เช้าตรู่วันต่อมาสหาย 2 คนก็มาถึง คนแรกคือสหายจางที่สำนักงานยุวปัญญาชน อีกคนคือผู้แทนพรรคของหมู่บ้านชิงซาน ถังเจี้ยนกั๋ว
สหายจางเป็คุณลุงวัยกลางคนรูปร่างอ้วนเตี้ย เมื่อเห็นหลินซีเขาก็ถามออกมาด้วยสีหน้าเป็ห่วง “ยุวฯหลิน ดีขึ้นหรือยัง? พวกเรามารับเธอออกจากโรงพยาบาล เื่ครั้งนี้คงทำให้เธอไม่พอใจ ในฐานะที่เป็ตัวแทนของสำนักงานยุวปัญญาชน ฉันต้องขอโทษเธอด้วยนะ ขอโทษจริงๆ ถ้าเธอมีความ้าอะไรก็ขอให้บอกมาได้เลย พวกเราจะช่วยเหลือเธออย่างแน่นอน คนนี้คือสหายถังเจี้ยนกั๋วเป็เลขานุการพรรคสาขาของหมู่บ้านชิงซาน หลังจากเธอไปถึงหมู่บ้านชิงซานแล้วถ้าลำบากอะไรก็ไปหาเขาได้เลย”
หลินซีมองไปที่สหายจางเ้าเล่ห์คนนั้น เธอรู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งที่เขาพูดเป็เพียงมารยาทเท่านั้น ไม่มีการกระทำอะไรชัดเจนเลย ให้เธอร้องของั้นเหรอ เธอเพิ่งมาถึงครั้งแรกเองนะ จะให้ขอได้อย่างไร?
หลินซีไม่แสดงสีหน้าอะไร หลังจากที่ทักทายกับทั้งสองคนตามมารยาทแล้วเธอก็เชิญให้นั่งลงคุยกัน ถังเจี้ยนกั๋วมองหลินซีั้แ่หัวจรดเท้า สาวน้อยคนนี้หน้าตาสะสวย ท่าทางดูเปราะบาง เฮอะ! ยุวชนที่มาปีนี้เป็พวกทำงานไม่เป็กันทั้งนั้น แต่ที่สาวน้อยคนนี้จากบ้านมาที่นี่คงไม่ง่ายเลย ยังไม่ทันทำอะไรก็าเ็เสียแล้ว คิดดูแล้วก็น่าสงสาร
ถังเจี้ยนกั๋วเอ่ยปากขึ้นมาก่อน “หัวหน้าจาง ยุวฯหลินคนนี้คงทำงานไม่ได้ไปสักพัก ถ้าเธอไม่สามารถทำงานได้ หมู่บ้านก็คงไม่สามารถแจกอาหารให้เธอได้! เกรงว่าแบบนี้อาจทำให้เกิดปัญหากับชีวิตประจำวันด้วย ฉันอยากถามหน่อยว่าเื่นี้ควรจัดการยังไง เื่นี้นายต้องให้คำตอบที่แน่ชัดกับพวกเราด้วยนะ!”
หลินซีมองถังเจี้ยนกั๋วแล้วยกนิ้วให้เขาในใจ เขาพูดสิ่งที่เธออยากเอ่ยออกมา
“เื่นี้ไม่ต้องรีบร้อนหรอกสหายถัง นายเชื่อในองค์กรเถอะ พวกเราจะต้องสามารถจัดการงานขั้นต่อไปให้เรียบร้อยได้แน่ๆ แต่เื่นี้ยังต้องประชุมเพื่อหารือกันก่อน เพราะยังไงเสียเื่นี้ก็ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน! ตอนนี้พวกเราพายุวฯหลินกลับหมู่บ้านชิงซานกันเถอะ รอให้เข้าพักเรียบร้อยก่อนแล้วค่อยว่ากัน” หัวหน้าจางตอบด้วยคำพูดเป็ทางการทำให้หลินซีใจหายไปส่วนหนึ่ง
กว่าหลินซีจะนั่งรถไถนามาจนถึงหมู่บ้านชิงซานก็เกือบเที่ยงแล้ว ถังเจี้ยนกั๋วเชิญหลินซีเข้าไปทานข้าวที่บ้านเขาก่อน หลินซีปฏิเสธไม่ได้จึงตามเขาไป หลิ่วชุนเยี่ยนภรรยาของถังเจี้ยนกั๋วเป็หญิงอายุ 30 กว่า เมื่อพบหลินซีเธอจึงเชิญเข้าบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ภายในบ้านเก็บกวาดอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย มีเด็กน้อยสองคนเล่นเกมอยู่ในบ้าน พอเห็นหลินซีเข้าบ้านมาพวกเขาก็ลุกขึ้นยืน หลิ่วชุนเยี่ยนทักทายหลินซีแล้วให้เด็กๆ ช่วยยกน้ำอุ่นมาให้ หลังจากเธอพูดคุยกับหลินซีสองสามประโยคแล้วก็เรียกทุกคนมาทานข้าว
บนโต๊ะมีขนมปังแป้งข้าวโพดนึ่ง 1 ตะกร้า ผัดผักแห้งๆ 2 จาน ซุปผักดองคนละถ้วย หลินซีมองไปที่ขนมปังนึ่งที่มีจำนวนเท่ากับคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะอาหารซึ่งเท่ากับคนละอัน หลินซีไม่ได้ยื่นมือออกไปหยิบ หลิ่วชุนเยี่ยนจึงสบายใจขึ้นมาหน่อย ดูท่าทางแล้วเธอเป็คนรู้จักวางตัว ตอนนี้หลินซีไม่มีส่วนแบ่งอาหาร อาหารที่ทานก็มีแต่อาหารของบ้านเธอทั้งนั้น
จากนั้นเธอจึง็็หยิบขนมปังหนึ่งอันยื่นให้หลินซี “ไม่ต้องเกรงใจหรอกจ้ะ กินเถอะ” หลินซีหิวแล้วแต่เธอไม่เคยกินขนมปังนึ่งที่หยาบขนาดนี้มาก่อน เธอแบ่งออกครึ่งหนึ่งแล้ววางกลับเข้าไปในตะกร้าพร้อมพูดกับหลิ่วชุนเยี่ยน “พี่หลิ่วคะ แค่นี้ก็พอแล้ว” รอยยิ้มของหลิ่วชุนเยี่ยนยิ่งจริงใจมากขึ้นอีก เธอเอ่ยขึ้นอย่างมีมารยาทอีกสองสามประโยค “แค่นี้จะไปพอที่ไหนกัน สาวๆ ในเมืองอย่างพวกเธอกินน้อยกันเสียจริงๆ จากนี้ไปพอต้องทำไร่ทำนาอยู่ที่นี่ก็กินเยอะเองนั่นแหละ” หลินซียิ้มแล้วก้มหน้าก้มตากินข้าว
พอทานอาหารเสร็จแล้วถังเจี้ยนกั๋วก็พาหลินซีไปที่พักยุวปัญญาชน ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของเขานัก บ้านดินเรียงกันเป็ทิวแถว ด้านนอกล้อมด้วยกำแพงต่ำๆ แถวหนึ่ง ถังเจี้ยนกั๋วอธิบายสถานการณ์ให้หลินซีฟัง “คนที่อาศัยอยู่ที่นี่มีแต่ยุวปัญญาชนที่ย้ายมาทำงานนอกเมืองอย่างพวกเธอ พวกที่เพิ่งมาใหม่เดือนแรกจะกินเสบียงสนับสนุนที่แจกลงมา หลังจากนั้นจึงจะแลกอาหารได้ตามปริมาณงานที่ทำ ผักสามารถปลูกเองได้ ถ้าไม่พอก็ไปขุดผักป่ามาได้ ด้านหน้าที่นี่ติดกับแม่น้ำจิ่ง ด้านหลังก็ติดกับูเาซวงผิงจึงไม่ต้องห่วงเื่กิน ในตอนแรกที่ประสบปัญหาอดอยากพวกเราที่นี่ก็ไม่มีใครอดตายกันสักคน เธอได้มาที่นี่ถือเป็โชคดี”
ใบหน้าหลินซีเปื้อนยิ้มแต่ในใจกลับก่นด่าเขา ไม่ใช่สิ ด่าระบบต่างหากที่พาเธอมาที่ห่วยๆ แบบนี้ แม่มันสิ แล้วยังต้องขุดผักป่าอีก เธอไม่รู้เื่พวกนี้มาก่อน ตอนนี้ตัวเธอก็ไม่มีอะไรในมือเลย วันต่อๆ ไปจะอยู่ยังไงล่ะเนี่ย
พอมาถึงที่พักยุวปัญญาชนก็เป็เวลาพักเที่ยงพอดี ยุวปัญญาชนส่วนมากกำลังพักผ่อนกันอยู่ พอหลินซีมาถึงคนที่ยังไม่นอนก็เดินออกมา ถังเจี้ยนกั๋วแนะนำหลินซีให้กับยุวปัญญาชนหญิงคนหนึ่ง “คนนี้คือหานเหม่ยฟาง เธอคือยุวปัญญาชนที่มาคนแรกและเป็หัวหน้ากลุ่มยุวปัญญาชนหญิงของพวกเธอด้วย” จากนั้นเขาก็พูดกับหานเหม่ยฟาง “คนนี้คือหลินซีคนที่าเ็ ตอนนี้ออกจากโรงพยาบาลแล้วแต่อาการาเ็นี้ก็ยังต้องรักษาไปอีกสักพัก พวกเธอเป็ยุวปัญญาชนหญิงเหมือนกันก็ฝากดูแลหน่อยนะ”
“ได้ค่ะท่านผู้แทนฯ วางใจฝากเธอไว้กับฉันเถอะค่ะ ฉันจะดูแลยุวฯหลินเป็อย่างดี” หานเหม่ยฟางรับปาก หลินซีมองเธอ หน้าตาของเธอดูเหมือนจะมีอายุราวๆ 20 กว่าปี รูปร่างสูง รอยยิ้มบนใบหน้าก็ช่างอ่อนโยน หลินซีเห็นดังนั้นก็ยิ้มตอบกลับไปเช่นกัน เมื่อถังเจี้ยนกั๋วฝากเธอเรียบร้อยแล้วก็กำชับหลินซีอีกสองสามประโยคก่อนจะจากไป
หานเหม่ยฟางจูงมือหลินซีแล้วพูดขึ้นอย่างกระตือรือร้น “ไปกัน ฉันจะพาเธอไปดูที่พัก ของเธออยู่ที่นั่นหมดแล้ว พวกเราไม่ได้แตะต้องอะไร อีกสักพักค่อยจัด ตอนนี้เธอขยับมือได้ข้างเดียวคงทำอะไรหลายอย่างไม่สะดวก มีอะไรที่้าความช่วยเหลือก็บอกนะ รอให้เธอจัดของเรียบร้อยแล้วเดี๋ยวฉันจะพาเธอไปรู้จักกับทุกคน”
พอได้ยินว่าตัวเองยังมีกระเป๋าเดินทางอยู่หลินซีก็ดีใจ ตอนนี้เธออยากดูว่าเ้าของเดิมมีของอะไรบ้างจนแทบอดใจไว้ไม่ไหว ไม่อย่างนั้นจากสภาพความเป็อยู่ปัจจุบันเธอคงอดทนต่อไปไม่ไหวแน่
กระเป๋าเดินทางของเ้าของเดิมมีไม่น้อยเลย มีกระเป๋าใบใหญ่สองใบแล้วยังมีม้วนที่นอนอีก ตอนนี้ทุกคนมองอยู่หลินซีจึงไม่สะดวกที่จะเปิดกระเป๋าออก แต่กระเป๋าที่บวมหนาก็แสดงให้เห็นว่าของด้านในจะต้องเยอะแน่ๆ
หลินซีจัดเตียงของตัวเองเรียบร้อยโดยได้ความช่วยเหลือจากหานเหม่ยฟาง แต่จะพูดให้ถูกกว่านี้ก็คือคั่ง (เตียงนอนที่ก่อด้วยอิฐ) แต่ละห้องมียุวปัญญาชนอาศัยอยู่ 3 คน ห้องนี้นอกจากเธอแล้วยังมีวังเสี่ยวเจินและอวี่หลินหลิน พวกเธอทั้งสามคนเป็กลุ่มยุวปัญญาชนที่มาใหม่ทั้งหมด สามคนนอนบนคั่งใหญ่ 1 คั่ง กางที่นอนเรียงเป็แถว หลินซีมาช้าเธอจึงต้องนอนตรงตำแหน่งปลายคั่ง
สองคนที่เหลือในห้องมองพวกเธอจัดของแต่ก็ไม่พูดอะไร ใบหน้าของวังเสี่ยวเจินเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เธอกับอวี่หลินหลินสองคนกระซิบกระซาบกันเสียงเบาสองสามประโยค เมื่อทั้งสองคนจัดของเสร็จแล้วหานเหม่ยฟางก็พูดกับวังเสี่ยวเจินและอวี่หลินหลิน “มือของหลินซียังขยับไม่ได้ งานในห้องพวกเธอช่วยดูแลหน่อยแล้วกัน ช่วยตักน้ำอะไรประมาณนั้น ได้ไหม?” วังเสี่ยวเจินเบ้ปากด้วยความไม่พอใจนิดๆ “พี่หาน พวกเราก็เพิ่งมาเหมือนกันนะ ตอนนี้งานทำนาในทุ่งก็หนักแล้ว ต้องทำงานยุ่งทั้งวัน เหนื่อยจนเอวงอไปหมด พี่ยังจะให้พวกเราดูแลคนป่วยอีกเหรอ พวกเราทำไม่ได้หรอก” พูดจบก็หมุนตัวเดินออกไป
หานเหม่ยฟางโดนว่าด้วยความไม่พอใจจนทำให้สีหน้าของเธอดูอึดอัดใจ อวี่หลินหลินมองทั้งสองคนแล้วฝืนยิ้มออกมา จากนั้นก็เดินออกไปเช่นกัน ใบหน้าของหานเหม่ยฟางแดงขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรือเปล่า หลินซีจึงรีบทำให้สถานการณ์เย็นลงทันที “ไม่เป็ไรหรอกพี่หาน ฉันดูแลตัวเองได้ ทุกคนก็ลำบากกันหมด ฉันไม่กล้ารบกวนคนอื่นหรอกค่ะ” พอหลินซีพูดกับเธอแบบนี้ก็ทำให้ความประทับใจที่หานเหม่ยฟางมีต่อหลินซีดีมากขึ้นเล็กน้อย หานเหม่ยฟางตบไหล่เธอเบาๆ แล้วปลอบใจ “มีเื่อะไรก็มาหาฉันนะ ฉันพักอยู่ห้องติดกัน” หลินซีพยักหน้าขอบคุณเธอ
เมื่อปูผ้าห่มเรียบร้อยแล้วหลินซีก็ตามหานเหม่ยฟางไปทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม ห้องที่ติดกับทางตะวันตกคือห้องครัว ในห้องนั้นมีเตาดิน 1 เตา ทุกคนผลัดกันทำกับข้าวเรียงตามลำดับ งานหาบน้ำให้ยุวปัญญาชนชายทำทั้งหมด แต่บ่อน้ำใกล้กับที่พักยุวปัญญาชนมาก ดังนั้นการใช้น้ำจึงสะดวกสบาย หากจะซักผ้าต้องไปซักริมแม่น้ำ น้ำในถังน้ำเอาไว้ใช้ดื่มในแต่ละวันเท่านั้น ในสวนมีแปลงปลูกผักเล็กๆ แปลงหนึ่งซึ่งทุกคนหาเวลาว่างมาจัดการ
ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่ยุวปัญญาชนสองสามคนก็ออกมาทักทายหลินซี หลินซีทำความรู้จักกับยุวฯหลิวเสียและโจวหลายตี้ที่อยู่ห้องเดียวกับพี่หาน ทั้งสองคนเจอกับหลินซีและถามอาการาเ็ของเธอเล็กน้อย ส่วนคนที่พักอยู่ในห้องที่เหลือสองห้องเป็ยุวปัญญาชนชายซึ่งมีด้วยกัน 6 คน
เมื่อม่านประตูถูกเลิกขึ้นยุวปัญญาชนชายสองสามคนก็ออกมานำโดยฟางฉวนจื้อซึ่งเป็ยุวปัญญาชนที่มาถึงหมู่บ้านชิงซานคนแรก เขานับเป็พี่ชายใหญ่ของที่นี่ แล้วยังมีหยวนเฮ่อ หวังเหอผิง หวังหยวน จ้าวเหิง ซุนอี้ ไม่คิดมาก่อนว่ายุวปัญญาชนในหมู่บ้านหนึ่งจะเยอะขนาดนี้ ฟางฉวนจื้อมองอาการตกตะลึงของหลินซีออกจึงชิงอธิบายกับหลินซีขึ้นมาก่อน “หมู่บ้านชิงซานเป็หมู่บ้านใหญ่ แถมสภาพก็ไม่เลว ดังนั้นยุวปัญญาชนที่มาที่นี่ถึงได้เยอะเป็พิเศษ หมู่บ้านอื่นมีคนน้อยกว่านี้มาก” หลินซีทักทายกับทุกคนทีละคนๆ ครั้งแรกที่เจอกันทุกคนยังเกรงใจกันอยู่
เมื่อแตรใหญ่ในหมู่บ้านดังขึ้นเหล่ายุวปัญญาชนก็แบกอุปกรณ์ทำนาไปทำงานกัน หลินซีนั่งอยู่บนคั่งแล้วถอนหายใจออกมายาวๆ จากนั้นก็เปิดกระเป๋าของตัวเองออก ในกระเป๋าเป็เสื้อผ้าของเ้าของเดิมทั้งหมด มีเสื้อผ้าครบทั้ง 4 ฤดูและมีของใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มมาอีกนิดหน่อย ในกระเป๋าผ้าใบหนึ่งบรรจุแป้งไว้นิดหน่อย หลินซีลองวัดน้ำหนักในมือดู ไม่เกิน 1 กิโลกรัม แล้วยังมีน้ำมันอีกน้อยกว่าครึ่งขวดที่ปิดฝาไว้อย่างแ่า หลินซีควานหาอยู่นานจนในที่สุดก็ควานเจอกระเป๋าผ้าใบหนึ่ง พอเปิดออกดูก็เห็นว่ามีเงิน 10 กว่าหยวน แล้วยังมีคูปองอาหาร คูปองสบู่อีกหลายชั่ง (หน่วยน้ำหนักจีน) การที่เ้าของเดิมสามารถมีสิ่งของพวกนี้ได้ ดูเหมือนว่าคนในครอบครัวของเ้าของเดิมจะดีกับเธอไม่น้อย แต่เื่ความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัวเ้าของเดิมนั้นก็ยังเลือนรางอยู่ หลินซีไม่รีบร้อน ตอนนี้การยืนหยัดอยู่ที่นี่ได้ถึงเป็สิ่งสำคัญ
แต่เ้าระบบนี่นอกจากการประกาศภารกิจแล้วก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีฟังก์ชันอะไรอื่นเลย ในขณะที่หลินซีกำลังบ่นระบบที่ไม่มีประโยชน์อยู่ผู้นำระบบก็ตอบกลับมาในที่สุด “ตอนนี้ได้เข้าสู่โหมดภารกิจอย่างเป็ทางการแล้ว กรุณาตั้งใจฟังคำอธิบายของอีวานเพื่อช่วยเธอปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จได้ดีขึ้น” อยู่ดีๆ เสียงก็ดังขึ้นมา ทำเอาหลินซีใจนะโตัวลอย
เื่แรกที่หลินซีต้องทำก็คือสำรวจรอบด้าน เธอกลัวว่าจะมีคนสังเกตเห็นความผิดปกติของเธอมากที่สุด อีวานยังคงใช้น้ำเสียงเย็นเยียบอธิบายต่อ “วางใจได้ ไม่มีใครหาฉันเจอหรอก ระบบได้ต่อกับคลื่นสมองของเธอโดยตรง เธอไม่จำเป็ต้องพูด แค่สื่อสารผ่านการนึกก็จะสามารถสื่อสารกับฉันได้” หลินซีได้ยินดังนั้นก็สบายใจ แต่ทันใดนั้นเธอก็ค้นพบปัญหาขึ้นมาอีก “งั้นก็แสดงว่านายสามารถจับตามองความคิดของฉันที่ไหนตอนไหนก็ได้อย่างนั้นสิ?”
“ไม่ได้หรอก พวกเรามีกฎของตัวเอง”
“อ๋อ...” หลินซีสบายใจขึ้น ถ้าเธอถูกจับตาดูตลอดเวลาจริงคงจะน่ากลัวมาก
อีวานทนความตกอกใของหลินซีไม่ไหวจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นๆ “ตอนนี้เริ่มฟังดีๆ นะ ภารกิจที่เธอต้องทำให้สำเร็จคือภารกิจช่วยเหลือ เธอต้องทำการช่วยเหลือบุคคลเป้าหมายเพื่อช่วยให้เขาเติบโตจนกระทั่งสำเร็จภารกิจทั้งหมด ทุกครั้งที่ทำภารกิจย่อยสำเร็จ 1 ภารกิจเธอก็จะได้รางวัลจากระบบ ขอให้เธอพยายามเข้าแล้วกัน”
“บุคคลเป้าหมายคือใคร?” หลินซีถามอย่างใจร้อน
“เมื่อเจอบุคคลเป้าหมายระบบจะแจ้งเตือนเอง”
“แล้วรางวัลคืออะไร?” หลินซีถามต่อเพราะกลัวว่าระบบจะหายไปอีก
“ถึงเวลาเธอก็จะรู้เอง” พอพูดประโยคนี้จบหลินซีก็ได้ยินเสียง “ติ๊ด” รอบหนึ่ง เธอจึงรับรู้ได้ว่าระบบปิดแล้ว หลินซีควบคุมความร้อนรนในใจไว้ เธอไม่เคยเจอระบบที่หยิ่งขนาดนี้เลย พูดเยอะหน่อยจะตายหรือไง? ตายหรือไง?? ตายหรือไง???