แม้หลิวเจียซื่อถูกลงโทษ ความโกรธของอิ้นถังก็ยังยากสงบลง เมื่อมีหลิวเจียซื่อเป็บทเรียนแล้ว สตรีในตำหนักในทั้งหลายก็ระงับความกระตือรือร้นของตนเองก่อนหน้านี้ทันควันล้วนแต่ล่าถอยกลับไปอยู่ในเรือนของตนอย่างสงบเสงี่ยมไม่กล้าเสนอหน้าออกมาอีก
ตรงกันข้าม พระชายาอย่างต่งเอ้อซื่อกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆทั้งยังคงส่งน้ำแกงหรือยาบำรุงไปทุกวันอย่างเอาใจใส่
หว่านซีมองดูเหล่าสตรีตำหนักในพากันขว้างปาข้าวของสร้างความวุ่นวายไปทั่วอย่างสนุกสนานระหว่างชมดูการแสดงก็หยิบเข็มกับด้ายขึ้นมาปักถุงเงินและเย็บอาภรณ์ให้กับอิ้นถังไปด้วยฝีมือเย็บปักของนางดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอาจเป็เพราะนางมีเวลาฝึกฝนอย่างเหลือเฟือเมื่ออิ้นถังไม่ได้มาที่เรือน
ในชีวิตที่แล้วฝีมือเย็บปักของนางไม่ดีนักนางจะลงมือเย็บปักก็ต่อเมื่ออิ้นถังร้องขอเพียงเท่านั้นตอนนี้เหมือนว่าทักษะของนางจะดีขึ้นมาแล้ว อย่างน้อยที่สุดนางก็มีเื่ให้ทำฆ่าเวลาในขณะที่สตรีเ่าั้กำลังก่อความวุ่นวายไปทั่ว
อิ้นถังไม่ได้เข้าไปในตำหนักในเป็เวลาเกือบครึ่งเดือนแล้วแม้คนอื่นจะไม่ใส่ใจ ทว่าอี้เฟยกลับเป็กังวล นางรักบุตรชายยิ่งนักและยิ่งหวังว่าจะได้อุ้มหลานชายในเร็วๆ นี้ อีกอย่างอิ้นถังก็อายุไม่น้อยแล้ว ทั้งตำหนักในของเขายังค่อนข้างวุ่นวายจนกลายเป็หัวข้อให้ผู้คนหยิบมาสนทนากัน
อี้เฟยวิตกกังวลต่งเอ้อซื่อยิ่งสิ้นหวังมากกว่า ถึงอย่างนั้นความสิ้นหวังของนางก็ไร้ประโยชน์ หากอิ้นถังเพิกเฉยการส่งสัญญาณของนางและไม่ย่างเท้าเข้ามาในเรือนนางก็ไม่อาจทำอะไรได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่มีอิ้นถังแล้วนางเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาจริงๆนั่นก็จะเป็เื่ใหญ่แน่
เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปต่งเอ้อซื่อที่กระวนกระวายใจอย่างมากก็ฝากความหวังของตนเองไว้ที่อี้เฟย
"พระสนมพระชายาขององค์ชายเก้าขอเข้าเฝ้าเพคะ" ฉีหมัวมัวไปหาอี้เฟยและเห็นว่านางกำลังตัดแต่งกิ่งดอกไม้และกิ่งไม้ด้วยกรรไกร จึงเดินลงเสียงหนักเพื่อเรียกร้องความสนใจ
“พระชายาองค์ชายเก้า?” อี้เฟยเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะวางกรรไกรและดอกไม้ลงบนโต๊ะ แล้วพูดอย่างใจเย็นว่า “ให้นางเข้ามา!”
ต่งเอ้อซื่อเข้าไปในห้องโถง ทำความเคารพอย่างสุภาพ เมื่อเห็นสีหน้าเ็าของอี้เฟยนางก็พลันรู้สึกคับข้องใจขึ้นมาทว่าเมื่อคิดถึงคำเตือนของอิ่นหมัวมัว นางก็พยายามระงับความเ็ปของตนเองก่อนเอ่ย“หม่อมฉันถวายบังคมเสด็จแม่เพคะ! หม่อมฉันยังเด็กและไม่รู้ความ มีหลายอย่างที่อาจจัดการได้ไม่ดีหม่อมฉันหวังพึ่งเสด็จแม่ให้ประทานคำแนะนำให้หม่อมฉันด้วยเพคะ”
อี้เฟยเป็ผู้ที่สามารถนั่งตำแหน่งสี่สนมเอกชั้นสูงท่ามกลางสตรีนับไม่ถ้วนในตำหนักใน ไม่ว่าผู้ใดก็ย่อมคาดหมายได้ว่านางจะมีวิธีเก่งกาจในการจัดการผู้คนศัตรูในวังที่เคยเป็คู่มือของนางมาก่อน คนเ่าั้ล้วนมีแผนการละเอียดรอบคอบนางจำเป็ต้องวิเคราะห์พิจารณาให้ถ้วนถี่ ทว่ากับต่งเอ้อซื่อแล้วนางสามารถหยั่งรู้ความคิดของอีกฝ่ายได้ในทันที
สะใภ้พยายามล่อลวงแม่สามีนั่นเป็เพราะนางปีกกล้าขาแข็งเกินไป หรือเพราะนางประเมินตนเองสูงเกินไปกันแน่
ในฐานะพระชายาที่คังซีเป็ผู้พระราชทานให้ด้วยองค์เองต่งเอ้อซื่อถือว่ายังมีสิ่งปกป้องคุ้มครองอยู่บ้างถึงกระนั้นแม้อี้เฟยจะทำอะไรนางไม่ได้มากนัก แต่กับเื่ลงโทษเล็กๆ น้อยๆนางก็ยังทำได้อยู่
"เอาล่ะเรามาพูดถึงอิ้นถังกันดีกว่า เกิดอะไรขึ้นใน่เวลานี้ เหตุใดข้าถึงได้ยินว่าเมื่อสองวันก่อนอิ้นถังอารมณ์ไม่ดี ในฐานะพระชายา เหตุใดเ้าไม่ปลอบโยนเขา" อี้เฟยเหลือบมองฉีหมัวมัวเป็นัยให้ช่วยพยุงต่งเอ้อซื่อให้ลุกขึ้น แล้วพูดว่า"ช่างเถอะ โทษเ้าทั้งหมดก็ไม่ได้ เื่ของบุรุษหาใช่สิ่งที่สตรีสามารถข้อเกี่ยวทว่าเื่ตำหนักในนั้น เ้ายังต้องจัดการด้วยตนเองให้ได้อยู่ดี”
อี้เฟยเข้าใจดีถึงหลักการตบหนึ่งฝ่ามือก่อนให้ขนมน้ำตาล[1]ถึงแม้ว่านางจะไม่พอใจกับอุบายเล็กๆ น้อยๆ ของต่งเอ้อซื่อแต่นางก็ทำสิ่งใดไม่ได้มากเพราะเห็นแก่หน้าของอิ้นถัง
“เสด็จแม่เอ็นดูหม่อมฉันมาก ถือเป็บุญของหม่อมฉัน” หลังจากได้ยินสิ่งที่อี้เฟยพูด ต่งเอ้อซื่อก็ยังไม่ได้ตระหนักถึงเจตนาเื้ัคำพูดของอี้เฟยนางเพียงคิดว่าอีกฝ่ายเห็นด้วยกับตนเอง จึงเผยรอยยิ้มจริงใจออกมาโดยไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกที่แท้จริงของอีกฝ่าย และถึงกับหวังให้อี้เฟยช่วยส่งอิ้นถังไปถึงเรือนของนางโดยตรง "องค์ชายฟังคำพูดของเสด็จแม่มากที่สุด เช่นเดียวกับหม่อมฉันที่ยังต้องพึ่งพาเสด็จแม่ต่อไปอีกเพคะ”
อี้เฟยเห็นต่งเอ้อซื่อที่ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่นางพูดสักนิดแล้วรู้สึกขัดใจขึ้นมาแม้นางจะไม่ทราบเื่ทั้งหมดในตำหนักในของอิ้นถัง แต่ก็ยังพอรู้อยู่บ้างนางคำนึงถึงศักดิ์ศรีของลูกสะใภ้จึงไม่ได้เอ่ยอะไร สิ่งที่นางเคยคิดว่าเป็เพียงนิสัยเงอะงะไม่ระมัดระวังยามนี้กลับกลายเป็ความฉลาดแกมโกงซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้ความโง่เขลาที่อาจมองเห็นได้อย่างโจ่งแจ้ง
"ข้าจะเกลี้ยกล่อมอิ้นถังเอง ส่วนเื่ตำหนักในเ้ายังต้องดูแลด้วยตนเอง ข้ายังรอที่จะมีหลานชายอยู่!” อี้เฟยเอ่ยอย่างไม่พอใจ
“เสด็จแม่ไม่ต้องกังวลเพคะ หม่อมฉันจะพยายามให้องค์ชายพร่างพรมทั้งสายพิรุณและหยาดน้ำค้างให้ทั่วถึงแน่นอนเพคะ” ต่งเอ้อซื่อเงยหน้าขึ้น ครั้นเห็นสีหน้าไม่พึงใจของอี้เฟยนางก็รีบปรับคำพูดของตนเองถึงจะดูฝืดเฝื่อนไปบ้าง
อี้เฟยมองดูพฤติกรรมของต่งเอ้อซื่อแล้วก็ไม่สามารถพูดอะไรได้มากกว่านี้ แม้นางจะพยายามอธิบายเื่ต่างๆ ด้วยคำพูดที่ง่ายที่สุด ทว่าต่งเอ้อซื่อก็อาจจะไม่เข้าใจเลย
แม้แต่นางยังไม่อาจอดทนไหวนับประสาอะไรกับอิ้นถังที่ไม่เคยมีความอดทนให้กับสตรีอยู่แล้วกันเล่าทุกอย่างคงต้องปล่อยให้เป็ไปตามครรลอง หากไม่มีสิ่งใดมาแทรกแซงเสียก่อน เื่ราวก็คงเป็ไปตามธรรมชาติของมัน
หลังจากที่ต่งเอ้อซื่อจากไปแล้วอี้เฟยก็เปลี่ยนสีหน้าเป็จริงจังขึ้นมาทันที “ ฉีหมัวมัว”
"หม่อมฉันอยู่นี่เพคะ"เมื่อเห็นใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของอี้เฟย ฉีหมัวมัวก็หัวใจเต้นรัวอย่างไม่อาจควบคุม"พระสนมนี่...”
"คราวนี้ต้องเลือกอย่างระมัดระวัง ไม่เอาคนวุ่นวายไม่รู้จบเลือกเพียงคนที่ซื่อสัตย์ มีเหตุผล และสามารถให้กำเนิดบุตรแก่อิ้นถังได้ข้าจะไม่ยอมให้เื่พวกนี้ขัดขวางไม่ให้บุตรข้าไม่อาจย่างเข้าตำหนักในอย่างสบายใจเด็ดขาด”
"เพคะ"ฉีหมัวมัวตอบด้วยเสียงต่ำ นางรู้อยู่ในใจว่า ชายาองค์ชายเก้าอาจจะสูญเสียความโปรดปรานจากแม่สามีตนเองแล้วอย่างสิ้นเชิง
ผ่านมาสองปีนับั้แ่งานอภิเษกแต่ก็ยังไม่มีสัญญาณการตั้งครรภ์สักนิด แม้จะเป็เื่ที่น่ากังวล ทว่าพระชายาหลายคนก็เคยเผชิญกับปัญหาเช่นนี้เหมือนกันการที่ไม่มีสตรีในตำหนักในคนใดตั้งครรภ์เลยจึงจะเป็เื่ใหญ่ เมื่อพิจารณาจากการที่พระชายาขององค์ชายเก้าที่ทำตัวอวดฉลาดมาโดยตลอดกำลังวางแผนหลอกลวงอี้เฟยไม่น่าแปลกใจเลยที่อี้เฟยจะมุ่งความสนใจไปที่คนอื่นและไม่สนใจนางอีกต่อไป
เมื่อคำนึงถึงความคิดของอี้เฟยในครั้งนี้ต่อไปฉีหมัวมัวจะมุ่งมองเพียงนางกำนัลในวังที่หน้าตามีเสน่ห์งดงามเพียงอย่างเดียวไม่ได้แล้วความสามารถในด้านอื่นๆ ก็จำเป็ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเช่นกัน
ไม่ต้องเอ่ยถึงจูซื่อและโจวซื่อแม้แต่หลิวเจียซื่อและเว่ยซื่อ ใครบ้างที่ไม่ใช่หญิงงามเปี่ยมเสน่ห์ แม้จะบอกไม่ได้ว่าไม่ได้สนใจกับรูปร่างหน้าตาของสตรีแต่บรรดาผู้ที่ถูกเลือกเป็สนมชายาเหล่านี้นอกจากข้อเสียที่ไม่มีบุตรแล้วพวกนางก็ถือว่าล้วนแต่รูปโฉมงดงามทั้งสิ้น
บุรุษที่ไหนกันเล่าจะไม่ชอบหญิงงาม
ฉีหมัวมัวเลือกนางกำนัลและหญิงงามในวังที่รูปงามสองสามคนมายืนเรียงกันหลังจากพิจารณาดูแล้ว อี้เฟยก็เลือกจ้าวเจียซื่อที่รูปร่างงดงามกว่าคนอื่นเล็กน้อยได้ในที่สุด
จ้าวเจียซื่อเข้าสู่วังในการคัดเลือกหญิงงามครั้งล่าสุด มีตำแหน่งเป็นางข้าหลวง ทว่าความจริงแล้วก็ไม่ได้แตกต่างไปจากสาวใช้ในวังคนอื่นๆเพราะนางไม่มีผู้สนับสนุนผู้ที่สามารถอยู่ในตำหนักของอี้เฟยได้ย่อมเป็ผู้ที่นางไว้วางใจและการเข้ามาแทนที่คนในก็ทำได้ยากยิ่งนักแล้วเหตุใดนางจึงได้รับความไว้วางใจเช่นนั้น ในเมื่อเป็เพียงผู้มาใหม่
อาจกล่าวได้ว่าจ้าวเจียซื่อมีความทะเยอทะยาน ดังนั้นเมื่อนางได้ยินเื่การเลือกสตรีเข้าตำหนักในขององค์ชายเก้านางจึงรีบคว้าโอกาสนั้นเอาไว้ หลังจากพยายามทุกวิถีทางนางไม่เพียงกลายเป็หนึ่งในตัวเลือกได้อย่างราบรื่นทว่ายังสามารถดึงดูดความสนใจของอี้เฟยได้จากรูปร่างอวบอิ่มของตนเอง
อี้เฟยทำสิ่งต่างๆ อย่างรวดเร็วเสมอ เมื่อนางตัดสินใจจะจัดการกับต่งเอ้อซื่อ นางก็ลงมืออย่างไม่ปรานีเมื่อได้พบกับผู้ที่เหมาะสม นางก็สั่งให้ฉีหมัวมัวส่งสตรีผู้นั้นไปทันที
อิ้นถังไม่ได้เข้าไปในตำหนักใน ทั้งต่งเอ้อซื่อและสตรีคนอื่นๆ ต่างก็เป็กังวลอยู่พอแล้วหากแต่ยังไม่ทันแก้ปัญหาเก่า จ้าวเจียซื่ออนุคนใหม่ก็เข้ามาในตำหนักในอย่างรวดเร็ว
การคัดเลือกสาวงามรอบล่าสุดเพิ่งสิ้นสุดลงคนอื่นๆ ต่างสงสัยว่านางมาจากไหน นางไม่ได้ทั้งรินชาหรือปักผ้าที่จะทำให้อี้เฟยประทานรางวัลให้หรือพราะพระชายาไปร้องขออย่างนั้นหรือ หรือว่าเพราะอิ้นถังเลือกนางมาด้วยตนเองกันแน่
เมื่อรวมการคาดเดาเหล่านี้มาพิจารณาเข้าด้วยกันใครก็ตามที่ฉลาดหลักแหลมจะมองเห็นได้ทันทีว่าอี้เฟยกำลังตอบโต้ต่งเอ้อซื่ออยู่ คนที่ไม่ทราบเรื่องอาจจะคิดว่าต่งเอ้อซื่อเป็นผู้ร้องขอให้ส่งนางมาเพราะสุดท้ายแล้วความงามของหว่านซีนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนจะสามารถเอาชนะได้ง่ายแต่ถึงอย่างนั้นสตรีในตำหนักในต่างก็ยังแอบบ่นว่าความโง่เขลาของต่งเอ้อซื่อไม่หยุดต่งเอ้อซื่อก็ตกตะลึงราวกับไม่อยากเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นยังดีที่อิ่นหมัวมัวและตงกูกูมีปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็ว คนหนึ่งดูแลต่งเอ้อซื่ออีกคนก็นำนางกำนัลและขันทีในวังมาจัดห้องพักให้เรียบร้อยทันที
แม้ว่าฉีหมัวมัวจะดูแคลนการแสดงออกของต่งเอ้อซื่อ แต่นางก็เป็แค่บ่าวจึง ไม่อาจทำอะไรได้นอกจากพูดจาอย่างสุภาพสองสามคำก่อนจากไป
เมื่อเร็วๆ นี้หว่านซีมุ่งเน้นไปที่การตัดเย็บเสื้อผ้าสำหรับสวมในวันธรรมดาของอิ้นถังนางจึงไม่ได้สนใจว่าสตรีในตำหนักในกำลังทำสิ่งใด แต่เกาหมัวมัวและคนอื่นๆ ไม่อาจเพิกเฉยได้ดังนั้นเมื่อจ้าวเจียซื่อเข้ามาในเรือน แม้จะไม่ได้เอ่ยปาก แต่พวกนางก็สั่งให้ทิงอวี่ทิงฉิน และเสี่ยวเหลียงจื่อออกไปผูกไมตรีและสอบถามเกี่ยวกับที่มาของอีกฝ่ายในทันที
ในวัง แม้จะเป็นางกำนัลและขันทีต่างก็ต้องมีลำดับขั้นาุโทุกคนย่อมมีสายสัมพันธ์ของตนเอง ทิงอวี่ทิงฉินและเสี่ยวเหลียงจื่อต่างไม่ได้เป็ผู้มาใหม่พวกเขาแต่ละคนล้วนมีเส้นสายของตนเอง ดังนั้นภายในเวลาไม่ถึงสองวันพวกเขาต่างก็สามารถรวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับความเป็มาของจ้าวเจียซื่อรวมไปถึงถึงนางกำนัลจากกรมวังที่ติดตามนางมาได้ทั้งมดเหลือแต่รอให้หว่านซีเอ่ยปากถามเท่านั้น
[1] หมายถึงการใช้ทั้งรางวัลและการลงโทษเพื่อควบคุมผู้คนคล้ายกับคำว่าตบหัวแล้วลูบหลัง