"ข้าน้อยหวังกูกู ถวายพระพรเต๋อเฟยเหนียงเหนียงเพคะ"
"ลุกขึ้นเถอะหวังกูกู อย่าได้มากพิธีไปเลย" น้ำเสียงอ่อนหวานเปี่ยมไปด้วยความเมตตาดังขึ้นก่อนที่ปลายหางตาจะเหลือบไปเห็นสตรีอีกนางที่เข้ามาพร้อมหวังกูกูหวังกูกูเห็นเช่นนั่นจึงรีบกล่าว
"หม่อมฉันพาฮุ่ยเจี๋ยยวี๋ บุตรีเสนาบดีฮุ่ยที่พึ่งเข้าวังตามราชโองการของฝ่าามาถวายพระพรเหนียงเหนียงเพคะ"สิ้นเสียงหวังกูกูฟางซินรีบยอบกายคุกเข่าถวายพระพรกั๋วเต๋อเฟยแบบเต็มพิธีการ ตามที่ได้รับการอบรมจากนางกำนัลาุโที่ทางวังหลวงส่งไปที่จวนเพื่อสอนสั่งมารยาทและกฎเกณฑ์วังหลวงให้นางก่อนที่จะเข้าวังทันที
"หม่อมฉัน ฮุ่ยฟางซิน ถวายพระพรกั๋วเต๋อเฟยเหนียงเหนียงเพคะ"
"เ้าเองหรอกหรือเจี๋ยยวี๋คนใหม่ หน้าตางดงามสมคำร่ำลือว่าเป็ สาวงามอันดับหนึ่งของแคว้นเว่ยเราจริงๆเหล่าสนมน้อยใหญ่ในวังหลังต่างเฝ้ารอการมาของเ้าหวังจะมีวาสนาได้ยลโฉมสาวงามเช่นเ้าสักครา”กั๋วเต๋อเฟยพิศมองสตรีตรงหน้านางฮุ่ยฟางซินอยู่ในชุดสีเขียวอ่อนจากผ้าไหมเนื้อดีตัวชุดปักลวดลายดอกเหมยกุ้ยสีชมพูสลับแดง เสื้อตัวในสีขาวราบเรียบไร้ลวดลายถือว่าแต่งตัวได้เหมาะสม ไม่มาก ไม่น้อย แต่กลับส่งเสริมให้ฮุ่ยฟางซินงดงามสดใสขณะเดียวกันก็ดูอ่อนหวานเย้ายวน ผิวกายขาวดังหยกเนื้อดี‘แม้เ้าจะงดงามถึงเพียงนี้แต่จะอยู่รอดในวังหลังแห่งนี้ได้หรือไม่ข้าก็อยากจะรู้นักยิ่งงดงามมากเพียงใดยิ่งเป็ที่ริษยามาเพียงนั้น’
“ขอบพระทัยเพคะเต๋อเฟยเหนียงเหนียง พระองค์ทรงกล่าวหนักไปแล้วหม่อมฉันเป็เพียงหญิงชาวบ้านไหนเลยจะงดงามเท่าพระสนม พระชายาได้เพคะ”‘เต๋อเฟยเหนียงเหนียงท่านกล่าวเช่นนี้มิใช่ว่าข้าโดนจับจ้องจากคนทั้งวังหลังนี่แล้วหรอกหรือ เห็นทีชีวิตในวังหลังคงไม่ง่ายเสียแล้ว’ฟางซินยอบเข่าก้มหน้า หากแต่ในหัวคิดตามคำพูดของกั๋วเต๋อเฟยด้วยความกังวล
“วังหลังแห่งนี้ไม่เคยขาดบุปผางามเลยเก่าไป ใหม่มา วนเวียนมิรู้จบมีสนมเล็กๆมากมายที่ตลอดทั้งชีวิตยังไม่มีโอกาสถวายงานบางคนก็พอมีวาสนาได้ถวายงานฝ่าา แต่ช่างน่าเศร้านักที่ไม่เป็ที่โปรดปรานเปิ่นกงก็ได้แต่เห็นใจพวกนาง ช่างน่าสงสารยิ่งนักเ้าเองก็อยู่ที่นี่ให้สบายใจเถิด อย่าได้วิตกกังวล หากมีวาสนาเ้าย่อมได้รับความโปรดปราน"น้ำเสียงกั๋วเต๋อเฟยช่างฟังแล้วมีพระเมตตานัก แต่หากใครพอมีสติปัญญาก็จะรู้ได้ว่าพระนาง้าข่มฟางเซียนให้รู้ฐานะว่าเป็แค่เจี๋ยยวี๋อย่าได้คิดเทียบชั้นกับนางจบคำกั๋วเต๋อเฟยก็ไม่มีทีท่าจะสั่งให้ฟางซินลุกขึ้นแต่อย่างใด ซ้ำยังยกถ้วยชาขึ้นมาจิบแก้กระหายประหนึ่งว่าใช้เรี่ยวแรงไปมาก
"หม่อมฉันขอบพระทัยเต๋อเฟยเหนียงเหนียงเพคะ ที่ทรงเมตตาให้โอวาทแก่หม่อมฉัน"แม้จะไม่ชอบใจในคำพูดของเต๋อเฟยนัก แต่ฟางซินไหนเลยจะพูดอันใดได้ทำได้เพียงขอบพระทัยในพระเมตตาที่มากล้น
"เมื่อคืนหวงช่างเคี่ยวกรำข้าทั้งคืน ทำให้ข้ารู้สึกเมื่อยล้านักพวกเ้ากลับไปเถิด"พูดจบกั๋วเต๋อเฟยลุกขึ้นหันหลังกลับเข้าไปด้านในส่วนที่พักทันที
"ทูลลาเพคะเต๋อเฟยเหนียงเหนียง" ฟางซินลุกขึ้น แต่กลับเซจะล้มหวังกูกูเห็นเช่นนั้นจึงรีบมาช่วยพยุง พลางถอนหายใจแ่เบา เห้อนี่แหละหนาชะตาของสนมยศต่ำ มักถูกผู้ที่ยศสูงกว่ากดข่มอยู่ร่ำไป
"ฮุ่ยเจี๋ยยวี๋ ท่านค่อยๆลุก" หวังกูกูถามด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นว่าฟางซินประคองตัวได้แล้วจึงปล่อยมือ และพากันเดินออกไปจากตำหนัก
"ขอบคุณเ้าค่ะกูกู" ฟางซินเอ่ยขอบคุณอย่างซาบซึ้งนักหากไม่ได้หวังกูกูนางคงล้มไม่เป็ท่า ยอบเข่านานขนาดนั้นถือว่านางยังโชคดีที่ยังประคองตัวอยู่ได้ไม่ล้มลงต่อหน้ากั๋วเต๋อเฟยไม่เช่นนั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้
หวังกูกูได้ยินเช่นนั้นจึงทอดมองฮุ่ยฟางซินด้วยสายตาอ่อนโยนเห็นใจนางช่างแตกต่างจากคุณหนูตระกูลสูงส่วนใหญ่นัก รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนทั้งที่ตัวนั้นมีดีมากมาย แววตาแน่วแน่ แม้อ่อนน้อมแต่ไม่อ่อนแอ แต่อยู่ในวังหลังแห่งนี้เ้าจะยังคงความบริสุทธิ์ในใจได้นานแค่ไหนกันนะ
ไม่นานพวกนางก็กลับมาถึงเรือนเหมยกุ้ยเมื่อครู่รีบเร่งจึงไม่ทันได้สำรวจเรือน เรือนเหมยกุ้ยแห่งนี้ไม่ใหญ่นักภายในตัวเรือนเป็โถงกว้าง มีโต๊ะ เก้าอี้ ตั้งอยู่ทางด้านขวามือ ขนาดไม่ใหญ่ พอเหมาะสำหรับรับแขก2 คน ตรงกลางโถงมีโต๊ะวางของขนาดเล็กตั้งอยู่ ลึกเข้าไปด้านในทางซ้ายมือเป็เตียงนอน มีม่านโปรงสีขาวประดับเสาเตียงเพียงเท่านั้น ดีหน่อยบริเวณโดยรอบค่อนข้างกว้างถัดออกไปจากเรือนเหมยกุ้ยไม่ไกลนัก ฟางซินเห็นเรือนหลังหนึ่งตั้งอยู่จึงหันไปถามหวังกูกู
“หวังกูกูไม่ทราบว่าตรงนั้นเป็เรือนของผู้ใดหรือเ้าคะ” หวังกูกูได้ยินเช่นนั้นก็หันมาตอบฟางซิน
“ตรงนั้นหรือนั่นคือเรือนมู่หลัน ด้านในเรือนจะแบ่งเป็ 2 โถง เป็ที่อยู่ของเจียงเหม่ยเหรินและ ชิงไฉเหริน ทั้งสองนางเข้าวังก่อนท่านเพียงสามวันเท่านั้น”
"ข้าจะพาลี่จิ่วไปห้องเครื่องยกสำรับเย็นมาให้ท่านและพาไปดูที่พักของนาง ส่วนท่านคืนนี้ฝ่าามีพระประสงค์ให้ท่านถวายตัวรายละเอียดอื่นๆ เมื่อถึงยามเซิน หลี่กงกง จะพากูกูถวายงานมาพาท่านไปเตรียมการหมดหน้าที่ข้าแล้วนับจากวันนี้ข้าและท่านอาจจะไม่ได้เจอกันอีกจงจดจำไว้ในเมื่อก้าวถอยหลังไม่ได้ ก็จงเดินหน้าต่อไปด้วยสติปัญญาที่ท่านมี" กล่าวจบหวังกูกูจึงเดินนำลู่จิ่วจากไปเมื่อทั้งสองคนออกไปแล้ว ภายในเรือนจึงตกอยู่ในความเงียบ
‘เมื่อก้าวถอยหลังไม่ได้ก็จงเดินหน้าต่อไปเช่นนั้นหรือนั่นสินะหวังกูกูพูดถูกแล้วในเมื่อข้าถอยหลังกลับไม่ได้ ก็มีแต่ต้องเดินหน้าต่อไป หากจะอยู่ที่นี่ให้ปลอดภัยเห็นทีเพียงตำแหน่งเจี๋ยยวี๋คงไม่เพียงพอ’ฟางซินตระหนักรู้ดีว่าบุตรีขุนนางใหญ่เช่นนางแม้เกิดมาสูงศักดิ์กว่าสตรีอื่น แต่ใช่ว่าจะมีสิทธิ์ลิขิตชีวิตตัวเองได้ยิ่งสตรีเช่นนางที่ผู้คนต่างยกตำแหน่งหญิงงามอันดับหนึ่งให้ มีหรือที่ ิ่ต้าหยางฮ่องเต้ฮ่องเต้ผู้ขึ้นชื่อเื่ชมชอบหญิงงามและกามารมณ์จะไม่หมายปองในตัวนางคิดอะไรเพลินๆได้ชั่วครู่ก็เห็นลู่จิ่วเดินกลับมาพร้อมสำรับ
“พระสนมเพคะนู๋ปี้กลับมาแล้ว อาหารของวังหลวงน่าทานนัก ท่านรีบทานตอนร้อนๆ จะอร่อยยิ่งขึ้นนะเพคะ” ลู่จิ่วว่าพลางจัดอาหารวางเรียงบนโต๊ะ มีกับข้าว 2อย่าง เป็ปลานึ่งสามรส กับกวางตุ้งผัดน้ำมัน น้ำแกง 1 ถ้วย และมีผิงกั๋วไว้ล้างปากฟางซินนั่งบนเก้าหลังจากสาวใช้คนสนิทจัดอาหารเสร็จล้างมือในอ่างที่ลู่จิ่วยกมาให้ก่อนจะเริ่มลงมือทานอาหารตรงหน้า ‘รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว’
“ลู่จิ่วเ้าไปห้องเครื่องมาเป็อย่างไรบ้าง”ลู่จิ่วเป็เด็กฉลาดรู้ความ ท่านแม่รับเข้ามารับใช้นางั้แ่ยังเล็กเป็เพื่อนเรียน เพื่อนเล่นกับนางมานานจึงรู้ใจนาง และไว้ใจได้มากที่สุดมีลู่จิ่วอยู่ด้วยนับว่าพออุ่นใจได้บ้างลู่จิ่วกวาดตามองรอบด้านเมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่บริเวณนี้ จึงพูดเสียงกระซิบให้นายของตนฟังตามข่าวที่ได้รับมา
“นู๋ปี้ลองพูดคุยกับนางกำนัลหลายคนในห้องเครื่องไม่มีผู้ใดหลุดปากพูดอะไรออกมาเลยเพคะทราบเพียงแต่ว่าตอนนี้หวงช่างทรงโปรดผินชงหรงมากเพคะนางเข้าวังมาได้หนึ่งเดือนแล้ว7 วันก่อนได้ถวายตัวฝ่าาจึงมอบตำแหน่งชงหรงให้นาง”
“เข้าวังเพียงหนึ่งเดือนได้เป็ถึงชงหรงนับว่ามิอาจดูเบา ผินชงหรงงั้นหรือเห็นทีคงต้องสืบดูเสียหน่อยว่าเป็คนเช่นไร” ลู่จิ่วพยักหน้ารับคำสั่งก่อนที่จะรายงานเื่ที่รู้มาอีกเื่
“มีเื่หนึ่งที่นู๋ปี้แอบได้ยินตอนเดินผ่านเรือนมู่หลันเดิมชิงไฉเหรินมีตำแหน่ง เหม่ยเหริน สามวันก่อนฝ่าาเรียกชิงไฉเหรินถวายตัวไม่รู้เกิดสิ่งใดขึ้นเพียงกลับมาคืนนั้นเช้ารุ่งขึ้นมีราชโองการลดขั้นให้เป็เพียงไฉเหรินเพคะ”น้ำเสียงของลู่จิ่ว ที่กล่าวรายงานนายตนแฝงไว้ด้วยความเครียดคนหนึ่งถวายตัวได้รับการเลื่อนตำแหน่งอีกคนหนึ่งกลับโดนลดตำแหน่งลงเสียได้
“ก่อนเข้าวังท่านแม่เล่าให้ข้าฟังว่าในหมู่ฮูหยินทั้งหลายต่างลือกันเงียบๆ ว่าฝ่าาทรงมีความชอบที่ไม่ธรรมดาอาจจะเกี่ยวกับเื่นี้ นางคงทำสิ่งใดให้ฝ่าาไม่พอพระทัย เอาเถอะ เ้าเองอยู่ทางนี้ก็ระแวดระวังให้ดีจำไว้อย่าได้ประมาทและอย่าได้ไว้ใจใครเป็อันขาด”ฟางซินกำชับลู่จิ่วเสียงเข้ม‘ยิ่งพระทัยหวงช่าง ยิ่งไม่ควรไว้ใจ อยากได้ความโปรดปรานจากฝ่าาเห็นทีคงมีแต่ทำให้พระองค์พอพระทัยจึงจะได้รับความโปรดปรานไวที่สุด’
“เพคะพระสนม” ลู่จิ่วรับคำอย่างหนักแน่น ข้าต้องรอบคอบระวังให้มากไม่งั้นไม่เพียงนำภัยมาสู่ตัว แต่อาจชักนำภัยมาสู่ตัวคุณหนูของนางได้
ต้นยามเซิน(ประมาณ 15.00 – 16.59 น.)ณ ตำหนักวสันต์ (ตำหนักที่ใช้สำหรับให้สนมถวายงาน)
“คาราวะหลี่กงกงเ้าค่ะ/คาราวะหลี่กงกงขอรับ” ทันทีที่หลี่กงกงขันทีคนสนิทของหวงช่างปรากฏตัว นางกำนัลขันทีทั้งหลายภายในตำหนักต่างรีบเร่งออกมาตอนรับ
“พวกเ้าตามสบายเ้า ไปตามหม่ากูกูมาหาข้า ส่วนฉุยกงกง เ้านำคนไปจัดเตรียมตำหนักกลางน้ำให้พร้อมคืนนี้ฝ่าาโปรดให้ฮุ่ยเจี๋ยยวี๋ถวายตัวที่นั่น พวกเ้ารีบไปอย่าให้มีอะไรผิดพลาด”หลี่กงกงไม่รอท่า รีบสั่งการทันที หากชักช้าจะไม่ทันการณ์ฉุยกงกงเป็กงกงาุโประจำตำหนักวสันต์ มีความชำนาญ ทำงานรอบคอบ ให้ไปทำงานนี้นับว่าเหมาะสมแล้ว
“ขอรับหลี่กงกง” ฉุยกงกงรับคำสั่งแล้วรีบพาเหล่าขันที นางกำนัลไปตำหนักอิงฮวาทันที ‘ตำหนักอิงฮวาหากไม่โปรดปรานไหนเลยสนมเล็กๆมาใหม่เช่นเจี๋ยยวี๋จะได้มีสิทธิ์เหยียบเห็นทีข่าวที่ว่าทรงพึงใจบุตรีเสนาบดีฮุ่ยจะเป็จริง’
“คาราวะหลี่กงกงท่านมาเองเช่นนี้มีเื่สำคัญใช่หรือไม่เ้าคะ”หม่ากูกูเมื่อรู้ว่าหลี่กงกงเรียกหาจึงรีบมาทันทีหลี่กงกงมาเองเช่นนี้เห็นทีคงเป็เื่สำคัญ
“ท่านคงพอทราบมาบ้างแล้วเื่ฮุ่ยเจี๋ยยวี๋ มาเถอะท่านรีบพานางกำนัลตามข้าไปที่เรือนเหมยกุ้ยชักช้าจะไม่ทันการณ์ ฝ่าาจะทรงกริ้วได้” หลี่กงกงกล่าวจบแล้วเดินนำไปเรือนเหมยกุ้ยทันทีพร้อมด้วยหม่ากูกูและขบวนนางกำนัล
“หลี่กงกงมาถึงแล้ว!!”เสียงประกาศแหลมเล็กของขันทีดังขึ้นหน้าเรือน ฟางซิน และลู่จิ่วได้ยินเช่นนั้นจึงรีบเดินออกมาต้อนรับทันที
“คาราวะหลี่กงกงเ้าค่ะ”
“พระสนมท่านอย่าได้มากพิธีผู้นี้คือหม่ากูกู จะทำหน้าที่เตรียมความพร้อมท่านสำหรับถวายงานคืนนี้ขอเชิญท่านรีบตามข้าน้อยมาเถิด”หลี่กงกงกล่าวจบไม่ทันรอให้ฟางซินได้เอ่ยอะไรก็รีบเร่งหันหลังนำขบวนมุ่งหน้าสู่ตำหนักกลางน้ำทันที
ตำหนักอิงฮวา
หลังจากมาถึงตำหนักอิงฮวาหลี่กงกงจึงขอตัวกลับไปปล่อยให้ฟางซินอยู่ในความดูแลของหม่ากูกู ตำหนักแห่งนี้ล้อมรอบด้วยต้นอิงฮวา คล้ายป่าอิงฮวาเสียมากกว่ามองลึกเข้าไปในสวนมีสระน้ำหินอ่อนขนาดใหญ่ตั้งอยู่มีม่านโปร่งสีขาวสลับแดงหลายชั้นบังตาพลิ้วไหว ยังไม่ทันพิจารณาให้ถ้วนถี่ฟางซินก็ถูกพาตัวไปอาบน้ำ ขัดตัวในห้องอาบน้ำด้านในตำหนักนางกำนัลจับนางแต่งตัวด้วยชุดหลุมผืนบางสีแดงที่แทบจะบดบังสิ่งใดมิได้จนทำเอาฟางซินหน้าร้อนฉ่าด้วยความเขินอาย ครู่ต่อมาหม่ากูกูที่หายไปั้แ่มาถึงจึงเดินเข้ามา
“ฝ่าาให้คนมาแจ้งแล้ว ว่าจะมาที่นี่ประมาณยามชวี หม่อมฉันจะพาท่านไปรอพระองค์ที่สระน้ำกลางสวน”ฟางซินเดินไปตามทางที่นางกำนัลปูผ้าเป็ทางเดินไว้ให้ด้วยความตื่นเต้นเมื่อเดินมาจนถึงสระน้ำหม่ากูกูจึงจุดกำยานแล้วให้ฟางซินลงไปแช่ในสระที่ตอนนี้ถูกโรยด้วยกลีบดอกเหมยกุ้ยจนเต็มสระส่งกลิ่นหอมกรุ่นทั่วบริเวณชวนให้ผ่อนคลายความเกร็งที่มีอยู่ไปไม่น้อย
“ท่านโปรดรอฝ่าาอยู่ที่นี่ พวกหม่อมฉันจะออกไปรอด้านนอกเพคะ” หลังจากหม่ากูกู และนางกำนัลออกไปหมดบริเวณนี้จึงมีเพียงฟางซินเท่านั้นนางจึงใช้เวลาที่เหลืออยู่นี่ตั้งสติจะอย่างไรนางก็คือสตรีในห้องหอที่เพิ่งจะพ้นวัยปักปิ่นได้เพียง7 วัน แม้ก่อนเข้าวังจะแอบอ่านหนังสือชุนกงและเตรียมใจไว้มากแค่ไหนนางก็ยังคงมีความกลัวอยู่ดีฟางซินสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อรวบรวมความกล้าก่อนที่จะเผชิญหน้ากับเื่ราวที่จะตัดสินชะตาชีวิตในวังหลังของนางต่อจากนี้
“ฮ่องเต้เสด็จแล้ว!!!!!”