“หลานตบหน้าหลานอวี้ไปฉาดหนึ่ง เพราะ้าตบเรียกสติที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อและพยศจองหองของเขา เพื่อที่วันหน้าจะได้คุมพวกเขาง่ายขึ้นพ่ะย่ะค่ะ แต่แค่ตบเดียว คิดจะสยบหลานอวี้ได้ มันยังไม่พอหรอก
ในอนาคต หลานจะพิสูจน์ให้เสด็จปู่เห็นเองว่า ขุนศึกแห่งหวยซีมีเพียงหลานเท่านั้นที่จะใช้งานพวกเขาได้ ไม่ใช่ให้พวกเขามาจูงจมูกหลาน เสด็จปู่สามารถแต่งตั้งหลานเป็พระนัดดารัชทายาทได้อย่างสบายใจพ่ะย่ะค่ะ”
จูอวิ่นเถิงยังคงกล่าวถึงแผนการของตนด้วยความมั่นใจเปี่ยมล้น
ยามนี้เป็โอกาสดีที่เขาจะได้แสดงศักยภาพต่อหน้าตาเฒ่าจู เพื่อลบภาพจำเดิม ๆ ที่ดูเรียบเฉยและไร้ความสามารถ
ในฐานะผู้ที่ล่วงรู้อนาคตจากประวัติศาสตร์ นับั้แ่วินาทีที่เขาตัดสินใจทำลายพิธีแต่งตั้งเขาก็เตรียมแผนการขั้นต่อไปไว้เรียบร้อยแล้ว
อย่างที่เคยกล่าวไว้ การได้รับความสนับสนุนจากใครล้วนเป็เื่จอมปลอม
หากคิดจะเป็พระนัดดารัชทายาท สิ่งเดียวที่ต้องได้มาคือการสนับสนุนจากจูหยวนจาง ต้องทำให้จูหยวนจางวางใจในตัวเขาและมองเห็นความหวังในอนาคต
นี่คือหัวใจสำคัญของการแย่งชิงตำแหน่ง!
เหล่าขุนนางบู๊บุ๋นต่อให้สนับสนุนมากเพียงใด หากฮ่องเต้ไม่เอาด้วยก็ไร้ประโยชน์
“เ้าจะพิสูจน์อย่างไร?”
จูหยวนจางเริ่มนึกสนใจในแผนการของจูอวิ่นเถิงมากขึ้น
เ้าหลานชายตัวแสบคนนี้ แต่ก่อนซ่อนคมไว้เสียมิดชิด นิสัยในตอนนี้แตกต่างจากเมื่อก่อนราวกับเป็คนละคน
แต่ก่อนเหตุใดต้องซ่อนเร้น?
จูหยวนจางเริ่มสงสัยว่าปัญหาน่าจะอยู่ที่นางหลี่ว์
เด็กคนนี้คงหวาดกลัวนางหลี่ว์อยู่ไม่น้อย
บางทีเื่นี้อาจจะมีเบื้องลึกเื้ัที่เขายังไม่รู้
สีหน้าของจูหยวนจางค่อย ๆ เคร่งขรึมลง แต่ยังไม่อาจฟันธงได้ทันที
เื่บางอย่างคงต้องกลับไปตรวจสอบให้ละเอียดอีกครั้ง
“หลานยังไม่อยากทูลเสด็จปู่ตอนนี้พ่ะย่ะค่ะ”
จูอวิ่นเถิงขออุบไว้ก่อน ไม่อยากแบไต๋ออกมาทั้งหมด ไม่อย่างนั้นคงถูกตาเฒ่าจูควบคุมไปเสียทุกเื่แน่
“เ้ายังจะมีความลับกับข้าอีกหรือ?”
จูหยวนจางเริ่มขัดใจเล็กน้อย แต่ยังมีจุดที่ใส่ใจยิ่งกว่านั้น
พวกขุนศึกแห่งหวยซี ต่อให้สั่งปะาจนหมดก็ไม่ใช่เื่ใหญ่ พวกเขาตายไปก็จบกัน อย่างมากตาเฒ่าจูก็แค่ถอนหายใจอาลัยสักหน่อย
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเหล่าโอรสของเขาต่างหาก
พอนึกถึงสิ่งที่จูอวิ่นเถิงเพิ่งพูดไปว่า จูอวิ่นเหวินไม่มีทางคุมเหล่าอ๋องได้ และอาจถึงขั้นลงมือกับเหล่าเสด็จอาของตัวเอง เื่นี้ก็มีความเป็ไปได้ไม่น้อย
เพราะโอรสแต่ละคนของเขานั้นล้วนเข้มแข็ง ถือกำลังทหารและช่ำชองการศึก
“เ้าไม่กลัวเหล่าเสด็จอาของเ้าหรือ?” จูหยวนจางจงใจเอ่ยถาม
จูอวิ่นเถิงตอบกลับทันที “เหตุใดหลานต้องกลัวพ่ะย่ะค่ะ? จูอวิ่นเหวินนั้นอ่อนแอและขลาดเขลา จึงไม่อาจคุมเสด็จอาทั้งหลายได้ แต่หลานไม่เหมือนกัน หากเสด็จปู่แต่งตั้งหลานเป็ผู้สืบทอดบัลลังก์ หลานย่อมมีความชอบธรรมเป็ที่ตั้ง อีกทั้งยังมีหลานอวี้และคนอื่น ๆ ให้เรียกใช้งาน แล้วเหตุใดหลานต้องกลัวด้วย?”
คำพูดนี้ทำให้จูหยวนจางพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
หากมองจากมุมนี้ จูอวิ่นเถิงดูมีภาษีดีกว่าและเป็ประโยชน์ต่อเหล่าโอรสของเขามากกว่าจริง ๆ
“ข้าเคยบอกไว้นานแล้วว่า ผู้สืบทอดตำแหน่งจะต้องมาจากทายาทสายตรงของพ่อเ้าเท่านั้น”
“เสด็จปู่ให้เสด็จอารองแต่งงานกับสตรีมองโกล ก็เพื่อตัดขาดโอกาสที่เสด็จอารองจะคิดมักใหญ่ใฝ่สูง เมื่อเสด็จอารองหมดสิทธิ ต่อให้เสด็จอาสามจะมีความคิดอะไรบ้าง แต่ก็คงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม ไม่เช่นนั้นก่อนที่หลานจะลงมือ เสด็จอารองก็น่าจะเป็คนจัดการเสด็จอาสามไปก่อนแล้ว”
จูอวิ่นเถิงรู้ดีว่าต่อให้เสด็จอารองกับเสด็จอาสามรวมพลังกัน ก็ยังไม่มีพิษสงเท่าเสด็จอาสี่
จูตี้ต้องมีความคิดนี้แน่นอน แต่ตราบใดที่จูซ่างและจูกังยังอยู่ จูตี้ก็ยากจะก่อกระแสคลื่นลมขึ้นได้
คนที่สี่น่ะช่ำชองการศึกก็จริง แต่คนรองกับคนที่สามก็เก่งกาจไม่แพ้กัน
แน่นอนว่าเื่ราวในประวัติศาสตร์เหล่านี้ จูอวิ่นเถิงไม่สะดวกจะพูดให้ชัดเจนจนเกินไป
จูหยวนจางถอนหายใจ “นึกไม่ถึงว่าเ้าจะคิดเผื่อไปถึงขั้นนั้น เมื่อก่อนปู่คงมองข้ามความสามารถของเ้าไปจริง ๆ ”
จูอวิ่นเถิงฉวยโอกาสทันที “ในเมื่อเสด็จปู่เห็นว่าหลานมีความสามารถมากกว่า เช่นนั้นก็แต่งตั้งหลานไปเลยสิพ่ะย่ะค่ะ จะได้ไม่ต้องมีใครแอบคิดมักใหญ่ใฝ่สูงให้มากความ”
“เ้าฝันไปเถอะ”
แน่นอนว่าจูหยวนจางไม่มีทางกำหนดตัวผู้สืบทอดบัลลังก์ได้เร็วขนาดนั้น
ทว่า การแสดงออกของจูอวิ่นเถิงในวันนี้ทำให้เขาพอใจยิ่งนัก ความคิดเริ่มแรกที่จะตั้งจูอวิ่นเหวินนั้นเริ่มสั่นคลอนมากขึ้นทุกที
“สิ่งที่ควรพูด หลานก็พูดไปหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จูอวิ่นเถิงะโลงจากตั่งเพื่อรักษาระยะห่างออกมาทันที ก่อนจะถามยิ้ม ๆ ว่า “เสด็จปู่คงจะไม่ตีหลานอีกแล้วใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
จูหยวนจางหัวเราะร่า “เ้าตัวแสบ ยืนอยู่นั่นแหละ ข้าจะเข้าไปอัดเ้าเดี๋ยวนี้เลย!”
“หลานทูลลาพ่ะย่ะค่ะ!”
จูอวิ่นเถิงไม่ยอมอยู่เฉยให้ถูกตีแน่ แต่เขาก็รู้ดีว่าตาเฒ่าจูไม่มีทางลงไม้ลงมือกับเขาอีกแล้ว
“พี่หญิงทั้งสองคงจะกำลังเป็ห่วงหลานอยู่ หลานต้องรีบกลับไปหาพวกนางก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
จูอวิ่นเถิงกล่าวจบก็รีบวิ่งออกจากตำหนักเฉียนชิงทันที
จี๋เสียง ขันทีคนสนิทเห็นดังนั้นก็รีบเปิดประตูตำหนักกว้างออก ส่งให้จูอวิ่นเถิงวิ่งพุ่งหายลับไป
“เ้าหลานทรพีคนนี้นี่นะ... ฮ่า ๆ ๆ !”
จูหยวนจางไม่ได้มีความสุขแบบนี้มานานมากแล้ว
คนที่ทำให้เขาทั้งเจ็บทั้งหัวเราะไปพร้อมกันในรอบหลายปีมานี้ ก็มีแต่เ้าเด็กแสบไม่กลัวฟ้าดินคนนี้คนเดียวเท่านั้น
เมื่อนึกย้อนไปถึงจูอวิ่นเหวิน ที่เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาก็มักจะระแวดระวังไปเสียทุกอย่าง จะกล้ามาแสดงท่าทางสามหาวไร้ระเบียบแบบจูอวิ่นเถิงได้อย่างไร
จูอวิ่นเหวินนั้นเคร่งครัดตามกรอบตำรา ดูแล้วค่อนข้างซื่อบื้อไปนิด
แต่จูอวิ่นเถิงกลับดูคล่องแคล่วว่องไว ทำตามใจตัวเอง ใจถึง กล้าพูดกล้าทำ
ในใจของจูหยวนจางได้ตัดสินคะแนนพวกเขาทั้งคู่ใหม่อีกครั้ง และเริ่มที่จะเอนเอียงไปทางความเฉลียวฉลาดของจูอวิ่นเถิงเสียแล้ว
ฮ่องเต้ที่เอาแต่ท่องตำราอย่างนั้นหรือ?
เกรงว่าคนเช่นนี้จะถูกพวกขุนนางในราชสำนักจูงจมูกได้ง่ายเสียมากกว่า
จูอวิ่นเหวินกลับมาถึงตำหนักบูรพา หลังจากพักผ่อนเพียงชั่วครู่ เขาก็หยิบตำราขึ้นมาอ่านเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของผู้ใฝ่รู้
เมื่อหลายปีก่อน หลังจากที่จูสยงอิงสิ้นชีพ นางหลี่ว์ได้พร่ำสอนให้เขาเพียรพยายามทำสิ่งเดียว นั่นคือ "การเลียนแบบจูเปียว"
นับจากนั้นเป็ต้นมา นอกจากอ่านตำรา จูอวิ่นเหวินก็ใช้ชีวิตอยู่กับการเลียนแบบ พยายามทำตัวให้เหมือนจูเปียวมากที่สุดจนแทบจะกลายเป็พิมพ์เดียวกัน
และนี่ก็ได้กลายเป็หน้าที่เพียงอย่างเดียวของเขา
เพราะเหตุนี้ ผู้คนในตอนนี้ต่างพากันบอกว่า จูอวิ่นเหวินถอดแบบจูเปียวมาไม่ผิดเพี้ยน
แต่มันก็แค่ภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้น เขาไม่อาจเลียนแบบจิติญญาภายในของจูเปียวได้เลย เพราะจูเปียวนั้นไม่ใช่คนอ่อนแอเช่นนี้
นิสัยที่ฝึกฝนมาหลายปีทำให้เขาต้องรักษาภาพลักษณ์ความมีคุณธรรมกตัญญูและเรียบร้อยไว้ตลอดเวลา
การอ่านตำราคืองานสร้างภาพเพื่อรักษาตัวตนของเขา และยังเป็ทางลัดที่สุดในการเรียกคะแนนนิยมจากฝ่ายขุนนางฝ่ายบุ๋น
จูอวิ่นเจียนที่กำลังเล่นสนุกอยู่ข้าง ๆ ก็ไม่ได้เข้าใจเลยว่า เหตุใดพี่รองถึงต้องนั่งจมกองตำราอยู่ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม เมื่อจูอวิ่นเหวินกลับมาในวันนี้ ในใจเขากลับว้าวุ่นและหวาดกลัวยิ่งนัก
มันเป็ความรู้สึกของการกลัวที่จะสูญเสียสิ่งที่ควรจะเป็ของเขาไป
เนื้อหาในตำรานั้นไม่เข้าหูเขาเลยแม้แต่น้อย ด้วยนิสัยที่อ่อนแอและขลาดกลัวต่อปัญหาเป็ทุนเดิม
จนกระทั่งเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก จูอวิ่นเหวินจึงวางตำราลงและรีบเดินออกไปดู ถามขึ้นว่า “เสด็จแม่ เป็อย่างไร...”
เขาเฝ้ารอข่าวที่เสด็จปู่ลงทัณฑ์จูอวิ่นเถิงให้สาสม
เพราะหากมีการลงทัณฑ์ ย่อมหมายความว่าจูหยวนจางไม่ชอบจูอวิ่นเถิง และเขาก็จะมีโอกาสในการขึ้นสู่บัลลังก์มากขึ้น
แต่พูดยังไม่ทันจบ เมื่อเห็นนางหลี่ว์เดินกลับมาด้วยใบหน้ามืดทะมึน เพียงเท่านี้เขาก็รู้แล้วว่าลางไม่ดีแน่
“ไม่ต้องพูดถึงมันแล้ว!”
นางหลี่ว์กัดฟันกรอด “เสด็จปู่ของเ้า... เปลี่ยนใจแล้ว”
“หา?”
จูอวิ่นเหวินใจเสียทันที
เขากับแม่ทำเื่ราวมาตั้งมากมายก็เพื่อหวังจะได้ขึ้นครองบัลลังก์ หากในอนาคตจูอวิ่นเถิงกลายเป็ฮ่องเต้ แล้วเขาจะยังมีชีวิตรอดได้อย่างไร?
เมื่อนึกถึงผลร้ายที่จะตามมา จูอวิ่นเหวินถึงกับขาสั่นพะยามรักษาสติไว้ไม่อยู่
“จะใอะไรนักหนา?”
นางหลี่ว์ถลึงตาใส่จูอวิ่นเหวินอย่างเสียอารมณ์ “เสด็จปู่ของเ้าในตอนนี้เอ็นดูมันไม่น้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่รักเ้าแล้ว ที่นี่คือตำหนักบูรพา ข้าเป็คนกุมอำนาจ ย่อมมีร้อยแปดวิธีที่จะจัดการมัน! ั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป เ้าจะต้องแสดงผลงานให้ดีกว่าเดิม เข้าใจหรือไม่?”
“ลูก... ลูกทราบแล้ว”
จูอวิ่นเหวินรีบพยักหน้ารับอย่างต่อเนื่อง เขาไม่มีทางเลือกอื่น
“ใครก็ได้!”
นางหลี่ว์คิดว่ามาถึงขั้นนี้แล้ว นางต้องรีบลงมือทำอะไรบางอย่าง
“เรียกตงฉิงมาพบข้า”
ขนาดนางฉางกับจูสยงอิงยังตายไปได้อย่างเงียบเชียบโดยที่สืบหาคนลงมือไม่ได้ เช่นนั้นกับจูอวิ่นเถิงก็ย่อมทำได้เช่นกัน
ทว่า... มันจะตายทันทีไม่ได้
ต้องค่อยเป็ค่อยไป ทำให้เหมือนกับว่าสิ้นใจไปเองอย่างไร้สาเหตุ
ถึงเวลานั้น ต่อให้จูหยวนจางมอบบัลลังก์ให้จูอวิ่นเถิงไปแล้ว แต่นางหลี่ว์จะรับประกันเองว่ามันจะนั่งอยู่บนนั้นได้ไม่นาน
และสุดท้ายบัลลังก์ก็ต้องกลับคืนมาอยู่ในมือของจูอวิ่นเหวินอยู่ดี
การแก่งแย่งชิงดีในรั้วในวังนั้นโสโครกเช่นนี้เอง
วังหลวงคือสถานที่ที่ไร้ซึ่งศีลธรรมและดำมืดชั่วนิรันดร์