กลิ่นหอมของกำยานกล้วยไม้ลอยอวลไปทั่วห้องรับรองชั้นบนสุดของหอบุปผา์ ห้องนี้ถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงด้วยผ้าไหมสีแดงและทอง พื้นปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่ม
แม่นางหรุ่ย เอนกายอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอม ท่วงท่าของนางยั่วยวนดุจงูพิษที่กำลังลอกคราบ อาภรณ์บางเบาเผยให้เห็นเนินอกขาวผ่องและเรียวขาที่โผล่พ้นชายกระโปรง นางจ้องมองชายหนุ่มเบื้องหน้าด้วยแววตาพราวระยับ
"คุณชายหลิน... ข้าได้ยินกิตติศัพท์เื่ความเสเพลของท่านมานาน ไม่นึกเลยว่าแท้จริงแล้ว ท่านจะซ่อนเขี้ยวเล็บทางบทกวีไว้ถึงเพียงนี้"
นางรินสุราใส่จอกหยก แล้วยื่นส่งให้เขาด้วยมือของนางเอง "ดื่มสิเ้าคะ... ถือเสียว่าเป็รางวัลสำหรับวรรคทองเมื่อครู่"
หลินฟานรับจอกเหล้ามา แต่แทนที่จะดื่ม เขากลับเทมันทิ้งลงบนพื้นพรมอย่างไม่ไยดี
"ซ่า..."
เสี่ยวชิงที่ยืนตัวสั่นอยู่ด้านหลังแทบจะกรีดร้องออกมา 'คุณชาย! นั่นเหล้านารีแดงไหละร้อยตำลึงนะเ้าคะ!'
แม่นางหรุ่ยหรี่ตาลง รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายไปเล็กน้อย "คุณชายรังเกียจสุราของข้า หรือรังเกียจตัวข้า?"
"ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อดื่มสุรา หรือเสพสุขทางกาย" หลินฟานกล่าวเสียงเรียบ เขาเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามกับนางอย่างถือวิสาสะ ท่าทางองอาจดุจาาที่กำลังเจรจากับขุนนาง "ข้ามาเพื่อช่วยท่าน... แม่นางหรุ่ย"
"ช่วยข้า?" หรุ่ยหัวเราะเสียงสูง "หอบุปผา์ของข้า เป็หออันดับหนึ่งในเมืองหลวง แเื่แน่นขนัดทุกคืน ข้ามีเื่อันใดให้ท่านต้องช่วย?"
หลินฟานหยิบพัดขึ้นมาเคาะเบาๆ ที่ฝ่ามือ "อันดับหนึ่ง... ในตอนนี้ใช่ แต่ในอีกสามเดือน ข้างหน้าล่ะ? ข้าได้ยินมาว่า 'หอหมื่นราตรี' ของคู่แข่งท่าน กำลังนำเข้าคณะดนตรีจากแดนตะวันตกที่แปลกใหม่กว่า... ความงามของสตรีในหอท่านอาจจะเหนือกว่า แต่ความสดใหม่ย่อมดึงดูดบุรุษได้ดีกว่าเสมอ จริงหรือไม่?"
แม่นางหรุ่ยชะงัก คำพูดของเขาแทงใจดำนางเต็มเปา นี่คือสิ่งที่นางกังวลอยู่ลึกๆ
"แล้วคุณชายมีวิธีกระนั้นหรือ?" นางถามลองเชิง "หรือท่านจะแต่งกลอนให้สาวงามของข้าทุกคืน?"
"กลอนกินไม่ได้... และบุรุษที่มาเที่ยวหอนางโลม ส่วนใหญ่ไม่ได้มาเพื่อฟังกลอน" หลินฟานจ้องมองไปที่หน้าอกของแม่นางหรุ่ยอย่างเปิดเผย จนเสี่ยวชิงต้องรีบเอามือปิดตา
"เ้ามองอะไร!" หรุ่ยหน้าแดงวูบ รีบยกมือปิดบังเนินอก
"ข้ากำลังมอง 'เอี๊ยม (ตู้โตว)' ของท่าน" หลินฟานวิเคราะห์ด้วยสายตาของนักฟิสิกส์ "ผ้าไหมนั่นลื่นสบายก็จริง แต่มันแบนราบและไร้โครงสร้าง มันกดทับสรีระธรรมชาติของสตรี ทำให้ความงดงามลดลงไปถึงสามส่วน"
"สามหาว!" หรุ่ยตวาด "นี่เ้ากล้าวิจารณ์ชุดชั้นในของข้า!"
"ข้าไม่ได้วิจารณ์ แต่ข้ากำลังเสนอ 'นวัตกรรม'"
หลินฟานคว้าพู่กันและกระดาษบนโต๊ะข้างๆ มาทันที เขาตวัดปลายพู่กันวาดภาพโครงสร้างทางวิศวกรรม... ของสิ่งที่บุรุษในยุคปัจจุบันรู้จักดี
เขาไม่ได้วาดแค่รูปทรง แต่เขียนกำกับเื่ 'แรงยก (Lift)', 'การกระจายน้ำหนัก', และ 'ฟองน้ำดันทรง' "สิ่งนี้ข้าเรียกว่า 'เกราะปทุมถัน (Bra)'"
หลินฟานยื่นกระดาษให้นางดู "สตรีเมืองหลวงใส่แต่เอี๊ยมผูกคอที่หลวมโพรก หากสาวงามในหอของท่านสวมสิ่งนี้... มันจะช่วยยกกระชับ จัดทรงให้ดูอวบอิ่มและร่องลึกชัดเจนขึ้น ยิ่งสวมคู่กับชุดผ้าไหมบางเบา... ท่านลองจินตนาการดูสิว่า บุรุษหน้าโง่พวกนั้นจะควักเงินจ่ายหนักแค่ไหนเพียงเพื่อจะได้ยลโฉม?"
แม่นางหรุ่ยรับกระดาษไปดู ตอนแรกนางหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย แต่เมื่อพิจารณาดูดีๆ... ในฐานะผู้หญิง นางเข้าใจทันทีว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่สตรีทุกคนถวิลหา มันคือความงาม... และความสบายที่เอี๊ยมแบบเดิมให้ไม่ได้
"เ้า... เ้าคิดสิ่งนี้ขึ้นมาได้ยังไง?" เสียงของนางสั่นพร่า
"ความรู้... มีอยู่ทุกที่ แม้แต่ในร่มผ้า" หลินฟานยิ้มมุมปาก "ข้าขายแบบร่างนี้ให้ท่าน แลกกับส่วนแบ่งกำไร 3 ส่วนจากการขายชุดชั้นในนี้ และท่านต้องเป็ผู้ผลิตแต่เพียงผู้เดียวในเมืองหลวง... อ้อ และข้าขอเบิกเงินล่วงหน้า 500 ตำลึง เดี๋ยวนี้"
"500 ตำลึง!" เสี่ยวชิงะโออกมา "คุณชาย! นั่นมันเงินมหาศาล!"
แม่นางหรุ่ยเงยหน้ามองหลินฟาน แววตาของนางเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่สายตายั่วยวน และไม่ใช่สายตาดูถูก แต่เป็สายตาของ 'คู่ค้า' ที่มองเห็นทองคำกองเท่าูเาอยู่ตรงหน้า
"ข้าตกลง..." หรุ่ยกัดริมฝีปาก ยิ้มพราวเสน่ห์ "แต่ 500 ตำลึงนั้นมากโข ข้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่ามันจะได้ผลจริง?"
หลินฟานลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปใกล้นาง แล้วก้มลงกระซิบ "งั้นคืนนี้... ท่านก็ลองเป็นางแบบคนแรกให้ข้าสิ ข้าจะสอนวิธีวัดขนาดและตัดเย็บให้... ด้วยมือของข้าเอง"
บรรยากาศในห้องเงียบกริบจนได้ยินเสียงเทียนปะทุ แม่นางหรุ่ยจ้องตาเขา นางเป็หญิงกร้านโลก แต่กลับใจเต้นแรงกับเด็กหนุ่มตรงหน้า "ร้ายกาจ... ท่านร้ายกาจมากหลินฟาน"
นางหยิบตั๋วแลกเงินปึกใหญ่ออกมาจากอกเสื้อ แล้ววางกระแทกลงบนโต๊ะ "เอาเงินไป... ส่วนเื่วัดตัว ข้าจะให้ช่างตัดเสื้อของข้าทำ ท่านแค่อธิบายข้าก็พอ!" นางหน้าแดงจัด "ข้าไม่ยอมให้เ้าฉวยโอกาสหรอกนะ เ้าเด็กเ้าเล่ห์!"
หลินฟานหัวเราะร่า เขาหยิบตั๋วแลกเงินมายัดใส่มือเสี่ยวชิงที่ยืนอ้าปากค้าง "เห็นไหมเสี่ยวชิง... ข้าบอกแล้วว่าเรามารวย"
เขากระพริบตาให้แม่นางหรุ่ยหนึ่งที "ดีล... พรุ่งนี้ข้าจะส่งแบบละเอียดมาให้ เตรียมผ้าไหมและโครงเหล็กดัดอ่อนๆ ไว้ได้เลย แม่นางหรุ่ย ธุรกิจของท่านกำลังจะผูกขาดตลาดสตรีทั่วแคว้น"
หลินฟานเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเสี่ยวชิง ทิ้งให้แม่นางหรุ่ยยืนมองภาพวาด 'เกราะปทุมถัน' ในมือด้วยความรู้สึกปั่นป่วน 'หลินฟาน... เ้าเป็ใครกันแน่? เทพบุตร หรือ ปีศาจราคะ?'
ขณะเดียวกัน ที่หน้าประตูหอบุปผา์ หลังจากหลินฟานเดินออกมาพร้อมเงินก้อนโต เขาก็ชนเข้ากับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังจะเดินสวนเข้าไป
"โอ๊ะ! เดินประสาอะไรของเ้า... อ้าว นี่มันไอ้ขยะหลินฟานนี่นา!"
เสียงทักทายที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยามดังขึ้น ชายหนุ่มรูปหล่อแต่หน้าตาเย่อหยิ่งในชุดผ้าไหมราคาแพง ยืนขวางทางอยู่ ข้างกายเขามีผู้ติดตามร่างใหญ่สองคน เขาคือ "หวังเฉิน" บุตรชายแม่ทัพรักษาเมือง คู่ปรับเก่าที่ชอบกลั่นแกล้งหลินฟานในอดีต
"ได้ข่าวว่าพ่อเ้าฟลุ๊ครอดตายมาได้นี่หว่า" หวังเฉินแสยะยิ้ม "แต่ดูสารรูปเ้าสิ... มาเกาะแกะหน้าหอนางโลม คงไม่มีปัญญาเข้าไปข้างในล่ะสิ?"
หลินฟานมองหวังเฉินด้วยสายตาเรียบเฉย ราวกับมองมดปลวก "หลีกไป... สุนัขที่ดีไม่ควรเห่าขวางทางเดินั"
"เ้าว่าไงนะ!" หวังเฉินโกรธจนเืขึ้นหน้า ชักกระบี่ที่เอวออกมา "เ้าอยากตายซ้ำสองรึไง!"
หลินฟานถอนหายใจยาว... 'เพิ่งได้เงินมาแท้ๆ ก็มีเื่ให้ต้องออกแรง (สมอง) อีกแล้วสินะ'