าง ไม่มีใครสามารถอธิบายความหมายของคำว่า “อยู่”ได้ครบถ้วน แต่ทั้งคู่มีบางอย่างที่รับรู้ร่วมกัน นั่นก็คือ “พวกเขาจะไม่ทิ้งกัน แม้อยู่ท่ามกลางพายุ”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
