บทที่ 18 พี่ชายผู้ละทิ้งทางโลกและเ้าลูกคนที่หกแห่งตระกูลฉิน
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจอย่างท่วมท้นจากเด็กน้อยตรงหน้า แม้แต่ผู้ที่มีจิตใจสงบนิ่งดุจขุนเขาอย่าง ฉินฝูเจีย ก็ถึงกับต้องชะงักไปชั่วขณะ
เด็กน้อยคนนี้กำลังสงสารเขาอย่างนั้นหรือ?
เพียงเพราะเขาไม่มีเส้นผมบนศีรษะงั้นหรือ?
ความใสซื่อของเธอทำให้เขารู้สึกขบขันอยู่ในใจอย่างเสียไม่ได้ ทว่าในความขบขันนั้นกลับมีความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นผ่านหัวใจที่เคยเฉยชาของเขาไปอย่างนุ่มนวล
ขณะนั้นเอง ห่านขาวตัวใหญ่ที่งีบหลับไปครู่หนึ่งก็ปรือตาตื่นขึ้น ราวกับมันมีญาณหยั่งรู้ถึงความสับสนในใจของเ้าก้อนแป้ง มันจึงยืดคอขึ้นแล้วส่งเสียงร้อง
"ก๊าบ!"
ออกมาหนึ่งครั้งคล้ายจะช่วยอธิบาย
'พี่ชายคนโตของเ้าน่ะเขาออกบวชแล้ว โกนผมทิ้งไปหมดแล้ว เพราะอย่างนั้นหัวถึงได้เหม่งยังไงล่ะ!'
ฉินซุ่ยอัน กะพริบตากลมโตที่ดูงุนงงยิ่งกว่าเดิม เสียงใสเล็กพึมพำลอดริมฝีปากจิ้มลิ้ม
"ออกบวช... โกนผม... หมายความว่ายังไงเหรอคะ? อันอันฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด~"
ห่านขาวเห็นเ้ามนุษย์ตัวจิ๋วทำหน้าฉงนก็เริ่มลำบากใจ มันลืมไปว่าเด็กน้อยคนนี้ยังเล็กนัก ไม่เคยได้ัักับคำศัพท์ทางธรรมที่ลึกซึ้งเช่นนี้มาก่อน มันจึงนิ่งไปเพื่อใคร่ครวญว่าจะหาทางอธิบายอย่างไรให้ยัยหนูตัวกลมเข้าใจได้ง่ายที่สุด
ฉินฝูเจีย เห็นห่านขาวหยุดส่งเสียง จึงโน้มตัวลงหาเด็กน้อยอย่างช้า ๆ น้ำเสียงของเขานุ่มนวลและเปี่ยมไปด้วยความเมตตา
"การออกบวช หมายถึงการละทิ้งความผูกพันทางโลก ทั้งญาติพี่น้อง ครอบครัว และหน้าที่การงาน เพื่อมุ่งหน้าสู่ความสงบ กินเจ สวดมนต์ และขยันฝึกฝนจิตใจให้บริสุทธิ์"
เขาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะอธิบายต่อ
"ร่างกายและเส้นผมของเรานั้นเป็สิ่งที่ได้รับมาจากพ่อแม่ การโกนผมจึงเป็สัญลักษณ์ของการแสดงความตั้งใจจริงที่จะตัดความผูกพันทางโลก เพื่อมุ่งหน้าสู่เส้นทางของพระพุทธเ้าครับ"
อันอันฟังคำอธิบายที่ยาวเหยียดนั้นจนเริ่มเวียนหัว คิ้วน้อย ๆ ขมวดมุ่นเข้าหากันจนเป็ปม เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างตามประสาเด็กเล็ก แต่ที่แน่ ๆ คือเธอยังรู้สึกว่าเื่นี้มันซับซ้อนเกินไปอยู่ดี
ฉินฮ่าวเฉิน เมื่อเห็นลูกสาวทำหน้าเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ ก็หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะนุ่มของเ้าตัวน้อยอย่างรักใคร่ก่อนจะกระซิบสรุปสั้น ๆ
"พี่ใหญ่เขาเต็มใจโกนผมเองครับอันอัน เขาไม่ได้เจ็บและไม่ได้เสียใจด้วย"
เพียงประโยคสั้น ๆ ง่าย ๆ นี้เองที่ทำให้โลกของฉินซุ่ยอันสว่างจ้าขึ้นมาทันที เธอแสดงสีหน้าเหมือนเพิ่งค้นพบความลับ์บางอย่าง
‘อ้อ... ที่แท้ก็เป็อย่างนี้นี่เอง อันอันสบายใจแล้วค่ะ'
เธอเงยหน้าเล็ก ๆ ขึ้น ดวงตากลมโตโค้งงอนเป็รูปพระจันทร์เสี้ยว มองพี่ชายคนโตด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจ พลางเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงหวานเจี๊ยบ
"พี่ใหญ่ ถึงไม่มีผมก็ยังหล่อมาก ๆ เลยนะคะ!"
คำชมที่ใสซื่อนี้คือความจริงที่สุด เพราะทรงผมไม่อาจปิดบังความหล่อเหลาสง่างามของฉินฝูเจียได้เลยแม้แต่นิดเดียว ตรงกันข้าม ความเกลี้ยงเกลาของศีรษะและชุดที่ดูเรียบง่ายกลับยิ่งเสริมให้เขามีกลิ่นอายที่ดูศักดิ์สิทธิ์และน่าดึงดูดอย่างประหลาด ราวกับเทพเซียนที่ลดตัวลงมาเดินบนโลกมนุษย์
ฉินฝูเจีย มีรอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏในดวงตา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยอย่างหาได้ยาก
"ขอบคุณนะครับอันอัน"
เ้าก้อนแป้งน้อยบิดตัวไปมาอย่างมีความสุข
"ฮี่ฮี่~ (^▽^)~"
เธอขยับมือเล็ก ๆ มองดูกำไลเงิน ของตัวเองสลับกับลูกประคำที่ข้อมือของพี่ชาย
"สร้อยลูกปัดที่พี่ใหญ่ใส่ เป็ของขวัญจากพ่อแม่เหมือนของอันอันหรือเปล่าคะ?"
เธอเอียงคอถามด้วยความสงสัย เพราะพ่อเคยบอกว่าสร้อยข้อมือของเธอคือความรักจากพ่อแม่
สายตาของ ฉินฮ่าวเฉิน เลื่อนไปมองตามคำถามของลูกสาว เขาไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายชีวิตของลูกชายแต่ละคน และไม่เคยตั้งคำถามถึงเหตุผลที่ฝูเจียตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ แต่ครั้งนี้เขากลับรู้สึกอยากฟังคำตอบอยู่ลึก ๆ
ปลายนิ้วของ ฉินฝูเจีย คลึงลูกประคำเม็ดหนึ่งช้า ๆ ราวกับกำลังย้อนนึกถึงอดีต
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ... เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งนี้ก็มาหาพี่ด้วยวาสนาที่เกี่ยวพันกับพ่อและแม่”
ลูกประคำนี้เ้าอาวาสเป็ผู้มอบให้เขา แต่เื้ัของมันมีความเกี่ยวพันกับชะตาชีวิตและตระกูลฉินอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ฉินฮ่าวเฉิน ได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจจางๆ ทว่าฝูเจียกลับไม่ได้อธิบายอะไรต่อ เขาเลือกที่จะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแทน
"อันอันครับ ตอนนี้กี่โมงแล้ว?"
"กี่โมงแล้วเหรอคะ?"
ยัยหนูตัวกลมหันซ้ายหันขวาอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะจ้องมองไปที่นาฬิกาเรือนใหญ่บนผนังอย่างตั้งใจ
"สามทุ่มแปดนาทีค่ะ~"
"งั้นอันอันเริ่มง่วงหรือยังครับ?"
เสียงของพี่ชายคนโตช่างนุ่มนวลและอ่อนโยน ราวกับเสียงลมพัดผ่านหุบเขาหลังสายฝนที่ทำให้จิตใจสงบอย่างน่าประหลาด
น่าแปลกที่ทั้ง ๆ ที่เมื่อครู่อันอันยังรู้สึกสดใสและอยากคุยกับพี่ชายต่อ แต่พอได้ยินน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยพลังแห่งความสงบนี้ ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันก็พุ่งขึ้นมาทันที ดวงตาคู่สวยเริ่มปรือลงทีละน้อย
"อืม... อันอันง่วงแล้วค่ะ..."
มือเล็ก ๆ ยกขึ้นมาขยี้ตาเบา ๆ
ฉินฮ่าวเฉิน รวบตัวเ้าก้อนแป้งเข้าสู่อ้อมอกที่แสนอบอุ่น
"คนเก่ง เราไปนอนกันเถอะ"
ร่างเล็ก ๆ พิงแนบกับอกพ่ออย่างไว้วางใจ ศีรษะน้อย ๆ พยักรับคำ
"ค่ะ..."
ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาสนิทลง
ก่อนจะก้าวออกจากห้องนั่งเล่น ฉินฮ่าวเฉิน หันกลับไปมองลูกชายคนโตอีกครั้ง แววตาของเขามีร่องรอยแห่งความสงสัยใคร่รู้ แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ใสซื่อและมั่นคงของฝูเจีย เขาก็เลือกที่จะไม่ถามสิ่งใดและเดินจากไปเงียบ ๆ โดยมีห่านขาวตัวใหญ่วิ่งตุ้บตั้บตามหลังไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าจู่ ๆ เสียงของ ฉินฝูเจีย ก็ดังขึ้นเบา ๆ
"ถ้าเ้าอยากอยู่ในตระกูลฉินอย่างสงบ ก็จงมาหาข้าเสีย"
ฝีเท้าของห่านขาวหยุดกึกทันที มันหันกลับมามองคนที่นั่งอยู่บนโซฟาด้วยดวงตาเล็กเท่าเมล็ดถั่วที่สั่นระริก ‘คนคนนี้กำลังพูดกับห่านอย่างข้าหรือ?’
"ใช่ ข้าพูดกับเ้า"
ฝูเจียตอบเรียบ ๆ ราวกับอ่านใจมันออก
ห่านขาวใจนขนลุกชัน!
‘นอกจากเ้ามนุษย์ตัวน้อยอย่างอันอันแล้ว ยังมีคนในบ้านนี้ที่สื่อสารกับข้าได้อีกหรือนี่!
ด้วยความกลัวในตบะบารมีที่แผ่ออกมา มันจึงรีบวิ่งโกยอ้าวหนีเข้าห้องพักไปด้วยความขี้ขลาดทันที
ในขณะเดียวกัน ณ ห้องซ้อมมวยชั้นสาม ฉินเชียนอี้ หรือลูกชายคนที่หกของบ้าน กำลังรัวหมัดใส่กระสอบทรายอย่างดุเดือด เขาถอดนวมออกด้วยสีหน้าที่ขัดใจอย่างชัดเจน
"น่าเสียดายจริง ๆ!"
เขาจำคำสั่งของ ฉินเหยียนอี้ พี่ชายคนที่สองได้ขึ้นใจ ว่าให้สั่งสอนไอ้สารเลว จงเจี้ยนเหริน ได้เพียงวันละสามหมัดเท่านั้น เพราะขืนมากกว่านั้น ร่างกายที่เน่าหนอนของมันคงจะขาดใจตายไปเสียก่อน ซึ่งนั่นจะทำให้มันสบายเกินไป!
"วันนี้ต่อยไปครบสามหมัดแล้ว..."
เชียนอี้ก้มมองเท้าตัวเองแล้วยิ้มพราย
"ถ้าไม่ใช้หมัด แต่เปลี่ยนเป็เตะแทน พี่รองคงไม่ว่าอะไรหรอกมั้ง?"
เขาพุ่งตัวลงบันไดไปยังห้องเย็นใต้ดินด้วยความลิงโลด ขณะเดินผ่านห้องรับแขก เขาเห็นพี่ชายคนโตนั่งสวดมนต์อยู่ใกล้ ๆ ห่านขาว เชียนอี้ไม่กล้ามองนานเพราะเขายังคงมีความยำเกรง ต่อพี่ชายคนโตอยู่บ้าง จึงรีบเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าทันทีที่เขาเข้าใกล้เขตห้องเย็นใต้ดิน บอดี้การ์ดที่เฝ้าอยู่ก็รีบส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยัง ฉินเหยียนอี้ ทันที และเพียงไม่กี่อึดใจ โทรศัพท์ในกระเป๋าของเชียนอี้ก็ดังขึ้น
"ฉินเชียนอี้... ไม่ใช่ว่าเราตกลงกันแล้วเหรอว่าวันละสามหมัด? แล้วนายไปที่ห้องนั่นทำไม?"
เสียงเย็นเยียบของพี่ชายคนรองดังลอดออกมาจากลำโพง
"พี่รองครับ! ครั้งนี้ผมไม่ได้จะต่อยมันนะ แค่จะเข้าไปเตะสั่งสอนสักทีสองทีเอง"
เชียนอี้กัดฟันกรอด
"ไอ้หมอนี่มันบังอาจทำให้อันอันของพวกเราไม่ได้ดูการ์ตูนเื่อื่น! มันเกินไปแล้วจริง ๆ!"
"เตะก็ไม่ได้"
เหยียนอี้สั่งเสียงเฉียบขาด
"ถ้ามันตายไปตอนนี้ การแก้แค้นของเราจะจบลงง่ายเกินไป รอให้มันรับรู้ถึงความสิ้นหวังมากกว่านี้ก่อน"
เชียนอี้ห่อไหล่อย่างเซ็ง ๆ
"ก็ได้ครับพี่... แค่ดูหน้ามันเฉย ๆ ก็ได้"
เขาก้าวเข้าไปในห้องเย็นที่หนาวเหน็บ เห็นร่างของจงเจี้ยนเหรินสั่นสะท้านอยู่ที่มุมห้อง เมื่อมันเห็นคุณชายหกเดินเข้ามาพร้อมแววตาประสงค์ร้าย มันก็พยายามขดตัวซ่อนด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"ไม่ต้องหลบ วันนี้ฉันไม่ตีนายหรอก"
เชียนอี้แสยะยิ้มที่ดูน่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม
"แต่รอให้เลยเที่ยงคืนไปก่อนเถอะ... พ่อจะจัดหนักให้ลืมทางกลับบ้านเลย!"
พูดจบเขาก็หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปสภาพที่น่าเวทนาของจงเจี้ยนเหริน แล้วส่งเข้าไปในกลุ่มแชทของพี่น้องตระกูลฉินทั้งหกคนทันที
[ฉินหก (เชียนอี้)]: (ส่งรูปภาพ.jpg) "ดูตาแก่บ้านี่สิ สภาพดูไม่ได้เลยจริง ๆ"
[ฉินสาม]: "น้องหก การทำร้ายร่างกายในที่ลับตาเป็เื่ผิดกฎหมายนะ... แต่ถ้าอยากได้ทนายฝีมือดี พี่ช่วยฟ้องกลับให้ได้นะ คิดราคาพิเศษสำหรับญาติ แค่นาทีละเก้าแสนห้าหมื่นบาทเท่านั้น!"