จ้าวลู่ชิง คหบดีหญิงแห่งต้าถัง

    ตอนที่ 40 อาหารชนิดใหม่

    ​

     จ้าวอี้กับบุตรชายคนโตนั่งเกวียนวัวกลับมาจากร้านขายไม้แปรรูปเมื่อการเจรจาซื้อขายเสร็จสิ้น พวกตนสองพ่อลูกได้รับการไหว้วานจากจ้าวลู่เสียนให้เดินทางไปสั่งซื้อไม้ ซื้ออิฐและกระเบื้องสำหรับสร้างคอกสัตว์

    การเจราสั่งซื้อผ่านไปด้วยดี พวกตนสองพ่อลูกได้ค่าเหนื่อยเป็นเงินหนึ่งร้อยเหวิน เพียงแค่เดินทางนิดหน่อยก็ได้เงินค่าแรงถึงหนึ่งร้อยเหวิน ผู้ใดบ้างจะไม่ดีใจ ตกเย็นมาจ้าวอี้จึงให้บุตรชายเคาะระฆังเรียกชาวบ้านมาประชุม

    ในหมู่บ้านบุรุษแทบทุกคนต่างมีฝีมือในการสร้างบ้าน ดังนั้นการทำงานในครั้งนี้จึงกระจายจ้างคนงานทุกครัวเรือน

    จ้าวอี้บอกกล่าวถึงสาเหตุที่เรียกมาประชุม ทุกหลังคาเรือนจึงส่งบุรุษที่เก่งกาจในด้านงานก่อสร้างมาร่วมงาน

    ตื่นเช้าขึ้นมาทุกคนต่างรีบทานมื้อเช้าเตรียมอุปกรณ์ที่มีเดินทางมุ่งตรงไปยังภูเขารกร้างที่บัดนี้เปลี่ยนเป็นสวนผลไม้

    ต้องบอกก่อนว่าคนงานสวนผลไม้บนภูเขามีแต่คนแซ่จ้าว ชาวบ้านแซ่อื่นอิจฉาตาร้อนกับงานประจำที่ได้ค่าแรงวันละสิบเหวิน เห็นข่าวแว่วมาว่าค่าแรงกำลังจะขึ้นเป็นสิบห้าเหวินต่อวัน

    งานสร้างคอกสัตว์วันนี้ก็ได้รับค่าแรงวันละสิบเหวิน ค่าแรงไม่ใช่น้อย ๆ ทุกคนจึงดีใจกันอย่างมาก

    สวนผลไม้บนภูเขาต่างถูกสร้างกำแพงล้อมรอบชาวบ้านจึงไม่มีโอกาสเห็นด้านใน มาวันนี้ผู้ที่ไม่เคยเข้ามาด้านใน ต่างตกตะลึงกับผลไม้ที่เจริญเติบโตอย่างดี จ้าวหนิงเอ๋อบอกให้ชาวบ้านรีบไปยังสถานที่สร้างคอกสัตว์อย่ามัวเถลไถล

    ทางเข้าหมู่บ้านเกิดเสียงอึกทึกครึกโครมจนเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นอยู่ด้านหน้ากระโดดปรบมือวิ่งนำเกวียนขนส่งไม้ อิฐและกระเบื้องเกือบยี่สิบเล่มไปยังสวนผลไม้บนภูเขา

    เด็ก ๆ ในหมู่บ้านต่างสนุกสนานรีบวิ่งนำทางเกวียนขนส่ง เป็นกลุ่มใหญ่ เด็กบางคนวิ่งล้มแล้วรีบลุกขึ้นวิ่งต่อไป

    จ้าวหยางกับจ้าวลู่เสียนมาคอยควบคุมการก่อสร้าง บุรุษในหมู่บ้านหลายคนเกร็งเมื่ออยู่ต่อหน้าอดีตขุนนางสูงศักดิ์

    “ท่านปู่ ท่านพ่อดูเหมือนว่าชาวบ้านจะกลัวพวกท่านนะขอรับ” จ้าวลู่เสียน กระซิบกระซาบกับผู้อาวุโสกว่า

    จ้าวหยางยังนิ่งขรึม เอามือไขว่หลังเดินไปทางอื่นเพื่อให้ทุกคนไม่เกร็ง สวนผลไม้ที่บุตรีปลูกเมื่อตอนมาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านช่างเจริญเติบโตได้งามนัก ย้อนนึกถึงจดหมายที่บุตรีส่งมาขอเงินสองพันก้วนบอกว่าต้องการทำสวนผลไม้อยู่ที่หมู่บ้าน กำแพงอิฐยาวจนสุดลูกหูลูกตารอบสวนผลไม้ป้องกันขโมยและสัตว์ป่าลงมาทำลายคงหมดเงินไปมิน้อย

    แลซ้ายแลขวาเมื่อไม่เห็นผู้ใดก็ยื่นมือไปเด็ดผิงกั่วจากต้น นำมาเช็ดกับอาภรณ์สองสามทีแล้วกัดกิน

    “อะแฮ่ม!” เสียงกระแอมเตือนจากคนงานที่อยู่ภายใต้ต้นผิงกั่ว ทำให้จ้าวหยางหยุดชะงัก มือข้างที่ถือผิงกั่วไขว่หลังเหมือนเด็กทำผิดแล้วโดนจับได้

    “นายท่านขอรับ ผิงกั่วยังมิสามารถเก็บทานได้เลยนะขอรับ เสี่ยวชิงบอกว่ารออีกสักหน่อย”

    คนงานต่างเฝ้าหวงแหนดูแลผลไม้ทุกต้น เพราะจ้าวลู่ชิงเคยบอกพวกเขาว่าหลังจากขายผลผลิตพวกตนจะได้เงินพิเศษ ระหว่างนี้ก็คอยเอาใจใส่ดูแลผลไม้ให้มากหน่อย อย่าให้ถูกขโมยไปได้ ทุกคืนจะมีคนงานคอยสลับกันเฝ้าเวรยาม พอเช้าคนที่เฝ้าเวรก็ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านไปนอนพักผ่อน

    จ้าวหยางเดินหนีไปยังที่อื่น ไม่เคยสักครั้งที่จะต้องเสียหน้า สวนผลไม้ครอบครัวตนแท้ ๆ แต่ไม่สามารถเด็ดทานได้ ถูกสายตาคนงานกล่าวหาราวกับขโมย

    ชาวบ้านต่างเริ่มลงมือก่อสร้างคอกแพะก่อนเป็นอันดับแรก บุรุษในหมู่บ้านต่างเคยผ่านความยากลำบากมาทั้งนั้น งานแบบนี้ไม่คณามือ

    ภายในห้องครัวกำลังครึกครื้น เพราะจ้าวลู่ชิงกำลังทดลองทำอาหารที่นางชื่นชอบอย่างก้วนทังเปา [1] กับเจี่ยวจือ [2]  อาหารสองอย่างนี้รับรองว่าไม่มีใครเคยลิ้มลอง เพราะตามประวัติศาสตร์ทั้งสองอย่างถูกค้นพบว่าเกิดในช่วงราชวงศ์ซ่งเหนือ ระยะเวลาหลังจากนี้อีกหลายร้อยปี

    เสียงสับหมูเพิ่งเงียบลง ภายในห้องครัวก็ยังคงวุ่นวาย จ้าวลู่ชิงอยากให้ชาวบ้านที่ทำงานสร้างคอกสัตว์เป็นตัวทดลองว่าอาหารที่นางทำขึ้นมาอร่อยหรือไม่

    การทำอาหารในแต่ละมื้อต้องทำในปริมาณที่มากเพราะในบ้านหลังนี้มีคนอยู่เยอะ ผู้เป็นนายก็มีหกชีวิต บ่าวกับพลเงาที่สิงสถิตอยู่ตามที่ต่าง ๆ อีก วันนี้ทุกคนต้องได้ลิ้มลองอาหารเลิศรส

    บ่าวหญิงชายต่างมารวมตัวกันอยู่ในห้องครัวขนาดใหญ่ไม่เว้นแม้กระทั่งฮูหยินกับฮูหยินผู้เฒ่า วันนี้เด็กสี่คนที่นางจ้างขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรก็ถูกเกณฑ์ให้มาช่วยงานในห้องครัว

    ชาวบ้านทางภาคเหนือจะนิยมบริโภคแป้ง ทว่าวันนี้จ้าวลู่ชิงให้หุงข้าว คนงานต้องใช้แรงเยอะให้ทานอิ่มหน่อยจะเป็นไรไป พอทานอิ่มทุกคนก็มีแรงทำงาน คอกสัตว์จะได้เสร็จเร็ว พี่ชายนางตื่นเต้นจนนอนไม่หลับมาหลายวัน

    น้ำซุปหอม ๆ ส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วห้องครัว เนื้อหมูป่าที่ท่านปู่ไปล่ามาเมื่อวานถูกเก็บไว้ในห้องใต้ดินเป็นอย่างดี วันนี้นางจึงนำมาทำอาหาร

    จ้าวลู่ชิงนวดแป้งจนปวดมือแต่ใบหน้าของนางก็ยังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เพราะไม่ได้มีนางคนเดียวที่ปวดมือ

    “ท่านย่า ท่านแม่ หากพวกท่านเหนื่อยก็พักเถิดเจ้าค่ะ”

    หญิงชราไม่ได้ทำงานครัวมาหลายปีตั้งแต่มีชีวิตที่สุขสบาย ตอนเด็กนางและครอบครัวไม่ได้ร่ำรวยแค่พออยู่พอกินเพราะหมู่บ้านที่นางอาศัยอยู่เป็นหมู่บ้านติดกับทะเล บิดากับท่านปู่ออกหาอาหารทะเลเพื่อนำมาแลกเงิน นางกับท่านแม่รับหน้าที่ทำอาหารซักเสื้อผ้า ส่วนพี่ชายทั้งสองรับหน้าที่ทำงานบ้านบางส่วนและดูแลแปลงผักพอโตขึ้นหน่อยก็ออกทะเลกับผู้เป็นบิดา

    การเข้าครัวช่วยให้นางหวนรำลึกความหลัง แม้จะอายุหกสิบแต่นางก็ยังมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เห็นหลานสาวบอกว่าจะทำอาหารชนิดใหม่ก็ตื่นเต้นไปกับมันจึงช่วยงานอยู่ในห้องครัวไม่หยุด แตกต่างจากลูกสะใภ้ที่ตอนนี้นั่งพิงกำแพงเหมือนจะเป็นลม

    ลูกสะใภ้นางผู้นี้เป็นบุตรีที่เหล่าฮูหยินตระกูลฝางให้กำเนิดเมื่อตอนมีอายุมากแล้วจึงถูกเลี้ยงดูมาอย่างเอาใจใส่ เรียกได้ว่าเป็นยอดสตรีผู้หนึ่ง งานพวกนี้เคยทำที่ไหนกัน

    จ้าวลู่ชิงสอนแม่ครัวทำอาหารสำหรับวันนี้อย่างละเอียด นางจะทำคนเดียวย่อมต้องใช้เวลามาก มีคนคอยช่วยเหลือนางจึงไม่หวงแหนวิชา หมูตุ๋นน้ำแดง ผัดซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานถูกแม่ครัวลงมือตามที่นางสอน

    เจี่ยวจือถูกห่อจนแล้วเสร็จ ซูเซียงอาสาเป็นคนทอด ส่วนซูเจินนำบางส่วนไปนึ่ง

    แป้งถูกโรยบนโต๊ะ ผ้าขาวบางชุบน้ำหมาด ๆ ที่คลุมก้อนแป้งถูกเปิดออก นำก้อนแป้งออกมากดให้แบน แล้วใช้ไม้คลึงรีดแป้งให้เป็นแผ่นตามที่ต้องการ จากนั้นก็ตักไส้ที่เตรียมไว้ใส่ แล้วหอจับจีบถี่ ๆ ห่อเสร็จก็วางพักไว้ใต้ผ้าขาวบาง ไส้ก้วนทังเปาทำอยากพอสมควรจ้าวลู่ชิงจึงต้องตื่นมาทำตั้งแต่เช้ามืด

    ทุกคนรีบทำตามขั้นตอนที่เห็นจ้าวลู่ชิงทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ไม่เว้นแม้กระทั่งฮูหยินหญิงผู้เฒ่า มือเหี่ยวย่นดูคล่องแคล่วไม่น้อย

    ใช้เวลาพอสมควรกว่าที่ทุกคนจะห่อก้วนทังเปาเสร็จ พอน้ำในหม้อที่ตั้งทิ้งไว้สองเตาเดือดก็นำก้วนทังเปาที่วางเรียงอยู่ในเข่งไม่ไผ่ขนาดใหญ่ลงไปนึ่งประมาณหนึ่งเค่อ

    กลิ่นหอมจากห้องครัวลอยออกไปไกลถึงขนาดที่ว่าผู้ใดเดินผ่านหน้าบ้านยังได้กลิ่น เรือนไผ่ที่อยู่ด้านหลังห่างไกลจากห้องครัวยังได้กลิ่น พลเงาพรางตัวอยู่ในที่ต่าง ๆ ทรมานกับกลิ่นเป็นอย่างมากบางคนถึงกับท้องร้องจนเผยที่ซ่อน

    อาหารแปลกใหม่ทำให้จ้าวฮูหยินยกผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำลายมุมปาก บุตรสาวนางคิดค้นอาหารพวกนี้ขึ้นมาได้อย่างไร

    อาหารถูกแบ่งเป็นสี่ส่วน ส่วนหนึ่งแบ่งไปเรือนไผ่ ส่วนที่สองแบ่งให้เจ้านายในเรือน ส่วนที่สามแบ่งให้บ่าวทุกคน ส่วนที่สี่ถูกนำขึ้นไปบนสวนผลไม้

    จ้าวลู่ชิงมองบ่าวยกของขึ้นรถม้า อาหารวันนี้นางทำมาจากเนื้อหมูป่าทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นหมูตุ๋นน้ำแดงส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย ผัดซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน เจี่ยวจือทอด เจี่ยวจือนึ่ง และสุดท้ายคือก้วนทังเปาแสนอร่อย

    รถม้าสี่คันวิ่งมาจอดบริเวณอาคารเปิดโล่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลบแดด ฝน ไปจนถึงหิมะ เวลาคนงานพักเที่ยงจะมานั่งทานอาหารอยู่ที่นี่

    โต๊ะเก้าอี้ถูกจัดเตรียมไว้พร้อม จ้าวลู่ชิง ซูเซียงและซูเจินตักอาหารใส่ถ้วยใบใหญ่ แล้วให้เด็กทั้งสี่ที่ตามมาด้วยยกไปวางไว้บนโต๊ะ

    จ้าวเฉิงเดินตามกลิ่นหอมมาสำรวจอาหารกลางวัน ท้องเริ่มจะหิวหลังจากเดินสำรวจสวนผลไม้ทุกซอกทุกมุม แม้กระทั่งลำธารเย็นสดชื่นท้ายไร่ก็ไปนั่งเอาเท้าแกว่งมาแล้ว

    “นี่คืออันใด” เปิดฝาเข่งขนาดใหญ่จำนวนห้าชั้นควันลอยพุ่งออกมา สิ่งที่อยู่ด้านในเหมือนซาลาเปาแต่ไม่ใช่

    ซูเซียง “คุณหนูเรียกว่าก้วนทังเปาเจ้าค่ะ”

    “ชิงเอ๋อร์คิดค้นอาหารชนิดใหม่อีกแล้วสินะ” จ้าวเฉิงลูบเคราสีขาว

    “ท่านปู่หิวหรือยังเจ้าคะ” จ้าวลู่ชิงยุ่งกับการตักอาหารไปวางบนโต๊ะแปดเซียน กลับมาเห็นท่านปู่สนใจก้วนทังเปาร้อน ๆ ในเข่งจึงถามขึ้น

    “เจ้าให้ปู่ลองทานก่อนได้หรือไม่” จับจ้องสิ่งที่วางอยู่บนเข่งไม่วางตา

    “เชิญท่านปู่ไปนั่งรออยู่ที่โต๊ะ หลานจะตักไปให้ถึงที่เลยเจ้าค่ะ”

    บ่าวที่ตามมาด้วยช่วยกันตักอาหารไปวางไว้ตามโต๊ะแปดเซียน ที่ตั้งอยู่ภายในอาคารเปิดโล่ง

    คนงานทยอยกันเดินเข้ามาภายในอาคาร กลิ่นหอมของเครื่องเทศช่างยั่วน้ำย่อยให้เริ่มทำงาน

    “ทุกท่านเชิญนั่งเลยเจ้าค่ะ”

    “นั่งตรงไหนก็ได้ใช่หรือไม่เสี่ยวชิง” จ้าวหนิงเอ๋อถามหลานสาว เพราะเห็นมีโต๊ะตั้งเรียงรายราวกับมีงานขึ้นบ้านใหม่

    “ใช่เจ้าค่ะ ทุกท่านสามารถเลือกนั่งโต๊ะใดก็ได้ ตามใจชอบเลยเจ้าค่ะ บนโต๊ะข้าจัดถ้วยกับตะเกียบไว้ให้พวกท่านทุกคนแล้ว” บนโต๊ะมีถ้วยใส่ข้าวจนพูนวางเรียงรายอยู่ ตรงกลางโต๊ะยังมีกับข้าวถ้วยใหญ่สี่ถ้วย

    จ้าวหนิงเอ๋อบอกให้คนงานเลือกนั่งตามสะดวก

    “ท่านปู่อี้ ท่านลุงหนิงอัน ท่านอาหนิงเอ๋อ เชิญพวกท่านไปนั่งร่วมโต๊ะกับครอบครัวข้าเถิดเจ้าค่ะ” ครอบครัวหัวหน้าหมู่บ้านต่างมาช่วยงานอย่างไม่อิดออด นางควรดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี

    คนงานต่างพุ้ยข้าวด้วยความหิวโหย ตะเกียบแต่ละคนคีบกับข้าวไม่หยุด ไม่มีใครต้านทานความอร่อยของอาหารวันนี้ได้

    “พวกเจ้าไปนั่งโต๊ะแล้วทานข้าวเถิด” จ้าวลู่ชิงบอกเด็กเก็บสมุนไพรทั้งสี่ที่คอยดูแลคนงานช่วยพวกนาง

    “พวกเรายังไม่หิวขอรับ” มู่หานปฏิเสธ

    “ใช่เจ้าค่ะ พวกเรารอทานหลังคนงาน” มูเจียกล่าวอย่างรู้ความ เด็กน้อยรีบเดินไปตามโต๊ะต่าง ๆ ดูว่าใครยังขาดเหลืออันใด

    “เสี่ยวเจีย”

    “ท่านลุงต้องการอะไรหรือเจ้าคะ” มู่เจียรีบวิ่งไปหาคนที่เรียกนาง

    “ขอข้าวเพิ่มได้หรือไม่” กระซิบเสียงเบาเมื่อเขาพุ้ยข้าวหมดก่อนผู้อื่น

    “ได้เจ้าค่ะ เอาถ้วยมาเจ้าค่ะ ข้าจะไปตักให้”

    “ไม่ต้อง ไม่ต้อง ข้าไปตักเอง”

    “หากยังไม่อิ่ม สามารถนำถ้วยเดิมมาเพิ่มข้าวได้เลยนะเจ้าคะ วันนี้ทุกคนทานให้อิ่มจะได้มีแรงทำงาน กับข้าวบนโต๊ะหมดก็สามารถนำถ้วยมาตักเพิ่มได้เหมือนกัน”

    จ้าวลู่ชิงประกาศ เมื่อเห็นคนงานเก้อเขิน ชาวบ้านพวกนี้ใสซื่อ เกรงอกเกรงใจ เพียงแค่มาตักข้าวเพิ่มยังต้องแอบถามเด็ก

    “ท่านพ่ออร่อยหรือไม่” ฮุ่ยอันถามบิดาที่นั่งพุ้ยข้าวจนปากเลอะ

    “เจ้าทานกับพ่อไหม” เห็นบุตรชายมาหยุดยืนใกล้ ๆ ก็รีบคีบหมูยื่นใส่ปาก

    “ไม่ ข้าจะรอทานหลังเสร็จงาน” กลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ แต่ต้องอดทนตามที่พี่สาวบอก

    เห็นบุตรชายปฏิเสธก็ยกมือยีหัวก่อนจะตั้งใจพุ้ยข้าวต่อจะได้มีแรงทำงานช่วงบ่าย

    อาหารรสชาติแปลกใหม่ทำให้คนงานต่างพุ้ยข้าวอย่างเอร็ดอร่อย ไม่มีผู้ใดทานข้าวน้อยกว่าสองถ้วยเลยสักคน

    “นี่เรียกว่าอะไร เหตุใดมันถึงอร่อยเยี่ยงนี้” หัวหน้าหมู่บ้านปากมันวาวเมื่อทานหมูตุ๋นน้ำแดงเข้าไป ชาวบ้านอย่างพวกตนแน่นอนว่าคุ้นเคยกับเนื้อหมูเพียงแต่ความอร่อยแตกต่างกันราวพื้นพสุธากับเมฆา

    “นี่เรียกว่าหมูตุ๋นน้ำแดงขอรับ ส่วนจานนี้เป็นซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน” จ้าวลู่เสียนแนะนำหัวหน้าหมู่บ้านกับบุตรชายของเขา พวกตนเคยทานอาหารพวกนี้มาแล้วเพราะน้องสาวเป็นคนทำให้ทานจึงสามารถอธิบายได้

    จ้าวลู่ชิงหยิบจานใบใหญ่แบ่งเจี่ยวจือทอดกับเจี่ยวจือนึ่งใส่จากนั้นก็ยกไปให้โต๊ะของท่านปู่ที่มีแต่บุรุษ

    [1] ก้วนทังเปา คือ เสี่ยวหลงเปา

    [2] เจี่ยวจือ คือ เกี๊ยวซ่า

    ​

    คล้ายกับเรื่องจ้าวลู่ชิง คหบดีหญิงแห่งต้าถัง ที่คุณอ่าน