ตอนที่ 3 เมื่อตื่นขึ้น
ทะเลอันกว้างใหญ่เกินกว่าผู้ใดจะวัดได้ว่ามันมีขนาดใหญ่เพียงใดแต่ยังมีเกาะบางอย่างถูกตั้งอยู่ในทะเลอันลึกลับพวกนี้แล้วมีเกาะหนึ่งที่ไร้ซึ่งผู้คนอาศัยและมีเพียงซากปรักหักพังที่สภาพเหมือนกับโดนโจมตีอย่างหนักลึกเข้าไปยังความมืดมิดของซากปรักหักพังอันแสนน่ากลัวตามทางเดินไม่เหลือที่จะให้เดินมากนักลึกลงไปยังที่ที่หนึ่งมีแทงก์ขนาดใหญ่ถูกตั้งเอาไว้อยู่ แต่ทว่ามีร่างหนึ่งอยู่ภายในแทงก์นั้นดวงตาที่ไม่สามารถลืมขึ้นมาได้กับรู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้มีเพียงประสาทััที่ได้ยินสิ่งรอบข้างแต่ได้ยินเพียงเสียงอากาศก่อนจะมีเสียงบางอย่างดังขึ้นอย่างช้า ๆจนเกิดเป็รอยร้าวรอยแทงก์และแตกออกอย่างรวดเร็ว
‘เพล้ง!’
เสียงแตกของกระจกดังขึ้นพร้อมกับน้ำที่กำลังไหลออกมาร่างที่อยู่ภายในตกลงออกจากแทงก์ตกลงสู่พื้นอย่างแรงทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บทั้งร่างกายจนความรู้สึกที่ชาไปชั่วขณะเริ่มกลับมาทำให้เ้าของร่างรู้สึกถึงความเ็ปที่อยู่กักมานานแสนนานเปลือกตาที่ปิดลงมานานเปิดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อรู้สึกถึงความเจ็บที่แล่นเข้ามาภายในร่างกายเธอพยายามหายใจเข้าออกอย่างรวดเร็ว ดวงตาที่เปิดออกพร่ามัวไปหมดจนต้องกะพริบตาหลายๆ ครั้งก่อนที่ดวงตาจะปรับสภาพของมัน ภาพตรงหน้าค่อย ๆเด่นชัดถึงพื้นสีเข้มตรงหน้าแต่นั่นทำให้เธอสงสัยว่าตนเองมาอยู่ที่พื้นได้อย่างใด
‘นี่...ฉัน...อยู่ไหนกัน...?’
ความคิดแรกผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็วอย่างน่าประหลาดแต่เธอพยายามจะพูดแต่เสียงของเธอไม่สามารถเบ่งออกมาได้จนเธอยกมือขึ้นมาััต้นคอว่าเป็อะไร
‘ทำไม...เสียงไม่ออกมากัน...แล้ว...อึก!เจ็บ...หน้าฉัน...หน้าอกฉัน...คอฉัน...เจ็บไปหมด...’
สีหน้าของหญิงสาวรู้สึกเ็ปกับความรู้สึกที่ร่างกายส่งเข้ามาสู่สมองของเธอมันเจ็บยิ่งกว่าอะไร จนเธอใช้มือพยุงตัวเองขึ้นมานั่งแต่พอพยุงตัวขึ้นนั้นเธอรู้สึกถึงของเหลวที่อยู่ข้างใต้มือของเธอ เธอก้มมองก็สงสัยถึงความเหลวใสๆ ที่หนองอยู่ที่พื้น ความคิดแรกที่เข้ามาเธอสงสัยว่ามันใช่น้ำเปล่าหรือเปล่าภายในคอของเธอตอนนี้มันแห้งเหือดไปหมดจนรู้สึกกระหายน้ำมาก ๆเธอก้มจนใบหน้าของตนเองเกือบติดกับพื้นลิ้นที่กำลังออกมาัักับน้ำที่อยู่ตรงพื้นก็ทำให้หญิงสาวต้องสะบัดหน้าหนีแล้วคลายน้ำใสๆ นั้นออกจากปากให้หมด เพราะรสชาติของมันไม่ใช่ของที่จะดื่มได้
‘แย่จริง ๆน้ำบ้าอะไรเนี่ย...หิวน้ำจัง...’ หญิงสาวคิด
สายตาของเธอจับจ้องไปที่น้ำอย่างไม่สบอารมณ์เธอมองซ้ายมองขวาว่าที่นี่มีน้ำให้ดื่มไหม จนหันไปเจอก๊อกน้ำอยู่ตรงริมห้อง เธอพยายามพยุงตัวเองขึ้นมาแต่เธอก็ลุกไม่ขึ้นนั้นทำให้เธอพยายามลุกขึ้นมาให้ได้จนเธอลุกขึ้นสำเร็จเธอพยายามให้ตัวเองเดินไปข้างหน้าถึงจะลำบากแค่ไหนเธอก็หาอะไรเกาะเพื่อไปที่ก๊อกน้ำถึงร่างกายจะทำให้เธอล้มไปสองสามครั้งจนมาถึงก๊อกน้ำ เธอก็พยุงตัวขึ้นมาแล้วเอื้อมมือไปที่ก๊อกแต่แล้วเมื่อปลายนิ้วัักับก๊อกน้ำมันก็ถูกแช่แข็งทันทีหญิงสาวเห็นสีหน้าเธอก็ใในทันใด
‘นี่...นี่มันอะไรกัน!!’
หญิงสาวงุนงงว่าตนเองทำอะไรลงไปโดยที่เธอแค่จะััมันแต่ทว่าเธอพึ่งจะสังเกตว่ามือของเธอนั้นกลายเป็สีขาวเหมือนในฝันที่เธอเคยเห็นความรู้สึกหวาดกลัวกำลังผุดขึ้นมาเธอเงยหน้าเห็นกระจกบานหนึ่งที่แตกอยู่แล้วติดอยู่กำแพงเธอพยายามร่างตัวเองเดินไปตรงกระจกก็ต้องหน้าซีดทันทีที่เธอได้เห็นร่างกายของตนเองกลายเป็สีขาวทั้งร่างั้แ่ผมดวงตา ผิวและเครื่องแต่งกายที่ใส่ตอนถูกแช่แข็งในแทงก์ หญิงสาวเห็นร่างกายของตนเองเธอส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา
“นี่...ไม่ใช่...นี่ไม่ใช่ฉัน!!...ไม่ใช่!!!!!!”
ความหวาดกลัวครอบงำหญิงสาวอย่างรวดเร็วจนทำให้เธอเปล่งพลังของตนเองออกมาความหนาวรอบตัวก่อตัวขึ้นพร้อมกับแท่งน้ำแข็งโผล่ขึ้นมาหลายจุดจนกระจายเป็วงกว้างภายในหัวของเธอรู้สึกสับสนไปหมดว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหนแล้วทำไมเธอมาอยู่ที่นี่ได้เมื่อสองทำงานเกิดขีดจำกัดก็ทำให้หญิงสาวสลบลงกับพื้นไปในทันใด
ไล่ออกมาไกลจากเกาะร้างที่หญิงสาวอยู่พุ่งตรงไปยังท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไร้ผู้คนจะเอื้อมถึงมันเหนือนิวยอร์กสูงขึ้นไปกลางอากาศหลายกิโลเมตรมีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีวงกว้างหลายเมตรกำลังลอยอยู่กลางอากาศเหนือเมืองใหญ่ภายในเกาะนั้นมีั้แ่บ้านเรือนตึกอาคารต่าง ๆ รวมไปถึงโรงเรียนที่แห่งนี้ถูกสร้างมานานเกือบสิบปีที่แห่งนี้ถูกเรียกว่า เกาะแห่งความหวัง หรืออีกชื่อโฮพฟลุเน็ช เกาะที่เต็มไปด้วยความหวังของผู้คนที่เคยสิ้นหวังจากเหตุการณ์ะเิเหมือนสิบปีก่อน
แล้วเมื่อสิบปีก่อนก็ทำให้เกิดเหล่าผู้คนที่มีพลังพิเศษอยู่ภายในเกาะนี้สถานที่แห่งนี้เลยเป็แหล่งร่วมเหล่าผู้คนที่มีพลังพิเศษที่ถูกเรียกกันว่า เมต้าฮิวแมนบนเกาะนี้ยังมีจุดจุดหนึ่งที่เป็ที่สนใจมันคือศูนย์กลางที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุดตึกอาคารอันโอฬารที่ใหญ่ที่สุดในเกาะที่แห่งนั้นถูกเรียกว่า ฐานบัญชาการเหล่ายอดมนุษย์ไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะสถานที่นั้นถูกก่อตั้งขึ้นมาก่อนสิ่งไหน ๆ บนเกาะข้างในนั้นมีเหล่าพนักงานและเ้าหน้าที่อยู่เยอะไปหมดมีั้แ่มนุษย์ยันถึงเหล่าเมต้าฮิวแมนที่ทำงานอยู่ข้างในนั้นกันพอเข้ามายังข้างในตึกแห่งนั้นตรงไปยังห้องหนึ่งเป็จุดรวมพลเพื่อการประชุมใหญ่ของเหล่าผู้มีอำนาจและหน้าที่ตำแหน่งใหญ่ที่สุดในที่แห่งนี้ภายในห้องนั้นช่างเคร่งเครียดกันอย่างมากแล้วก็มีหญิงสาวผมแดงกำลังกล่าวบางอย่างให้ทุกคนฟัง
“จากที่ตรวจสอบไปเมื่อ 1เดือนก่อน พวกองค์กรดาร์คเนสยังออกตามหาบางอย่างอยู่ตอนนี้พวกเราก็กำลังตรวจสอบว่าพวกนั้นหาอะไรกันถึงจะยังไม่มีเบาะแสอะไรเข้ามาเลยก็ตามที แต่เราก็จะหาให้ได้จนกว่าจะเจอค่ะ”
หญิงสาวผมแดงเมื่อกล่าวออกมาจนจบก็มีหญิงคนหนึ่งเกิดพูดพึมพำเบาๆ ออกมา แต่ก็ได้ยินหมดทุกคน
“จะหาให้ได้หรือไม่พยายามกันแน่ล่ะเนี่ย”
หญิงสาวผมแดงได้ยินเธอกำหมัดไว้แน่นทันทีก่อนที่หญิงสาวที่ทั้งร่างกายมีแต่สีเขียวและมีประดับด้วยเครื่องไม้ประดับตามตัวจะเอ่ยพูดขึ้น
"ไม่พูดขึ้นมาก็ไม่มีคนบอกว่าเป็ใบ้หรอกนะคุณเมอร์ซิด้า"
หญิงสาวที่ถูกเรียกชื่อ เธอมีผมสีชมพูใบหน้าอันสลวยงดงามจนหนุ่ม ๆ ต่างมองเธอแต่เธอถึงกับขมวดคิ้วหันไปมองหญิงสาวผมสีเขียวทันที
“แกว่าไงนะ!!”
“เปล่านี่ค่ะถ้าหูหนวกไม่ได้ยินก็ดีไปนะคะ”
“นี่แก!!จะกวนประสาทฉันหรือไง!!” เมอร์ซิด้าขึ้นเสียงพร้อมกับลุกขึ้นจะใส่อีกฝ่าย
“เงียบ!!”
เสียงที่ะโออกมาอย่างดังก้องทำให้เหล่าผู้คนที่อยู่ตรงนั้นต่างนิ่งเงียบไปทันใดพวกเขาต่างหันไปมองต้นเสียงที่นั่งอยู่หัวโต๊ะเ้าของเสียงมีรูปร่างสูงโปร่งกำยำจนหญิงไหนเห็นก็หลงใหล ทรงผมยาวเซ่อ ๆสีเทาประบ่ารวมไปถึงหูหมาป่าที่ตั้งขึ้นตามอารมณ์ของเขาแต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต่างหวาดกลัวชายคนนี้คือดวงตาสีเหลืองอำพันที่จับจ้องไปพวกเขาอย่างน่าเกรงขาม
“พวกเรากำลังประชุมกันอยู่!อย่ามาทะเลาะอะไรที่มันน่ารำคาญได้ไหม!? คุณเมอร์ซิด้าซาร่าก็ด้วย”
“ขอโทษค่ะ หัวหน้า!” หญิงผมชมพูกล่าวขอโทษทันทีพร้อมกับสายตาที่จับจ้องไปที่ซาร่า
ซาร่าหันหน้าไปทางอื่นอย่างไม่สนใจเพราะเธอไม่ขอโทษอะไรแน่ ๆ เพราะเธอไม่ผิดอะไรชายหนุ่มเห็นแบบนั้นเขาก็ปล่อยผ่านพร้อมกับหันไปมองซาร่า
“แล้วทางเธอล่ะ ซาร่า ได้ข่าวอะไรมั่งไหม?”
ซาร่าได้ยินคำถามเธอหันไปหาชายที่เป็หัวหน้าของเธอทันที “ไม่ค่ะตอนนี้ทางเมืองนิวยอร์กก็ไม่มีเื่เดือดร้อนอะไรพอเราจัดการให้เมต้าฮิวแมนอยู่ในความดูแลของเราทุกอย่างก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากเื่ที่เมียสืบอยู่นะคะ”
“เมีย!”
“ค่ะ! พวกเราสืบเกี่ยวกับสิ่งที่พวกนั้นหากันจนเคยจับพวกมันมาได้ แต่พวกนั้นก็โดนวางยาที่อยู่ในรากฟันซะก่อนแต่เราก็ได้เบาะแสมาไม่กี่อย่าง อย่างเช่นพวกนั้นหาใครสักคนค่ะ”
“ใครสักคน? หมายความว่ากำลังหาใครสักคน เพื่ออะไร?”
“เราก็ยังไม่แน่ใจค่ะ...”
“หึ! สองสามปีที่พวกนั้นหายเข้ากลีบเมฆไปตอนนี้กับออกมาเพื่อหาใครบางคน...”
“ฉันว่าเราน่าจะลองหาสายสืบของเรานะคะว่าพวกนั้นตามหาอะไรกันแน่นะ” หญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้น
“สายไปแล้วล่ะ พีบี!”
“หมายความว่าไงนะ?”
“สายสืบของเราโดนจับได้เลยโดนฆ่าไปแล้วล่ะ”
“อะไรกัน...” หญิงสาวที่ชื่อพีบีถึงกับหน้าซีดไปทันที
‘ตึง!!’
ทุกคนต่างใกับเสียงทุบโต๊ะที่ดังขึ้นมาคนที่ทำเสียงนั้นขึ้นมาก็คือชายที่อยู่หัวโต๊ะ
“จะมีอีกสักกี่คนที่ต้องตายเพราะเ้าพวกนั้นกัน!!”
เมื่อเห็นสีหน้าของชายผมสีเทาดูไม่ค่อยทำให้สถานการณ์ในประชุมดีขึ้นหญิงผมชมพูก็เริ่มพูดขึ้นเพื่อประจบหัวหน้า
“เราต้องทำสำเร็จแน่ ๆ ค่ะหัวหน้า ไม่ต้องไปห่วงหรอกนะ เดียวพวกเราก็จับพวกนั้นได้เองนั้นล่ะนะคะ!”
“จับได้งั้นเหรอ?” ชายหนุ่มพูดถ้วนอีกครั้ง
พอได้ยินน้ำเสียงของหัวหน้าเปลี่ยนไปทำให้หญิงผมชมพูถึงกับรู้สึกว่าตัวเองไม่น่าพูดอะไรออกมาเลยจริง ๆนั้นทำให้เธอเหงื่อตกทันที
“หึ! พูดออกมาแบบนั้นถ้าเราจับได้...คงไม่ปล่อยให้เื่นี้ผ่านมาได้ถึง 10 ปีแบบนี้หรอกนะ”ชายหนุ่มจ้องมองหญิงสาวก่อนจะมองทุกคน"ั้แ่ตอนนั้น...ตอนที่เกิดเมต้าฮิวแมนขึ้น!"
ทุกคนต่างนิ่งเงียบไปทันที เมื่อได้ยินประโยคนั้นจากชายที่เป็หัวหน้าใหญ่ของฐานบัญชาการนี้เอ่ยพูดขึ้นทำให้พวกเขานึกถึง่เวลาย่ำแย่นั้น
“จบการประชุมเท่านี้เชิญทุกคนกลับไปทำงานได้!”
พอชายหนุ่มพูดขึ้นทุกคนต่างลุกขึ้นพร้อมกับก้มหัวทำความเคารพแล้วออกจากห้องไปหญิงผมชมพูดกำลังจะรอทุกคนออกไป เธอกำลังจะพูดบางอย่างกับหัวหน้า
“หัวหน้าค่ะ อยากให้ฉัน…”
“ออกไปซะ! คุณเมอร์ซิด้า!ฉันอยากอยู่คนเดียว!”
“อ๊ะ...ค่ะ...”
หญิงสาวกับรู้สึกเสียหน้านิดหน่อยที่หัวหน้าไล่เธอออกจากห้องนั้นเธอรีบเดินออกไปข้างนอกทันที พวกสาว ๆ ที่เป็คู่อริกับเธอก็ต่างขำออกมาเบา ๆ ทำให้เธอไม่ชอบใจแล้วเดินออกไปทันที
“อยากประจบกับหมอนั้นคงชาติหน้าล่ะถ้าหมอนั้นยังไม่ลืมเธอคนนั้นนะ”
“ก็จริงนะ...แต่เธอคงไม่มีวัน...กลับมาหาเราแล้วล่ะ...”
ซาร่าพูดขึ้นพร้อมกับเดินออกจากตรงนั้นสองสาวก็ตามซาร่าไปทันที ชายหนุ่มผมสีเทาที่อยู่ข้างในห้องประชุมเขาลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วไปนั่งที่ขอบหน้าต่างสายตาเขาจับจ้องไปก้อนเมฆที่ลอยผ่านเกาะนี้ไปสีหน้าเขานั้นเหมือนกำลังจมสู่ห้วงแห่งความคิดของเขา
“ฉัน...อยากให้เธอมีชีวิตอีกครั้ง...ฉันอยากขอโทษเธอ...มิรารี...”
บนเกาะร้าง ณ ห้องหนึ่ง
บนพื้นอันเย็นเฉียบมีน้ำที่หนองกันจากน้ำแข็งที่ละลายไปเยอะแล้วหลังจากเวลาผ่านมาหลายชั่วโมง น้ำบนพื้นนั้นหนองกันจนัักับผิวกายของหญิงสาวนั้นทำให้เธอรู้สึกถึงบางอย่างที่กำลังััริมฝีปากของตนเองเธอได้สติขึ้นมาอีกครั้งดวงตาของเธอค่อย ๆ ขยับขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ๆเธอมองภาพตรงหน้าเธอเริ่มปรับสภาพได้อย่างรวดเร็ว เธอจำได้ว่าตัวเองสลบไปหลังจากรู้ว่าร่างกายของตนเองนั้นเป็อะไรก็ไม่รู้เธอจ้องมองมือของตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อว่าตัวเองกลายเป็อะไรไป เธอค่อย ๆพยุงตัวเองขึ้นจนทรงตัวให้นั่งอย่างสบายได้ เธอหันหน้าไปมองกระจกที่แตกก็เห็นร่างกายของตนเองที่ไม่เหมือนเดิมร่างผอมบางสีขาวดั่งหิมะ
“นี่ฉัน...กลายเป็ตัวอะไรกัน...?”
หญิงสาวจ้องมองตัวเองอยู่ในกระจกนานหลายนาทีก่อนที่เธอจะตั้งสติแล้วพยุงตัวเองขึ้นอย่างช้าๆ จนทรงตัวได้อย่างดี เธอค่อย ๆ เขาไปใกล้กระจกแล้วมองอย่างชัด ๆร่างกายของเธอขาวซีดกว่ากระดาษและผมที่สั้นเหมือนร่างเดิมแต่มันกลายเป็สีขาวหมดทั้งหัวยิ่งมองก็ไม่อยากเชื่อว่านี้คือตัวเอง
“ภาพตรงหน้า...คือฉันเหรอ?ใช่ฉันจริง ๆ เหรอ?”
หญิงสาวนึกภาพตัวเองที่เปลี่ยนไปไม่ออกเลยแต่ตอนนี้เธอเปลี่ยนไปกลายเป็ใครก็ไม่รู้ตอนนี้เธอรู้สึกไม่เหลือเค้าเดิมของเธอเลย ตัวเธอที่มีชื่อว่ามิรารีเธอรู้สึกแปลกกับร่างกายนี่ไปหมด ก่อนจะยกมือขึ้นมาตีใบหน้าของเธอทันที
‘เพียะ!’
“ไม่เศร้า ๆถึงร่างนี้จะเปลี่ยนไป แต่ฉันก็คือ มิรารี คนเดิม!!”
มิรารีตั้งสติตนเองไม่ให้เศร้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเธอถึงร่างกายจะเปลี่ยนไปตัวเธอก็ยังเป็เธออยู่ดีตอนนี้เธอต้องหาทางออกจากห้องนี้ก่อน แต่เธอกับรู้สึกแปลก ๆที่คอเธอมันไม่รู้สึกกระหายแล้วนั้นทำให้เธอสงสัยเมื่อมองไปที่พื้น
‘นี่ฉัน...คงไม่ได้ดื่มน้ำที่พื้นไปแล้วนะ...’มิรารีคิด
สีหน้าของมิรารีรู้สึกยี้ ๆกับการที่ตนเองอาจจะเผยดื่มน้ำบนพื้นไปเธอไม่คิดเลยว่าตัวเองจะต้องมาลำบากในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยแบบนี้แต่ตอนนี้เธอส่ายหน้าอย่างช้า ๆเพื่อให้ตัวเองเลิกคิดอะไรที่มันไร้สาระกับสถานการณ์นี้ เธอหันไปมองรอบ ๆว่าจะมีทางออกไปไหมจนกระทั่งเธอเห็นประตูบานใหญ่ที่ปิดอยู่นั้นดวงตาของเธอเป็ประกายทันทีที่เห็นทางที่จะออกไปจากห้องที่คล้ายห้องวิจัยแห่งนี้เธอเดินตรงไปอย่างช้า ๆ เพราะขาของเธอมันอ่อนแรงมาก ๆ และบางเหมือนตะเกียบไม่มีผิดเธอเดินจนกระทั่งมาถึงประตูบานใหญ่เธอจับไปที่จับประตูก่อนจะดึงไปทางที่คิดว่าน่าจะเปิดได้แต่ทว่าเธอดึงเท่าไหร่มันก็ไม่มีที่ท่าจะเปิดออกเลย
“เราเปิดผิดเหรอ? งั้นเอาใหม่!”
มิรารีกล่าวกับตัวเองก่อนจะหันไปอีกทางแล้วใช้แรงของตนเองเปิดประตูแต่ประตูก็ไม่ขยับออกเลยจนเธอหยุดมองอย่างสงสัย
“เดียวสิ!แบบนี้มัน...เราโดนขังในนี่เหรอ!? ไม่นะฉันไม่อยากติดอยู่ในนี้จนตายนะ!!”
มิรารีเริ่มโวยวายเพราะความกลัวเธอพยายามถีบประตูอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้ผลจนเธอลื่นล้มลงกับพื้นไปทันที
“อ๊ากกกกกกก!!”
เมื่อล้มลงไปกับพื้นสิ่งที่โดนพื้นอันดับแรกคือก้นของเธอมันช่างเจ็บจนเธอต้องร้องออกมา
“โอ๊ย...เจ็บเป็บ้า...ทำไมมีแต่เื่เจ็บตัวนะเรา...”
พอร่างกายโดนกระแทกไปอีกครั้งทำให้มิรารีค่อย ๆตั้งสติพร้อมกับใช้สมองในการคิดว่าควรทำยังไงดีที่จะออกจากห้องนี้ไปได้
“อืมมมมมถ้าเปิดประตูไม่ได้ก็ต้องตรวจสอบว่า...”
มิรารีนึกบางอย่างขึ้นมาได้ก่อนจะชี้ไปทางทางหนึ่งพร้อมกับพูดบางอย่าง
"มีปุ่มเปิดอยู่ตรงไหน!!"
มิรารีมองไปจุดที่เธอชี้มันมีคอนโซลสี่เหลี่ยม ๆ มีปุ่มเยอะ ๆ เธอนิ่งไปสักพักหนึ่งก่อนจะเดินไปที่คอนโซลนั้น แล้วกดปุ่มสีที่เด่น ๆ ตรงหน้า และแล้วประตูก็เปิดออกเห็นแบบนั้นมิรารีล้มลงไปซุกไปกับพื้นทันที
“นี่เราโง่ขนาดนี้เลยหรือไงกัน...ถึงไม่รู้กระทั่งว่ามีปุ่มใกล้ๆ ...แถมทำตัวเองเจ็บอีก แย่จริง!!”
มิรารีถึงกับน้ำตาตกทันทีที่ตัวเองต๊องถึงไม่คิดให้ถี่ถ้วนก่อนจะทำอะไรให้ตัวเองเจ็บตัวแบบนี้เธอเรียกสติตัวเองกลับมาก่อนจะลองโผล่หน้าออกไปนอกประตูเพื่อดูว่าจะมีใครเดินผ่านแถวนั้นไหมแต่พอเห็นสภาพโดยรอบที่เป็ซากปรักหักพังแบบนี้เธอคิดอย่างเดียวว่าที่นี่ไม่น่ามีคนอยู่แน่ๆ แต่ก็มีข้อสงสัยว่าที่นี่มันคือที่ไหนกัน
“ที่นี่มัน...ที่ไหนกันแน่เนี่ย?”มิรารีขมวดคิ้วอย่างสงสัย
เธอเดินออกมาจากห้องที่ตัวเองอยู่เมื่อลองเดินไปตามทางก็เห็นแต่ซากปรักหักพังตามจุดต่างๆยิ่งเดินไปก็เห็นซากที่คล้ายว่าแถวนั้นมีการต่อสู้เกิดขึ้นยิ่งทำให้มิรารีคิดเลยว่าที่นี่ต้องมีเื่บางอย่างแน่ๆ ก่อนที่เธอจะเดินไปเรื่อย ๆ จนไม่ดูทางเกือบจะตกลงไปในหลุมขนาดใหญ่ที่พื้นมิรารีหัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม เธอไม่คาดคิดเลยว่าที่พื้นจะมีรูขนาดใหญ่เธอพยายามเดินให้ชินกำแพงแล้วเดินผ่านรูขนาดใหญ่ไปอย่างรวดเร็วพอเดินไปตามทางนั้นมิรารีก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาเธอรู้สึกถึงสิ่งที่เธอไม่ชอบจนเธอเห็นสิ่งที่วิ่งไปมาตามพื้นนั้นทำให้มิรารีขนลุกขนพองไปหมด
“ยะ...อย่าเดินมาหาฉันละกันนะ...ไม่งั้นฉันแช่แข็งพวกแกแน่ๆ” มิรารีข่มขู่ปีเตอร์ก่อนจะเดินไปอย่างช้าๆ ไม่ให้มันสนใจเธอ “ที่นี่โดนปล่อยร้างนานแค่ไหนกันถึงไม่มีการกำจัดเ้าแมลงพวกนี้กัน…”
มิรารีบ่นพึมพำเกี่ยวกับแมลงไปตลอดทางเธอไม่เคยชอบแมลงเลยจริง ๆ คงเพราะสมัยเด็ก ๆ เธอโดนพี่ชายแกล้งเอาแมลงมาแหย่เลยทำให้เธอกลายเป็คนกลัวแมลงไปเลย เมื่อเดินไปเรื่อย ๆตามทางที่เธอกำลังเดินนั้นก็มีสายลมพัดเข้าหาเธอพร้อมกับแสงแดดอันอบอุ่น
“อุ่นจัง...”
มิรารีเงยหน้าขึ้นรับแสงแดดที่สาดส่องเข้าหาเธอมองเพดานที่เป็โดมกระจกแตกอย่างกับโดยอะไรพุ่งใส่ นั้นทำให้เธอเข้าใจอีกว่าจุดไหนคือจุดที่แมลงเข้ามาได้
“ถึงได้...มีแมลงเต็มไปหมด...เพราะทางเข้าเต็มไปหมดจริงๆ...”
เห็นสภาพที่นี่เป็แบบนี้ก็ทำให้คนที่อยู่ตรงนั้นอย่างมิรารีรู้สึกเซ็งๆ เธอส่ายหัวก่อนจะมองหาทางลงไปชั้นล่าง เธอเห็นราวกันแบบกระจกพอเดินไปดูก็ได้เห็นภาพชั้นล่างเหมือนมีการโจมตีใหญ่เกิดขึ้นตรงนี้เพราะมีทั้งหลุมขนาดใหญ่ใจกลาง ซากเสา ซากกำแพงที่แตกเต็มไปหมดเมื่อมองรอบตัวเธอก็เห็นบันไดที่จะลงไปข้างล่างจึงรีบวิ่งไปที่บันไดทันทีแต่ก็ต้องหยุดชะงัก เพราะบันไดนั้นขาดเป็สองส่วน
“แล้วจะลงไปยังไงดีล่ะเนี่ย?”
มิรารีมองบันไดที่ขาดเธอนึกอย่างสงสัยว่าจะลงไปยังไงเธอมองรอบข้าง ๆ มันไม่มีแม้กระทั่งเชือกเลยสายตาของมิรารีเอาแต่มองบันไดจนเธอมีความคิดที่บ้าบิ่นที่สุดเท่าที่เธอเคยทำเธอถอยไปข้างหลังอย่างรวดเร็วก่อนจะตั้งท่าเตรียมตัววิ่งเธอส่ายหัวกับความคิดอันบ้าบิ่นของเธอก่อนจะวิ่งไปสุดกำลังจนกระทั่งถึงจุดะโเธอก็ดีดตัวเองะโข้ามบันไดที่ไม่มีอะไรรองรับเธอมิรารีพึ่งมานึกได้ว่าข้างล่างไม่มีอะไรรองรับเธอจนกระทั่งร่างกายเธอกำลังตกสู่พื้น
“กรี๊ดดดดดดดดด!!”
‘ตู้ม!!’
‘ตึง!!’
เสียงโครมครามดังไปทั้งตึกร่างเบาะบางตกสู่พื้นอันแข็งและมีแต่ซากต่างๆ ร่างกายของมิรารีกระแทกกับพื้นและกองซากต่าง ๆ ที่พื้น
“โอ๊ะ...โอ๊ย...ไม่นึกว่าจะเจ็บแบบนี้ทำตัวเองอีกแล้วเรา...”
เธอมองร่างกายของตัวเองที่มีเืไหลตามาแจากการโดนบาดจากเศษกระจก
“ได้เืเลยแฮะ...”
เธอมองเืที่ซึมออกมาเืสีแดงที่ยังบ่งบอกว่าตัวเธอนั้นก็ยังเป็มนุษย์อยู่
“ฉัน...ยังเป็มนุษย์อยู่ใช่ไหมนะ?”
ถึงจะให้คิดยังไงเธอก็ยังเป็มนุษย์อยู่ดีนั้นล่ะแต่แค่ตอนนี้กลายเป็อะไรไปเท่านั้น มิรารีพยายามจะลุกขึ้น แต่เธอกับรู้สึกเจ็บที่ข้อเท้าเมื่อเธอหันไปมองก็เห็นข้อเท้าของเธอนู้นขึ้นมา
“อ๊ะ...เจ็บ...ข้อเท้าแพลงเหรอเนี่ย...ทำไงดีล่ะเนี่ย?”
มิรารีครุ่นคิดถ้ามีคนอยู่ข้าง ๆเธอยังขอความช่วยเหลือได้แต่นี่เธอทำไมได้เพราะตอนนี้ที่นี่เหมือนเหลือเธอแค่คนเดียวเธอไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ไหนแล้วที่นี่จะมีคนได้อย่างใดเธอกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็นึกถึงบางอย่างเช่นตอนอยู่ในห้องที่ขังเธอไว้เธอสร้างแท่งน้ำแข็งขึ้นมานั้นเอง
“ตอนนั้นก่อนสลบมีอะไรคล้าย ๆน้ำแข็งโผล่ขึ้นมานี่น่า?”
มิรารีกำลังใช้ความคิดของตนเองคิดถึงเหตุการณ์ของตนเองอยู่ว่าเธอนั้นอาจจะทำสิ่งบางอย่างที่พอจะช่วยตัวเองได้
“หรือว่าเรา...”
มิรารียกมือขึ้นไว้เหนือหัวเธอกำลังตั้งสมาธิจ้องมองภาพตรงหน้าของเธอให้มีอะไรออกมาจากมือและแล้วก็มีไอสีขาวออกมาพร้อมกับละอองเกล็ดหิมะสีขาว
“นี่มันหิมะ!!”
มิรารีจ้องมองสิ่งที่กำลังลอยลงมา เธอถึงได้รู้แล้วว่าตัวเองนั้นมีความสามารถอะไร
“นี่...หรือว่าที่ฉันมีร่างกายสีขาวแบบนี้...เพราะ...การะเินั้นกับ...ตู้พายุหิมะนั้น...ทำให้เรากลายเป็...ยอดมนุษย์เหรอ?”
มิรารีมีสีหน้าที่ซีเรียสขึ้นมาเธอกำลังเป็ตัวประหลาดที่บนโลกนี้ไม่มีนอกจากในหนังหรือการ์ตูนเท่านั้นเธอค่อย ๆ เอามือลงก่อนจะมองไปที่เท้าของเธอ
“ถ้างั้นเราก็ประคบเย็นที่ข้อเท้าได้แล้วสิ!”
มิรารีเกิดความคิดในแง่ดีว่าถึงตัวเองจะกลายเป็ตัวประหลาดแต่เธอก็ยังสามารถรักษาขาของตนเองได้ ตอนนี้ข้าของเธอบวมขึ้นเรื่อย ๆเธอพยายามตั้งสติก่อนจะเอามือัักับข้อเท้าก่อนจะใช้พลังของเธอไอควันสีขาวเย็นกำลังออกมาพร้อมกับน้ำแข็งที่กำลังก่อตัวขึ้นที่ข้อเท้าของเธอ
“เย้ย!เย็นจัง...แต่ก็สบายดีจัง~”
ขาของเธอรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมตอนแรกยังเจ็บอยู่เลยก่อนที่เธอจะฉีกเสื้อของตัวเองออกมาแล้วพันที่ข้อเท้าของตัวเอง
“เอาล่ะ! เสร็จแล้ว!!”
มิรารีมองการพันแผลของเธอที่ทำช่างทำให้เธอนึกถึงครอบครัวถึงเธอเจ็บก็ยังมีคนค่อยช่วยทำแผลให้แต่ตอนนี้ไม่มีใครสามารถช่วยเธอได้เลยสักนิดใบหน้าที่ไหลออกมากลายเป็หยดน้ำแข็งตกลงจนมีเสียงกรุ๊งกริ๊งเบา ๆมิรารีมองอย่างเหม่อลอยก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ แล้วพยายามลุกขึ้นให้ตัวเองยืนให้ได้เธอพยายามเขย่งขาเดินไปช้างหน้าถึงจะเจ็บแค่ไหนก็จะพยายามเดินไปให้ได้โดยไม่ลงน้ำหนักไปที่เท้าที่เจ็บเธอเดินตรงไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าจนใกล้ถึงปากทางออกจากตึกที่เธออยู่แสงสว่างสาดเข้ามาที่ตัวเธอ มิรารียกมือบังแสงสว่างนั้นเมื่อเธอเดินออกมาก็ได้เห็นภาพอันแสนเจิดจ้าภาพตรงหน้าที่เป็เนินสูงมีต้นไม้ล้อมรอบเกาะและรอบเกาะนั้นเป็ทะเลที่ไม่เห็นอะไรนอกจากทะเล
“นี่ฉันอยู่บนเกาะกลางทะเลหรือไงเนี่ยยยยยยยยยยย!!”
จบตอนที่ 3 โปรดติดตามต่อตอนที่ 4ต่อไป