สายลมพัดผ่านร่างของเด็กชายวัยเยาว์หน้าตางดงามผู้หนึ่งจนชายเสื้อคลุมตัวนอกสะบัดไปตามลม เป็เพราะเข้า่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว ทำให้อากาศของวันนี้แลดูเย็นสบาย
เพราะวันนี้เด็กชายตื่นเช้ามากหลังจากที่หาเวลาว่างได้จากการฝึกฝนวิชา เยว่อวี้หลงที่มักจะมานั่งอยู่บนโขดหินตรงเชิงหน้าผาแห่งนี้เป็ประจำกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย
พร้อมทั้งถือโอกาสว่างในตอนนี้คิดพล็อตนิยายที่จะแต่งเื่ใหม่ไปด้วย
ใช่ว่าเขาจะสามารถทำตัวเฉื่อยเช่นนี้ได้ทุกวัน ร่างกายที่ถูกฝึกยุทธในทุกๆ วัน ยังคงละแวกระวังตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาด้วยความเคยชิน
และเมื่อหวนคิดย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนนั้น ไม่รู้เป็เพราะโชคชะตา หรือเพราะเหตุผลอะไรกันแน่! ที่ทำให้ตนเองต้องมาประสบพบเจอกับสถานการณ์เหล่านี้ แล้วไหนจะกลับกลายมาเป็เด็กชายตัวเล็กๆ จากหญิงสาวที่กำลังจะบรรลุนิติภาวะในชาติภพก่อน
ย้อนกลับไปเมื่อเก้าปีก่อน
เมื่อนึกย้อนไปเมื่อเก้าปีก่อนก็นับว่าเขาโชคดีอยู่บ้าง เกิดมาก็มีทั้งบิดามารดาที่รักใคร่และเอ็นดู ถึงแม้ครอบครัวจะไม่ได้มีฐานะถึงขั้นร่ำรวยนัก แต่เพราะท่านพ่อเป็พ่อค้าผ้าไหมและมีร้านผ้าในเมืองหลวงรวมถึงสินค้าใหม่ๆ ที่เป็ที่นิยมอยู่บ้าง ดังนั้นจึงสามารถเลี้ยงครอบครัวเล็กๆ สามคนมาได้อย่างดี
บิดาของเขามีนามว่า เยว่เทียนฟง เป็บุรุษที่สาวน้อยสาวสาวใหญ่บางส่วนต่างก็แอบหมายปอง ด้วยใบหน้าอันหล่อเหลาราวเทพบุตรและเก่งทั้งด้านบุ๋นและบู๊ ส่วนมารดาก็นับว่าเป็หญิงงามด้วยเช่นกันและเป็คุณหนูตระกูลใหญ่ มีนามว่า ฉีเหมย นางมีความสามารถมากมายสมกับเป็สตรีเพียบพร้อม ไม่ว่าจะด้านอักษร ดนตรี การเย็บปักถักร้อย รวมถึงฝีมือการทำอาหารด้วย ถือได้ว่าท่านแม่เป็หญิงงามที่เพียบพร้อมมากๆ ในยุคสมัยนี้
มีอยู่วันหนึ่งระหว่างอาหารมื้อเช้า ่นั้นเยว่อวี้หลงในวัยไม่กี่ขวบรู้สึกไม่มีอะไรทำ นอกจากกิน เล่นและนอนให้สมกับที่เป็เด็กน้อยผู้หนึ่งดังเช่นเด็กปกติ
ตอนนั้นไม่รู้ว่าในตอนนั้นคิดใคร่ครวญอะไรออกมา นอกจากคิดว่าน่าเบื่อหน่ายแล้ว สมองน้อยๆ จึงคิดอยากลองทำอย่างอื่นบ้าง จึงตัดสินใจเข้าไปออดอ้อนขอให้ท่านทั้งสองสอนหนังสือให้ด้วยวัยขวบครึ่ง แต่เพราะภาษาที่นี่ซับซ้อน ทำให้ใช้เวลานานมากกว่าที่จะทำให้คนเข้าใจความหมายที่สื่อออกมา
"ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอยากเรียนหนังฉือขอรับ" หญิงสาวในร่างเด็กน้อยวัยขวบครึ่งเอ่ยพร้อมทั้งรีบใช้สายตาออดอ้อนอย่างน่ารักน่ามอง และคำพูดไม่ชัดนักต่อพวกเขาอย่างไร้เดียงสา เผื่อที่ว่าทั้งสองจะเอ่ยรับปากตนเร็วๆ
เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชายตัวน้อยที่ดูจริงจัง ทำให้คนทั้งสองต่างนิ่งอึ้งไปกับสายตาน่ารักที่ใช้มองมา ด้วยในใจไม่คิดว่าเด็กวัยแค่นี้จะอยากเรียนหนังสือเรียนตำราเสียแล้ว
ทั้งสองคนมองหน้ากันเพื่อปรึกษาเงียบๆ เมื่อได้ข้อสรุปจึงพยักหน้ารับปากว่าจะสอนให้ แม้ว่าในใจร้อยแปดจะเต็มด้วยกังวล เพราะกลัวว่าสมองน้อยๆ ของบุตรชายจะรับไม่ไหว
แต่เมื่อเยว่เทียนฟงลองถามย้ำกลับไปอีกครั้งว่า้าจริงหรือไม่? บุตรชายก็ยังคงพยักหน้าอย่างจริงจังว่าจริงแท้แน่นอน การกระทำที่เห็นได้ยากจากเด็กตัวเท่านี้ จึงทำให้พวกเขาตัดสินใจพยักหน้ารับปากออกไป แล้วหันมาสบตากันด้วยรอยยิ้ม
จึงไม่ทันได้เห็นใบหน้าเ้าเล่ห์แกมซุกซนบนใบหน้าน่ารักไร้เดียงสานั้นของบุตรชาย
หึหึ ที่นี่เด็กน้อยหรือเยว่อวี้หลงจะได้ไม่เบื่อแล้ว มีอย่างอื่นให้ทำนอกจากกลั่นแกล้งพวกสาวใช้เล่นเสียที...!
'ล้อเล่นน่า..เยว่อวี้หลงคนนี้ออกจะเป็เด็กดี'
หลังจากนั้นเป็ต้นมา
เยว่อวี้หลงก็ได้เรียนหนังสือตลอด่เช้ากับท่านแม่มาเกือบปี เพราะท่านพ่อไม่ค่อยว่างต้องเดินทางไปซื้อขายที่ต่างเมือง จึงเป็ท่านแม่ที่คอยสอนอ่านเขียนแก่เขา จนตอนนี้เด็กน้อยอย่างเขาสามารถอ่านออกเขียนได้บ้างแล้ว แม้จะยังเขียนไม่สวยงามเหมือนท่านแม่ก็ตาม
ความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งของเยว่อวี้หลงคือ เมื่อมองหรืออ่านสิ่งใดที่ตน้ารู้ แม้ว่าจะเพียงครั้งเดียว ในสมองส่วนหนึ่งของเขาจะสามารถจดจำได้ในทันที
และเพราะจำได้ว่าตัวหนังสือพวกนี้มีส่วนคล้ายคลึงกับที่ท่านตาเมื่อชาติภพก่อนเคยสอนมาบ้าง ถึงแม้ว่าจะไม่เหมือนกันทุกตัวอักษร นั้นจึงทำให้เขาเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่ยากกลับเป็การเขียนด้วยพู่กัน ด้วยฝ่ามืออันเล็กจ้อยจึงเขียนยากไป ทำให้ตัวอักษรบิดเบี้ยวทุกครั้งสำหรับเขาแล้วนับว่าน่าอับอายเป็อย่างมาก
เยว่อวี้หลงแก้ปัญหาด้วยการวานให้สาวใช้คนหนึ่งไปหาถ่านไม้มาให้ และบอกให้นางนำมาฝนให้คลายแท่งดินสอเขียน เพื่อที่เขาจะได้ใช้เขียนแทนพู่กันไปก่อน
่สายของบางวันในตอนนั้น เขาจะเดินไปทั่วจวนแล้วเดินมานั่งดูท่านพ่อเดินหมากล้อมกับท่านอาเผิงที่มาเยี่ยมเยือน
ท่านอาเผิงผู้นั้นเปิดสำนักคุ้มภัยขนาดกลางที่อยู่ใกล้ๆ ไม่ได้ใหญ่โตเท่าอีกสำนักคุ้มภัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งอื่น นั่งมองไปมองมาจนตอนนี้เด็กน้อยมั่นใจว่าสามารถเดินหมากได้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถเอาชนะผู้ใหญ่ทั้งสองได้ แต่หากขอให้พวกท่านสอนให้อีกหน่อย รับรองว่าเขาพร้อมจะเดินหมากได้อย่างสูสีกับท่านอาเผิงได้เลยทีเดียว
ส่วน่บ่ายในแต่ละวันนั้นคือเวลาว่างอันแสนสุข เขาจึงมักใช้่เวลานี้เดินเล่นและสำรวจพื้นที่ของจวนอีกครั้งจนมาถึงห้องหนังสือ สองมือจึงผลักเข้าไปทันทีแล้วปิดลงเบาๆ อย่างไม่ลังเล ผลคือปล่อยให้ท่านแม่และพวกสาวใช้ทำของว่างและวิ่งวุ่นตามหาตนไปอยู่พักหนึ่ง
เมื่อเข้ามาในห้องหนังสือแล้ว ร่างกายเล็กๆ ของเขาจึงเริ่มมองสำรวจห้องนี้ไปรอบๆ ถือได้ว่ามีตำราอยู่เยอะมาก จึงอดใช้ดวงตาทั้งสองข้างมองด้วยสายตาเป็ประกาย
ไม่คิดว่าท่านพ่อที่เป็เพียงพ่อค้าเล็กๆ จะสะสมหนังสือและตำราไว้มากมายถึงเพียงนี้
เยว่อี้หลงจึงรีบวิ่งไปหยิบมาอ่านจากชั้นล่างสุดก่อนอย่างเบามือ เนื่องจากยังไม่สามารถหยิบตำราชั้นที่อยู่สูงกว่านั้นได้
หลังจากนั้นมา่บ่ายของทุกวัน หรือบางวัน จึงมักจะวิ่งมาขลุกตัวอยู่ที่นี่เสมอ ไม่ได้ออกไปไหนอีก ทุกคนในจวนจึงรู้ว่านายน้อยของตนเป็เด็กชอบตำรา หลายครั้งที่ท่านพ่อจะเข้ามาอธิบายและอ่านในบางเื่ที่บุตรชายไม่เข้าใจให้ฟัง ท่านแม่ที่ตามมาทีหลังก็มักจะนำของว่างมาให้ด้วยตลอด
เพราะนางกลัวว่าบุตรชายที่อายุยังน้อยจะหิวในระหว่างวัน
ส่วน่เย็นในเวลาสั้นๆ เขาขอเรียนดนตรีกับท่านแม่ ไม่ว่าจะดีดพิณหรือการเป่าขลุ่ย ซึ่งสิ่งที่ถนัดที่สุดคือการเป่าขลุ่ย แม้จะไม่ได้จับมานานหลายปีแล้วก็ตาม เป็เพราะเขาคิดว่าตนเรียนรู้ได้ชำนาญมาแล้วเมื่อตอนยังอยู่ในร่างเดิม
หลังจากนั้นไม่ถึงสองปี เขาที่ทั้งอ่านหนังสือศึกษาเรียนรู้จากตำราทั้งหลาย อาทิ การเมืองปกครองของยุคนี้ กลศึกา ค่ายกลต่างๆ ปรัชญา (เรียนทำไมเนี่ย?) ดนตรี การแพทย์ สมุนไพรต่างๆ ทั้งใช้รักษาและมีพิษเหล่านี้ มีทั้งเื่ทั่วไปและชั้นสูงอย่างเพลิดเพลินตลอดสองปี ไม่ว่าในห้องหนังสือของท่านพ่อหรือร้านหนังสือที่วานให้พ่อบ้านไปหาซื้อมาให้
สิ่งที่เขาให้ความสำคัญรองลงมา คือการฝึกฝนร่างกายเล็กๆ ให้ยืดหยุ่นและแข็งแรงเผื่อในอนาคตเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา จะได้เอาตัวรอดได้
เพราะเขาทราบดีว่ายุคสมัยนี้การรอคอยความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้ตนเองรอดชีวิตได้ การที่ต้องทำอะไรด้วยตนเอง ทำให้ทุกคนในจวนแม้กระทั่งข้ารับใช้ต่างมองมาด้วยความเ็ปใจไม่น้อย
ชีวิตใช่่นั้นของเยว่อวี้หลงดำเนินเช่นนี้มาตลอด จนกระทั่งอายุได้สี่ขวบปี
วันนั้นในระหว่างที่กำลังเดินทางไปเยี่ยมท่านตาที่เมืองหวง ตลอดขบวนเล็กๆ นี้โดยมีท่านพ่อที่ขี่ม้าอยู่ด้านนอก ส่วนตนและท่านแม่นั่งอยู่ภายในรถม้า พร้อมคนคุ้มกันอีกประมาณเจ็ดแปดคนมุ่งหน้าข้ามเขตช่องเขาที่คับแคบ
ช่องแคบเส้นนี้ค่อนข้างเสี่ยงอันตรายและถูกโดนโจรดักปล้นได้ง่าย เพราะเป็มันภูมิศาสตร์ชั้นเยี่ยมในความคิดของเยว่อวี้หลง
ว่าแล้วก็ได้ยินเสียงดาบกระบี่ปะทะกันจากด้านหน้าห่างออกไปประมาณหนึ่งลี้ และมีกลิ่นคาวเืลอยคละคลุ้งมาตามลมอีกด้วยแสดงว่ามีคนตายแน่แล้ว..!
เคร้ง เคร้ง...!
"!!"
สาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากอู่หม่าจิ้งเ้าสำนักคุ้มกันภัยอู่หลอแห่งเมืองฉางอาน ได้รับการไว้วานจากสหายผู้หนึ่ง เพื่อทำการคุ้มกันของสำคัญด้วยตนเอง
เพราะของดังกล่าวจะต้องนำไปส่งให้ถึงมือของผู้รับอย่างเป็ความลับมิอาจให้ผู้ใดล่วงรู้ได้ ขนาดตนยังมิอาจล่วงรู้ได้ว่าภายในมีของสิ่งใดอยู่กันแน่ ดังนั้นจึงต้องคัดเลือกคนในการคุ้มกันเป็พิเศษ
เมื่อออกเดินทางมาแล้วกว่าสองวันเส้นทางก็ราบรื่นปลอดภัยดี จนกระทั่งมาถึงช่องเขาพยัคฆ์ก็ปรากฏชายชุดดำเกือบยี่สิบคนะโเข้ามาขวางเส้นทางไว้ ทำให้ตนและลูกน้องในขบวนต้องหยุดชะงักม้าทันที
ฮี้...............ฮี้.............!!
"พวกเ้าเป็ใคร เหตุใดจึงเข้าขวางเส้นทางพวกข้าเช่นนี้" หลังจากที่ตั้งสติได้ หม่าจิ้งก็กล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงกังวานอย่างเคร่งขรึมสมกับที่เป็เ้าของสำนักคุ้มกันภัยที่มีชื่อเสียงและมากประสบการณ์แห่งเมืองฉางอาน
"ฮ่าๆ พวกข้าเป็ใครรึ เหตุใดต้องบอกพวกเ้าด้วย" ชายชุดดำคนหนึ่งท่าทางจะเป็หัวหน้ากลุ่มดังกล่าวเอ่ยขึ้นอย่างเหยียดหยามด้วยน้ำเสียงระคายหู
"เ้า..!" เสียงชายผู้หนึ่งกำลังจะด่าออกไปด้วยความโมโห แต่ก็ถูกหม่าจิ้งตบบ่าให้เงียบเสียงไว้ก่อนหลังจากที่ลงจากหลังม้า
"ถ้าเช่นนั้นพวกเ้า้าสิ่งใด หากไม่ก็หลีกทางให้พวกข้าเสีย"อู่หม่าจิ้งเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็นถึงแม้ตนจะเริ่มจับเค้าลางได้แล้วว่าที่พวกนั้นมาขวางทางตนคงไม่พ้นสิ่งของที่ตนคุ้มกันมาอย่างแน่นอน
"อู่หม่าจิ้งเอ่ยอู่หม่าจิ้ง เ้านี่ฉลาดจริงๆ ใช่! ที่ข้ามาขวางทางเ้าเช่นนี้เพราะข้า้าของสิ่งนั้นจากเ้า..!" ชายชุดดำคนเดิมเอ่ยขึ้นอีกครั้งหรือแท้จริงแล้ว คือเหว่ยเสียนฉือ มือขวาของประมุขแห่งสำนักเมฆม่วงของฝ่ายตน เขาได้รับคำสั่งจากท่านประมุขให้นำของชิ้นนี้กลับไปให้ท่านให้จงได้ ตนจึงรับคำสั่งจึงรีบรุดมาดักรอและจัดการพร้อมกับคนในสำนักรวมยี่สิบคน เพราะอู่หม่าจิ้งผู้นั้นเป็ยอดฝีมือ แถมยังมีลูกน้องที่มีฝีมือติดตามอีกด้วยจึงไม่อยากให้งานนี้ผิดพลาด
"เห็นทีข้าคงให้ท่านไม่ได้ เพราะของชิ้นนี้สหายข้าผู้หนึ่งไหว้วานมา" อู่หม่าจิ้งหลังจากกล่าวจบก็เกร็งกำลังพร้อมสั่งให้ทั้งหมดระวังตัวอย่างเต็มที่ ซึ่งตนมั่นใจว่าต้องมีการปะทะกันเกิดขึ้นแน่นอนในเมื่อตนไม่ยอมมอบของให้อีกฝ่าย
"เหอะ! ในเมื่อเ้าไม่ยอมมอบของดีๆ เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าโหดร้ายก็แล้วกัน พวกเ้าฆ่า..!" เหว่ยเสียนฉือหลังกล่าวจบ สั่งการให้ชายชุดดำที่เหลือเข้าจัดการกับฝ่ายตรงข้ามทันที
ทั้งสองฝ่ายแม้มีจำนวนที่ต่างกันแต่ด้วยความที่ฝ่ายของอู่หม่าจิ้งมีประสบการณ์เช่นนี้อยู่บ่อยครั้งจึงรับมือได้อย่างชำนาญ แม้อาจจะมีาเ็บ้าง แต่ถ้าหากเวลายืดเยื้อไปอาจมีผู้คนล้มตายได้ จึงรีบเข้าไปจัดการชายชุดดำคนหนึ่งที่กำลังเงื้อดาบจากด้านหลังฟันเข้าใส่ลูกน้องของตนที่ใกล้พลาดท่าเสียที จนศีรษะหลุดกระเด็น
"ขอบคุณเ้าสำนัก" เหวินตงกล่าวขอบคุณด้วยใบหน้าซีดเซียวจากการเสียเื
"ไม่เป็ไร ระวังตัวให้มากขึ้น" พอกล่าวจบหม่าจิ้งก็หันไปจัดการกับชายชุดดำอีกสองคนที่เข้ามาหมายจะจัดการตนทันที ด้วยการเกร็งลมปราณผ่านกำลังแขนก่อนวาดดาบด้วยความดุดันและรุนแรงจนทำให้ทั้งสองตกตายแทบจะทันที
เหว่ยเสียนฉือเมื่อเห็นคนของตนไม่สามารถจัดการกับอู่หม่าจิ้งได้ตนจึงเข้าไปจัดการด้วยตนเอง
ดังนั้นทั้งสองคนจึงห้ำหั่นกันอย่างเกรี้ยวกราดดุดัน คนหนึ่งใช่เพลงกระบี่ที่เกรี้ยวกราด อีกคนก็ใช้เพลงดาบที่ดุดันและรวดเร็ว ทั้งสองปะทะกันเป็เวลากว่าครึ่งชั่วยามจนกำลังถดถอยลงไปมาก ส่วนตามร่างกายก็ปรากฏแผลน้อยใหญ่เสื้อผ้าฉีกขาดจนกระทั่งได้ยินเสียงรถม้าและม้าวิ่งใกล้เข้าในระยะหนึ่งลี้จึงถอยห่างเพื่อดูหยั่งเชิง เพราะกลัวว่าจะเป็บุคคลที่สามที่อาจจะเข้ากลุ่มล้อมพวกตน
จึงพร้อมใจกันหันไปมองบุคคลที่สามด้วยความสงสัยพลางหายใจหอบด้วยความเหนื่อย โดยที่แทบไม่ได้สนใจผู้คนโดยรอบที่ตอนนี้มีทั้งคนตายและคนเจ็บของแต่ละฝ่าย..!!