บทที่ 11 ให้กำลังใจฉินเหลียงหัดขับรถ
อดทน อดทนอีกนิด
ยี่สิบแปดปี เขาก็อดทนมาได้ ไม่มีเหตุผลที่ไม่กี่วันนี้จะทนไม่ได้
เขาผ่านการฝึกฝนแบบนี้มาแล้ว ไม่เชื่อว่าตัวเองจะต้านทานสิ่งยั่วยุไม่ได้
เผลอเหลือบมองหญิงสาวที่พลิกตัวหันหลังกลับมา รู้สึกได้ถึงไฟที่ลุกขึ้นในท้องน้อย เขาจึงรีบหันหลังให้ ไม่มองเธอ ท่องคำพูดของบุคคลสำคัญอยู่ในใจ
ฉินซวงซวงหลับฝันดี ตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นอย่างสดชื่น ส่วนเสิ่นเฉินิมีรอยคล้ำใต้ตาอย่างหนัก เหมือนถูกเธอสูบพลังงานไปทั้งคืน
พี่ชายของฉินซวงซวงล้วนผ่านเื่แบบนี้มาก่อน แน่นอนว่ารู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น ต่างก็มองเขาพร้อมกับรอยยิ้มเ้าเล่ห์ ถึงเสิ่นเฉินิจะจ้องมองพวกเขาก็ไม่มีประโยชน์
เหมือนคนกินหวงเหลียน*[1]เข้าไป พูดไม่ออกบอกใครไม่ได้
วันนี้เป็วันที่พวกเขาต้องจากลา เช้าตรู่ทุกคนในตระกูลฉินต่างก็วุ่นวาย พี่ชายคนโตและพี่สะใภ้กำลังยุ่งกับการเก็บกะละมังที่ต้องเอาไปด้วย
กาละมังทำจากไม้ ไม่ได้ทาสี แต่ทาน้ำมันตุง ดูเป็ไม้ธรรมชาติ ฉินซวงซวงชอบมันมาก
ของที่ทำจากไม้ดีที่สุด ไม่มีสารเคมี กะละมังมีสองอัน อันใหญ่หน่อยใช้สำหรับอาบน้ำ อีกอันเล็กหน่อย คนชนบทเขาใช้ทำเต้าหู้ ขนม ฯลฯ ที่บ้านพักในกองทัพคงไม่ได้ใช้หรอก แต่ฉินซวงซวงไม่กล้าพูดเพราะกลัวว่าจะโดนแม่ด่าเอา
ข้าง ๆ กะละมังมีกระดาษมงคลคู่สีแดงที่เธอตัดเองแปะอยู่ ดูสวยงาม กะละมังสองใบนี้ซ้อนกันได้ ข้างในมีกะละมังเล็กอีกอันที่ทำมาจากไม้เหมือนกัน
ดีจัง ต่อไปเธอจะเอาไว้แช่เท้าได้
นอกจากนั้นก็มีอ่างเคลือบสองใบ กระติกน้ำร้อนสองใบ ติดตัวอักษรมงคลคู่ไว้เหมือนกัน ใส่รวมกันอยู่ในกะละมังใบใหญ่ พวกนี้พี่สะใภ้สี่ ฉีฮุ่ยฮุ่ย เตรียมไว้ให้เพราะได้ข่าวว่าเธอจะแต่งงาน จึงเอามาให้ใช้ก่อน
ฉินซวงซวงไม่ได้สนใจอะไรพวกนี้นัก หลี่หยวนบอกว่าจะจัดการให้เอง เธอก็เลยไม่ยุ่ง
พี่ชายคนโตกับพี่สะใภ้ใหญ่ช่วยกันเอาเชือกสีแดงมัดของพวกนี้ทีละชิ้น เพื่อป้องกันของหล่นตอนขนย้าย เห็นพวกเขาทำอย่างพิถีพิถันและอดทนแบบนี้ ฉินซวงซวงก็รู้สึกว่าการที่ตัวเองทะลุมิติมาครั้งนี้ก็ดีเหมือนกัน
ความรักจากครอบครัวที่เธอไม่เคยได้รับจากชาติที่แล้ว ชาตินี้กลับมีครบ เห็นได้ชัดเลยว่า เ้าของร่างเดิมเป็คนที่ถูกตามใจมาก ๆ ที่บ้าน พี่ ๆ ทั้งสี่คน บวกกับพ่อ แม่ ปู่ ก็รักและตามใจ เหมือนเป็ลูกรักของทุกคน
พี่รองกับพี่สะใภ้รองก็ช่วยกันจัดของกินขึ้นชื่อของบ้านเกิดที่จะให้เธอเอาติดตัวไป พวกนี้ปู่เป็คนกำชับไว้ กลัวว่าเธอจะลืม บอกย้ำอยู่หลายรอบ
"พอไปถึงกองทัพแล้ว ต้องสร้างสัมพันธ์อันดีกับคนอื่น ของที่เอาไปจากบ้านก็แบ่ง ๆ กัน พวกหลานกำลังจะแต่งงาน เป็เื่น่ายินดี ต้องเลี้ยงฉลองกันหน่อยสิ จำไว้นะ ถึงบ้านเราจะจน แต่ธรรมเนียมที่ควรมี เราก็ต้องมี"
“หนูจำได้ค่ะ” ฉินซวงซวงรู้ดีว่าปู่ของเธอยังคงเป็ห่วง จึงรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย “คุณปู่ อยู่บ้านก็ดูแลตัวเองดี ๆ นะคะ ถ้าเดินไม่ค่อยสะดวกก็อย่าขึ้นเขาไปล่าสัตว์เลยนะคะ”
“ปู่รู้แล้ว เื่พวกนี้หลานไม่ต้องกังวลหรอก ใช้ชีวิตของหลานให้ดี ว่าง ๆ ก็เขียนจดหมายกลับมาบ้างล่ะ”
ปู่ฉินมองไปยังเสิ่นเฉินิที่กำลังคุยกับฉินเหลียงอยู่ไม่ไกล รูปร่างของเขาสูงใหญ่หน้าตาก็หล่อเหลาเสียจริง ช่างถูกใจเขายิ่งนัก
“สามีของหลานต้องเป็คนที่จริงใจกับหลานแน่ ๆ ตาเฒ่าอย่างปู่ดูคนไม่เคยพลาดหรอกนะ เื่แต่งงานกับตระกูลหยาง ปู่ไม่เห็นด้วยมาตลอด เพราะปู่รู้สึกว่าเด็กคนนั้นไม่น่าไว้ใจ แต่ตอนนั้นปู่ของหยางเทียนเหอเขาป่วยหนัก แล้วยังเป็ห่วงหลานไม่หยุด ปู่ก็เลยจำใจตกลง”
“เป็ความผิดของปู่เอง ไม่น่าเอาหลานไปทดแทนคำสัญญาของพวกเราสองคนเลย สุดท้ายเลยกลายเป็แบบนี้ ถ้าไม่มีเฉินิช่วยไว้ หลังจากที่หลานถูกถอนหมั้น ไม่รู้ว่าจะโดนคนอื่นนินทาว่าอย่างไรบ้าง”
ฉินซวงซวงนั่งลงข้าง ๆ ปู่ของเธออย่างว่าง่าย เธอโอบกอดแขนของเขาและเขย่าเบา ๆ เหมือนกับที่เธอเคยทำเมื่อตอนเด็ก “คุณปู่คะ! การที่หยางเทียนเหอเปลี่ยนใจไม่ใช่ความผิดของปู่ ทำไมต้องโทษตัวเองด้วยคะ?”
“หลังจากที่หนูไปแล้ว คุณปู่ต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะคะ อย่าไปคิดถึงเื่ของหนูกับตระกูลหยางเลยค่ะ มันไม่คุ้มค่าหรอก”
ชายชราลูบศีรษะหลานสาวของตนอย่างเอ็นดู แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ใช่แล้ว ซวงซวงของปู่พูดถูกแล้ว อย่าไปคิดถึงคนที่ไร้หัวใจแบบนั้นเลย มันไม่คุ้มค่าจริง ๆ สิ้นปีนี้หาทางกลับมาให้ได้นะ ปีนี้หลานออกเรือน ต้นปีหน้าต้องไปไหว้ญาติพี่น้อง อย่าให้เสียฤกษ์ล่ะ”
“หนูจำได้แล้วค่ะ” ฉินซวงซวงยิ้มอย่างอ่อนหวาน “สิ้นปีนี้หนูจะหาทางกลับมาให้ได้ค่ะ”
"ดี! ปู่รออยู่ที่บ้านนะ"
ประโยคสุดท้ายพูดด้วยน้ำเสียงเบาหวิว แสดงให้เห็นว่าคุณปู่รู้สึกเศร้าโศกเสียใจมากแค่ไหน
ฉินซวงซวงไม่กล้าพูดอะไรอีก กลัวว่าจะทำให้ปู่เสียใจ จึงได้แต่นั่งเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ มองดูเสิ่นเฉินิคุยกับพี่สาม ดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะคุยกันถูกคอ
เธอลุกขึ้นยืนเดินเข้าไปถามด้วยความสงสัย "เสิ่นเฉินิ พี่สาม! พวกคุณคุยอะไรกันเหรอ?"
"ไม่ได้คุยอะไรกันหรอก" เสิ่นเฉินิยกมือขึ้นลูบหัวเธอ "แค่เื่ที่ฉันยืมรถวันนั้น เพื่อนฉันบอกว่าคนขับรถในเมืองมีน้อย จะหาคนมาขับให้ฉันยังไม่ได้เลย"
"ฉันเลยถามพี่สามว่าอยากไปเรียนขับรถหรือเปล่า เื่แบบนี้เรียนไม่ยากหรอก พี่สามน่าจะเรียนได้"
"เรียนขับรถ?" ฉินซวงซวงรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที "พี่สาม! พี่อยากเรียนไหม"
"ได้ยินมาว่าค่าเล่าเรียนแพงมาก ต้องใช้เงินตั้งหลายพันหยวน บ้านเราไม่มีเงินขนาดนั้นหรอก" ฉินเหลียงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็ยอมพูดความจริงออกมา "คนที่อยากเรียนที่บ้าน ไม่ใช่มีแค่พี่คนเดียวนะ เ้าสี่ก็อยากเรียน ถึงพ่อกับแม่จะมีเงินก็ไม่รู้จะให้ใครไปเรียนดี"
"พี่สี่เป็คนสุภาพ เรียบร้อย ควรจะไปทำอย่างอื่นมากกว่า" ฉินซวงซวงหันไปมองฉินมู่ "พี่สาม! พี่ก็คิดถึงแต่ตัวเองเถอะ เื่ของพี่สี่พี่ไม่ต้องไปสนใจหรอก อาจจะไม่อยากเรียนขับรถก็ได้"
เฉินเฟิงเห็นพวกเขาสามคนคุยกันจ้อกแจ้ก จึงเดินเข้ามาร่วมวง "น้องสาม! นายอยากเรียนขับรถก็ไปเรียนเถอะ พวกเราเป็พี่น้องกัน ไม่เห็นต้องมาคิดเล็กคิดน้อยเื่แบบนี้เลย"
เสิ่นเฉินิ เหลือบมองพี่เขยทั้งสี่คน "ผมถามเพื่อนผมแล้ว เรียนขับรถที่นั่นไม่เสียเงิน ขออย่างเดียวคือ เรียนจบแล้วต้องทำงานให้เขาสักสองสามปี ห้ามลาออก"
ปู่ฉินลุกขึ้นยืนทันที โบกมือใหญ่ "เ้าสาม! แกไปเรียนเถอะ คนในบ้านเราก็มีแต่แกที่หัวไวที่สุดแล้ว เสิ่นเฉินิให้ไปแสดงว่ามันต้องเห็นแววแกแน่ ๆ"
"มีโอกาสดี ๆ แบบนี้ยังจะลังเลอะไรอีก งี่เง่าจริง! ไม่เด็ดขาดซักอย่าง"
เสิ่นเฉินิ “...”
ปู่ครับ! พูดตรง ๆ แบบนี้ได้ยังไง? ค่อยพูดค่อยจากันไม่ดีกว่าเหรอ? นี่ท่านกำลังย่างผมอยู่บนกองไฟนะครับ พี่เขยอีกสามคนจะมองผมยังไง?"
ฉินหลิงเดินเข้ามาจากข้างนอก ในมือถือผัก "น้องสาม! บ้านเราออกไปได้คนหนึ่งก็นับว่าดีแล้ว อย่าไปสนพวกเราเลย มีโอกาสออกไปข้างนอกเป็เื่ดี ถ้าไม่ใช่เพราะน้องเขยเก่งกาจขนาดนี้ ต่อให้เราอยากจะออกไปข้างนอกก็คงทำได้ยาก"
ผู้หญิงหลายคนมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครพูด พวกเธอไม่ค่อยรู้เื่แบบนี้เท่าไหร่นัก เพราะต่างก็ฟังปู่ทั้งนั้น
ถ้าปู่บอกให้ไป ก็ไป
ไปหนึ่งคน ที่บ้านก็ยังมีตั้งหลายคน ไม่ต้องกลัวว่างานในไร่นาจะไม่มีคนทำ
ฉินเจียงเดินออกมาจากหลังบ้าน มองลูกเขยใหม่ที่เพิ่งจะเข้าบ้าน "เฉินิ! เพื่อนนายพูดแบบนี้จริง ๆ เหรอ? งั้นเดี๋ยวให้เ้าสามตามนายไปเมือง ไปทำความรู้จักกับเพื่อนของนายหน่อยเป็ไง?"
"แน่นอน ผมว่าพี่สามรูปร่างกำยำแบบนี้ ขับรถทางไกลไม่มีปัญหาอยู่แล้ว" เสิ่นเฉินิตบบ่าฉินเหลียง "ร่างกายกำยำแบบนี้ แรงมือต้องดี เรียนขับรถไม่มีทางพลาดหรอก"
"เดี๋ยวพี่ไปที่เมืองกับผม ผมจะแนะนำพี่ให้รู้จักกับเขา ขอแค่ขยัน ตั้งใจเรียน อีกสองสามเดือนก็เป็แล้ว"
[1] หวงเหลียน เป็หนึ่งในสมุนไพรแห้ง ที่มีฤทธิ์เย็นและขมที่สุด ในทางการแพทย์แผนจีน