การข้ามเวลาเป็สิ่งที่หลายคนใฝ่หาแม้ยามหลับฝันทั้งยังเป็เื่ที่ไม่สามารถหามาได้ดังใจหวัง
ปัญหาคือสำหรับเซียวจิ่งหยวนแล้วการข้ามเวลานั้นไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด กลับกันการข้ามเวลาที่ไม่มีความสะดวกสบายจากเทคโนโลยีนั้นทำให้เขารู้สึกรับไม่ได้เป็อย่างมาก
เพราะเขาได้ข้ามมาสู่มิติเวลาที่ดูเหมือนเป็ยุคจีนโบราณในมิติเวลานี้ มีชื่อสถานที่ ตำนานและประวัติศาสตร์ทั้งหลายที่คล้ายกับประเทศจีนในสมัยก่อนมาก แต่ก็มีสิ่งที่แตกต่าง
สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือชื่อรัชสมัยใน่เวลานี้ เรียกรัชสมัยนามว่า “หวา”
ราชวงศ์ต้าหวาก่อตั้งขึ้นมากว่าร้อยปีกองกำลังของแคว้นแข็งแกร่ง ระบอบการปกครองมีเสถียรภาพอีกทั้งเหล่าราษฎรก็อยู่เย็นเป็สุข เศรษฐกิจพัฒนาเส้นทางการค้าเหนือใต้ออกตกราบรื่น เรียกได้ว่าดีทั้งขึ้นทั้งล่อง บรรยากาศคึกคักจอแจ
แต่น่าเสียดายที่ไม่ว่าการเมืองจะใสสะอาดสักเท่าใดการค้าพาณิชย์จะเจริญรุ่งเรืองเพียงไร ก็มิมีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับเซียวจิ่งหยวน
เพราะเขาเป็เพียงนักพรตคนหนึ่ง...
นอกเมืองซูโจวที่เจริญรุ่งเรือง ณเชิงเขาอันไกลโพ้น ในสวนหลังอารามเต๋าสีเทาแปลกตาหลังหนึ่งเซียวจิ่งหยวนในชุดจีวรสีดำ มือถือมีดผ่าฟืนเหงื่อไหลไคลย้อยจากอากาศที่ร้อนอบอ้าว
ผับ!
มีดพร้าสับลงมาสะท้อนเสียงของไม้ขาดออกเป็สองท่อน
เซียวจิ่งหยวนกวาดมองกองฟืนที่กระจัดกระจายอยู่ที่พื้นก็รู้สึกว่าเพียงพอแล้ว
ตอนที่เขาเก็บมีดก็ปาดเหงื่อพร้อมเงยหน้ามองฟ้า
ณ เวลานี้ทัศนียภาพของแสงแดดอันงดงามยามใบไม้ผลิและเจิดจ้ายามใบไม้ผลิอากาศแจ่มใสท้องฟ้าสีครามไร้เมฆขาว เป็ภาพที่ไม่เลวเลยทีเดียว
หลังอารามเต๋าเป็ป่าไม้เล็กๆ บางตาสายลมอ่อนที่โบกพัดกระแสลมเย็นอันสดชื่นจากกลางป่า ช่างบริสุทธิ์สดชื่นยิ่งนัก
“ฮู่ว...”
เซียวจิ่งหยวนพ่นลมหายใจมือที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อพาดผ่านปกคอเสื้อด้วยความเคยชิน ยกมือขึ้นกลางอากาศแล้วพิจารณา
ทุกครั้งที่เห็นฝ่ามือตนเองเขาอดไม่ได้จะชื่นชม
นิ้วมือแต่ละนิ้วเรียวยาวปานปล้องไผ่ผอมเล็กราวกับหน่อไม้ เกลี้ยงเกลาราวกับหยก ช่างงดงามอย่างยิ่ง
นี่คือนิ้วมือของหนุ่มสาววัยรุ่งโรจน์แล้วก็เป็หลักฐานชิ้นโบว์แดงแห่งการย้อนเวลา
เมื่อคิดดูให้ดี เผลอครู่เดียวก็เกือบสิบปีแล้ว
สายตาของเซียวจิ่งหยวนมัวขุ่นลงเล็กน้อยยามที่ระลึกถึงความทรงจำ
สิบปีผ่านไป ความทรงจำของเขาเริ่มเลือนรางเขาเพียงคลับคล้ายคลับคลาว่าคืนที่ฝนฟ้าคะนองนั้น เขาถูกฟ้าผ่าที่นอกเมือง
รู้สึกตัวขึ้นอีกทีก็พบว่าตนมาอยู่ในมิติเวลาฝั่งนี้แล้ว
ที่น่าเหลือเชื่อกว่านั้นคือเขากลายเป็เด็ก อายุเจ็ดหรือแปดขวบเห็นจะได้
ณเวลานั้นที่เขาข้ามเวลามาเกิดน้ำท่วม หลายแคว้นของมณฑลจมอยู่ใต้บาดาลประชาชนกว่าหลายหมื่นต้องกลายเป็คนไร้บ้าน ร่อนเร่พเนจรเขาอับจนหนทางอยู่ท่ามกลางผู้คนล้มลุกคลุกคลานอยู่นานกว่าครึ่งเดือนกว่าจะมาถึงนอกเมืองซูโจว จึงได้รับความช่วยเหลือจากราชสำนัก
ในเวลาต่อมา อาจเป็พรหมลิขิต นักพรตเฒ่าผู้หนึ่งถูกใจในตัวเขาจึงถูกพากลับมายังสำนักเต๋ากลายเป็นักพรตน้อยสืบทอดวิชา
สิบปีผ่านไป นักพรตเฒ่าเสียชีวิตลงเขาจึงได้กลายเป็ผู้สืบทอดสำนักเต๋าแห่งนี้ไปโดยปริยาย...
“อาหยวนๆ ได้ฟืนรึยัง ไฟใกล้จะดับแล้ว เร็วเข้า”
เสียงเร่งเร้าลอยมาหยุดความคิดของเซียวจิ่งหยวนไว้เท่านั้นเขาสงบจิตสงบใจ มุมปากฉีกยิ้มขึ้นและตอบกลับทันทีทันใด “ได้แล้ว กำลังไป”
พูดเสร็จเขาก้มลงหยิบท่อนฟืนที่ผ่าแล้ว กอดไว้แนบอก แล้วเดินไปอย่างเร่งรีบ
มุมหนึ่งของอารามเต๋ามีเรือนที่ก่อด้วยอิฐอยู่หลังหนึ่งเป็ห้องครัวขนาดไม่ใหญ่นัก
ด้านนอกห้องครัวเป็พื้นที่กว้าง ก่อเตาหินง่ายๆไว้เตาหนึ่ง หม้อใบใหญ่วางไว้บนเตามีเปลวไฟสีเหลืองกำลังลามเลียและปล่อยคลื่นความร้อนอันอบอ้าวออกมา
เปลวไฟโหมกระหน่ำควันโขมง
ด้านข้างเตาไฟมีเด็กหนุ่มอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปีนั่งยองๆประดุจแมวคนหนึ่งคอยเฝ้าเตาอยู่ เขาสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นสวมรองเท้าฟางสานเชือกขาดหนึ่งคู่ ภายใต้ควันไฟที่ขมุกขมัวใบหน้าของเขาดำเมี่ยมราวกับขอทาน
ถ้าพูดให้ชัดก็คือ เขาเป็ขอทานจริงๆปกติเขามักจะเลี้ยงชีพด้วยการขอเงินคนอื่น สวมใส่เสื้อผ้าของคนอื่นกินข้าวของคนอื่น ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็หลักแหล่ง ไม่ต่างอะไรกับขอทาน
แต่เขาเป็เพื่อนของเซียวจิ่งหยวนเพื่อนที่คบหากันมาเป็สิบปี ในมิตินี้คนที่เซียวจิ่งหยวนเชื่อใจมากที่สุดนอกจากนักพรตเฒ่าที่ลาโลกไปแล้ว ก็เกรงว่าจะมีเพียงขอทานคนนี้เท่านั้น
“เร็วเข้าๆ...”
เมื่อเห็นเซียวจิ่งหยวนมาแล้วขอทานก็รีบกวักมือเรียก “เ้าดูซิ เนื้อสุกแล้วรึยัง”
“รีบร้อนอะไรเพียงนั้น ใจเย็นๆ น่า”
เซียวจิ่งหยวนวางฟืนลงนั่งลงบนตั่งตัวน้อย แล้วกล่าวอย่างเชื่องช้า “เนื้อสุนัขนี้ไม่รู้ว่าเ้านำมาจากที่ใด ไม่แน่อาจจะมีพยาธิอยู่เยอะแยะก็ได้ ต้องค่อยๆ ตุ๋น...”
“อะไรคือพยาธิ”
ขอทานกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “เ้าพูดคำแปลกๆ ที่ข้าฟังไม่รู้เื่อีกแล้วนะ”
“จะอย่างไรก็เถอะฟังคำข้าไว้ก็ดี” เซียวจิ่งหยวนยื่นมือไปเปิดฝาหม้อ ไอน้ำพลันพวยพุ่งออกมาเขาม้วนแขนเสื้อพลางก้มหน้ามอง พยักหน้าแล้วกล่าว “เติมน้ำตุ๋นให้เดือดอีกหน่อยก็ได้ที่แล้ว”
“หอมๆ”
ขอทานสูดกลิ่นเข้าไปสุดแรงเกิดท่าทางอยากกินแทบทนไม่ไหวจนน้ำลายสอ “เ้าพูดถูกจริงๆ ด้วยเนื้อสุนัขรสล้ำ กระทั่งเทพเซียนก็มิอาจอดใจ หลักแหลมยิ่งนัก”
“ไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอก”
เซียวจิ่งหยวนส่ายหน้า “วัตถุดิบไม่พอ เครื่องเทศไม่ครบ พอใช้ได้เท่านั้นแหละ”
“นี่ก็ดีมากแล้ว เ้ายังจะ้าอะไรอีก” ขอทานกล่าว “หรือเ้ายังอยากได้สิ่งนั้นเรียกว่าอะไรนะ... อบเชยหนานเจียงใช่หรือไม่”
“อบเชยหนานเจียงงั้นหรือ” เซียวจิ่งหยวนเลิกคิ้ว“มันคืออะไร”
“แหะๆ!”
ขอทานยิ้มแฉ่งเผยให้เห็นฟันขาวเต็มปากสะท้อนแสงยามต้องแสงแดด “มันเป็ข่าวลือที่่นี้ข้าได้ยินจากปากพวกพ่อค้าน่ะ ว่ากันว่าในหุบเขาลึกของหนานเจียงมีต้นอบเชยโบราณอายุราวพันปีอยู่ชนิดหนึ่ง ใหญ่ที่สุดคือสิบคนโอบขึ้นไป”
ขอทานกางแขนออกแล้วทำท่าประกอบ “พวกเขาบอกว่าอบเชยชนิดนี้เป็ยาศักดิ์สิทธิ์ กลิ่นหอมนัก ยิ่งกว่านั้นคือเป็เครื่องเทศที่ล้ำค่าและหายากมากนอกจากนี้ใต้ต้นอบเชยยังมีงูพิษ งูเหลือมั์ และสัตว์ร้ายอื่นๆ อีกมากมายรวดเร็วปานสายลม คนขึ้นเขาเก็บยาหากได้พบเจอจะไม่มีชีวิตรอดกลับมา”
“ดังคำกล่าวที่ว่า ของหายากย่อมมีราคาสูงต้นอบเชยชนิดนี้เรียกได้ว่ามีค่าเทียบเท่าเมือง หากผู้ใดพบ จะต้องกลายเป็เศรษฐีแน่หากเป็เศรษฐีก็ไม่ต้องห่วงเื่อาหารการกิน เสื้อผ้าข้าวของแล้วกลายเป็คนเหนือคนเลยล่ะ”
ใบหน้าขอทานบ่งบอกความ้า
“อบเชยพันปีงั้นหรือ...”
เซียวจิ่งหยวนแววตาเป็ประกายหัวเราะพลางกล่าว “เ้าก็พูดอยู่หยกๆ ว่าใต้ต้นอบเชยโบราณมีงูพิษงูเหลือมั์และสัตว์ร้าย ถึงเ้าจะหามันเจอทั้งต้นก็เอามาไม่ได้อยู่ดี”
“เฮ้อ...”
ขอทานลูบจมูกไปมา กล่าวอย่างขัดใจว่า “คนธรรมดาอย่างเราทำไม่ได้ แต่ต้องมีคนทำได้สิน่า”
“แล้วผู้ใดล่ะที่ทำได้”
เซียวจิ่งหยวนเติมน้ำใส่หม้อแล้วปิดฝาจากนั้นก็โยนฟืนเข้าเตา ไฟที่ใกล้จะมอดดับก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
“แน่นอนว่าเป็...”
ขอทานกลอกตาไปทีน้ำเสียงทุ้มต่ำลงเล็กน้อย “เทพเซียนไง!”
“เทพเซียน!”
เซียวจิ่งหยวนสายตาสงสัยเขาชะงักไปครู่นึง
“ใช่สิ เทพเซียนที่เหาะไปมาอยู่บนฟ้ามือถือกระบี่บินวิเศษ สามารถพลิกแม่น้ำพลิกมหาสมุทรได้เทพผู้สั่นคลอนูเาสูงจนะเืเลือนลั่นไปทั่วทั้งเทือกเขา”
ขอทานถอนหายใจพลางกล่าวว่า “มีเพียงเทพเซียนถึงสามารถขึ้นสู่ท้องฟ้าอันไกลโพ้นและออกจากมหานรกย่างกรายไปบนหนานเจียง พื้นที่ที่เต็มไปด้วยโรคระบาดและแมลงมีพิษเช่นนั้นได้”
“อืม...”
สายตาของเซียวจิ่งหยวนตกอยู่ในภวังค์แต่ก็ไม่ถึงกับใ
เพราะเมื่อสิบปีก่อนเขารู้แล้วว่าในมิติเวลาฝั่งนี้มีเทพเซียนอยู่ถ้าจะใคงใไปนานแล้ว ไม่ต้องรอจนถึงตอนนี้หรอก
“อาหยวน ที่จริงแล้วข้าคิดไม่ตก...”
จู่ๆขอทานก็โพล่งขึ้นมาด้วยคำพูดแปลกๆ “ที่ผ่านมาเ้าเอาแต่บอกว่าอยากเป็เซียนจึงต้องบำเพ็ญตบะอีกทั้งยังให้ข้ามาคอยรับฟังเื่ราวต่างๆ ของเทพเซียน ทว่า...”
“ทว่าอะไร” เซียวจิ่งหยวนก้มหน้าเขี่ยเตาไปมา ทำให้ไฟลุกแรงขึ้น
“ทว่าข้าเคยได้ยินมาก่อนว่า ในแนวเขตแดนของเจียงหนานอย่างน้อยๆ ก็มีสามที่ที่มีเทพเซียนอยู่ เหตุใดเ้าไม่ไปสอบถามดูเล่า” ขอทานรู้สึกฉงนเป็อย่างมาก
เซียวจิ่งหยวนยิ้มเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวว่า “แล้วเ้าล่ะ เหตุใดเ้าจึงไม่ไป”
“แน่นอนว่าข้าอยากไป”
ขอทานดึงเสื้อโกโรโกโสไปมายิ้มแหยพร้อมกล่าวว่า “เพียงแต่ข้าเป็แบบนี้ ไปก็ไร้ประโยชน์ คนอื่นๆรับข้าไม่ได้แน่ เหตุใดต้องหาเหาใส่หัวด้วยเล่า”
“เ้าอย่าได้ดูแคลนตนเองไป” เซียวจิ่งหยวนส่ายหน้าพร้อมกล่าว“ด้วยคุณสมบัติของเ้าในตอนนี้เพียงเ้าไปแล้วคุกเข่าด้วยความจริงใจไม่กี่วันจะต้องได้เข้าสำนักเซียนอย่างแน่นอน”
“แล้วเ้าล่ะ”
ขอทานทำปากมุ่ยพลางกล่าวว่า “เ้าฉลาดกว่าข้า ไม่ว่าจะเป็ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถล้วนเหนือกว่าข้าโข ข้าเชื่อมั่นว่าหากเป็เ้า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องสำเร็จเป็แน่”
“ไม่ว่าจะเป็การค้าขาย เล่าเรียน หรือสอบขุนนางล้วนไม่ใช่ปัญหา”
ขอทานกดเสียงต่ำกล่าวอย่างระมัดระวัง “แม้แต่ไหว้ขอเทพเป็ครูหรือเรียนรู้การฝึกตนเป็เซียน ก็ได้ทั้งนั้น”
“ขนานนั้นเชียวหรือ”
เซียวจิ่งหยวนขำเล็กน้อย “เ้ายกยอปอปั้นข้าเกินไปแล้ว”
“เอาเถอะ แม้จะไม่รู้ว่าเ้าคิดอะไรอยู่ แต่ถ้าเป็การตัดสินใจของเ้าข้าก็สนับสนุนทั้งนั้น”
ขอทานยักไหล่แล้วกล่าวว่า “ดังนั้นถ้าเ้าอยากเข้าสำนักเซียน ข้าจะไปเป็เพื่อนเ้า ถ้าเ้าไม่อยากไปข้าก็จะอยู่เป็เพื่อนเ้า เราจะเดินไปด้วยกัน”
“เฮ้อ...”
เซียวจิ่งหยวนฉีกยิ้มและกล่าวอย่างช่วยไม่ได้“ก็แล้วแต่เ้าเลย... เนื้อสุกแล้วพร้อมกินได้”
“จริงหรือ”
ดวงตาขอทานเป็ประกายรีบหยิบตะเกียบขึ้นในทันที กล่าวอย่างปีติว่า “งั้นจะรออะไรอยู่ล่ะหลีกไปๆ ...”
ฝาหม้อถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ควันสีขาวลอยขึ้นเนื้อสุนัขเปื่อยได้ที่ส่งกลิ่นหอมคละคลุ้งไปทั่ว ทั้งสองคนอิ่มไปอีกหนึ่งมื้อั้แ่เที่ยงยันพลบค่ำเพิ่งได้กินเพียงเนื้อสุนัขหม้อนี้
ดวงอาทิตย์อัสดง ผืนฟ้ากลายเป็สีแดง ขอทานอิ่มหนำหนังท้องตึงปากคาบไม้จิ้มฟัน เดินฮัมเพลงจากไป
เซียวจิ่งหยวนโบกมือลาจนเห็นว่าขอทานหายลับไปจากสายตาจึงหันหลังกลับเฝ้าดูอารามเต๋าเก่าแก่ภายใต้แสงอาทิตย์อัสดงอย่างเงียบๆ
ดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าแดงฉานดุจสีเืสายลมยามเย็นที่พัดโชย เงาไม้ทอดยาวขนานไปกับพื้นให้ความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวกับอารามเต๋าอยู่ไม่น้อย
ภายในอารามเต๋าแขวนป้ายคำขวัญไม้อยู่หนึ่งแผ่น บนนั้นมีตัวอักษรอยู่สองตัวเพียงแต่ตัวอักษรในป้ายถูกลมฝนจนเลือนรางไปค่อนข้างมากแล้ว
แต่เมื่อเพ่งพิจารณาอย่างถี่ถ้วนยังถือว่าอ่านได้ลางๆอยู่
“หวนเจิน”
เซียวจิ่งหยวนถอนหายใจ “แม้อารามหวนเจิน จะล่มสลายไม่เหลือชิ้นดีหลงเหลือเพียงข้าเป็ผู้สืบทอดเพียงคนเดียว แต่ถึงอย่างไรก็รับปากตาเฒ่าไว้แล้วว่าธูปดอกนี้จะไม่มีวันดับภายใต้การดูแลของข้าแน่นอน”