แสงอาทิตย์อัสดงอ่อนจางถักทอประกายลอดผ่านกิ่งก้านใบไม้ของต้นสนใหญ่ เกิดเป็แสงสีแดงอ่อนจางกระทบลงบนใบหน้าหนุ่มน้อยผู้หนึ่ง
เด็กหนุ่มเอนกายพิงต้นสนกำลังอ่านตำราเก่าๆ ในมืออยู่เล่มหนึ่งตำราเล่มนี้ไม่หนานักมีเพียงอยู่ไม่กี่หน้า หน้าปกตำราก็มีสีเหลืองซีดแล้วตัวอักษรที่เขียนไว้ที่หน้าปกตำราก็เลือนรางเหลือเกินแต่ถ้าตั้งใจอ่านก็พอจะรู้ว่าตำรานี้คือ ‘ตำรากระบวนท่ากระบี่พื้นฐาน ’ แม้ตำราเล่มนี้จะดูเก่าไม่ราคานักแต่เด็กหนุ่มตัวน้อยกลับตั้งใจอ่านยิ่ง
เด็กหนุ่มมีผมสั้นสีดำสนิทใบหน้าสดใสเต็มไปด้วยความเยาว์วัย แม้มันยังเด็กนักแต่ใบหน้าของมันกลับดูดีมิใช่น้อย
เด็กหนุ่มผู้นี้ใส่เสื้อฝ้ายบุสีขาวซีดจนแทบจะเหลืองบนเสื้อของมันมีรอยปะไม่น้อย
หลังจากอ่านตำราจนหมดเล่มจางเหว่ยขมวดคิ้วน้อยๆของมันพลางลุกขึ้นยืน
จางเหว่ยเอื้อมมือไปหยิบกระบี่ไม้ด้านหลังของมันจากนั้นนึกทบทวนถึงกระบวนท่ากระบี่พื้นฐานที่มันอ่านมา
มันหลับตาลงช้าๆ ตั้งท่าแล้วแทงกระบี่ไม้ออกมา ยามที่จางเหว่ยออกกระบี่แม้ไม่มีอะไรพิสดารเกิดขึ้นท่วงท่าก็ดูธรรมดาสมกับกลับท่าพื้นฐานแต่กระบวนท่าที่มันแสดงออกมากลับมั่นคงยิ่ง รวดเร็วยิ่งราวกลับผู้ที่ถือกระบี่มิไม่เด็กน้อยแต่เป็มือกระบี่คนหนึ่ง
วิธีที่จางเหว่ยฝึกฝนก็มิได้แปลกประหลาดอันใดมันเพียงฝึกกระบวนท่าพื้นฐานจากท่าที่หนึ่งไปท่าที่สองจากท่าที่สองไปท่าที่สาม วนเวียนไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หากมีผู้คนมาชมดูมันขณะฝึกฝนคงจะแตกตื่นใจยิ่ง!
กระบวนท่าที่เด็กหนุ่มคนนี้ใช้ออกแม้จะมิได้พิสดารอะไรมากมายแต่ทุกครั้งที่มันออกกระบวนท่าวนรอบใหม่กลับเหมือนเดิมอย่างน่าประหลาดราวกลับดูภาพเดิมวนเล่นซ้ำไปซ้ำมาแทบไม่มีสิ่งใดแตกต่างๆไปจากเดิมแม้แต่น้อย
หลังจากฝึกวนไป 300 กว่ารอบ จางเหว่ยก็กลับสู่ท่ายืน หลังของมันตรงดุจคันทวนหยาดเหงื่อไหลรินออกมาทั่วร่างกาย
สีหน้าของจางเหว่ยไม่พอใจยิ่ง มันขมวดคิ้ว
“แม้ข้าจะฝึกกระบวนกระบี่พื้นฐานมาเกือบ2 ปีแล้วจนเริ่มชำนาญ แต่กลับแทบไม่มีประสบการณ์แต่สู้แม้แต่น้อย ถ้าเป็อย่างนี้ข้าอาจไม่ผ่านการสอบคัดเลือก”
จางเหว่ยขบคิดใต้ต้นสนยิ่งคิดมันยิ่งขมวดคิ้ว
อีกไม่กี่วันจะมีการสอบคัดเลือกขึ้นที่หมู่บ้านต้นสนของมัน การสอบคัดเลือกนี้สำคัญกับมันยิ่ง ผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกจะได้รับสิทธิ์ในการเข้าเป็นักเรียนของสถาบันยอดยุทธ์
สถาบันยอดยุทธ์เป็หนึ่งในสถาบันฝึกสอนชั้นนำของเมืองโชคชะตาผู้ที่ได้เป็นักเรียนของที่นั่นนับว่าอนาคตของพวกมันแทบไร้ขีดจำกัดแล้วเหมือนกับปลาที่กลายเป็ั
จางเหว่ย้าที่จะเปลี่ยนอนาคตของตนเองและน้องสาวการที่มีสถาบันมาจัดการสอบคัดเลือกในหมู่บ้านไม่ใช่เื่ง่ายที่จะเกิดขึ้น โดยปกติแล้วสถาบันต่างๆจะสอบคัดเลือกในเมืองเท่านั้นมีเพียงสถาบันเล็กๆบางแห่งที่มาคัดเลือกตามหมู่บ้าน
แต่ครั้งนี้เนื่องจากอะไรบางอย่าง สถาบันยอดยุทธ์จึงจัดการสอบคัดเลือกขึ้นที่นี่เป็พิเศษ
การสอบคัดเลือกแบบพิเศษในครั้งนี้ถือโอกาสครั้งใหญ่สำหรับจางเหว่ยเพราะการสอบคัดเลือกครั้งนี้ไม่เก็บเงินค่าสมัคร
จางเหว่ยยิ้มเมื่อคิดถึงเื่นี้ครอบครัวของมันไม่มีเงินมากนักการสมัครสอบคัดเลือกเข้าสถาบันแต่ละแห่งใช้เงินอย่างน้อย 500 เหรียญเงิน นี่ไม่ต้องพูดถึงสถาบันชั้นนำอย่างสถาบันยอดยุทธ์อย่างต่ำค่าสมัครสอบต้องเป็900 เหรียญเงิน
สำหรับจางเหว่ยที่เก็บเงินได้วันละประมาณ 1-2เหรียญเงิน การสมัครสอบคัดเลือกคงเป็ได้แค่ความฝัน
กว่าตัวมันจะเก็บเงินครบอายุคงเลยกำหนดไปนานแล้ว
จางเหว่ยเดินไปยิ้มไปสีหน้าเหม่อลอย สถานที่ที่มันฝึกนี้อยู่ไม่ห่างจากบ้านของมันนักแค่ราวๆ700 เมตร จางเหว่ยเดินไปสักพักก็มองเห็นบ้านของมัน
เป็บ้านไม้หนึ่งชั้นเก่าๆหลังหนึ่ง บ้านไม้หลังนี้ไม่ใหญ่นัก
มันอยู่ในบ้านหลังนี้กับน้องสาวมาเกือบ 2 ปีแล้ว แม้จะค่อนข้องเก่าทรุดโทรมไปบ้างหลังคาบ้านก็ต้องซ่อมทุกฤดูฝน แต่สำหรับจางเหว่ยบ้านหลังเก่าๆนี้กลับอบอุ่นยิ่ง
ก่อนที่จางเหว่ยจะเดินไปถึงบ้านก็มันก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อมันดังมาไม่ไกลนัก“จางเหว่ย”
จางเหว่ยหันศีรษะไปตามเสียงเรียกพลันเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
เด็กหนุ่มคนนี้หน้าตาใสซื่อยิ่ง ดวงตาเต็มไปด้วยกระตือรือร้นของวัยเยาว์รูปร่างของมันถือว่าตัวใหญ่กว่าเด็กรุ่นเดียวกันไม่น้อยดูแข็งแรงกำยำยิ่ง
“เฉินไท่” จางเหว่ยส่งเสียงตอบพลางยิ้มให้
เฉินไท่เป็เพื่อนของมันั้แ่มันมาอยู่ที่นี่ั้แ่2 ปีที่แล้ว่ที่มันมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ เฉินไท่เป็คนที่มาช่วยมันไว้หลายเื่เนื่องจากการมาถึงของมันไม่ได้เป็ที่ต้อนรับของคนในหมู่บ้านนัก
เฉินไท่รีบเดินเข้ามากระซิบ“จางเหว่ยเ้าต้องไม่เชื่อข้าแน่ๆ ว่าข้าได้ยินอะไรมา ”
“เ้าได้ยินอะไรมารึ จักรพรรดิเพลิงทมิฬสังหารแม่ทัพอสูรจิ้งจอกที่สะพานแดนตะวันตกหรือว่านายน้อยดาบหยกมาพบคู่มั่นที่เมืองแห่งโชคชะตาหรือจะเป็นักล่าสมบัติพบคัมภีร์ลับระดับสุดยอดในซากเมืองโบราณเข้า ”
จางเหว่ยยิ้มแย้มแม้เฉินไท่จะดูใสซื่อและเที่ยงตรงแต่กลับนิยมชมชอบเื่ราวพิสดารข่าวลือยิ่ง
มันค่อนข้างจะเคยชินแล้วกับนิสัยเยี่ยงนี้ของเฉินไท่โดยส่วนตัวแล้วมันก็ชอบเื่ราวพิสดารเหล่านี้ไม่ต่างกัน
“บัดซด ! ดูเ้าพูดเข้าสิ จางเหว่ยคราวนี้ข้าไปได้ยินข่าวสำคัญมาจริงๆข้าได้ยินมาว่าสถาบันยอดยุทธ์จะเริ่มการทดสอบ ในอีก 2 วันข้างหน้า ”
“แล้วก็ข้านะไปได้ยินถึงสาเหตุที่มีการสอบคัดเลือกพิเศษขึ้นมา
“จริงรึ”
“อื้ม! ข้านะแอบฟังมาจากผู้ใหญ่บ้านหลิว ที่การสอบคัดเลือกครั้งนี้เกิดขึ้นนะเพื่อหลิวเฮา”
จางเหว่ยขบคิด หลิวเฮาเป็ลูกของผู้ใหญ่บ้านหลิวกังอายุมากกว่าพวกเขาราวๆ 1ปี
หลิวเฮาไม่ใช่คนที่ดีนักแม้จะเรียกว่าอันธพาลก็ไม่เกินไปแม้แต่น้อย
ในตอนที่จางเหว่ยย้ายมาที่หมู่บ้านต้นสนใหม่ๆก็เป็หลิวเฮาที่มาก่อกวนใส่ร้ายจางเหว่ยจนคนในหมู่บ้านเริ่มไม่ชอบหน้าของจางเหว่ย
“ดูเหมือนข่าวลือจะเป็จริง” จางเหว่ยพูดตอบไป
“ใช่แล้ว ข้านะแอบได้ยินมาว่าที่การทดสอบครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะว่าผู้ใหญ่บ้านหลิวกังในสมัยก่อนเคยช่วยชีวิตอาจารย์าุโท่านหนึ่งของสถาบันยอดยุทธ์หลังจากอาจารย์าุโท่านนั้นหายจากอาการาเ็ เขาซาบซึ้งใจมาก คิดจะตอบแทนหลิวกังรับมันเข้าเป็ศิษย์ในสถาบันแต่โชคร้ายนักตอนนั้นหลิวกังอายุ30 กว่าปีแล้วอายุแล้ว”
“มันเลย่อายุที่ควรฝึกฝน ตาแก่หลินกังจึงเก็บสิทธิ์นี้ไว้ให้หลินเฮ่าและคนในหมู่บ้าน”
“ข้าได้ยินมาว่าไม่ว่าผลการทดสอบของหลิวเฮาจะเป็เช่นไรเ้าอันธพาลนั่นก็จะผ่านการทดสอบอยู่ดี”
จางเหว่ยพยักหน้า “ที่แท้ก็เป็อย่างนี้”
แม้จางเหว่ยจะไม่ชอบหลิวเฮานักแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโอกาสครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะหลิวเฮาถึงอย่างนั่นถ้าจะให้มันไปญาติดีกับหลิวเฮานั่นคงไม่มีทางก็ขึ้นได้หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่ยอม!
“เ้ารู้บางไหมว่าการทดสอบจะมีอะไรบ้าง” จางเหว่ยพลันถามขึ้น
ถ้ารู้บททดสอบล่วงหน้า มันจะมีโอกาสเตรียมตัวได้มากขึ้น
เฉินไท่ขบคิดอยู่ครู่หนึ่งถึงตอบ “เื่นี้ข้าเองก็ไม่แน่ใจนักในการทดสอบแต่ละปีของสถาบันยอดยุทธ์จะมี 3 ด่านการทดสอบ การทดสอบทั้งหมดแต่ละด่านจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมยกเว้นด่านสุดท้ายที่ไม่เคยเปลี่ยนไปคือการประลองฝีมือ”
จางเหว่ยขบคิด มันไม่เคยสู้กับใครจริงจังมาก่อน ประสบการณ์ต่อสู้แทบจะเรียกได้ว่าเป็ศูนย์แม้ว่ามันจะฝึกกระบวนท่ากระกระบี่พื้นฐานจนช่ำชองแต่ก็ไม่รู้ว่าตนเองมีฝีมืออยู่ระดับไหนนับว่าเก่งกาจหรืออ่อนด้อยกันแน่
การฝึกของจางเหว่ยเริ่มมาเกือบ 2 ปีแล้ว หลังจากที่มันเก็บซื้อเงินตำรากระบี่เล่มนั้นมาได้จางเหว่ยก็หมกมุ่นกับมันอยู่ตลอดไม่ใช่ว่าเขาจะชอบตำรากระบี่พื้นฐานเล่มนี้นักแต่มันไม่มีทางเลือกมากนัก
นั่นเพราะมันไม่มีเงิน!
ฟังจากที่เฉินไท่บอกเล่ามาถ้าหนึ่งในการทดสอบคือการประลองฝีมือมันก็อาจมีโอกาสบ้างแล้ว
แม้ว่าจางเหว่ยจะไม่เคยสู้กับใครมาก่อนแต่มันเคยไม่กลัวแม้แต่น้อยตัวมันที่อุส่าฝึกฝนกระบวนท่ากระบี่พื้นฐานมาเกือบ 2 ปี ผ่านความยากลำบากมาไม่น้อยก็อยากจะลองทดสอบฝีมือบ้าง!
หากการทดสอบเป็การทดสอบความรู้จางเหว่ยคงได้แต่ก้มหน้าภาวนาหรือต่อให้เป็การทดสอบพละกำลังนั่นก็ยากเกินไปแล้วสำหรับจางเหว่ย
“ข้าไปฝึกต่อก่อนละ”เฉินไท่ตบไหล่จางเหว่ยก่อนที่เดินจากไป
บ้านของเฉินไท่อยู่ไม่ไกลจากบ้านจางเหว่ยนักครอบครัวของมันเป็ทหารเฝ้ายามจึงมีวิชาต่อสู้ฝึกฝนในครอบครัวมันอยู่บ้าง เฉินไท่ฝึกเพลงหมัดั้แ่ยังเด็กทำให้มีรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรงกว่าเด็กทั่วไป
สำหรับเฉินไท่แล้วการทดสอบคัดเลือกครั้งนี้ก็เป็โอกาสสําคัญยิ่งสำหรับมันไม่ต่างจากจางเหว่ยนักจึงไม่แปลกที่มันรีบกลับบ้านไปฝึกซ้อมต่อ
หลังจากจางเหว่ยล่ำลาเพื่อนรัก มันก็เดินกลับบ้านน้อยๆของมัน
บ้านไม้หลังเล็กติดอยู่กับแปลงสวนดอกไม้ จางเหว่ยกับน้องสาวเป็คนปลูกแปลกดอกไม้เหล่านี้ขึ้นมาเองแม้กำไรจะไม่ดีนักแต่สามารถเลี้ยงปากท้องของมันกับน้องสาวได้
แปลงดอกไม้ที่มันปลูกเองก็มีอยู่ไม่กี่ชนิดนักต้นมะลิ ต้นดาวเรือง ต้นแก้ว
เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่ในหมู่บ้านนี้มีชาวบ้านที่ไว้เกือบหมดแล้วมันกับน้องสาวสาวจึงไม่มีที่ดินเหลือมากนักแม้แต่บ้านที่จางเหว่ยอาศัยก็อยู่ราวๆท้ายหมู่บ้าน
จางเหว่ยตรงไปที่สวนต้นมะลิที่อยู่ไม่ไกลจากหลังบ้านสวนๆนี้มันเป็แห่งแรกๆที่มันเริ่มปลูก
ใต้ต้นมะลิมีสาวน้อยคนหนึ่งกำลังเขม่นตามองดูกิ่งไม้หักลง
“ท่านพี่ ซุนหานมันทำลายต้นไม้ที่สวนของเราอีกแล้ว”จางเหว่ยรีบปลอบเด็กสาวตัวน้อย
เด็กสาวคนนี้มีนามว่า จางเยว่หยวน เป็น้องสาวแท้ๆของจางเหว่ย อายุไม่ห่างจากจางเหว่ยมากนัก
สาวน้อยคนนี้มีเส้นผมสีแดงเพลิงยาวจรดเอวใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้มราวกับเป็ตุ๊กกระตากระเบื้องเคลือบ แม้เด็กสาวยังเยาว์วัยยังแต่กลับมีเค้าโครงร่ำไรแสดงให้เห็นถึงสาวงามล่มเมืองในอนาคตข้างหน้า
สำหรับเื่นี้จางเหว่ยไม่มีความยินดีแม้แต่น้อยมันรู้ดีว่าความงดงามของน้องสาวตนอาจนำพาให้เื่เลวร้ายบังเกิดขึ้น นี่จึงเป็หนึ่งในเหตุผลที่มัน้าเข้าเรียนในสถาบัน
ซุนหานก็เป็หนึ่งในคนเข้ามาหาน้องสาวของตนเพราะความงดงาม
หลังจากมันถูกไล่ตีโดยจางเหว่ยไปหลายครั้ง ซุนหานก็เริ่มที่จะมาก่อกวนจางเหว่ยและน้องสาวอย่างการหักต้นไม้ในแปลงสวนหรือเด็ดดอกไม้ที่กำลังผลิบานทิ้ง สร้างความลำบากแก่จางเหว่ยและน้องสาวไม่น้อย
“เย่วน้อยเ้าไม่ห่วงถ้ามันมาอีกพี่จะทุบตีมันเอง” จ่างเหว่ยปลอบน้องสาว
แม้ซุนหานจะมาก่อกวนครอบครัวมันบ่อยๆแต่ซุนหานไม่ใช่คนที่มีเข้มแข็งอะไรนักเหตุที่มันกล้าถึงเพียงนี้เพราะว่ามันเป็ลูกสมุนของหลิวเฮา แม้กระนั้นซุนหานที่มีอายุมากกว่าจางเหว่ยถึง2 ปีกลับถูกจางเหว่ยไล่ตีกลับบ้านทุกครั้งไป
จางเหว่ยเดินจูงมือพาน้องสาวของตนกลับบ้าน
มันตรงไปในห้องครัวเพื่อทำอาหาร อีกไม่กี่วันจะมีจะการสอบคัดเลือกดั้งนั้นมันต้องบำรุงร่างกายให้มากหน่อย
จางเหว่ยหยิบชิ้นเนื้อใส่ลงไปในหม้อในการปรุงอาหารครั้งนี้มันใส่เนื้อไปมากกว่าปกติเล็กน้อยหลังจากคนแกงให้กันไปสักพักมันพลันคิดได้ว่า
‘แม้ข้าจะสามารถอดอยากได้ แต่น้องสาวข้าไม่ควรอดอดอยากเช่นนี้นางกำลังอยู่ในวัยกำลังโตควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้
‘ในเมื่อข้าคิดจะผ่านการสอบคัดเลือกเพื่อเปลี่ยนชะตากรรมของข้าข้าจะมางกอยู่แบบนี้ไม่ได้’
เมื่อคิดได้ดังนั้นมันจึงใส่วัดถุดิบเพิ่มไปอีกไม่น้อยแล้วเริ่มปรุงอาหารในหม้อต้มกลิ่นหอมกรุ่นค่อยๆลอยฟุ้งไปในอากาศ
“ท่านพี่อาหารเสร็จแล้วหรือ”เสียงของสาวน้อยดังมากจากห้องทานอาหาร
“เย่วน้อยเ้าไม่ต้องรีบร้อนอีกไม่นานแล้ว”
.........
สาวน้อยนั่งมองถ้วยใส่แกงเนื้อบนโต๊ะแล้วขมวดคิ้วสงสัย
“เหตุใดวันนี้อาหารถึงดูหรูรานักเล่าท่านพี่”
ครอบครัวของจางเหว่ยแม้มีเงินเก็บไม่มากนักแต่ก็พอมีเงินที่จะซื้อเนื้อมารับประทานบ้างอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 มื้อ ไม่กี่วันก่อนจางเหว่ยเองก็เพิ่งทำแกงเนื้อไปเมื่อรวมกับอาหารในวันนี้ดูหรูหรามากกว่าปกตินัก จึงไม่แปลกนักที่น้องสาวตัวน้อยจะสงสัยขึ้นมา
“อีกกี่ไม่วันจะมีเื่ดีๆเกิดขึ้น ข้าเลยต้องฉลองล่วงหน้าไงเล่า”
“เื่อะไรรึท่านพี่?”
“ หืม หรือว่ามีเถ้าแก่ใหญ่จะมาเหมาดอกไม้ร้านเรา”เด็กสาวฝันหวานนางอดคิดไม่ได้ว่าถ้ามีมีเงินมาขึ้นจะเอาไปซื้อ อะไรกินดี ‘อืม ไก่ย่าวสักตัวก็คงไม่เลวนัก’ นางไม่ได้กินมาจะเกือบปีแล้ว
“นั่นย่อมมิใช่อีก 3 วันข้าจะไปเข้ารับการทดสอบเข้าสถาบันยอดยุทธ์ ”
“โอ้! เยี่ยมไปเลยท่านพี่หลังจากที่ท่านผ่านจะทดสอบพวกบ้านั่นจะได้เลิกมากวนเราสักที ”
“แล้วหลังจากนั้นข้าจะได้มีเนื้อกินทุกวันซะที ใช่แล้ว!ท่านพี่ข้าอยากลองกินลูกกวาดดูด้วย ข้าเคยได้ยินมาก่อนว่ามันอร่อยมากผู้คนเล่าว่ามันคือขนมที่สร้างขึ้นมาเพื่อเด็กๆน่ารักอย่างข้า”
เด็กสาวตัวน้อยเริ่มเพอฝันไปไปแล้ว!
จางเหว่ยไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้กับน้องสาวที่เห็นแก่กินของมันดีทั้งๆที่การคัดเลือกยังไม่เริ่มเลยแท้ๆแต่นางกลับพูดเหมือนเขาต้องผ่านการคัดเลือกแน่นอนอยู่แล้ว
“ย่อมมิง่ายดายขนาดนั้นแต่เ้าวางใจเถอะครั้งนี้พี่เ้าไม่ยอมพลาดแน่”
การคัดเลือกครั้งนี้ย่อมมิใช่เื่ง่ายดายอย่างแน่นอนแม้หมู่บ้านต้นสนจะไม่ใหญ่นักแต่ก็มีผู้เข้ารับการทดสอบกว่า 30 คน แต่ละคนแม้จะไม่มีการศึกษาที่ดีมากมายบางคนอ่านหนังสือไม่ออกด้วยซ้ำแต่ทางด้านสภาพร่างกายกลับได้เปรียบจางเหว่ยอย่างยิ่งโดยเฉพาะหลิวเฮาและและลูกสมุนของมันที่ผู้ใหญ่บ้านหลิวถึงกับจ้างอดีตทหารรับมาฝึกสอนเป็พิเศษ
หลิวเฮาและและลูกสมุนของมันผ่านการฝึกฝนพิเศษั้แ่เด็กสำหรับหมู่บ้านต้นสนแล้วตัวหลิวเฮาเป็เหมือนกับความหวังของหมู่บ้านดั้งนั้นแม้หลิวเฮาจะทำตัวเกเรอันธพาลแต่กลับไม่มีใครบ่นอะไรแม้แต่น้อย
จางเหว่ยพูดขึ้นมา “การสอบคัดเลือกในครั้งนี้ข้าคาดหวังกับมันมากนัก”
“ข้าหวังว่าข้าจะผ่านมันไปได้ มันจะทำให้เ้าไม่ต้องอดอยากอีกต่อไป ทำให้เ้าทำให้มีกินอิ่มทุกมื้อเ้าจะได้กินลูกกวาดตามที่เ้า้า พี่สัญญา! ”
จางเหว่ยกล่าวคำมั่นสัญญาต่อในใจ‘ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรก็ตาม’
ดวงตาของมันในตอนนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่เอ่อล้นออกมา
จางหรูเย่วเมื่อฟังถึงตอนนี้ก็พลันแย้มยิ้มออกมา “ข้าเชื่อท่านท่านพี่”
“ แต่ท่านต้องระวังตัวเองนะอย่าให้ได้รับาเ็ข้าเคยได้ยินมาว่าการสอบคัดเลือกเข้าสถาบันยอดยุทธ์แม้ว่าจะปลอดภัยกว่าการสอบคัดเลือกสถาบันอื่นแต่ก็ยังมีผู้คนโชคร้ายาเ็สาหัสไม่ก็ตายจากไปทุกปี แม้ข้ามีของที่อยากกินอีกมากมาย ”
“ แต่นั่นทั้งหมดนั่นมันไม่สำคัญแม้แต่น้อยเมื่อเทียบกับท่านท่านพี่ ”
จางเหว่ยอึ้งไปวูบหนึ่ง ั้แ่เมื่อไรกันน้องสาวตัวน้อยที่รู้จักแต่กินของตนเติบโตขึ้นมาขนาดนี้
“พี่ของเ้ามีน้องสาวน่ารักเยี่ยงจะยอมตายได้อย่างไรกันเล่าเ้าสบายใจเถอะ”
“อื้อ” น้องสาวตัวน้อยพยักหน้า
.....................
ในตอนนี้จางเหว่ยถึงเวลานอนของมันแล้วแต่มันยังไม่ง่วงเลยแม้แต่น้อย
มันจึงออกมาเดินเล่นนอกบ้าน เมื่อรู้ตัวอีกทีมันก็เดินออกมาไกลจากบ้านแล้วมิใช่น้อย
จางเหว่ยเอนตัวลงนอนกับพื้น ใบหน้าเงยมองบนท้องฟ้าในยามราตรีที่มืดมิดจางเหว่ยรู้สึกคุ้นเคยเป็พิเศษ
ในบางครั้งโดยเฉพาะตอนที่ราตรีไร้ซึ่งแสงดาว มืดมิดไปทุกสรรพสิ่งมันกลับรู้สึกว่าพลังในร่างกายมันเอ่อล้นออกมาด้วยซ้ำ ความมืดในยามราตรีสำหรับมันแล้วก็ไม่เป็ปัญหากับมันแม้แต่น้อยดวงตาของมันสามารถมองเห็นความมืดไม่ต่างจากกลางวันแม้แต่น้อย
แน่นอนว่าเื่นี้มันไม่เคยบอกกับใครมาก่อน
เื่แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับมันก็มีไม่น้อย ในบางครั้งตัวมันจะได้ยินเสียงกระซิบในยามค่ำคืนหรือการที่มันมีความฝันแปลกๆในทุกค่ำคืนแต่เมื่อตื่นมากลับจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรในห้วงความฝันขึ้นมันถึงได้ร้องไห้หลังจากตื่นขึ้นมา
จางเหว่ยยิ่งคิดสงสัยในอดีตของตนมีอะไรเกิดขึ้นกันแน่
จางเหว่ยรู้ดีว่าตัวมันพิเศษไม่เหมือนใครั้แ่2 ปีก่อน ในตอนที่เหตุการณ์ ‘เมืองย้อมโลหิต’ เกิดขึ้น
หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น 7 วัน มันก็ตื่นมาที่นี่พร้อมกับน้องสาว
เมื่อครั้งที่จางเหว่ยตื่นขึ้นที่หมู่บ้านต้นสนมันกับน้องสาวก็จำอะไรไม่ได้แม้แต่น้อย ทั้งเนื้อทั้งตัวของมันมีเพียงกระบี่เล่มหนึ่งที่สลักคำว่า‘จางเหว่ย’ เอาไว้ ส่วนน้องสาวมันมีเพียงสร้อยคอผลึกสีแดงที่สลักคำว่า ‘จางเย่วหยวน’ เท่านั้น
หลังจากตอนนั้นที่มันพื้นขึ้น จางเหว่ยก็พยายามถามไถ่หัวหน้าหมู่บ้านมาตลอดแต่ก็ทราบเพียงว่าพวกเขาถูกท่านพ่อฝากเลี้ยงดูไว้ที่นี่
จางเหว่ยลองคิดขำๆดูท่าท่าทางท่านพ่อของข้าจะให้เงินหัวหน้าหมู่บ้านหลิวไปไม่เยอะนักทำให้หัวหน้าหมู่บ้านถึงงกนักเพียงแค่ดูแลพวกเขาประมาณหนึ่งเดือนแรกแล้วหลังจากนั้นก็ไล่ตะเพิดพวกเขาไปอาศัยอยู่ในบ้านหลังเก่าๆท้ายหมู่บ้าน
แต่เื่นี้จางเหว่ยก็จะพอเข้าใจได้อยู่ พ่อของเขานำเด็กสองคนมาฝากดูแลหลังจากเหตุการณ์ ‘เมืองย้อมโลหิต’ เกิดขึ้น หลังจากนั้นก็หายตัวไปไม่กลับมาอีกเลย ไม่ว่าเป็ใครก็ต้องหวาดระแวงอยู่แล้วดีแค่ๆหนแล้วที่เขาไม่โดนไล่ออกจากหมู่บ้าน
จางเหว่ยสงสัยยิ่งว่าตนเองน่าจะมีเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นไม่มากก็น้อยตลอดเวลาที่ผ่านมามันก็พยายามสืบข่าวเื่นั้นมาตลอดเพียงแต่มันไม่สามารถหาข้อมูลอะไรมาได้เลยแม้แต่น้อย
ทราบแค่เพียงว่าในค่ำคืนนั้น มีผู้บุกรุกเข้ามาโจมตีเมืองแห่งโชคชะตาเกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่ขึ้น กว่าครึ่งเมืองปกคลุมไปด้วยผูคนล้มตาย “เฮ้อ” จางเหว่ยถอนหายใจ
สายตาของมันเหม่อมองไปที่ท้องฟ้ายามราตรี ท้องฟ้าในยามประดับไปด้วยดวงดารานับล้านเปล่งประกายออกมาดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่กลางนภาส่องแสงนวลตาลงบนกายมัน นับว่าเป็ค่ำคืนที่งดงามยิ่ง
ในเวลานี้จู่ๆจางเหว่ยพลันรู้สึกสงบนี้มามือของมันพลันเอื้อมไปหยิบกระบี่ไม้ข้างตัว
“สักสองสามรอบแล้วกัน” จางเหว่ยแกว่งกระบี่ไม้ในมือไปตามที่มันฝึกปรือมานับไม่ถ้วนกระบวนท่าที่มันแสดงออกมาก็กระบวนท่าพื้นฐานที่มันฝึกก็ซ้ำๆเดิมๆอยู่ทุกวันแต่ครานี้จางเหว่ยพลันรู้สึกไม่เหมือนเดิม
ราวกับมันหนึ่งเดียวกับกระบี่ ยืนทะนงองอาจท่ามกลางฟ้าดิน
จางเหว่ยตกลงสู่ห้วงภวังค์นึกคิด มันรู้สึกราวกับว่ามันกลายเป็กระบี่กระบี่ก็คือมัน ไม่มีแบ่งแยกอีกต่อไป
มันในตอนนี้รู้สึกราวกับตนเองเป็กระบี่แห่งสรวงสรรค์ที่สามารถสบั้นได้ทุกสรรพสิ่ง