หลังจากรับประทานอาหารเย็นอย่างสำราญใจแล้ว อันเยว่ก็ไม่สนใจซากเกลื่อนกลาดบนโต๊ะแล้วลุกจากโต๊ะเป็นคนแรก
กว่าจะย้ายร่างมาถึงหน้าแปลงดอกไม้ในลานกว้างหน้าเรือนได้ไม่ใช่เรื่องง่าย มาถึงก็สำรวจอย่างละเอียด นางใช้เวลาสองสามวันในการจัดการแปลงดอกไม้นี้ หากไม่สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ เช่นนั้นทุกสิ่งที่นางทำก็จะสูญเปล่า
อันเยว่เคยวิเคราะห์คุณภาพดินของที่นี่ เนื่องจากดินค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ฉะนั้น ทำให้ที่นี่มีชื่ออันไพเราะว่า ฮวาตู และทำให้บุปผาในฮวาตูบานสะพรั่งในทุกฤดูกาล
หากพูดถึงเรื่องเพาะปลูก แน่นอนว่าเหมาะสมที่สุดหากเลือกสมุนไพรจีนล้ำค่ามาปลูก และเป็นการทำให้คนโลภมากอย่างหยูยวนรู้สึกพอใจด้วย เมื่อมีสมุนไพรสองสามต้นนี้ อย่างน้อยอันเยว่ก็มีสิ่งต่อรองที่จะเจรจากับหยูยวน
ในขณะที่นางกำลังขบคิด นางก็นึกถึงอีกเรื่องหนึ่ง
ยาสมุนไพรจีนเมื่อซื้อกลับมาแล้วล้วนต้องบดให้ละเอียดหรือไม่ก็ใช้วิธีอื่น ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยหากต้องการให้มันหยั่งรากและงอกใหม่อีกครั้ง
หากจะไปเก็บบนภูเขา เกรงว่า…
เมื่อก้มดูขาที่ยังไม่ได้แกะแผ่นไม้ขนาบ อันเยว่ก็ถอนหายใจและคิดว่าวิธีนี้ก็ไม่ได้เช่นกัน
นางถอนหายใจยาว ๆ ไม่คิดเลยว่าดุษฎีบัณฑิตอย่างนางจะสะดุดกับปัญหาในยามนี้
นางที่อยู่ในภาวะลำบากได้รับความลำบากยิ่งนัก
อันเยว่แหงนหน้ามองพระจันทร์ทรงกลมบนท้องนภา กลับคิดในใจว่าหากทุกอย่างกลับไปก่อนที่จะระเบิด นางรับรองว่าจะใช้ชีวิตให้เต็มที่มากกว่านี้
“หาก…”
“อะไรนะ?”
อันเยว่ตกใจมาก หัวใจของนางเต้นรัว เมื่อหันกลับไปก็เห็นกู่หยางที่ไม่รู้ว่ามาโผล่ที่ข้างกายนางตั้งแต่เมื่อใด
บุรุษตัวเหม็นที่มักแสดงสีหน้าดำทะมึนใส่นางและไม่เคยเห็นนางอยู่ในสายตาตลอดมา วันนี้เขาไม่เพียงพูดแทนนาง ทั้งยังเป็นฝ่ายเข้าหานางด้วย
น่าแปลก
“กู่หยาง เจ้าก็นอนไม่หลับเหมือนกันหรือ?”
อันเยว่พยายามฝืนยิ้มอย่างสุดความสามารถ ยามที่มองกู่หยางนางยังไม่ลืมที่จะเอียงศีรษะ และพยายามทำตัวไร้พิษภัยอย่างที่สุด
แต่ใครจะรู้ว่ากู่หยางไม่แม้แต่จะมองนางด้วยซ้ำ เขาเลือกที่จะนั่งยอง ๆ ข้างรถเข็นของอันเยว่แล้วมองดูเทียนตงสองต้นที่อยู่ตรงมุม และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงของนาง
“ว่ากันว่าชาติบ้านเมืองเปลี่ยนง่าย สันดานเปลี่ยนยาก แล้วเจ้าล่ะ?”
“ข้าเคยบอกแล้วว่าข้าจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เจ้าคงไม่ได้คิดว่าข้าพูดเล่นใช่ไหม?”
“หรือว่าไม่ใช่?”
การย้อนถามของกู่หยางและความรู้สึกของการตรวจสอบอย่างละเอียดในสายตาของเขา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคำพูดเสียดสีอย่างยิ่งสำหรับอันเยว่
นี่มันก็สมควร ไม่ใช่ครั้งสองครั้งแล้วที่นางบอกว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง และครั้งนี้ก็เช่นกันที่นางเพิ่งเริ่ม
“ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม หากเจ้าคิดว่าข้าอาจทำให้เจ้าได้รับผลกระทบไปด้วย ข้าก็เต็มใจมอบจดหมายหย่าให้เจ้า เพื่อปล่อยเจ้าเป็นอิสระ”
“ทำไม? หาสามีแต่ไม่มีปัญญาเลี้ยงดูก็จะใช้วิธีหย่าทิ้งเช่นนั้นรึ?”
“เจ้า…” อันเยว่เพียงต้องการยุติความสัมพันธ์กับพวกเขา ไม่ได้คิดอะไรมากเลย อย่างน้อยก็แค่ต้องการรักษาชีวิตตัวเอง หลังจากฝืนยิ้มออกไปนางก็ยกนิ้วหัวแม่มือให้กู่หยาง “เจ้านี่มันสุดยอด”
“ข้ารู้ตัวดี”
เขามีความลำพองใจนิด ๆ เมื่อมองอันเยว่ดวงตาของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย
“สบู่ที่เกิดขึ้นกะทันหัน ย่อมทำให้คนส่วนหนึ่งสนใจเป็นธรรมดา และเช่นกันว่าทำให้บางคนอิจฉา จนกระทั่งมีคนเห็นว่าเจ้าทำเงินได้มากมาย ในใจพวกเขาก็รู้สึกเกลียดชัง จึงไม่มีอะไรมากไปกว่าการเลือกใส่ร้ายสินค้าของเจ้า หรือไม่ก็ผลิตสินค้าแบบเดียวกันออกมาเพื่อแบ่งผลกำไรของเจ้า”
เดิมทีอันเยว่คิดว่าอีกฝ่ายมาหาเรื่องทะเลาะ แต่นึกไม่ถึงว่าในคำพูดของเขากลับสาธยายสถานการณ์ปัจจุบันของอันเยว่และสบู่ออกมาหมด
นึกไม่ถึงว่าบุรุษผู้นี้จะเป็นอัจฉริยะ อีกทั้งยังเป็นอัจฉริยะด้านการค้า
“ฉะนั้น นี่คือสาเหตุที่เจ้ามาโผล่ที่ร้านในเช้าวันนี้ใช่ไหม?”
เดิมทีอันเยว่เต็มไปด้วยความโกรธ แต่ในเวลานี้นางไม่สามารถโกรธได้อีกแล้ว แต่เลือกที่จะมองกู่หยางด้วยสายตาคาดหวัง
ก่อนหน้านี้ที่เลือกซูจือฉือเป็นพันธมิตร หลัก ๆ เพราะนิสัยใจคอของเขา เช่นนี้ถึงจะสามารถทำให้อันเยว่เข้ากันได้อย่างสบายใจและกลมกลืนมากขึ้น อีกทั้งยังมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ
เมื่อขบคิดอย่างละเอียดอันเยว่ก็เผยรอยยิ้ม แม้จะไม่สามารถเป็นพันธมิตรกับกู่หยาง แต่อย่างน้อยก็ต้องเรียนรู้อะไรบางอย่างจากเขาบ้างถึงจะถูกต้อง
“แล้วอย่างไรเล่า?”
เมื่อเห็นสีหน้าวอนบาทาของกู่หยาง บุรุษผู้นี้ช่างทำให้คนปวดหัวได้จริง ๆ หากต้องการให้เขาทำตามความคิดของตัวเอง กลับไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น
“ไม่ทราบว่าเจ้ามีอะไรอยากพูดกับข้าไหม แม้จะเป็นการประชดประชันก็ตาม”
“วันพรุ่งข้าจะไปที่ทุ่งนากับเจ้า”
“ทุ่งเมล็ดละหุ่งของครอบครัวเราหรือ?”
“แล้วอย่างไรเล่า?”
คำพูดติดปากของกู่หยางช่างทำให้คนรู้สึกว่าไม่มีสาระอันใด แต่ในเมื่อเขาพูดแบบนั้น เป็นไปได้ว่าอาจมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับนาง เพียงแต่เขาไม่อยากอธิบายให้ชัดเจน
“ได้ เช่นนั้นเรานัดกันแล้วนะ เราจะไปที่ทุ่งนาพรุ่งนี้เช้า”
อันเยว่ขานรับโดยตรง สามารถกล่าวได้ว่านางเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเพาะปลูก แต่เมื่อพูดถึงเรื่องการค้า นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
จากนั้นก็เห็นกู่หยางลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังห้องตัวเอง ในขณะที่อันเยว่มองส่งอีกฝ่ายก็เห็นว่ามีอีกหนึ่งคนยืนอยู่ที่ประตูทางเข้า นั่นก็คือซูจือฉือ
แสงเทียนส่องอยู่ด้านหลังซูจือฉือ ทำให้อันเยว่เห็นสีหน้าของเขาไม่ถนัด แต่ก็เห็นเขาหมุนตัวกลับไปที่ห้องตัวเองและบรรยากาศก็เย็นชาลงทันที
เขาคงไม่ได้เข้าใจผิดอะไรหรอกใช่ไหม?
อันเยว่ตกใจมากเมื่อนึกมาถึงตรงนี้ ไม่มีใครรู้ดีไปกว่านางว่าสามีทั้งสี่มาอยู่ในมือของนางได้อย่างไร
พื้นฐานทางความรู้สึกอะไรกัน ส่วนใหญ่กล่าวได้ว่ามีน้อยดีกว่าไม่มีเลยเสียมากกว่า
ทั้งสี่คนนี้ถึงกับทำเรื่องฆ่านางได้ลงคอ นับประสาอะไรพวกเขาจะมีความรู้สึกใด ๆ ต่อนาง มันเป็นไปไม่ได้เลย
มิเช่นนั้น อันเยว่ก็คงไม่ต้องคิดหาวิธีเอาใจซูจือฉือ เพื่อทำให้เขาเป็นพันธมิตรกับนางหรอก
อันเยว่ถอนหายใจเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ นางคิดไปเองจริง ๆ
จากนั้นนางก็กลับมาที่ห้องตัวเองแล้วล้มตัวลงนอน อันเยว่พลิกตัวไปมาอยู่นานก็นอนไม่หลับ
ก่อนจะตื่นนางได้ยินเสียงเคาะประตูเป็นระยะ อันเยว่ลืมตาอย่างสะลึมสะลือแล้วพูดกับคนที่อยู่ข้างนอก “เข้ามาสิ ประตูไม่ได้ปิด”
อีกฝ่ายเองก็ไม่มีความเกรงใจ เขาผลักประตูและเดินเข้ามา
เขาไม่ได้หลีกเลี่ยงอะไรตอนที่เห็นอันเยว่นอนอยู่บนเตียง แต่เลือกเดินไปนั่งลงข้างโต๊ะที่อยู่ตรงหน้านาง จากนั้นมองสตรีบนเตียงและเอ่ยทีละคำ “เมื่อวานคุยกันดิบดี วันนี้ไม่ไปแล้วหรือ?”
อันเยว่ที่เดิมยังสะลึมสะลือตื่นขึ้นเต็มตาทันที
นางเด้งตัวลุกขึ้นนั่งแล้วมองไปยังด้านข้าง ก็พบว่ากู่หยางกำลังมองนางด้วยสีหน้ารังเกียจ
“ไปสิ ๆ เมื่อคืนข้าหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้”
นางออกแรงสวมใส่อาภรณ์ ขาของนางใช้การไม่สะดวก การสวมใส่อาภรณ์จึงดูเงอะงะอย่างยิ่ง
กู่หยางทนมองต่อไปไม่ไหวจึงเดินเข้าไปช่วยนาง
และในตอนนั้นเอง ประตูห้องของอันเยว่ก็ดังขึ้นสามครั้ง ตึง ๆ ๆ