ปรากฏร่างของเจาหยวนฮองเฮาสวมมงกุฎหงส์ประดับมุก ในอาภรณ์สตรีชาววังสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าไร้การประทินโฉมใด ๆ ทว่ามีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง บริเวณแผ่นหลังยังแบกเถาวัลย์หนามเอาไว้ด้วย ฮองเฮาทรงถอดมงกุฎหงส์บนพระเศียรออก แล้ววางลงเบื้องหน้าพระพักตร์ของไทเฮา
อวิ๋นตั๋วตั๋วมองภาพนั้นตาปริบ ๆ นี่ถึงขั้นจะขอสละตำแหน่งฮองเฮาเลยเชียวหรือ?
“ความอยุติธรรมใหญ่หลวง เ้าเองก็รู้ใช่หรือไม่ว่าองค์หญิงน้อยต้องเผชิญกับความอยุติธรรมใหญ่หลวงเพียงใด?” ไทเฮาแค่นเสียงเ็า
“เ้าดูวังหลังที่เ้าเป็คนปกครองดูแลสิ เด็กตัวเล็กแค่นี้ เพิ่งลืมตาดูโลกก็ต้องสูญเสียมารดาผู้ให้กำเนิดไปเสียแล้ว!” ไทเฮากระแทกชามโจ๊กลงบนโต๊ะอย่างแรง
อวิ๋นตั๋วตั๋วเอาแต่จ้องมองโจ๊กและน้ำแกงเนื้อตุ๋นบนโต๊ะ จนมีน้ำใส ๆ ไหลย้อยออกมาที่มุมปาก
“หม่อมฉันสมควรตาย เป็เพราะหม่อมฉันดูแลวังหลังได้ไม่ดีพอกระหม่อม! ขอเสด็จแม่โปรดลงอาญา!” ฮองเฮาโขกพระเศียรลงกับพื้นอย่างแรง
“เื่ราวก็บานปลายมาถึงขั้นนี้แล้ว มาลงโทษเ้าตอนนี้แล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา? ไม่สู้เอาเวลาไปคิดหาทางแก้ไขสำหรับวันข้างหน้าจะดีกว่า!” ไทเฮาปรายตามองฮองเฮาด้วยแววตาตำหนิติเตียนอย่างขัดใจที่อีกฝ่ายทำไม่ได้ดั่งหวัง
“เสด็จแม่ ภายภาคหน้าหม่อมฉันจะขอรับองค์หญิงน้อยมาดูแลประดุจบุตรสาวในอุทร จะรักใคร่ทะนุถนอม และปกป้องคุ้มครองให้นางเติบโตขึ้นอย่างปลอดภัยและแข็งแรงเพคะ!” เจาหยวนฮองเฮากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พร้อมกับโขกพระเศียรลงบนพื้นอย่างแน่วแน่อีกครั้ง
“หากองค์หญิงน้อยไม่มีความสุข หม่อมฉันก็จะขอสละตำแหน่งฮองเฮานี้ทิ้งเสีย!”
อวิ๋นตั๋วตั๋วถึงกับเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง เสด็จย่ากำลังหาที่พึ่งพิงในวังหลังให้เธออยู่ใช่หรือไม่? ตอนนี้ถึงขั้นให้ฮองเฮาตั้งสัตย์สาบานแล้ว หากเธอเกิดเป็อะไรขึ้นมาหรือมีอันเป็ไป ฮองเฮาก็คงไม่อาจหาข้อแก้ตัวใด ๆ มารับผิดชอบได้แน่
เมื่อเห็นว่าไทเฮายังคงนิ่งเงียบ ฮองเฮาจึงกราบทูลต่อไปว่า “เสด็จแม่ หม่อมฉันสืบสาวราวเื่จนกระจ่างแล้วเพคะ เป็ฝีมือของพระชายาจิ้นอ๋อง”
[นางตัวดีสารเลวเอ๊ย!]
[ถึงกับกล้าลงมือกับเด็กทารกที่เพิ่งลืมตาดูโลกเชียวรึ! ปกติเห็นทำตัวบอบบางน่าทะนุถนอม ที่แท้ก็เสแสร้งแกล้งทำ น้องเขยคงจะถูกนางจิ้งจอกร้อยเล่มเกวียนนั่นหลอกเอาเป็แน่!]
อวิ๋นตั๋วตั๋วได้ยินเสียงค่อนขอดด่าทอในใจของฮองเฮาก็รู้สึกขบขันอยู่ลึก ๆ ทว่าดู ๆ ไปแล้ว ฮองเฮาพระองค์นี้ก็ไม่น่าจะใช่คนเลวร้ายอะไร
เจาหยวนฮองเฮายื่นกระดาษคำให้การที่ประทับรอยนิ้วมือสีแดงสดส่งให้ไทเฮา “หม่อมฉันคิดว่าพระชายาจิ้นอ๋องคงเกรงว่าบุตรสาวของตนจะสูญเสียความสำคัญไป จึงได้คิดลงมือกับองค์หญิงน้อยเพคะ ได้ยินมาว่าเมื่อวานนี้ ท่านหญิงตงผิงก็อาละวาดโวยวายไปยกใหญ่เหมือนกัน”
ไทเฮารู้สึกขัดเคืองใจยิ่งนัก เด็กที่เกิดจากอนุภรรยาแท้ ๆ ได้รับการแต่งตั้งเป็ถึงท่านอ๋อง แถมยังอนุญาตให้ครอบครัวอาศัยอยู่ในเมืองหลวงได้ ก็นับว่าเป็พระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นแล้ว
“สั่งให้ครอบครัวจิ้นอ๋องไสหัวออกจากเมืองหลวงไปภายในคืนนี้เลย”
“เพคะ หม่อมฉันจะนำไปกราบทูลฝ่าาเดี๋ยวนี้”
“ส่วนเ้านั้น...” ไทเฮาทรงครุ่นคิดว่าจะลงโทษฮองเฮาอย่างไรดี พระองค์อยากลองดูท่าทีของแม่หนูน้อยเสียหน่อย จึงหันไปมองอวิ๋นตั๋วตั๋ว ก็เห็นว่าเด็กน้อยกำลังจ้องมองฮองเฮาอยู่เช่นกัน บนใบหน้าเล็ก ๆ นั้นไม่ได้มีความรังเกียจเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย
“ช่างเถอะ เ้าลุกขึ้นก่อน วังหลังแห่งนี้ในเมื่อมอบหมายให้เ้าดูแลแล้ว เ้าก็จงใส่ใจให้มากหน่อยก็แล้วกัน”
ฮองเฮาถึงกับชะงักงัน นางเตรียมใจที่จะถูกไทเฮาเฆี่ยนตีไว้แล้ว นึกไม่ถึงว่าไทเฮาจะปล่อยผ่านความผิดของนางไปอย่างง่ายดายราวกับปัดฝุ่นเช่นนี้เชียวหรือ?
เหตุใดไทเฮาถึงได้เปลี่ยนไปมากเพียงนี้? จากเมื่อก่อนที่ใคร ๆ ต่างก็ขนานนามว่าเป็ 'พระพันปีผู้ศักดิ์สิทธิ์' ยามกริ้วดั่งสายฟ้าฟาด เพียงตวาดก้องคราเดียวก็ะเืไปทั้งวังหลวง แต่ไทเฮาในยามนี้กลับดูมีเมตตาปรานีขึ้นมาเสียอย่างนั้น?
ฮองเฮากะพริบตาปริบ ๆ ลอบพินิจพิเคราะห์ไทเฮาอย่างละเอียด พลางสงสัยว่าตนเองตาฝาดไปหรือไม่
“ขอบพระทัยเสด็จแม่!” ฮองเฮาได้สติกลับมา รีบโขกพระเศียรขอบพระทัย แล้วหยิบมงกุฎหงส์ขึ้นมาสวมกลับไว้บนพระเศียรดังเดิม
“เ้าเองก็เป็ถึงฮองเฮาแล้ว วันข้างหน้าอย่าได้ทำตัวเอะอะโวยวายต่อหน้าผู้คนอีก มันจะทำให้เสียเกียรติเปล่า ๆ ” ไทเฮาปรายตามองฮองเฮาด้วยแววตาตำหนิเล็กน้อย
“เพคะ เสด็จแม่สั่งสอนได้ถูกต้องแล้ว หม่อมฉันจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจเพคะ”
“จำไว้เฉย ๆ จะไปมีประโยชน์อันใด? เ้าต้องนำไปปฏิบัติจริงด้วย!”
“เพคะ! หม่อมฉันจะนำไปปฏิบัติอย่างแน่นอนเพคะ”
อวิ๋นตั๋วตั๋วฟังคำพูดของไทเฮาแล้วพานนึกไปถึงครูประจำชั้นของตนเอง เมื่อก่อนครูประจำชั้นก็มักจะดุด่าเธอด้วยประโยคแบบนี้เช่นกัน
“จริงสิเสด็จแม่ องค์หญิงน้อยเสวยอะไรหรือยังเพคะ?” เจาหยวนฮองเฮาปรายตามองอวิ๋นตั๋วตั๋ว ก็เห็นว่าแม่หนูน้อยกำลังจ้องมองของกินบนโต๊ะตาเป็มัน
[แม่หนูน้อยคนนี้น่ารักเสียจริง หากได้อุ้มสักหน่อยก็คงจะดี น่ารักน่าเอ็นดูกว่าเ้าเด็กตัวเหม็นนั่นตั้งเยอะ!]
อวิ๋นตั๋วตั๋วส่งสายตาซาบซึ้งใจไปให้ฮองเฮา ในที่สุดก็มีคนนึกถึงเื่กินของเธอขึ้นมาได้เสียที! เธอจะหิวตายอยู่แล้ว!
“เสด็จแม่ หม่อมฉันพาแม่นมมาด้วยสองสามคน เสด็จแม่ลองทอดพระเนตรดูเถิดว่ามีใครพอจะใช้งานได้บ้าง” ฮองเฮาทรงปรบมือเบา ๆ แม่นมหลายคนที่ยืนรออยู่ด้านนอกก็ก้มหน้าเดินเรียงแถวเข้ามา
อวิ๋นตั๋วตั๋วมองดูเหล่าแม่นมที่มีรูปร่างอวบอั๋นหน้าอกหน้าใจใหญ่โตเกินขนาดแล้ว ภายในใจก็ประท้วงต่อต้านอย่างรุนแรง
แม่นมงั้นเหรอ? นี่กะจะให้เธอดูดนมผู้หญิงพวกนี้เนี่ยนะ? ม่ายยยย! ไม่เอานะ! ถึงร่างกายของเธอจะเป็เพียงเด็กทารก แต่จิติญญาภายในเป็ถึงผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วนะ เธอไม่ยอมดูดนมจากเต้าใครเด็ดขาด!
อวิ๋นตั๋วตั๋วเบะปาก จ้องมองโจ๊กและน้ำแกงเนื้อตุ๋นบนโต๊ะด้วยสายตาน่าสงสาร
ถ้าได้ซดน้ำแกงเนื้อตุ๋นหอม ๆ สักอึกก็คงจะดี หรือถ้าไม่ได้จริง ๆ ได้จิบน้ำโจ๊กสักคำก็ยังดีนะ!
ไทเฮาทรงสังเกตเห็นปฏิกิริยาของเด็กน้อย มุมปากก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
[ยัยหนูคนนี้นี่ยังจะมาเลือกกินอีก!]
“มั่วโฉว ส่งองค์หญิงมาให้ข้า”
แม่นมจางอุ้มอวิ๋นตั๋วตั๋วส่งเข้าไปในอ้อมกอดของไทเฮาอย่างระมัดระวัง
ไทเฮาทรงอุ้มอวิ๋นตั๋วตั๋วเอาไว้ เมื่อวานนี้ยังไม่มีเวลาได้พินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด มาวันนี้ถึงได้เห็นว่าแม่หนูคนนี้หน้าตาน่าเอ็นดูนัก ผิวพรรณขาวเนียนดุจหยกสลัก ทั้งยังนุ่มนิ่มไปทั้งตัว
ไทเฮาจ้องมองอวิ๋นตั๋วตั๋วอยู่ครู่ใหญ่ พลันรู้สึกว่าหลานสาวของตนผู้นี้ช่างดูแตกต่างจากเด็กหญิงทั่วไป รูปร่างดูเหมือนจะแข็งแรงและมีรากฐานกระดูกที่ดีกว่าไม่น้อย
นางจึงลองบีบคลำแขนเล็ก ๆ ของอวิ๋นตั๋วตั๋วอย่างละเอียด ลูบคลำไปตามท่อนขาจ้อย แล้วยังกดเบา ๆ ตรงบริเวณทรวงอกและตำแหน่งหัวใจ
อวิ๋นตั๋วตั๋วััได้เพียงว่ามีมืออันอ่อนนุ่มกำลังกดไปตามจุดชีพจรของเธอ ทว่าวิธีการจับชีพจรแบบนี้ ทำไมมันถึงดูคล้ายกับหมอศัลยกรรมที่เตรียมจะผ่าตัดคนไข้เลยล่ะ? เธอกะพริบตาปริบ ๆ มองไทเฮา พลางใช้สายตาตั้งคำถามว่าหรือว่าเราสองคนจะเป็เพื่อนร่วมสายอาชีพเดียวกัน?
ไทเฮาทรงพยักพระพักตร์ด้วยความพึงพอใจ
[์ยังมีตา! รากฐานกระดูกของยัยหนูนี่ช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ นับเป็เพชรเม็ดงามสำหรับการฝึกยุทธ์โดยแท้]
[ในที่สุดวิชาแส้ัพยัคฆ์ของข้า ก็จะมีผู้สืบทอดเสียที!]
อวิ๋นตั๋วตั๋วลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ที่แท้ก็ไม่ได้จะจับเธอไปผ่าตัดหรอกหรือ
แต่ว่ารากฐานกระดูกคือสิ่งใดกัน? จำนวนและคุณภาพของกระดูกคนเรา มันก็ไม่น่าจะต่างกันมากนักไม่ใช่หรือ?
ช่างเถอะ ทะลุมิติมาถึงขนาดนี้แล้ว ยังจะต้องมานั่งยึดหลักการแพทย์ให้มันวุ่นวายไปทำไม เสด็จย่าว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้นเถิด!
“มากินน้ำแกงเนื้อตุ๋นเสียหน่อย” ไทเฮาทรงยกชามน้ำแกงเนื้อตุ๋นขึ้นมา แล้วใช้ช้อนตักป้อนเข้าปากอวิ๋นตั๋วตั๋วไปหลายคำ
“เหตุใดเ้าถึงยังยืนอยู่ตรงนี้อีกล่ะ?”
ไทเฮาตรัสถามเมื่อหันไปเห็นฮองเฮาที่กำลังยืนมองอวิ๋นตั๋วตั๋วด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
เมื่อถูกไทเฮาทักขึ้นมา ฮองเฮาก็ถึงกับยกมือขึ้นเกาศีรษะแก้เก้อ นางกำลังเพลิดเพลินกับการมองดูอวิ๋นตั๋วตั๋วดื่มน้ำแกงเนื้อตุ๋น แม่หนูน้อยช่างน่ารักน่าชังเสียจริง เห็นแล้วอยากจะเข้าไปหยิกแก้มยุ้ย ๆ นั้นสักที
“หม่อมฉันทูลลาเพคะ ส่วนบรรดาแม่นมที่อยู่ด้านนอกนั้น...” เมื่อมองเห็นอวิ๋นตั๋วตั๋วกำลังดูดริมฝีปากดังจ๊วบ ๆ ท่าทางดูเอร็ดอร่อยกับน้ำแกง ฮองเฮาก็ไม่ได้ตรัสอะไรต่อ ทำเพียงหมุนตัวเดินเนิบนาบออกจากตำหนักโซ่วชางไป
ครั้นก้าวพ้นประตูตำหนักโซ่วชาง ฮองเฮาก็ส่งกระดาษคำให้การให้แก่ชุ่ยหลิง “ชุ่ยหลิง เ้าจงนำคำให้การฉบับนี้ไปมอบให้หวงกงกงที่ตำหนักจื่อเฉิน หวงกงกงจะนำไปถวายฝ่าาเอง”
“แล้วอย่าลืมถ่ายทอดรับสั่งของเสด็จแม่ให้ฝ่าาทรงทราบด้วยว่า ให้ขับไล่ครอบครัวจิ้นอ๋องออกไปจากเมืองหลวงภายในคืนนี้ ส่วนข้าจะไปห้องเครื่องด้วยตัวเองสักหน่อย ในเมื่อองค์หญิงน้อยโปรดปรานน้ำแกงเนื้อตุ๋น เช่นนั้นเนื้อวัวนี่ จะให้ขาดมือไม่ได้เป็อันขาด”