ณจวนสกุลหยาง ตู้หมิงเจวียนเพิ่งจะรับมือกับคนที่มาขอซื้อสถานความงามเสร็จ หลังเกิดเรื่องกับคนสกุลเยี่ยนก็มีคนมาเยือนที่จวนสกุลหยางไม่เว้นแต่ละวัน ก่อนเกิดเรื่องใช้คำพูดเกรงอกเกรงใจ หากแต่พอหลังเกิดเรื่องกลับกลายเป็นเข้ามาข่มขู่!
“น่าชังนัก! คนพวกนั้นใช้อำนาจข่มเหงกันชัดๆ!” ตู้หมิงเจวียนโมโหจัดถึงกับต้องระบายอารมณ์โดยการตบโต๊ะอย่างแรง จนถ้วยชาสะเทือนสั่นไปหมด
สี่เอ๋อร์รีบจับมือข้างที่ตบโต๊ะจนแดงขึ้นมาเช็ดเบาๆ“ฮูหยิน อย่าได้โมโหเพราะคนพวกนั้นไปเลยเจ้าค่ะ ต่อให้พวกเขาได้สถานความงามไปแต่หากไม่มีสูตรลับของลั่วฮูหยินช่วยประคับประคอง ก็คงอยู่ได้ไม่นานเจ้าค่ะ”
สิ่งที่สี่เอ๋อร์พูดออกมามีหรือตู้หมิงเจวียนจะไม่รู้หลังจากนางเดินทางมาถึงเมืองหลวง เนื่องจากชีเหนียงไม่ยินยอมที่จะรับหุ้นส่วนในส่วนที่เป็นของนางไว้ตู้หมิงเจวียนที่ไม่อยากเอาเปรียบนาง จึงทำเพียงแค่ถ่ายทอดวิชาหัตถการให้แก่คนงานในสถานความงามส่วนผลิตภัณฑ์ทั้งหมดก็รับมาจากอำเภอเฉา ส่วนคนที่เมืองหลวงก็หาได้สันทัดเรื่องกระบวนการผลิตและส่วนผสมของครีมกับเครื่องประทินโฉมแม้แต่น้อย
นี่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้นางรู้สึกโล่งใจหากตอนนั้นนางละโมบโลภมาก เกรงว่าเพียงนางคนเดียวคงรักษาไว้ไม่ได้เป็นแน่
“ตอนนี้ข้าห่วงเพียงแค่คนพวกนั้นมีอำนาจมากมายนัก หากพวกเขาไปข่มขู่ชีเหนียงเช่นนั้นความสามารถที่ชีเหนียงจะใช้ตั้งตัวคงได้หมดสิ้นจริงๆ แน่”
ตู้หมิงเจวียนเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดตอนนั้นชีเหนียงจึงไม่ยอมร่วมมือกับนางเป็นเพราะผลประโยชน์อันมากมายนี้ย่อมดึงดูดให้คนแย่งชิงโดยไร้ซึ่งศิลธรรม
ขณะที่นางกำลังวิตกก็ได้ยินว่าเฝิงช่านหรานมาเยี่ยม จึงรีบให้คนเชิญเข้ามา
ทันทีที่เฝิงช่านหรานย่างเข้ามาภายในจวนหยางก็สังเกตเห็นว่าตู้หมิงเจวียนมีสีหน้าเป็นกังวลอย่างมาก อีกทั้งใบหน้ายังดูซีดเซียว
“โดนพวกเขาทำให้โกรธอีกแล้วหรือ?” เฝิงช่านหรานเห็นนางเป็นเช่นนี้ก็รู้ว่าตนเองมาช้าไปเกรงว่าคนพวกนั้นคงมาแล้วกลับแล้ว เฝิงช่านหรานรู้นิสัยของสหายดีหมิงเจวียนนั้นไม่ชอบการใช้อำนาจรังแกผู้คนเป็นที่สุด หลายปีก่อน นางก็เคยมีเรื่องกับพวกเขาเพราะเรื่องนี้อยู่ไม่น้อยแน่นอนว่าหลังจากนั้นก็ถูกคนที่จวนลงโทษบ่อยครั้ง หากแต่กลับแก้นิสัยนี้ของนางไม่ได้ดีที่หลายปีนี้หลังแต่งงานไปนางดูเติบโตขึ้นมาก นิสัยก็มีความสุขุมมากขึ้น คิดและไตร่ตรองมากขึ้นอารมณ์จึงมิได้ร้อนเช่นสมัยก่อน
แต่นิสัยเกลียดความอยุติธรรมของนางนั้นยากที่จะเปลี่ยนดังนั้นเฝิงช่านหรานจึงรีบมาที่จวนยางทันทีเมื่อได้ยินข่าว เดิมทีคิดจะมาเตือนนางล่วงหน้าหากแต่ช้าไป
ตู้หมิงเจวียนยกมือขึ้นกุมศีรษะ “หลายปีมานี้ ยังมีอะไรที่ข้ามองไม่ออกอีก หากเป็นของที่ข้าสร้างขึ้นมาเอง ก็อาจจะยอมยกให้คนพวกนั้นไปแล้วเพียงเพราะแค่เห็นว่าสกุลตู้กับสกุลเยี่ยนกำลังตกต่ำ คนพวกนั้นจึงหาทางบีบคั้นกันเช่นนี้ข้ามองออกแต่แรก ความโมโหย่อมต้องมี แม้จะยังอัดอั้นแต่ก็ได้ระบายออกไปบ้างแล้ว”
เฝิงช่านหรานเห็นนางเป็นเช่นนี้ก็รู้ว่านางยังมีเรื่องอื่นให้ห่วงแต่ดีที่ยังพอมีสติ
“เจ้าหมายถึงชีเหนียงใช่หรือไม่ เกรงว่าชีเหนียงอาจจะรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้มิเช่นนั้น ไหนเลยจึงมิยอมให้เจ้าใส่ชื่อนางลงไปกัน”
เฝิงช่านหรานรู้สึกแอบเคืองชีเหนียงอยู่ไม่น้อยหลายวันก่อนนางได้ยินเรื่องที่ลูกชายของชีเหนียงสอบได้คะแนนสูง คิดว่าครอบครัวนางจะจัดงานเลี้ยงฉลองกันจึงได้เตรียมของขวัญเอาไว้เสียดิบดี หากแต่กลับไม่มีเทียบเชิญไปงานเลี้ยงแต่อย่างใดเมื่อทนต่อความสงสัยไม่ได้จึงได้ถามตู้หมิงเจวียนเรื่องนี้ ทำให้ได้รู้ว่า คนสกุลลั่วหาได้ใส่ใจกับเรื่องนี้
ตอนนั้นนางรู้สึกเพียงว่าชีเหนียงไม่รู้กาลเทศะเรื่องมงคลเช่นนี้ หากเป็นบ้านอื่นคงตีกลองร้องป่าวให้ได้รับรู้กันไปทั่ว แต่ครอบครัวนางกลับเลือกที่จะปิดบังคงไม่ใช่ว่าที่สอบได้คะแนนสูงเป็นเพราะโกงข้อสอบหรอกหรือ มิเช่นนั้น เหตุใดจึงต้องทำลับๆล่อๆ
ตู้หมิงเจวียนเองก็ไม่เข้าใจที่อำเภอเฉา ตอนที่ลั่วจิ่งเฉินสอบได้ซิ่วฉาย ชีเหนียงก็จัดงานเลี้ยงใหญ่โต ไฉนพอมาถึงเมืองหลวงกลับระมัดระวังตัวเช่นนี้นางรู้ว่าเฝิงช่านหรานเริ่มมีอคติกับชีเหนียงแล้ว จึงมิได้ลำเอียงเข้าข้างชีเหนียงมากนัก
…...
ผู้คุมคุกคิดไม่ถึงว่าทำเช่นนี้ได้ด้วยแต่ก็ยังคงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี ผู้ปลอมตัวย่อมเป็นตัวปลอมอยู่ดี หากโดนนายท่านจับได้ขึ้นมาคนที่โดนลงโทษอย่างไรก็มิใช่สตรีผู้นี้หากแต่เป็นพวกตนต่างหาก เมื่อเห็นสีหน้าไม่พอใจที่ทวีขึ้นเรื่อยๆบนใบหน้าของนางและนึกถึงความสำคัญที่นายท่านมีให้ จึงได้ต้องยอมทำตาม
“อนุชิงเหยาโปรดวางใจขอรับ พวกเราจะทำตามคำสั่งแน่นอน”
คำว่าอนุทำให้สตรีผู้นี้เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก “เรื่องนี้เป็นพวกเจ้าที่ตัดสินใจเอง เกี่ยวอันใดกับฮูหยินเช่นข้า?”
ชัดเจนว่าคำว่า ‘อนุ’ ที่ผู้คุมเอ่ยนั้นทำให้นางไม่พอใจเป็นอย่างมากเมื่อรู้ตัวว่าใช้คำพูดผิดไป ผู้คุมจึงเริ่มตบปากตัวเองไปเรื่อยๆเพื่อลดโทสะของนาง
“ผู้น้อยปากไม่ดีพูดจาไม่เป็น ชิงเหยาฮูหยินจะต้องกลายเป็นฮูหยินอันดับหนึ่งในเร็ววันผู้น้อยขอแสดงความยินดีล่วงหน้าด้วยขอรับ”
เมื่อชิงเหยาได้ยินคำว่าฮูหยินอันดับหนึ่งก็แสดงสีหน้าพึงพอใจออกมามุมปากยกยิ้มก่อนจะเดินจากไป
รอจนนางหายไปจากครรลองสายตาเหล่าผู้คุมก็เริ่มถกเถียงกันว่าจะทำตามแผนการของนางดีหรือไม่
“เจ้าโง่!” ผู้คุมที่คอยพูดประจบชิงเหยาเมื่อครู่เอ่ยขึ้น “รู้หรือไม่ว่านางเป็นใคร? นางคือคนที่ได้รับความโปรดปรานจากนายท่านสิ่งที่นายกล่าวเห็นได้ชัดว่าต้องการโยนเรื่องนี้ให้พวกเราเป็นผู้รับผิดชอบ หากสำเร็จนางก็ได้ผลประโยชน์ หากไม่สำเร็จ เจ้ากับข้าก็จะกลายเป็นแพะรับบาป!”
“ลูกพี่เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี? ข้ายังไม่อยากตาย!” บุรุษที่เงียบมาโดยตลอด เริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา นายท่านเป็นคนเช่นไรพวกเขาย่อมรู้ดีที่สุด
“หุบปากของเจ้าเสีย แล้วฟังข้า!”
คนทั้งสองเริ่มกระซิบกระซาบกันเสียงนั้นเบาจนเฉียงจื่อที่กำลังแอบฟังไม่ได้ยินสิ่งใดเลย เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าจากไปเฉียงจื่อจึงค่อยๆ ลืมตาก่อนจะคลานไปที่มุมห้องขัง เสียงของสตรีผู้นั้นช่างคุ้นเคยนักราวกับเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
ขอเพียงนึกออกว่าเจ้าของเสียงคือผู้ใดก็จะรู้ได้ทันทีว่าใครกันที่จับเขามา น่าเสียดายที่รู้ข้อมูลน้อยเกินไป ทำให้ไม่สามารถเดาได้เลย
.…..
เฉินจิ่นจู๋ที่เพิ่งเสริมความงามเสร็จกำลังยิ้มแย้มและชื่นชมความงดงามของตนเองดวงตาหวานหยาดเยิ้ม ผิวดูเปล่งปลั่งเหมือนดั่งแผ่รัศมี เพียงแต่พอหลุบตาลงมองที่ท้องของตนแล้วกลับเริ่มรู้สึกร้อนใจขึ้นมา นางแต่งงานกับจี้ฉงเหวินมาหลายปี แต่ยังไม่มีทายาทให้แก่สกุลจี้แม้แต่คนเดียวหากมิใช่เพราะจี้ฉงเหวินคอยปกป้องนาง เกรงว่าคนสกุลจี้คงหาอนุภรรยาให้จี้ฉงเหวินไปนานแล้ว
“ฮูหยินเจ้าคะ สถานความงามแห่งนี้รุ่งเรืองดีนัก แม้ว่าจะเกิดเรื่องคนสกุลเยี่ยนแต่กิจการของสกุลตู้กลับมิได้รับผลกระทบแต่อย่างใดเลยนะเจ้าคะ” สาวใช้ที่พึ่งพาใบบุญของเฉินจิ่นจู๋ ทำให้มีโอกาสได้รับของแถมบ่อยครั้งเวลาเฉินจิ่นจู๋มาใช้บริการหลังนางลองใช้ของที่ได้รับมาเพียงไม่กี่ครั้ง ก็เห็นได้ว่าผิวพรรณดีขึ้นกว่าเดิมมากนัก
“เจ้าจะเข้าใจอะไร!”
เห็นได้ชัดว่าเฉินจิ่นจู๋ไม่อยากพูดเรื่องนี้ต่อร้านดีเช่นนี้ คงไม่มีเหล่าฮูหยินในเมืองหลวงคนไหนอยากให้ปิดตัวลง ตัวนางเองก็ได้ยินมาว่ามีผู้สูงศักดิ์หลายคนจับจ้องกิจการสถานความงามแห่งนี้เพียงแต่ไม่รู้ว่าตู้หมิงเจวียนจะยืนหยัดไปได้ถึงเมื่อไหร่ สมัยก่อนสกุลตู้ยังร่วมมือกับสกุลเยี่ยนได้แม้ว่าผู้อื่นจะริษยา แต่ก็ไม่อาจเล่นงานกิจการสถานความงามแห่งนี้ได้แต่ตอนนี้สกุลเยี่ยนกำลังย่ำแย่ ฮ่องเต้ก็ยังไม่มีรับสั่งใด จากคำพูดของสามีนางก็พอคาดเดาได้บ้างว่าสถานการณ์ของสกุลเยี่ยนคงไม่สู้ดีนัก
ตอนนี้ก็ต้องรอดูว่าสุดท้ายแล้วสถานความงามแห่งนี้จะตกไปอยู่ในมือผู้ใดแต่ไม่ว่าจะตกอยู่ในมือผู้ใดก็ตาม นางหวังเพียงแค่อย่าได้ไปตกอยู่ในมือขององค์หญิงเฉาหยางเด็ดขาดมิเช่นนั้น นางคงยากที่จะได้ทั้งส่วนลดและของแถมเช่นนี้
“ไป รีบซื้อสินค้าในสถานความงามไว้เสียหน่อยต่อไปเกิดได้รับความนิยมมากขึ้น คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำใช้เองที่จวน”
เฉินจิ่นจู๋หาข้ออ้างให้กับการกระทำของตนเองเพื่อกักตุนสินค้าไว้มากๆ หลังจากนี้หากเกิดการเปลี่ยนแปลง จะได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อตัวเองมากนัก
-----