บทที่ 17 ข้ามาเอง
หนิงเวยลากน้องสาวเข้ามาในครัว ก่อนจะถามอย่างอดรนทนไม่ไหว “น้องสาม เ้าจะเอาเปลือกไม้มาทำไม ของพวกนี้ทั้งขมทั้งฝาด ไม่มีใครกินกันหรอกนะ รีบเอาไปทิ้งก่อนที่ท่านย่าจะมาเห็นเถอะ”
แค่คิดถึงตอนที่ย่าหนิงโกรธ หนิงเวยก็รู้สึกหวาดหวั่น โดยเฉพาะวันนี้ที่อาสามพาภรรยาใหม่เข้าบ้าน ถ้าไปขัดใจนางเข้า พวกนางต้องเดือดร้อนแน่
“พี่รอง วางใจเถอะ รอให้ข้าทำเสร็จก่อน แล้วท่านลองชิม ถ้าไม่อร่อยก็โยนทิ้งไปเลย” หนิงลั่วกล่าวอย่างมั่นใจ
เห็นน้องสาวมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม หนิงเวยก็นึกขึ้นได้ว่านางเพิ่งหายป่วย และตอนนี้ตั้งใจจะทำของอร่อยให้ทุกคนกิน ถ้าปฏิเสธไปอาจทำให้นางเสียใจ คิดได้เช่นนี้จึงลองถอยให้หนึ่งก้าว “เช่นนั้นก็ลองดู ถ้าไม่อร่อย พวกเราจะทิ้งไปก่อนที่ท่านย่าจะกลับมา”
“ตกลง! พี่รองนวดแป้งเสร็จหรือยัง” หนิงลั่วกวาดตามองไปรอบๆ ตรวจดูว่างานเตรียมอาหารไปถึงไหนแล้ว เพื่อจะได้วางแผนขั้นต่อไป
“เรียบร้อย กำลังพักแป้งอยู่ เ้าทำบะหมี่เป็หรือไม่ พวกเราจะทำเส้นใหญ่หรือเส้นเล็กดี” หนิงเวยตอบ
“พี่รอง แบ่งแป้งให้ข้าหน่อยได้หรือไม่” หนิงลั่วพูดพลางส่งสายตาออดอ้อน
หนิงเวยรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย หากเป็วัตถุดิบอย่างอื่น นางคงให้ลองได้ แต่แป้งขาวเป็สิ่งที่ย่าหนิงควบคุมอย่างเข้มงวดมาก จำนวนคนกินและปริมาณที่ใช้ต้องตรงตามที่นางกำหนดเป๊ะๆ ขาดไปแม้แต่นิดเดียวไม่ได้
“ใช้ไม่มาก แค่นี้ก็พอ” หนิงลั่วใช้นิ้วกะขนาด ประมาณหนึ่งในสี่ของแป้งที่พักไว้
“แต่ถ้าทำให้แป้งเหลวเกินไป เส้นบะหมี่จะขึ้นรูปไม่ได้” หนิงเวยเอ่ย
หนิงลั่วรู้วิธีทำให้แป้งดูเหมือนมีปริมาณมากขึ้นแต่ไม่เสียรสัั นางก้มลงกระซิบข้างหูพี่สาวสองสามคำ
หนิงเวยตาเป็ประกายทันที ถามขึ้นว่า “ทำเช่นนี้ได้จริงหรือ น้องสาม เ้าไปเรียนรู้มาจากไหน”
“พี่รอง พี่สามฝันเห็นเซียนท่านหนึ่ง เขาสอนพี่สามในความฝัน” คำตอบนี้กลับมาจากหนิงเสี่ยงเสี่ยงที่เดินเข้ามาพอดี เขาทำหน้าตาจริงจังราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อย
แน่นอนว่าหนิงเวยไม่เชื่อ หนิงลั่วจึงอ้างว่าตนเคยอ่านจากหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งหนิงเวยก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะในบรรดาพี่น้อง หนิงลั่วต่างจากคนอื่น นางรักการอ่านมาั้แ่เด็ก บิดามารดาของพวกเขารู้หนังสือและมักสอนลูกๆ อยู่เสมอ หนิงฉยงกับหนิงเวยมีพร์ด้านการอ่านเขียนธรรมดา แต่หนิงลั่วกับหนิงเสี่ยงเสี่ยงกลับเรียนรู้เร็วกว่า
บิดามารดาของพวกเขามักถอนหายใจแล้วพูดว่า ‘หากเ้าเป็บุรุษ พ่อกับแม่คงส่งเข้าไปเรียนในสำนักศึกษาแล้ว’ และด้วยเหตุผลนี้เอง หนิงลั่วจึงใช้จุดนี้เป็ข้ออ้างเพื่ออธิบายว่าตนมีความรู้ด้านต่างๆ มาจากไหน
การอ้างว่าเซียนในฝันสอนอาจใช้หลอกเด็กห้าขวบได้ แต่หาก้าให้ครอบครัวและคนในหมู่บ้านเชื่อ หนิงลั่วต้องมีข้ออ้างที่ดูน่าเชื่อถือกว่านี้
โชคดีที่บ้านของพวกเขามีหนังสือเก่าๆ อยู่บ้าง ส่วนใหญ่เป็ภาษายุคโบราณที่เข้าใจยาก แต่สำหรับหนิงลั่วที่มาจากยุคปัจจุบันกลับอ่านออกทั้งหมด
“พี่รอง คำพูดอย่างเดียวไม่พอ ท่านต้องลองทำตามที่ข้าบอกแล้วจะเข้าใจเอง” หนิงลั่วพูดจบก็แบ่งแป้งส่วนหนึ่งออกมาทันที
“พี่รองลองทำดู” หนิงลั่วกระตุ้นให้พี่สาวลองทำตาม นางให้หนิงเวยเติมแป้งข้าวฟ่างลงไปเล็กน้อย แล้วใช้ทั้งน้ำอุ่นและน้ำเย็นนวดเข้าด้วยกันให้เนียนดี
ผ่านไปครู่หนึ่ง หนิงเวยก็ร้องขึ้นด้วยความประหลาดใจ “น้องสาม เหมือนจะได้ผลจริงๆ ด้วย!” แป้งที่นางกำลังนวดอยู่นั้นดูเหมือนจะมีปริมาณพอๆ กับตอนที่หนิงลั่วเห็นครั้งแรก และส่วนที่แบ่งออกมาก็ยังมีมากพอที่จะทำอาหาร นี่เป็ผลลัพธ์ที่หนิงลั่วรู้อยู่แล้ว เพราะในชาติก่อน นางเป็ยอดฝีมือด้านการทำอาหาร มีแิของตัวเองเกี่ยวกับศาสตร์การปรุงอาหาร และไม่ใช่แค่เื่อาหารเท่านั้นที่นางเชี่ยวชาญ
“ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าได้ผล! ลงมือกันเถอะ” หนิงลั่วส่งสัญญาณให้พี่สาว ก่อนจะเริ่มลงมือทำต่อ
“ตกลง!” หนิงเวยกล่าวพร้อมถลกแขนเสื้อขึ้น ท่าทางเหมือนอยากจะท้าทายน้องสาว พวกนางไม่เคยทำอาหารด้วยกันมาก่อน วันนี้จึงรู้สึกตื่นเต้นเป็พิเศษ
แต่สิ่งที่หนิงเวยมองไม่เห็นก็คือเสี่ยวอู่ได้พ่นฟองแห่งชีวาลงไปในน้ำที่ใช้ปรุงอาหารอีกครั้ง ก่อนหน้านี้หนิงลั่วเคยถามเสี่ยวอู่ว่า จะมีวิธีไหนที่ทำให้ร่างกายของพวกเขาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น เสี่ยวอู่จึงตอบสนองโดยปล่อยพลังชีวิตออกมาเพิ่ม
พลังชีวิตจากฟองพวกนี้มีพลังิญญาในปริมาณเล็กน้อย สำหรับเสี่ยวอู่แล้วอาจเป็เพียงเศษเสี้ยวของพลังงาน แต่สำหรับมนุษย์ธรรมดา มันเป็สิ่งที่ล้ำค่ามาก
แน่นอนว่าหนิงลั่วต้องแลกเปลี่ยนบางอย่างกับเสี่ยวอู่ นางให้สัญญาว่า ถ้าเสี่ยวอู่้าอะไรและนางสามารถทำได้ นางจะตอบแทนมันทันที ไม่คาดคิดเลยว่าสิ่งที่เสี่ยวอู่้าก็คืออาหารที่หนิงลั่วทำเอง และยังบอกอีกว่า ‘ไม่ว่าท่านจะทำอาหารอะไร ข้าจะต้องเป็คนแรกที่ได้ชิม’
‘ทำไม’ หนิงลั่วไม่เข้าใจ
‘เพราะข้าชอบกินอย่างไรเล่า และข้าก็ไม่ใช่พวกเลือกกินด้วย’ คำพูดนี้ทำให้หนิงลั่วงุนงงอยู่พักใหญ่ นางคิดในใจว่า ชาติก่อนของข้าคือใครกันแน่ ทำไมถึงเลี้ยงกวางห้าสีที่ชอบกินอาหารแบบมนุษย์ไว้ตัวหนึ่งได้
ผ่านไปไม่นาน สองพี่น้องก็เริ่มลงมือทำอาหารร่วมกัน หนิงลั่วอาสาเป็คนลงมือปรุง ส่วนหนิงเวยช่วยล้างและหั่นวัตถุดิบให้เรียบร้อย
“น้องสาม เ้าทำอาหารพวกนี้ได้แน่หรือ อย่าทำพังเสียล่ะ” แม้จะตกลงกันแล้ว แต่หนิงเวยก็ยังอดเป็ห่วงไม่ได้ หากน้องสาวพูดเกินจริง แล้วอาหารออกมาไม่ดี มีหวังถูกท่านย่าดุแน่
“พี่รอง เชื่อใจข้าเถอะ ข้าคิดไว้อย่างดีแล้ว” หนิงลั่วยิ้มมั่นใจ แล้วเริ่มลงมือทันที
หนิงเวยไม่มีทางเลือกจึงต้องยอมลองเสี่ยงดู เพราะนางเองก็ไม่ได้ถนัดเื่อาหารนัก ปล่อยให้น้องสาวลองทำก็คงไม่เสียหาย
หนิงลั่วเริ่มจากเตรียมผักป่าที่เก็บมา นางใช้กรรไกรตัดรากออกให้หมด จากนั้นล้างให้สะอาด แล้วแช่ไว้ในถังไม้ที่ล้างสะอาดแล้ว ต่อมาก็โรยเกลือลงไปเล็กน้อย ขยำให้คลุกเคล้าเพื่อช่วยลดรสฝาดและขจัดน้ำส่วนเกิน
ระหว่างนั้นหนิงลั่วก็ปั้นแป้งที่นวดไว้เป็ก้อนขนาดครึ่งหนึ่งของไข่ไก่ แล้วนำไปวางพักไว้ คลุมด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ เพื่อป้องกันไม่ให้แป้งแห้งและรีดออกยาก
หลังจากเตรียมแป้งเรียบร้อย หนิงลั่วก็หันไปจัดการกับผักป่าต่อ บีบน้ำส่วนเกินออกให้หมด จากนั้นใช้มีดซอยเป็ชิ้นเล็กๆ คล้ายกับเตรียมไส้เกี๊ยว แล้วใส่ลงในถังไม้เล็กๆ เพื่อเตรียมปรุงรส
หนิงลั่วสำรวจดูเครื่องปรุงในครัว พบว่ามีเพียงแค่ผงห้าเครื่องเทศ ยี่หร่า เกลือและน้ำตาล แต่ไม่มีพริกไทยเสฉวนและโป๊ยกั๊ก
หนิงลั่วเปิดกระปุกเกลือออกดูแล้วก็ขมวดคิ้ว เกลือที่บ้านนี้ใช้เป็เม็ดเกลือก้อนใหญ่เหมือนก้อนกรวด เมื่อหยิบเม็ดหนึ่งขึ้นมาแตะลิ้มรส ปรากฏว่าทั้งขมทั้งฝาด นี่เป็เกลือดิบจากเหมืองเกลือที่ยังไม่ผ่านการขจัดสิ่งเจือปนออกไป เกลือประเภทนี้หากกินมากไปจะส่งผลเสียต่อร่างกายเพราะขาดไอโอดีน
เื่เกลือคงต้องรอให้มีโอกาสก่อนถึงจะหาทางแก้ไข ตอนนี้ขอมีสมาธิจดจ่อกับอาหารตรงหน้าไปก่อน
หนิงลั่วเปิดกระปุกน้ำตาลดู พบว่าน้ำตาลเหลือน้อยมาก ซ้ำยังจับตัวแข็งติดกับก้นกระปุกอีก นั่นหมายความว่าบ้านนี้แทบไม่มีน้ำตาลใช้เลย “พี่รอง เวลาทำอาหาร ท่านไม่ใส่น้ำตาลบ้างเลยหรือ ข้าเห็นว่าแทบไม่มีน้ำตาลเลย”
“น้องสาม อย่าแตะต้อง!” หนิงเวยร้องห้ามอย่างตื่นตระหนก แล้วรีบเก็บกระปุกน้ำตาลไปไว้ในมุมลึกสุดของตู้เก็บถ้วยชาม
“เ้าจะใช้น้ำตาลทำอะไร เ้ารู้หรือไม่ว่าน้ำตาลราคาเท่าไหร่ ตอนนี้ราคาเกือบสามสิบเหวินต่อหนึ่งเหลี่ยง[1]แล้วนะ” หนิงเวยบ่นพึมพำกับน้องสาว
แพงขนาดนี้เลยหรือ น้ำตาลยังแพงกว่าหมูอีก!
จากความทรงจำของหนิงลั่ว เนื้อหมูติดมันราคาแค่ยี่สิบเหวินต่อจิน เนื้อติดมันสิบห้าเหวินต่อจิน ไก่สิบสองเหวิน ไข่ไก่ห้าเหวิน ส่วนผักไม่มีอะไรแพงเกินสิบเหวินต่อจิน เมื่อเปรียบเทียบราคากันแล้ว น้ำตาลถือว่าแพงมากจริงๆ
นอกจากนี้ หนิงลั่วยังรู้ด้วยว่าที่นี่ไม่มีน้ำตาลทรายแดง ถ้านางสามารถปลูกอ้อยได้ก็คงดี จะได้ผลิตน้ำตาลทรายแดงขาย และกำหนดราคาเองได้ ฮิๆ
แต่ความคิดนี้ก็แค่แวบเข้ามาในหัวเท่านั้น ตอนนี้ฐานะของบ้านยังไม่มั่นคง คิดจะทำอะไรก็ยังทำไม่ได้ อีกอย่าง ่เวลานี้ก็ไม่เหมาะกับการปลูกอ้อย เว้นแต่นางจะสามารถควบคุมอุณหภูมิได้
เฮ้อ ทุกอย่างต้องค่อยเป็ค่อยไป
สำหรับเกลือแบบนี้ใช้ปรุงรสอาหารได้ยากเพราะควบคุมปริมาณได้ลำบาก ถ้าใส่มากเกินไป อาหารจะเค็มจัด และถ้าผัดผักปกติ เกลือยังละลายไม่หมด ผักก็คงสุกก่อนแล้ว
ตอนนี้หนิงลั่วเข้าใจแล้วว่าทำไมบ้านนี้ถึงมักทำอาหารด้วยวิธีต้มแทนการผัด เพราะเมื่อนำผักไปต้มในน้ำเดือด แม้แต่เกลือเม็ดใหญ่ก็สามารถละลายได้
แต่ก็ทำให้รสชาติของอาหารเสียไปมากเหมือนกัน
หนิงลั่วหยิบมีดทำครัวขึ้นมา แล้วเริ่มทุบเกลือที่เป็ก้อนๆ ให้แตกออก จากนั้นก็บดเกลือให้ละเอียดเป็กองเล็กๆ แล้วรีบเทใส่ถ้วยเล็กเพื่อใช้ต่อไป
ไม่มีเกลือละเอียดก็ต้องดัดแปลงไปก่อน
หนิงเวยมองน้องสาวแล้วส่ายหน้าอย่างขบขัน “น้องสาม ตอนที่ข้าเริ่มทำอาหารใหม่ๆ ข้าก็ทำเช่นนี้ แต่จริงๆ ไม่มีความจำเป็เลย แค่ละลายเกลือในน้ำร้อน แล้วเติมลงในอาหารทีละนิดก็พอ”
อย่างนั้นก็ได้หรือ แต่เทน้ำเกลือลงไปในผัดผักจะอร่อยได้อย่างไร รสััของอาหารต้องเปลี่ยนแน่ๆ
“ฮิๆ พี่รอง ข้าชอบทำเช่นนี้น่ะ รอดูฝีมือข้าเถอะ” หนิงลั่วขยิบตาให้พี่สาวอย่างเ้าเล่ห์
“ได้ เช่นนั้นข้าจะรอดูให้เต็มตาเลยนะ” หนิงเวยตอบ หนิงลั่วคาดไม่ถึงเลยว่าพี่สาวจะรู้คำพวกนี้ด้วย
เมื่อเห็นพี่สาวเริ่มอารมณ์ดี หนิงลั่วก็พลอยอารมณ์ดีไปด้วย
หนิงลั่วหาเครื่องปรุงอื่นๆ เช่น ผงห้าเครื่องเทศ ยี่หร่า เปลือกส้มแห้ง และสุราหมัก เจอเพียงเล็กน้อย แต่ไม่เห็นซีอิ๊วเลย ดูเหมือนว่านางต้องหาโอกาสทำซีอิ๊วเองเสียแล้ว ไม่อย่างนั้นอาหารจะจืดเกินไป
หลังจากรวบรวมเครื่องปรุงที่มีได้ หนิงลั่วก็ใส่ทั้งหมดลงในถังไม้ที่มีผักป่าที่สับไว้ แล้วหั่นหมูเค็มลงไปเล็กน้อย
หนิงลั่วไม่กล้าหั่นมาก เพราะหมูเค็มนี้ยังต้องใช้ในอาหารรายการสำคัญๆ นางจึงหั่นแค่ชิ้นขนาดเท่านิ้วมือเท่านั้น
[1] เหลี่ยง เป็หน่วยชั่งน้ำหนักของจีนโบราณ 1 เหลี่ยงเทียบเท่าประมาณ 37.5 กรัม