ถูกอัญเชิญไปเป็นผู้กล้าขยี้สวาทที่ต่างโลก

    36 | สู่หอคอย.

            "สำหรับค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าบริการทุกอย่าง ทางโรงเตี๊ยมของเราขอเป็นผู้ดูแลให้แล้วกันนะคะ" มาดามสาวคนสวยไม่ได้พูดเปล่า แต่ยังส่งยิ้มให้ผมอย่างหวานหยาดเยิ้มด้วย

            "..." ทำเอารีฟาร์ที่ได้ฟังแบบนั้นหันมาจ้องผมตาเขม็ง ดูเหมือนว่าผมจะเก็บมันเป็นความลับต่อไปไม่ได้แล้ว ที่แอบไปขยี้สวาททั้งรูหีทั้งรูก้นของมาดามคนสวยนี้มาเมื่อเช้ามืด ก็เธอเล่นแสดงมันออกมาอย่างเปิดเผยแบบนี้ หลังจากนั้นพอเช็คเอาท์กันเสร็จแล้ว รถม้าของพวกเราก็เริ่มออกเดินทางกันต่อ โดยมีเป้าหมายเป็นดินแดนแห่งหอคอยที่อยู่ข้างหน้านี้แล้ว

            "เหมือนว่าท่านเซย์จิจะแอบไปเก็บเลเวลคนเดียวอย่างสนุกสนานเลยนะเจ้าคะ" เสียงรีฟาร์ดังขึ้นมาเรียบๆ พร้อมกับใบหน้านิ่งที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ และมือทั้งสองข้างที่กำลังบังคับรถม้าอยู่

            "ฮ่าฮ่า แบบว่าก็แค่อยากหาเลเวลเพิ่มนิดหน่อยเท่านั้นเอง" ผมก็เลยได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อน

            "ไม่เป็นอะไรหรอกเจ้าค่ะ สิ่งที่ท่านเซย์จิทำนั้นถูกต้องแล้ว ในภายภาคหน้าเราจะเจอแต่ศัตรูที่แข็งแกร่ง การทำให้ท่านเซย์จิแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดนั้น เป็นเรื่องที่ควรทำที่สุดแล้วเจ้าค่ะ" ในตอนที่เธอพูดนั้น ทั้งสีหน้า ทั้งแววตา มันดูจริงจังเป็นอย่างมาก ราวกับว่าตัวเธอกำลังแบกโลกใบนี้ไว้ทั้งใบ

            พอเริ่มเข้าใกล้โรวัลด้ามากขึ้น เส้นทางก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อยทีละน้อย จากเส้นทางที่กันดารก็เริ่มเป็นเส้นทางที่สัญจรสะดวกมากยิ่งขึ้น สองข้างทางกลายเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีอันกว้างใหญ่ สายลมที่พัดมาอ่อนๆ นั้น พัดพาเอากลิ่นของใบหญ้าขึ้นมาด้วย ทำเอารู้สึกผ่อนคลายไม่ใช่น้อยเลย แต่ความผ่อนคลายนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน

            เมื่อรถม้าเคลื่อนตัวมาจนถึงประตูเมือง ผมก็ได้สัมผัสโลกของนักผจญภัยอย่างจริงจัง ด้านหน้าของประตูเมืองมีแถวของผู้คนต่อกันยาวเหยียด ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นก็เป็นนักผจญกันแทบทั้งหมด บางคนเพียงแค่มองด้วยตาเปล่าก็สัมผัสได้ถึงความเก่งกาจ บางคนก็ปล่อยจิตสังหารออกมาอย่างรุนแรงจนสัมผัสถึงแรงกดดันนั้นได้ บางคนก็ปล่อยความรู้สึกอันน่าขยะแขยงออกมา ราวกับว่าในหัวกำลังคิดแต่เรื่องชั่วๆ อยู่

            "....." อย่างเช่นกลุ่มของนักผจญภัยสามคนที่กำลังจ้องมองมายังรถม้าของผม สายตาของเขาจ้องมองไปยังรีฟาร์ที่นั่งอยู่ข้างผมอย่างหื่นกระหาย ส่วนสายตาที่มองมายังผมนั้นสัมผัสได้ถึงความดูถูก และจิตสังหารที่รุนแรง ภายนอกผมคงจะดูเหมือนนักผจญหน้าใหม่เป็นอย่างมาก แต่หากพวกมันต้องการ ผมก็พร้อมจะมอบการเข่นฆ่าให้พวกมัน มือข้างหนึ่งของผมก็เลยเตรียมที่จะชักคมดาบออกมาตลอดเวลา

            "ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะท่านเซย์จิ ไม่ต้องตื่นตกใจไป บรรยากาศเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของโรวัลด้า" แต่เสียงของรีฟาร์ก็ดังขึ้นมาเสียก่อน พอมองดูแบบนั้นมันก็เป็นอย่างที่เธอพูดจริงๆ เพราะเจ้าสามคนนั้นก็มองไปทางคนอื่นด้วยแววตาที่ไม่ต่างกันกับที่พวกมันใช้มองผมกับรีฟาร์เลย

            "ถึงแล้วเหรอเนี่ยน่าตื่นเต้นจัง"

            "ข้างในนั้นจะมีมอนสเตอร์ที่แข็งกว่าฉันไหมนะ" ส่วนสองสาวที่โผล่หน้าออกมาจากรถม้านั้นก็ดูตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ราวกับกำลังมาเที่ยวเล่นอย่างไงอย่างงั้น

            .

            .

            "ฮู้ววว สุดยอดดดด" และแล้วเราก็ได้เขามาแล้วในดินแดนแห่งนักผจญภัย เมื่อผ่านเข้าประตูมาได้พวกเราก็มุ่งหน้าตรงไปยังหอคอยสูงเสียดฟ้าในทันที เหมือนกับนักผจญภัยคนอื่นๆ ซึ่งมันก็สูงใหญ่สมกับชื่อของมันจริงๆ ทำเอาทั้งผม ทั้งมาริ และโมนาที่ได้เห็นมันเป็นครั้งแรกนั้นต่างตกตะลึงในความใหญ่โตของมันไม่แพ้กัน โดยเฉพาะมาริที่เธอมีความฝันอยากจะเป็นนักผจญภัย และอยากจะมายังดินแดนแห่งนี้มาโดยตลอด

            "เข้าไปกันเถอะท่านเซย์จิ พวกเราต้องเข้าไปลงทะเบียนเป็นนักปีนหอคอยกันก่อน"

            .

            .

            "คุณเซย์จิสินะคะ เป็นนักดาบเวทมนตร์"

            "แล้วก็นักฝึกมอนสเตอร์ด้วยครับ"

            "...." อีกฝ่ายที่ได้ฟังแบบนั้นก็เหลือบสายตาไปมองโมนาที่ยืนอยู่ข้างๆ ผม "และก็นักฝึกมอนเตอร์นะคะ" จากนั้นเธอก็พูดทวนสิ่งที่ผมบอก พร้อมกับขยับมือที่จับปากกาขนนกอยู่นั้นบันทึกข้อมูลลงไปยังกระดาษแผ่นยาว

            "เหมือนว่าจะไม่ได้ไปอัปเดตประวัตินักผจญภัยมานานเลยสินะคะ" อีกฝ่ายพึมพำพลางดูเอกสารในมือฝั่งซ้ายกับฝั่งขวาสลับกันไปมา "เลเวลก็เพิ่มขึ้นเยอะกว่าเดิม ภารกิจก็ทำเสร็จไปเยอะมากแล้ว ค่าสเตตัสก็สูงพอสมควรถ้าอย่างงั้นก็เอาตามนี้แล้วกันนะคะ" พอพูดมาถึงตรงนี้เธอก็ร่ายเวทย์ลงไปที่ตรานักผจญภัยของผม ก่อนที่จะยื่นตรานั้นกลับมาให้แก่ผม ซึ่งทั้งสีทั้งรูปร่างของมันก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม

            "ในส่วนของตรานักผจญภัยจะถูกปรับเป็นนักผจญภัยระดับเงินขั้นที่หนึ่ง ส่วนตราของนักปีนหอคอยจะเป็นแรงค์Dนะคะ" ผมที่ได้รับตรานั้นมาแล้วก็แทบจะหุบยิ้มไม่ได้เลย ตอนนี้ผมรู้สึกได้เลยว่าผมกลายเป็นนักผจญของโลกนี้อย่างเต็มแล้ว

            "เสร็จแล้วเหรอเจ้าคะท่านเซย์จิ"

            "ใช่ของฉันเสร็จแล้ว"

            รีฟาร์ไม่ต้องมาขึ้นทะเบียนเป็นนักปีนหอหอยใหม่ เพราะเธอเคยมาลงทะเบียนไปแล้ว เธอทำเพียงแค่อัปเดตตรานักผจญภัยเท่านั้นเลยเสร็จก่อนคนอื่น ตอนนี้เธอเป็นนักผจญภัยระดับเงินขึ้นที่สี่ และนักปีนหอคอยแรงค์C ส่วนมาริที่พึ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรกเหมือนกันกับผมนั้น ตรานักผจญภัยของเธอถูกปรับเป็นนักผจญภัยระดับทองแดงขั้นที่สี่และนักปีนหอคอยแรงค์D-

            ตรานักผจญภัยจะแบ่งเป็นทั้งหมดห้าระดับ ได้แก่ ระดับทองแดง ระดับเงิน ระดับทอง ระดับเพชร และสุดท้ายระดับดวงดาราที่มีเพียงไม่กี่คนบนโลกเท่านั้น แต่ละระดับจะมีทั้งหมดสีขั้นไล่ตั้งแต่ขั้นที่หนึ่งไปจนถึงขั้นที่สี่ ส่วนระดับของนักปีนหอคอยนั้นก็มีทั้งหมดห้าระดับเช่นเดียวกัน ได้แก่ D C B A และS แต่จะต่างกันตรงระดับขั้นที่มีเพียงสามขั้นเท่านั้น จะแบ่งเป็นลบ ปกติ และบวก ที่ฟังๆ ดูแล้วก็เหมือนการให้เกรดผลการเรียนเลย

            "ขึ้นทะเบียนเสร็จเรียบร้อยกันหมดแล้ว ถ้าอย่างนั้นเราไปหาที่พักกันเลยนะเจ้าคะ"

            การหาที่พักในครั้งนี้มันไม่เหมือนครั้งก่อนหน้าแล้ว เพราะมันไม่ใช่การพักแรมแบบหนึ่งคืนหรือสองคืน แต่เป็นการอยู่ที่นี่นานกว่านั้น อย่างน้อยๆ ก็จนกว่าจะไต่หอคอยแห่งนี้ไม่ไหว หรือไม่ก็จนกว่าจะพิชิตหอคอยแห่งนี้ได้ เลยต้องเปลี่ยนจากการหาโรงเตี๊ยมเป็นการหาบ้านพักแทน บ้านพักที่หาได้นั้นเป็นบ้านพักที่ตั้งอยู่แถบชานเมือง ห่างออกไปจากหอคอยราวๆ สิบกิโลเมตร เป็นบ้านพักขนาดกำลังดีที่สูงสองชั้น และมีพื้นที่รอบบ้านพอประมาณ ให้รีฟาร์ได้ปลูกดอกไม้แบบที่เธอชอบ ส่วนรถม้าที่พวกเราใช้มาตลอดการเดินทาง กับแก่นพลังชีวิต รวมไปถึงไอเท็มต่างๆ ได้ถูกขายในทันทีที่เลือกบ้านพักได้ เพื่อเอามาเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับที่พัก และการใช้ชีวิตในฐานะนักปีนหอคอยต่อจากนี้

            "....." กว่าที่จะจัดการอะไรเสร็จ ก็เป็นช่วงค่ำแล้ว ด้วยความที่ต่างคนต่างอ่อนล้าเป็นอย่างมากก็เลยพากันเข้านอนกันไปจนหมด ต่างกับผมที่มันตื่นเต้นจนข่มตาให้นอนหลับไม่ได้เลย เพราะว่าผมอยากปีนมัน อยากปีนมันเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย ไอ้เจ้าหอคอยสูงเสียดฟ้านั่น ถึงพยายามจะข่มตาหลับขนาดไหนก็ไม่อาจทำได้เลย เพราะแบบนั้นผมถึงหยิบดาบแล้วออกจากบ้านพักเพื่อมุ่งตรงไปยังหอคอยด้วยตัวคนเดียว โดยทิ้งกระดาษเขียนข้อความบอกทุกคนเอาไว้ว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเดี๋ยวจะรีบกลับมา

             

    [ชั้นที่ 1]

    [สไลม์ไฟLV.20]

     

            "ดาบตัดสายฟ้า" มอนสเตอร์ตัวแรกที่ผมเข้ามาเจอ คือกลุ่มก้อนสไลม์ราวๆ เจ็ดตัว ที่มีเลเวลอยู่ที่ยี่สิบ และก็แน่นอนว่าผมพุ่งตรงเข้าใส่มันในทันที คลื่นดาบตัดสายฟ้าถูกฟาดฟันเข้าใส่อากาศพุ่งตรงเข้าไปหาพวกมันทั้งเจ็ดตัว สวบ!!!!

            "!!!!" ด้วยการโจมตีที่ปะทะเข้ากับพวกมันอย่างจังนั้น ทำให้เลือดของพวกมันลดลงไปครึ่งหลอด พร้อมกับพวกมันทั้งเจ็ดตัวที่พากันพุ่งเข้ามาโจมตีผมกลับคืน

            "ก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะจัดการได้ด้วยเพลงดาบเดียวหรอกนะ"

            หมับ!!! ผมกำดาบในมือให้แน่นอีกครั้ง เพื่อรับการโจมตีจากพวกมัน ใบดาบถูกอัดพลังเวทย์ลงไปเคลือบ จนมีประจุไฟฟ้าปะทุออกมา จากนั้นผมก็กวัดแกว่งมันโจมตีเหล่าสไลม์พวกนั้น สวบ สวบ สวบ!!!! เพียงไม่กี่คมดาบพวกมันทั้งหมดก็สลายหายไป เหลือเพียงแค่แก่นพลังชีวิตที่ร่วงหล่นลงมาจากตัวพวกมัน และก็ดูเหมือนว่าแก่นพลังชีวิตของพวกมันจะคุณภาพดีกว่าที่ได้รับจากมอนสเตอร์ด้านนอกด้วย สังเกตได้ด้วยตาเปล่าจากสีที่เข้มกว่านี่เลย

             

    [ชั้นที่ 3]

    [หมูป่าเขี้ยวเหล็กLV.21]

             

            "ดาบสายฟ้าฟาด!!!"

            "!!!" "อั่ก!!!!!"

             

    [ชั้นที่ 5]

    [หมาป่าเขี้ยวดาบLV.22]

             

            "ระบำดาบสายฟ้า!!"

            สวบ

            สวบ!!

            สวบ!!!

             

    [ชั้นที่ 7]

    [ค้างคาวดูดเลือดLV.25]

             

            "ดาวหางอัสนี!!!!"

            "ย๊า!!!!!"

            พลั่บ

            พลั่บ

            สวบ!!!!

             

    [ชั้นที่ 10]

             

            กว่าที่จะรู้ตัวอีกทีผมก็ขึ้นมาจนถึงชั้นที่สิบแล้ว ผมไล่จัดการมอสเตอร์ไปหลายชนิดมาก ได้แก่นพลังชีวิตมาอย่างมากมาย รวมไปถึงไอเท็มดรอปหลายอย่างจากพวกมัน และผมก็เสียเลือดกับมานาไปมาพอสมควร เลยคิดว่าจะออกจากหอหอยแห่งนี้เสียที ผมพึ่งมารู้สึกตัวตอนที่ขึ้นมาถึงชั้นที่สิบนี้แล้วเห็นว่ามอนสเตอร์แต่ละตัวเลเวลแทบจะสามสิบกันทั้งหมด ถึงได้มีสติว่าตัวเองนั้นปีนขึ้นมาสูงเกินไปแล้ว ถ้าทำอะไรที่ได้ใจมากไปกว่านี้ผมอาจจะตายในท้ายที่สุดก็ได้

            "....นั่นมัน......" แต่ทว่าในตอนที่ตัดสินว่าจะออกจากหอคอยแล้วเดินกลับไปตามเส้นทางเดิมนั้น ผมก็เกิดหลงทางเข้า แล้วได้ไปเจอเข้ากับห้องแห่งหนึ่ง ที่มีประตูสีดำบานใหญ่ปิดสนิท มือจับประตูทั้งสองข้างถูกพันเอาไว้ด้วยโซ่เส้นใหญ่จนแน่น ด้วยความอยากรู้อยากเห็นมันทำให้ผมเดินไปหยุดอยู่หน้าประตูบ้านนั้น ก่อนที่มือมันจะยับไปเอง ขยับไปจับประตูบานนั้นอย่างไม่ได้ตั้งใจจะทำ

            ตึง

            ตึ้ง

            ตึ้ง!!!!

            .......... การกระทำนั้นมันทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวดังขึ้นทันที ก่อนที่โซ่เสร็จยาวจะขาดลง และประตูบานใหญ่ที่ค่อยๆ ถูกเปิดออก

             

    #ผู้กล้าขยี้สวาท

             

             

    คล้ายกับเรื่องถูกอัญเชิญไปเป็นผู้กล้าขยี้สวาทที่ต่างโลก ที่คุณอ่าน